Onda กับ Shurink ไม่แข่งกันที่ความลึก แต่เล็งชั้นผิวต่างกัน ไขเข้าใจผิดว่ายิ่งลึกยิ่งดี
เผยแพร่ -
อัปเดต -

Author
Wi Young-jin · Chief director
Seoul National University College of Medicine · Seoul National University Hospital Specialist
→

เวลาหาข้อมูลเรื่อง Onda Lifting กับ Shurink หลายคนมักถามว่า "Shurink ลงลึกถึงชั้นพังผืดมากกว่า แปลว่าแรงกว่าใช่ไหม" แต่พอไปปรึกษาก็มักได้คำตอบแค่ว่า "แล้วแต่ปัญหาของแต่ละคน" สุดท้ายเลยพยายามตัดสินจากตัวเลขความลึกอย่างเดียว ซึ่งกลับยิ่งทำให้สับสนมากขึ้นไปอีก
แต่จริง ๆ แล้วสองหัตถการนี้ไม่ได้วัดกันที่ความลึก เพราะตั้งแต่แรกก็มุ่งเป้าไปที่ชั้นผิวคนละชั้นกันเลย บทความนี้จึงไม่ได้จะมาไล่เรียงหลักการทีละข้อ แต่จะเริ่มจากการไขข้อเข้าใจผิดที่ว่า "ยิ่งลึกยิ่งดี" ก่อน แล้วค่อยดูว่าตามลักษณะหย่อนคล้อยของแต่ละคนที่เป็นปัญหาชั้นไหน ควรเลือกแบบไหนถึงจะเหมาะ
ทำไมถึงเข้าใจผิดว่ายิ่งลึกยิ่งดี
เวลาเปรียบเทียบ Onda กับ Shurink สิ่งแรกที่คนมักสงสัยคือ "แบบไหนลงลึกกว่ากัน" พอได้ยินว่า Shurink ลงไปถึงชั้นพังผืดใต้ชั้นหนังแท้ ก็มักจะคิดต่อไปเองโดยอัตโนมัติว่า "ลึกกว่า = แรงกว่า = ดีกว่า"
แต่ทั้งสองหัตถการไม่ได้แข่งกันที่ความลึกในชั้นผิวเดียวกัน เพราะตั้งแต่ต้นก็มุ่งเป้าไปคนละชั้นกัน การเอาตัวเลขความลึกมาเทียบกันตรง ๆ เพื่อตัดสินว่าอันไหนดีกว่าจึงไม่ค่อยสมเหตุสมผลนัก Onda เน้นดูแลโครงสร้างชั้นที่มีปริมาตรกว้าง ๆ ส่วน Shurink เน้นชั้นที่ทำหน้าที่พยุงโครงหน้า เป็นหัตถการที่มีบทบาทต่างกันไปคนละแบบ
ดังนั้นก้าวแรกที่สำคัญคือเปลี่ยนเกณฑ์การตัดสินใจจาก "ลงลึกแค่ไหน" มาเป็น "อาการหย่อนคล้อยของเราเป็นปัญหาที่ชั้นไหน" เพราะคำตอบที่เหมาะสมจะต่างกันไปตามว่าเป็นไขมันที่ยืดหย่อนจนตก หรือเป็นชั้นที่พยุงโครงหน้าที่เริ่มอ่อนแรงลง


ชั้นผิวที่สองหัตถการนี้มุ่งเป้าต่างกันอย่างไร
การบอกว่าชั้นผิวต่างกันอาจจะยังนึกภาพไม่ออก ขอสรุปให้ชัดจากมุมมองว่าให้ความร้อนที่ไหนและอย่างไร คลื่นความถี่วิทยุแบบไมโครเวฟของ Onda จะกระจายพลังงานเป็นวงกว้าง ให้ความร้อนอย่างอ่อนโยนตั้งแต่ชั้นหนังแท้ส่วนลึกไปจนถึงชั้นไขมัน จึงเหมาะกับบริเวณที่มีไขมันหนาแล้วหย่อนคล้อยลงมา
ในทางกลับกัน คลื่นอัลตราซาวด์ของ Shurink จะรวมพลังงานไว้ที่จุดเล็ก ๆ อย่างแม่นยำ เจาะจงลงไปถึงชั้นพังผืด (SMAS) ที่อยู่ใต้ชั้นหนังแท้ ชั้นพังผืดนี้เป็นเยื่อใยที่อยู่ระหว่างผิวหนังกับกล้ามเนื้อ ทำหน้าที่พยุงโครงหน้าไว้ หากชั้นนี้หย่อนคล้อย เส้นหน้าก็จะดูไม่ชัดเจน Shurink จึงโดดเด่นในการกระชับชั้นที่ทำหน้าที่พยุงนี้ให้เส้นหน้าดูเรียบเนียนขึ้น
รายการ | Onda Lifting | Shurink |
|---|---|---|
รูปแบบพลังงาน | คลื่นความถี่วิทยุแบบไมโครเวฟ | คลื่นอัลตราซาวด์ (HIFU) |
ลักษณะการกระจายความร้อน | กระจายความร้อนเป็นวงกว้าง | รวมพลังงานไว้ที่จุดเดียว |
ชั้นผิวที่มุ่งเป้าหลัก | ชั้นหนังแท้ส่วนลึก·ไขมันใต้ผิวหนัง | ชั้นหนังแท้ถึงชั้นพังผืด (SMAS) |
ปัญหาที่เหมาะสม | ไขมันหย่อนคล้อย·ปริมาตรตก | ใบหน้าหย่อนตอนแสดงสีหน้า·ปรับเส้นหน้าให้กระชับ |
ความรู้สึกขณะทำ | ความร้อนอุ่น ๆ ค่อยเป็นค่อยไป | ความร้อนแบบจี้เป็นจุด ๆ |
จากตารางจะเห็นว่าทำไมการจัดอันดับด้วยความลึกอย่างเดียวถึงดูไม่ค่อยสมเหตุสมผล เพราะฝั่งที่ให้ความร้อนเป็นวงกว้างกับฝั่งที่รวมพลังงานไว้ที่จุดเดียวถนัดคนละเรื่องกัน ถ้ากำหนดไว้ก่อนว่าปัญหาของเราเป็นเรื่องปริมาตรหรือเรื่องเส้นหน้า ก็จะเลือกได้ง่ายขึ้นมาก

แบ่งตามสถานการณ์แล้วควรเลือกแบบไหนดี
ถึงจะฟังเรื่องชั้นผิวมาแล้ว แต่ก็อาจยังนึกไม่ออกว่าแบบไหนเหมาะกับหน้าตัวเอง แม้จะแบ่งแบบเป๊ะ ๆ ไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าลองแบ่งตามสถานการณ์ที่พบบ่อยดูสักหน่อย ก็จะช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น
รู้สึกว่าแก้มหรือไขมันใต้คางหย่อนคล้อยลงมาชัดเจน — Onda ที่ให้ความร้อนเป็นวงกว้างจะเหมาะกว่า
ตอนยิ้มแล้วเห็นเส้นร่องแก้มหรือแก้มห้อยชัดขึ้น — Shurink ที่กระชับชั้นพยุงโครงหน้าจะโดดเด่นกว่า
ชอบความรู้สึกอบอุ่นเบา ๆ ไม่หนักมาก — ความร้อนของ Onda ค่อนข้างสบายกว่า
อยากได้ความรู้สึกกระชับที่ชัดเจนในครั้งเดียว — ความร้อนแบบจี้จุดของ Shurink ให้ผลตรงจุดกว่า
มีทั้งไขมันหย่อนและเส้นหน้าหย่อนปนกัน — บางครั้งก็ใช้สองหัตถการร่วมกันโดยเว้นช่วงเวลาห่างกัน
ความรู้สึกขณะทำก็เป็นอีกจุดที่ต่างกัน Onda จะให้ความร้อนแบบกวาดไปทั่วใบหน้าเบา ๆ หลายคนจึงรู้สึกค่อนข้างสบาย ส่วน Shurink จะส่งคลื่นอัลตราซาวด์เป็นจุด ๆ ตามความลึกของแต่ละบริเวณ จึงอาจรู้สึกจี้เป็นจุดและระคายเคืองมากกว่าเล็กน้อย ความไวต่อความเจ็บของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ถ้ารู้สึกไม่สบายตัว สามารถปรึกษาเรื่องปรับระดับความแรงหรือการดูแลผิวให้สงบร่วมด้วยได้
ทั้งสองหัตถการฟื้นตัวเร็ว สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ทันทีหลังทำเสร็จ ดังนั้นแทนที่จะเลื่อนออกไปเพราะกังวลว่า "ดาวน์ไทม์จะนานไหม" ลองเลือกตามสถานการณ์ข้างต้นที่ใกล้เคียงกับหน้าตัวเองมากที่สุดจะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่พึงพอใจมากกว่า

ทำไมถ้าเลือกชั้นผิดถึงได้ผลลัพธ์ที่ไม่น่าพอใจ
ความเข้าใจผิดที่ว่า "ยิ่งลึกยิ่งดี" ที่นำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่น่าพอใจจริง ๆ ก็เพราะไปมุ่งเป้าที่ชั้นผิวคนละชั้นกับที่หย่อนคล้อยจริง ลองมาดูตัวอย่างความเข้าใจผิดที่พบบ่อยสักสองสามกรณี
มีบางคนที่ปัญหาหลักคือแก้มและไขมันใต้คางหย่อนคล้อย แต่เลือกทำแต่ Shurink เพราะคิดว่า "ลึกกว่าน่าจะดีกว่า" ทั้งที่ Shurink ถนัดเรื่องกระชับชั้นที่พยุงโครงหน้า จึงอาจไม่ค่อยช่วยจัดการความหย่อนคล้อยที่กระจายเป็นวงกว้างได้ตามที่คาดหวัง กรณีแบบนี้ Onda ที่ให้ความร้อนเป็นวงกว้างจะตอบโจทย์มากกว่า
ในทางกลับกัน บางคนกังวลเรื่องเส้นหน้าที่ไม่ชัดเจนตอนแสดงสีหน้า แต่เพราะรู้สึกว่าความร้อนของ Onda สบายกว่า เลยเลือกทำแต่ Onda ซ้ำ ๆ ทั้งที่แรงในการกระชับเส้นหน้าจริง ๆ แล้วมาจาก Shurink ที่เจาะจงลงชั้นพยุงโครงหน้าโดยตรงมากกว่า ถ้าต้องการปรับเส้นหน้าให้ชัดขึ้น ทำแต่ Onda อาจรู้สึกว่ากระชับไม่พอ
ดังนั้นหัวใจสำคัญของสองหัตถการนี้ไม่ใช่ "อันไหนแรงกว่ากัน" แต่คือการจับคู่ให้ตรงกับ "อาการหย่อนคล้อยของเราอยู่ที่ชั้นไหน" หากมีทั้งไขมันหย่อนและเส้นหน้าหย่อนปนกัน แทนที่จะเน้นทำหนักไปทางใดทางหนึ่ง การแบ่งช่วงเวลาดูแลทั้งสองชั้นแยกกันมักให้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติกว่า

ฮับจอง Beautystone ดูแลเรื่องชั้นผิวให้อย่างไร
ฮับจอง Beautystone ไม่ได้เริ่มจากการกำหนดชื่อหัตถการไว้ก่อนแล้วแนะนำ แต่จะตรวจดูก่อนว่าตอนนี้ความหย่อนคล้อยที่กังวลที่สุดอยู่ที่ชั้นไหน แม้จะมีคนขอมาว่า "ขอแบบที่ลึก ๆ หน่อย" ก็จะช่วยดูร่วมกันก่อนว่าจริง ๆ แล้วคำขอนั้นเป็นปัญหาปริมาตรหย่อนหรือเส้นหน้าหย่อนกันแน่
ถึงจะเป็น Onda หรือ Shurink เหมือนกัน แต่รายละเอียดจะต่างกันไปตามปริมาณไขมันและทิศทางการหย่อนคล้อยของแต่ละคน จึงจะดูหน้าของแต่ละท่านแล้วช่วยตัดสินใจร่วมกันว่าหัตถการไหนจะให้ผลลัพธ์เป็นธรรมชาติกว่า หรือควรแบ่งดูแลทั้งสองชั้นแยกกัน เนื่องจากเป็นคลินิกเล็ก ๆ ที่เดินถึงได้จากสถานีฮับจอง จึงสามารถติดตามผลหลังทำแล้วปรับช่วงเวลาทำครั้งต่อไปให้เหมาะสมได้
หลังจากกำหนดชั้นผิวที่ต้องดูแลแล้ว ขั้นตอนจริงของทั้งสองหัตถการจะเริ่มจากการล้างหน้าและปรึกษาก่อน Onda จะทาเจลแล้วใช้หัวเครื่องกวาดให้ความร้อนทั่วใบหน้า ส่วน Shurink จะส่งคลื่นอัลตราซาวด์เป็นจุด ๆ ตามความลึกที่กำหนดไว้ในแต่ละบริเวณ ระยะเวลาทำจะอยู่ที่ประมาณ 20-40 นาที ขึ้นอยู่กับบริเวณที่ทำ หลังทำเสร็จอาจมีความร้อนอุ่น ๆ หรือรอยแดงเล็กน้อยแต่มักจะจางลงภายในไม่กี่ชั่วโมง และสามารถล้างหน้าหรือแต่งหน้าเบา ๆ ได้ตามปกติในวันเดียวกัน
หลังจากนั้นควรดูแลผิวด้วยน้ำอุณหภูมิปกติประมาณ 1-2 วัน และงดซาวน่าหรือออกกำลังกายหนัก ๆ ไปสักพัก ในช่วง 2-4 สัปดาห์ คอลลาเจนจะค่อย ๆ สร้างขึ้นจนรู้สึกได้ถึงความกระชับที่ดีขึ้น และผลลัพธ์มักจะเข้าที่มากที่สุดในช่วง 2-3 เดือน ดังนั้นแทนที่จะตัดสินภายในหนึ่งถึงสองสัปดาห์ ควรดูผลลัพธ์ในช่วงสองสามเดือนแล้วค่อยประเมินว่าการเลือกชั้นผิวที่ทำนั้นเหมาะสมหรือไม่
อย่างไรก็ตาม บทความนี้เป็นการรวบรวมข้อมูลทั่วไปเท่านั้น การเลือกหัตถการที่เหมาะกับตัวเองควรปรึกษากับแพทย์ที่ตรวจให้โดยตรง หากมีรอยแดงหรือความร้อนที่รุนแรงขึ้นนานเกินหนึ่งวัน หรือมีอาการเจ็บกดบริเวณใดบริเวณหนึ่งต่อเนื่อง ควรปรึกษาแพทย์ที่ทำหัตถการให้เพื่อความปลอดภัย

คำถามที่พบบ่อย
ถ้าดูแค่ความลึก Shurink แรงกว่าใช่ไหมคะ?
เนื่องจากชั้นผิวที่มุ่งเป้าต่างกัน จึงตัดสินความแรงจากความลึกอย่างเดียวได้ยากครับ Shurink จะเจาะจงลงชั้นพังผืดที่พยุงโครงหน้า จึงโดดเด่นเรื่องปรับเส้นหน้าให้กระชับ ส่วน Onda จะให้ความร้อนเป็นวงกว้าง จึงเหมาะกับปัญหาปริมาตรหย่อนคล้อยมากกว่า ไม่ใช่ว่ายิ่งลึกจะยิ่งเหมาะกับปัญหาของเราเสมอไป ควรดูก่อนว่าความหย่อนคล้อยของเราอยู่ที่ชั้นไหนครับ
ถ้ามีทั้งปัญหาปริมาตรหย่อนและเส้นหน้าหย่อน ควรดูแลอย่างไรคะ?
หากมีปัญหาทั้งสองชั้นปนกัน แทนที่จะเน้นทำหนักไปทางใดทางหนึ่ง บางครั้งเราจะแบ่งช่วงเวลาทำ Onda เพื่อดูแลชั้นปริมาตร และ Shurink เพื่อดูแลชั้นที่พยุงโครงหน้าแยกกันครับ แทนที่จะฝืนทำพร้อมกันในวันเดียว ควรดูสภาพผิวและความเร็วในการฟื้นตัวแล้วกำหนดระยะห่างที่เหมาะสมจะปลอดภัยกว่า และแนะนำให้ปรึกษาแพทย์เรื่องลำดับและระยะห่างก่อนทำหัตถการครับ
ตอนไปปรึกษา ควรให้ตรวจดูปัญหาชั้นผิวยังไงดีคะ?
ลองเริ่มพูดว่า "ช่วยดูให้หน่อยว่าอาการหย่อนคล้อยของฉันเป็นปัญหาปริมาตรไขมัน หรือเป็นเส้นหน้า/ชั้นพยุงโครงหน้า" จะช่วยให้กำหนดทิศทางได้ง่ายขึ้นครับ เพราะแม้จะเป็นหัตถการเดียวกัน แต่รายละเอียดจะต่างกันไปตามปริมาณไขมันและทิศทางการหย่อนคล้อยของแต่ละคน การเช็กก่อนว่าความหย่อนคล้อยของเราอยู่ที่ชั้นไหน แทนที่จะเริ่มจากชื่อหัตถการ จะช่วยลดโอกาสเลือกผิดได้ครับ
ถ้าลองทำอย่างหนึ่งแล้วรู้สึกไม่ค่อยพอใจ ควรเปลี่ยนไปทำอีกแบบไหมคะ?
ควรดูก่อนว่าสาเหตุที่รู้สึกไม่พอใจนั้นเป็นเพราะเลือกชั้นผิวไม่ตรงกับปัญหาหรือเปล่าครับ ถ้ากังวลเรื่องเส้นหน้าแต่ทำแต่ Onda ซ้ำ ๆ หรือมีปัญหาปริมาตรหย่อนแต่ทำแต่ Shurink ก็ยังมีโอกาสปรับให้ตรงชั้นผิวมากขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์มักต้องดูจากช่วงเวลาสองสามเดือนที่คอลลาเจนค่อย ๆ สร้างขึ้น จึงแนะนำให้ตรวจดูความคืบหน้าและชั้นผิวที่หย่อนคล้อยร่วมกันก่อนตัดสินใจเปลี่ยนครับ

กำจัดขน
레이저 제모 1회에도 남는 몫이 있어요 — 밀도를 모자이크로 보는 법

ลบรอยสัก
ลบรอยสักนิ้ว ข้อมือ ข้อเท้า ทำไมต้องใช้เวลานานกว่าที่อื่น?

ลบรอยสัก
ลบรอยสัก ราคาต่างกันได้แค่ไหน? เข้าใจก่อนตัดสินใจ

ลบรอยสัก
จ่ายครบ 10 ครั้งแล้ว ถ้ารอยสักหายก่อน เงินที่เหลือจะหายไปด้วยไหม?

ยกกระชับ
ร้อยไหมหน้าผาก ยกได้แค่ไหน เปลี่ยนแนวทางเมื่อไหร่

ผิว
สกินบูสเตอร์ราคาต่างกันทุกคลินิก เช็กอะไรก่อน?



