Onda (คลื่นไมโครเวฟ) กับ Shurink (HIFU) ส่งความร้อนต่างกันอย่างไร ลงลึกชั้นไหน และเหมาะกับปัญหาแบบใด
เวลาที่สาวๆ กำลังหาข้อมูลเรื่องการยกกระชับหน้า (lifting) มักจะเห็นเครื่อง Onda Lifting และ Shurink ถูกพูดถึงคู่กันบ่อยมาก จนหลายคนสับสนว่าตกลงสองเครื่องนี้คล้ายกัน หรือแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง? แถมชื่อก็ฟังดูไม่คุ้นหู พอไปปรึกษาที่คลินิกก็มักจะได้คำตอบว่า "ขึ้นอยู่กับปัญหาผิวของแต่ละคน" จนทำเอาเลือกไม่ถูกว่าสรุปแล้วใบหน้าของเราเหมาะกับเครื่องไหนกันแน่
ถ้าให้ตอบแบบรวบรัดที่สุด ทั้งสองหัตถการนี้มีวิธีการสร้างความร้อน และระดับความลึกของชั้นผิวที่ส่งพลังงานความร้อนลงไปที่แตกต่างกันค่ะ โดย Onda จะใช้คลื่นไมโครเวฟ (microwave) ในกลุ่มคลื่นวิทยุความถี่สูง (RF) เพื่อค่อยๆ อุ่นชั้นผิวแท้ส่วนลึกและชั้นไขมันให้ร้อนขึ้นอย่างอ่อนโยน ส่วน Shurink จะใช้คลื่นอัลตราซาวนด์แบบเฉพาะเจาะจงเน้นลงลึกเป็นจุดๆ ไปจนถึงชั้นพังผืดใต้ผิวหนัง (SMAS) ดังนั้น วิธีเลือกจึงขึ้นอยู่กับความกังวลของคุณว่ากำลังกังวลเรื่อง "ไขมันหย่อนคล้อยและสูญเสียปริมาตรแก้ม" หรือกังวลเรื่อง "การปรับรูปหน้าและริ้วรอยจากการแสดงอารมณ์" ค่ะ
> บทความนี้เป็นคอนเทนต์ที่รวบรวมข้อมูลหัตถการจาก Beautystone สาขาฮับจอง (Hapjeong) ค่ะ
อ่านบทความนี้แล้วคุณจะเข้าใจเรื่อง:
หลักการทำงานในการสร้างพลังงานความร้อนของ Onda และ Shurink
เหตุผลที่ทั้งสองหัตถการส่งความร้อนลงลึกสู่ชั้นผิวต่างกัน
การประเมินปัญหาผิวตัวเองว่าเหมาะกับการเน้นเรื่องไขมัน/ปริมาตรผิว หรือเน้นเรื่องกรอบหน้า/ความยืดหยุ่น
ขั้นตอนการทำหัตถการและการดูแลตัวเองในช่วงพักฟื้นหลังทำจริง
ทำไม Onda และ Shurink ถึงมักถูกนำมาเปรียบเทียบกันบ่อยๆ
สาเหตุที่ Onda และ Shurink มักจะถูกพูดถึงคู่กันบ่อยๆ เป็นเพราะว่าทั้งสองหัตถการมีจุดมุ่งหมายหลักเดียวกันคือ "การส่งพลังงานความร้อนเข้าสู่ใต้ชั้นผิวโดยไม่ต้องผ่าตัด เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน" เมื่อความร้อนส่งไปถึงชั้นผิวแท้ คอลลาเจนเดิมจะหดตัวทันที และในอีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมา คอลลาเจนใหม่จะค่อยๆ สร้างขึ้น ทำให้ผิวกลับมายืดหยุ่นและตึงกระชับ หากดูจากการสังเกตการณ์ทางเนื้อเยื่อวิทยาพบว่า เมื่อความร้อนจากคลื่นความถี่สูง (RF) เข้าไปอุ่นชั้นผิวแท้ คอลลาเจนจะกระชับตัวขึ้นทันที และจะมีการสร้างคอลลาเจนใหม่อย่างต่อเนื่องในช่วง 4-6 สัปดาห์ถัดมา ซึ่งช่วยยืนยันหลักการทำงานร่วมกันของการกระตุ้นด้วยความร้อนนี้ได้ชัดเจนยิ่งขึ้นค่ะ
อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็น "การกระตุ้นด้วยความร้อน" เหมือนกัน แต่ถ้าชนิดของพลังงานที่ใช้สร้างความร้อนต่างกัน ความลึกและรูปแบบการกระจายตัวของความร้อนในชั้นผิวก็จะต่างไปด้วย โดยคลื่นความถี่สูง (RF)* จะเน้นการกระจายความร้อนในวงกว้างเพื่ออุ่นเพิ่มวอลลุ่มผิว ส่วนคลื่นอัลตราซาวนด์จะมีลักษณะการรวมพลังงานลงลึกเฉพาะจุด จึงทำให้ระดับความลึกสัมพัทธ์ที่ลงไปถึงนั้นมีความแตกต่างกันค่ะ
*คลื่นความถี่สูง (RF): เป็นวิธีกระตุ้นความร้อนที่เกิดจากแรงต้านทานเมื่อกระแสไฟฟ้าไหลผ่านเนื้อเยื่อ มักใช้ในหัตถการที่ต้องการอุ่นผิวเป็นวงกว้างอย่างอ่อนโยน เช่น Onda Lifting


ทำไมระดับความลึกที่ความร้อนลงไปถึงจึงต่างกัน
ข้อแตกต่างที่ใหญ่ที่สุดคือพลังงานที่ส่งลงไปใต้ตัวผิวมีลักษณะ "กระจายตัวหรือรวมตัวเป็นจุดเดียว" โดยคลื่นไมโครเวฟ (RF) ของ Onda จะเน้นอุ่นผิวตั้งแต่ชั้นผิวแท้ส่วนลึกไปจนถึงชั้นไขมันเป็นบริเวณค่อนข้างกว้าง จึงเหมาะกับบริเวณที่มีไขมันหย่อนคล้อยสะสมอยู่เยอะ ในทางกลับกัน คลื่นอัลตราซาวนด์ของ Shurink จะเน้นรวบรวมพลังงานลงลึกเป็นจุดเล็กๆ ไปจนถึงชั้นพังผืดกล้ามเนื้อ (SMAS)* ใต้ชั้นครึ่งผิวแท้อย่างแม่นยำ จึงมีจุดเด่นในการยกกระชับกรอบหน้าและพยุงผิวให้แน่นขึ้น
*ชั้นพังผืด (SMAS): คือชั้นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่อยู่ระหว่างชั้นผิวหนังและชั้นกล้ามเนื้อ ทำหน้าที่พยุงโครงสร้างใบหน้า หากชั้นนี้หย่อนคล้อยจะทำให้กรอบหน้าดูไม่ชัดเจน ซึ่งการทำยกกระชับด้วยคลื่นอัลตราซาวนด์จะมุ่งเป้าไปที่ชั้นนี้โดยตรงค่ะ
เพื่อความเข้าใจง่าย เราได้สรุปจุดเด่นของทั้งสองหัตถการจำแนกตามหัวข้อดังนี้ค่ะ:
หัวข้อ | Onda Lifting | Shurink |
|---|---|---|
รูปแบบพลังงาน | คลื่นความถี่สูงกลุ่มไมโครเวฟ (RF) | คลื่นอัลตราซาวนด์ (HIFU) |
การกระจายความร้อน | กระจายตัวกว้างเพื่ออุ่นเพิ่มวอลลุ่ม | โฟกัสรวมศูนย์เป็นจุดเดียว |
ชั้นผิวเป้าหมายหลัก | ผิวแท้ชั้นลึก / ไขมันใต้ผิวหนัง | ผิวแท้ ไปจนถึงชั้นพังผืด (SMAS) |
ปัญหาผิวที่เหมาะสม | แก้มหย่อนคล้อย / ไขมันส่วนเกิน | ริ้วรอยแก้ม-มุมปากตก / กรอบหน้าไม่ชัด |
ความรู้สึกขณะทำ | รู้สึกอุ่นๆ สบายผิวอย่างต่อเนื่อง | รู้สึกจี๊ดๆ อุ่นๆ เฉพาะจุดเป็นจังหวะ |
หลักการทำงานที่พลังงานอัลตราซาวนด์ส่งตรงลึกไปถึงชั้น SMAS ได้ผลลัพธ์ที่ดียังถูกอธิบายในลักษณะเดียวกันในบทความรีวิวสรุปว่า คลื่นพลังงานอัลตราซาวนด์จะโฟกัสที่ระดับความลึกเฉพาะของผิวเพื่อทำให้คอลลาเจนในชั้นผิวแท้และชั้นพังผืดหดตัวกระชับขึ้น ดังนั้น แทนที่จะเทียบว่าเครื่องไหนดีกว่ากันจากแค่ "ความลึก" ของเครื่องเพียงอย่างเดียว การประเมินปัญหาก่อนว่าปัญหาเกิดขึ้นที่ชั้นผิวไหนจะช่วยให้เลือกหัตถการที่ตอบโจทย์ได้ตรงจุดและได้ผลจริงมากกว่าค่ะ


ปัญหาผิวแบบนี้เลือก Onda, ปัญหาผิวแบบนี้เลือก Shurink
หลังจากเข้าใจเรื่องความลึกในการส่งพลังงานแล้ว ทีนี้มาลองดูปัญหาผิวของคุณเพื่อเปรียบเทียบกันดีกว่าค่ะ แม้ว่าจะไม่มีกฎเกณฑ์ที่แบ่งแยกชัดเจน 100% แต่สามารถใช้แนวทางคร่าวๆ เหล่านี้ในการประกอบการตัดสินใจได้เลย:
รู้สึกแก้มย้อยหรือไขมันใต้คาง (เหนียง) หย่อนคล้อย — แนะนำ Onda ที่เน้นกระจายความร้อนกว้างจะตอบโจทย์ได้ดีกว่าค่ะ
เวลาอ้าปากหรือยิ้มแล้วเห็นร่องแก้ม ร่องน้ำหมากชัดเจน — แนะนำ Shurink ที่โดดเด่นเรื่องการกระชับชั้นพยุงโครงสร้างผิว
ชอบความรู้สึกสบายๆ ไม่เจ็บขณะทำ — ความอุ่นสบายอย่างอ่อนโยนของ Onda จะช่วยให้ผ่อนคลายได้มากกว่า
อยากเห็นผลลัพธ์กรอบหน้าตึงกระชับชัดเจนทันที — ความร้อนแบบจับเฉพาะจุดของ Shurink จะให้ความรู้สึกยกกระชับที่ตรงไปตรงมากว่า
มีทั้งปัญหาไขมันหย่อนคล้อยและกรอบหน้าไม่เป๊ะผสมกัน — สามารถวางแผนแบ่งช่วงเวลาเพื่อรักษาด้วยทั้งสองหัตถการควบคู่กันได้ค่ะ
หัตถการทั้งสองมีระยะพักฟื้นน้อยมากจนสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติทันทีหลังทำเสร็จ ดังนั้น แทนที่จะกังวลเรื่องของอาการบวมหรือรอยแดง (downtime) นานๆ การเลือกใช้เครื่องที่ตอบโจทย์กับปัญหาในแต่ละชั้นผิวของคุณจะช่วยสร้างผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจได้สูงสุดค่ะ

ทำไมต้องเลือกมาทำที่ Beautystone สาขาฮับจอง
ที่ Beautystone สาขาฮับจอง เราไม่ได้เริ่มจากการยัดเยียดแพ็กเกจหัตถการให้คนไข้ แต่เริ่มต้นจากการวิเคราะห์ก่อนว่าปัญหาความหย่อนคล้อยในปัจจุบันเกิดขึ้นที่ชั้นผิวใดมากที่สุด แม้จะเป็นการทำ Onda หรือ Shurink เหมือนกัน แต่ด้วยปริมาณไขมันบนใบหน้าและทิศทางการหย่อนคล้อยเฉพาะบุคคลที่ต่างกัน เราจึงต้องตรวจวิเคราะห์โครงหน้าของแต่ละคนเพื่อแนะนำว่าควรเลือกทำหัตถการใดจึงจะดูเป็นธรรมชาติที่สุด หรือควรทำร่วมกันอย่างไร คลินิกของเราตั้งอยู่ใกล้กับสถานีฮับจอง (Hapjeong Station) สามารถเดินเท้ามาได้สะดวก จึงเอื้อต่อการนัดหมายและเข้ามาติดตามผลการรักษาหลังทำเพื่อปรับแผนการดูแลในครั้งถัดไปได้อย่างใกล้ชิดค่ะ

ขั้นตอนการทำและการดูแลผิวหลังทำเป็นอย่างไรบ้าง
ขั้นตอนแรกของทั้งสองหัตถการจะเริ่มจากการล้างหน้าและเข้าพบคุณหมอเพื่อรับคำปรึกษา สำหรับ Onda หลังจากทาเจลแล้วจะใช้หัวเครื่องลากถูเบาๆ เพื่อส่งผ่านความร้อนเฉลี่ยทั่วใบหน้า ส่วน Shurink จะยิงพลังงานอัลตราซาวนด์ลงลึกเฉพาะจุดตามตำแหน่งหัวใจสำคัญของใบหน้า ระยะเวลาในการทำจะอยู่ที่ประมาณ 20-40 นาที ขึ้นอยู่กับบริเวณที่ทำค่ะ
ทันทีหลังทำ — อาจรู้สึกอุ่นๆ ใต้ผิวหรือมีรอยแดงเล็กน้อยชั่วคราว แต่ปกติแล้วจะหายไปเองในไม่กี่ชั่วโมงค่ะ
ในวันเดียวกัน — สามารถล้างหน้าและทาครีมบำรุงผิวรวมถึงแต่งหน้าได้ตามปกติ
ช่วง 1~2 วันแรก — แนะนำให้ล้างหน้าด้วยน้ำอุณหภูมิห้อง และควรงดการเข้าซาวน่าหรือออกกำลังกายหนักๆ ชั่วคราว
สัปดาห์ที่ 2~4 — จะเริ่มรู้สึกว่าผิวมีความยืดหยุ่นและเด้งฟูขึ้นจากการสร้างคอลลาเจนใหม่
เดือนที่ 2~3 — จะเป็นช่วงเวลาที่ผลลัพธ์แห่งความตึงกระชับนั้นเข้าที่และเห็นผลชัดเจนที่สุดค่ะ
หากมีอาการหน้าแดงหรืออุ่นร้อนติดต่อกันเกินวัน หรือมีอาการระบมเมื่อกดทับเฉพาะจุด แนะนำให้ติดต่อปรึกษาแพทย์ผู้ออกแบบการรักษาเพื่อความปลอดภัยค่ะ เนื่องจากบทความนี้เป็นการรวบรวมข้อมูลทั่วๆ ไป การพิจารณาเลือกหัตถการที่ตรงกับเรามากที่สุดจึงควรเป็นการตัดสินใจจากการร่วมประเมินกับทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญค่ะ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q. สามารถทำ Onda พร้อมกับ Shurink ร่วมกันได้ไหมคะ?
A. ในกรณีที่มีปัญหาทั้งไขมันส่วนเกินและความหย่อนคล้อยของกรอบหน้าควบคู่กัน สามารถจัดแผนรักษาโดยแบ่งช่วงทำสลับกันได้ค่ะ ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดและหลีกเลี่ยงการสะสมความร้อนส่วนเกินใต้ผิวในวันเดียวกัน แนะนำให้ตรวจสภาพผิวและปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนทำเพื่อออกแบบลำดับและระยะเวลาเว้นช่วงที่เหมาะสมที่สุดค่ะ
Q. ระหว่างสองเครื่องนี้ เครื่องไหนเจ็บกว่ากันคะ?
A. สัมผัสความเจ็บจะแตกต่างกันค่ะ Onda จะเป็นความรู้สึกอุ่นร้อนอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทำให้คนไข้ส่วนใหญ่รู้สึกสบายผิวและผ่อนคลายขณะทำ ในขณะที่ Shurink จะเป็นการยิงจี้พลังงานลงลึกเฉพาะจุด จึงอาจจะทำให้รู้สึกจี๊ดๆ ลึกๆ ได้มากกว่า เนื่องจากระดับความอดทนต่อความเจ็บปวดของแต่ละบุคคลแตกต่างกัน หากกังวลสามารถขอให้แพทย์ปรับระดับพลังงานหรือทายาชา/ประคบเย็นเพิ่มได้ค่ะ
Q. จะเห็นผลชัดเจนที่สุดตอนไหนคะ?
A. แม้จะเริ่มรู้สึกกระชับขึ้นได้บ้างทันทีหลังทำ แต่การเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนที่สุดจะเกิดขึ้นหลังจากผ่านไป 2-3 เดือน ซึ่งเป็นช่วงที่คอลลาเจนสร้างใหม่เสร็จสมบูรณ์และเข้าที่แล้ว ดังนั้น แทนที่จะด่วนตัดสินผลลัพธ์ในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก แนะนำให้รอดูผลลัพธ์ที่คงตัวหลังผ่านไปประมาณ 2 เดือนนะคะ
Q. ทำแค่ครั้งเดียวพอไหม หรือต้องทำซ้ำหลายๆ ครั้งคะ?
A. บางท่านก็รู้สึกพึงพอใจการเปลี่ยนแปลงได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำค่ะ แต่สำหรับเคสที่มีปัญหาหย่อนคล้อยเยอะหรืออยากรักษาระดับความยืดหยุ่นของผิวไว้ตลอด การทำซ้ำในช่วงระยะเวลาทุกๆ ไม่กี่เดือนจะช่วยคงผลลัพธ์ได้ยาวนานกว่า แทนที่จะซื้อคอร์สหลายๆ ครั้งตั้งแต่แรก ลูกค้าของ Beautystone สามารถลองทำครั้งแรกเพื่อรอดูผลตอบรับของผิว แล้วค่อยร่วมดีไซน์วันเวลานัดหมายการทำครั้งถัดไปกับทีมแพทย์ได้เลยค่ะ
บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม

ยกกระชับ
Alltite RF เห็นผลเมื่อไหร่? ไทม์ไลน์ผลลัพธ์และระยะเวลาที่อยู่ได้
ไทม์ไลน์ผลลัพธ์ Alltite RF ตั้งแต่สัปดาห์แรกถึง 12 สัปดาห์ ระยะเวลาที่อยู่ได้ และข้อควรระวัง

โครงหน้า&วอลลุ่ม
Juvelook Volume กับ Ellanse เลือกอันไหนดีสำหรับแก้มตอบ?
เปรียบเทียบ Juvelook Volume และ Ellanse สำหรับแก้มตอบ รู้จักส่วนผสม กลไก และวิธีเลือกที่เหมาะกับคุณ

ผิว
Rejuran HB ทำรอบดวงตาตัวเดียวพอไหม หรือต้องจับคู่กับอะไรเพิ่ม?
รอยย่นรอบดวงตาแต่ละประเภทต้องการการดูแลต่างกัน เจาะลึกว่า Rejuran HB คนเดียวพอ หรือต้องเสริม Botox

โครงหน้า&วอลลุ่ม
โบท็อกซ์กรามกลับมาเหลี่ยมอีกแล้ว ทำซ้ำได้เลยไหม หรือต้องรอ?
กรามเริ่มกลับมาเหลี่ยมหลัง Botox? บทความนี้แนะนำสัญญาณบ่งบอกและจังหวะทำซ้ำที่เหมาะสมค่ะ

ผิว
ผิวแพ้ง่ายทำ Laser Toning ได้ไหม? เช็กเกณฑ์ก่อนตัดสินใจ
ผิวแพ้ง่ายทำ Laser Toning ได้ไหม? เช็กเกณฑ์ผิว แบบไหนทำได้-ควรรอ และการดูแล Skin Barrier ก่อน-หลังทำ

กำจัดขน
ทำเลเซอร์กำจัดขนแล้วขนขึ้นมากขึ้น เกิดอะไรขึ้น?
ทำเลเซอร์กำจัดขนแล้วขนดูเยอะขึ้น? รู้จัก paradoxical hypertrichosis สาเหตุ กลุ่มเสี่ยง วิธีรับมือ



