
รอยดำ รอยแดง หลุมสิว รักษาด้วยยาตัวเดียวกันไม่ได้
รอยดำ รอยแดง หลุมสิว รักษาด้วยยาตัวเดียวกันไม่ได้
รอยดำ รอยแดง หลุมสิว รักษาด้วยยาตัวเดียวกันไม่ได้
น้ำตาลคือเมลานิน แดงคือเส้นเลือด บุ๋มคือคอลลาเจนหาย นูนคือเกิน สรุป 4 แบบพร้อมการรักษาขั้นแรก
รอยดํา รอยแดง รอยหลุมสิว รักษาด้วยยาตัวเดียวกันไม่ได้ผลหรอกนะ
🔗 ไปยังบทความอื่น
ตัวตนที่แท้จริงของสิว — 1.1 รูขุมขนอักเสบ vs สิว
ทางแยกที่ทิ้งรอยแผลเป็น — 2.1 ระดับความเสี่ยงแผลเป็นตามขนาดและประเภท
วิธีหยุดยั้งตอนนี้ — 3.1 ความสำคัญของการกดและระบายหนอง · 3.2 เจาะลึกเรื่องการฉีดสิวอย่างถูกต้อง
ถึงสิวจะยุบไปแล้วแต่ก็ยังทิ้งรอยเอาไว้ ทราบไหมคะว่าคำว่า 'รอยสิว' เพียงคำเดียวนี้ จริงๆ แล้วซ่อนปัญหาที่แตกต่างกันไว้ถึง 4 ประเภท ได้แก่ รอยดำ (갈색), รอยแดง (붉은), รอยหลุมสิว (패인 흉) และแผลเป็นนูน (융기된 흉) หลายคนคิดว่าใช้ยาตัวเดียวจะรักษาได้หมด แต่จริงๆ แล้วกลไกการเกิดของทั้ง 4 แบบนี้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การรักษาจึงต้องแยกกันไปค่ะ หากเราหลงใช้ยาผิดประเภทติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจจะทำให้เสียเวลาทองในการรักษาอาการในแบบอื่นๆ ไปฟรีๆ เลยนะคะ
ถึงสิวจะยุบไปแล้วแต่ก็ยังทิ้งรอยเอาไว้ ทราบไหมคะว่าคำว่า 'รอยสิว' เพียงคำเดียวนี้ จริงๆ แล้วซ่อนปัญหาที่แตกต่างกันไว้ถึง 4 ประเภท ได้แก่ รอยดำ (갈색), รอยแดง (붉은), รอยหลุมสิว (패인 흉) และแผลเป็นนูน (융기된 흉) หลายคนคิดว่าใช้ยาตัวเดียวจะรักษาได้หมด แต่จริงๆ แล้วกลไกการเกิดของทั้ง 4 แบบนี้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การรักษาจึงต้องแยกกันไปค่ะ หากเราหลงใช้ยาผิดประเภทติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจจะทำให้เสียเวลาทองในการรักษาอาการในแบบอื่นๆ ไปฟรีๆ เลยนะคะ
ต้องจำแนกประเภทของรอยที่มีก่อนค่ะ
รอยทั้ง 4 ประเภทมีดังนี้ค่ะ PIH* คือ รอย 'สีน้ำตาล/ดำ' ที่เกิดจากเม็ดสีเมลานินหลังการอักเสบ PIE* คือ รอย 'แดง' ที่เกิดจากหลอดเลือดขยายตัว แผลเป็นหลุม (Atrophic scar) คือ รอย 'บุ๋ม' ที่เกิดจากการขาดคอลลาเจนในชั้นหนังแท้ ส่วนแผลเป็นนูน (Hypertrophic scar) คือ รอย 'ปูดโปน' ที่เกิดจากคอลลาเจนสร้างตัวมากเกินไปค่ะ
ลองส่องกระจกดูรอยสิวบนใบหน้าและสภาพผิวใกล้ๆ กันดูค่ะ ถ้าเป็นสีน้ำตาลเรียบๆ ก็คือ PIH ถ้าเป็นสีแดงเรียบๆ ก็คือ PIE ลองเอานิ้วลูบดูแล้วรู้สึกบุ๋มลงไปเล็กน้อยนั่นคือแผลเป็นหลุม และถ้ารู้สึกปูดนูนขึ้นมาก็คือแผลเป็นนูนค่ะ
* PIH (Post-inflammatory Hyperpigmentation - รอยดำหลังการอักเสบ): ภาวะที่เม็ดสีเมลานินยังคงเหลืออยู่ในบริเวณที่เคยอักเสบจนมองเห็นเป็นรอยดำหรือสีน้ำตาล ความเร็วในการฟื้นฟูจะขึ้นอยู่กับว่าเมลานินนั้นอยู่ลึกในชั้นหนังกำพร้าหรือชั้นหนังแท้ค่ะ
* PIE (Post-inflammatory Erythema - รอยแดงหลังการอักเสบ): ภาวะที่หลอดเลือดฝอยในชั้นหนังแท้ที่ขยายตัวจากการอักเสบไม่ยอมหดตัวกลับ ข้อมูลเฉพาะคือจะมีลักษณะเป็นสีแดง และเมื่อกดเบาๆ สีแดงจะจางหายไปชั่วขณะแล้วกลับมาแดงใหม่ค่ะ

รอยดำ (PIH) คือการต่อสู้กับรังสี UV ค่ะ
เมลานินใน PIH จะเข้มขึ้นเมื่อโดนรังสี UV ดังนั้น การรักษาอันดับหนึ่งก็คือ 'การป้องกันแสงแดด' ค่ะ ต้องทาครีมกันแดด SPF 30 ขึ้นไปทุกวัน โดยเฉพาะตรงบริเวณรอยดำนั้นต้องใส่ใจทาเป็นพิเศษ หากละเลยข้อนี้ไป ต่อให้ทำทรีตเมนต์เพื่อผิวกระจ่างใสดีแค่ไหน ผิวก็จะไม่ฟื้นตัวค่ะ
ขั้นตอนต่อไปคือการทำเลเซอร์ลดเม็ดสีกลุ่ม Toning (เลเซอร์พลังงานต่ำ), ยาทากลุ่ม Tretinoin และส่วนผสมต้านอนุมูลอิสระอย่างวิตามิน C ซึ่งมักจะจางลงภายใน 3 ถึง 12 เดือน ส่วนเมลานินที่ลงลึกไปถึงชั้นหนังแท้นั้นจะใช้เวลานานกว่า และจำเป็นต้องอาศัยตัวช่วยอย่างเลเซอร์ IPL หรือ Picosecond laser ค่ะ

รอยแดง (PIE) เกิดจากหลอดเลือดที่ยังหลงเหลืออยู่ค่ะ
PIE ไม่ใช่เรื่องของเมลานินแต่เป็นเรื่องของ 'หลอดเลือด' ค่ะ ดังนั้นพวกยาลดเลือนจุดด่างดำหรือยา Tretinoin จึงแทบไม่เห็นผล คำตอบที่ถูกต้องคือเลเซอร์ที่จับกับหลอดเลือดโดยเฉพาะค่ะ เครื่องมืออย่าง IPL, V-beam หรือ PDL (เลเซอร์หลอดเลือด) จะช่วยสลายและทำให้หลอดเลือดที่ขยายตัวหดตัวลง ช่วยลดรอยแดงได้ดีค่ะ
แม้ว่าจะสามารถหายได้เองตามธรรมชาติ แต่จะช้ากว่า PIH โดยใช้เวลาประมาณ 6 ถึง 18 เดือน หากรอยแดงไม่จางลงนานกว่า 6 เดือน การเข้ารับ การเลเซอร์หลอดเลือดเพียง 1-2 ครั้ง ก็จะช่วยให้จางลงอย่างเห็นได้ชัดค่ะ ถ้าเราสับสนระหว่าง PIH กับ PIE ทายาไวท์เทนนิ่งไป 6 เดือนก็ยังไม่หาย อาจจะทำให้รู้สึกอึดอัดใจเปล่าๆ นะคะ

แผลเป็นหลุม (위축성) จำเป็นต้องฟื้นฟูสร้างคอลลาเจนใหม่ค่ะ
แผลเป็นหลุมสิวเกิดจากคอลลาเจนในชั้นหนังแท้ถูกทำลายและไม่ฟื้นตัว ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบหลักๆ ในการรักษาหนึ่งครั้งเรามักจะผสมผสานเครื่องมือให้เหมาะกับลักษณะของหลุมสิวค่ะ จากประสบการณ์คลินิกของหมอ การผสมผสานระหว่าง CO2 เลเซอร์ ที่ควบคุมความลึกแบบจุดต่อจุด ร่วมกับ CureJet ที่ช่วยปรับสภาพผิวชั้นหนังแท้ด้านใน ให้ผลลัพธ์ที่ดูเรียบเนียนเป็นสกินบูสเตอร์ที่เป็นธรรมชาติที่สุดค่ะ
สำหรับ Ice pick scar* ซึ่งมีลักษณะเป็นรูลึกและแคบ จะเหมาะมากกับวิธีซ่อมแซมจุดต่อจุดด้วย CO2 เลเซอร์ ส่วนหลุมแบบกล่อง (Boxcar scar) ที่มีขอบชัดเจน จะใช้ CO2 เลเซอร์ตัวเดียวกันเกลี่ยปรับขอบให้ตื้นขึ้น และหลุมแบบแอ่งกระทะ (Rolling scar) ที่มีลักษณะโค้งกว้างและลาดเอียง จะเหมาะกับ CureJet ที่ช่วยตัดพังผืดดึงรั้งในชั้นหนังแท้ด้านในค่ะ เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างผิวถาวรจึงอาจไม่หายไปในการทำครั้งเดียว แต่หาก เข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องประมาณ 1 ปี ส่วนใหญ่แล้วจะช่วยปรับปรุงผิวให้ดีขึ้นได้ถึง 50-80% เลยทีเดียวค่ะ
* แผลเป็นหลุมสิวแบบ Ice pick (Ice pick scar): แผลเป็นหลุมสิวลึกและแคบคล้ายโดนเหล็กแหลมทิ่ม เนื่องจากมีความลึกมาก การทำเลเซอร์ผิวหน้าทั่วไปจึงกระตุ้นเนื้อได้ยาก การจี้กรดจุดต่อจุดอย่าง TCA CROSS หรือการผ่าตัดขนาดเล็ก (Punch excision) จึงจะมีประสิทธิภาพมากกว่าค่ะ

แผลเป็นนูน (Hypertrophic·Keloid) ต้องรักษาในแนวทางที่ช่วยกดทับและลดขนาดลง
แผลเป็นนูน (Hypertrophic scar) และคีลอยด์ (Keloid) คือบริเวณที่คอลลาเจนเติบโต 'มากเกินไป' ซึ่งเป็นปัญหาที่ตรงกันข้ามกับแผลเป็นหลุมอย่างสิ้นเชิง ดังนั้น วิธีแก้จึงไม่ใช่การเติมเต็ม แต่เป็นการทำให้มัน 'ยุบลง' ค่ะ การฉีดยา Triamcinolone ที่เราได้พูดถึงในซีรีส์ตอนที่ 4 ถือเป็นทางเลือกแรก โดยฉีดซ้ำทุกๆ 4-6 สัปดาห์ ประมาณ 1-3 ครั้ง ความนูนก็จะค่อยๆ ยุบลงในแต่ละรอบค่ะ
แผ่นเจลซิลิโคน (Silicone gel sheet) ก็มีส่วนช่วยได้มากสำหรับการดูแลตัวเองที่บ้านค่ะ หากเป็นบริเวณที่มีแนวโน้มที่จะเกิดคีลอยด์ได้ง่าย อาจจำเป็นต้องใช้การรักษาเชิงรุกร่วมกัน เช่น การผ่าตัดออก ร่วมกับการฉายรังสี หรือการฉีดยาเพิ่ม เนื่องจากแผ่นหลังหรือหน้าอกเป็นบริเวณที่เกิดคีลอยด์ได้ง่าย การรีบฉีดสิวด้วยยา Triamcinolone ตามวิธีในตอนที่ 4 เพื่อป้องกันไม่ให้แผลเป็นขยายใหญ่ขึ้นตั้งแต่แรก จึงเป็นวิธีป้องกันที่ดีที่สุดค่ะ
สรุปทั้ง 4 ประเภทออกมาเป็นตารางได้ดังนี้ค่ะ
ประเภท | ลักษณะปัญหา | การรักษาเบื้องต้น | ระยะเวลาฟื้นฟู |
|---|---|---|---|
รอยดำ (PIH) | เมลานินตกค้าง | การป้องกันแสงแดด + เลเซอร์ Toning แนะนำยาทา Tretinoin / วิตามิน C | 3-12 เดือน |
รอยแดง (PIE) | หลอดเลือดขยายตัวค้าง | เลเซอร์หลอดเลือด เช่น IPL, V-beam, PDL | 6-18 เดือน |
แผลเป็นหลุม (위축성) | คอลลาเจนสูญเสีย | CO2 เลเซอร์ / CureJet (รักษาผสมผสานตามรูปแบบหลุมสิว) | ถาวร — ดีขึ้น 50~80% เมื่อรักษาต่อเนื่อง 1 ปี |
แผลเป็นนูน·คีลอยด์ | คอลลาเจนก่อตัวมากผิดปกติ | การฉีด Triamcinolone / แผ่นซิลิโคน / (สำหรับคีลอยด์ใช้การผ่าตัดร่วมกับการฉายรังสี) | ถาวร — ต้องดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง |
รอยสิวไม่ใช่ 'ศัตรูเพียงหนึ่งเดียว' ของเราค่ะ ต้องแยกแยะให้ได้ก่อนว่าเป็นรอยสีหรือ รอยบุ๋ม/รอยนูน จากนั้นเลือกวิธีการรักษาให้ตรงจุด เพื่อไม่ให้เสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์นะคะ แนะนำให้ย้อนกลับไปอ่านบทความแรกในซีรีส์เรื่อง 'วิธีป้องกันไม่ให้ลุกลามมาถึงขั้นนี้' ควบคู่กันไปด้วยจะดีมากๆ เลยค่ะ
คำถามที่พบบ่อย
Q. ทายาไวท์เทนนิ่งแก้รอยดำมาเป็นเวลา 6 เดือนแล้วทำไมยังไม่จางลงคะ?
มีความเป็นไปได้สูงจาก 1 ใน 2 ข้อนี้ค่ะ ข้อแรก จริงๆ แล้วรอยนั้นคือ PIE (รอยแดง) แต่คุณพยายามรักษาด้วยยาลดรอยดำ ข้อสอง เม็ดสีเมลานินลงลึกไปถึงชั้นหนังแท้แล้ว ซึ่งทายาอย่างเดียวจะมีข้อจำกัดในการรักษาค่ะ แนะนำให้ส่องกระจกดูสีผิวใกล้ๆ อีกครั้ง หรือเข้ามาปรึกษาคุณหมอเพื่อวิเคราะห์ จะได้ไม่เสียเวลาเพิ่มขึ้นนะคะ
Q. แผลเป็นหลุมสิวสามารถตื้นขึ้นเองตามธรรมชาติเมื่อเวลาผ่านไปได้ไหมคะ?
แทบจะไม่ตื้นขึ้นเองเลยค่ะ เพราะแผลเป็นหลุมคือบริเวณที่คอลลาเจนในชั้นหนังแท้ได้สูญเสียไปแล้ว ต่อให้เวลาผ่านไปก็ยังคงเหมือนเดิม อย่างไรก็ตาม หากเข้ารับการรักษาอย่างเหมาะสมและสม่ำเสมอเป็นเวลาประมาณ 1 ปี รูปร่างและความลึกของหลุมสิวส่วนใหญ่จะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดค่ะ ยิ่งเริ่มต้นรักษาเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้นนะคะ
Q. มีบริเวณไหนบนร่างกายที่เกิดคีลอยด์ได้ง่ายเป็นพิเศษไหมคะ?
บริเวณไหล่, หน้าอกส่วนกลาง, หลังส่วนบน และติ่งหู เป็นบริเวณที่เกิดได้ง่ายค่ะ หากมีตุ่มนูนหรือสิวซีสต์ขึ้นบริเวณเหล่านี้ การรีบฉีดยา Triamcinolone เพื่อให้ยุบตัวตั้งแต่เนิ่นๆ ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุดในการป้องกันการเกิดคีลอยด์ค่ะ หากปล่อยให้แผลเป็นนูนใหญ่ขึ้นแล้วค่อยมารักษา จะต้องใช้จำนวนครั้งในการรักษากว่าเดิมมากเลยค่ะ
บทความที่แนะนำให้อ่านร่วมกัน
รอยดํา รอยแดง รอยหลุมสิว รักษาด้วยยาตัวเดียวกันไม่ได้ผลหรอกนะ
🔗 ไปยังบทความอื่น
ตัวตนที่แท้จริงของสิว — 1.1 รูขุมขนอักเสบ vs สิว
ทางแยกที่ทิ้งรอยแผลเป็น — 2.1 ระดับความเสี่ยงแผลเป็นตามขนาดและประเภท
วิธีหยุดยั้งตอนนี้ — 3.1 ความสำคัญของการกดและระบายหนอง · 3.2 เจาะลึกเรื่องการฉีดสิวอย่างถูกต้อง
ถึงสิวจะยุบไปแล้วแต่ก็ยังทิ้งรอยเอาไว้ ทราบไหมคะว่าคำว่า 'รอยสิว' เพียงคำเดียวนี้ จริงๆ แล้วซ่อนปัญหาที่แตกต่างกันไว้ถึง 4 ประเภท ได้แก่ รอยดำ (갈색), รอยแดง (붉은), รอยหลุมสิว (패인 흉) และแผลเป็นนูน (융기된 흉) หลายคนคิดว่าใช้ยาตัวเดียวจะรักษาได้หมด แต่จริงๆ แล้วกลไกการเกิดของทั้ง 4 แบบนี้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การรักษาจึงต้องแยกกันไปค่ะ หากเราหลงใช้ยาผิดประเภทติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจจะทำให้เสียเวลาทองในการรักษาอาการในแบบอื่นๆ ไปฟรีๆ เลยนะคะ
ถึงสิวจะยุบไปแล้วแต่ก็ยังทิ้งรอยเอาไว้ ทราบไหมคะว่าคำว่า 'รอยสิว' เพียงคำเดียวนี้ จริงๆ แล้วซ่อนปัญหาที่แตกต่างกันไว้ถึง 4 ประเภท ได้แก่ รอยดำ (갈색), รอยแดง (붉은), รอยหลุมสิว (패인 흉) และแผลเป็นนูน (융기된 흉) หลายคนคิดว่าใช้ยาตัวเดียวจะรักษาได้หมด แต่จริงๆ แล้วกลไกการเกิดของทั้ง 4 แบบนี้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การรักษาจึงต้องแยกกันไปค่ะ หากเราหลงใช้ยาผิดประเภทติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจจะทำให้เสียเวลาทองในการรักษาอาการในแบบอื่นๆ ไปฟรีๆ เลยนะคะ
ต้องจำแนกประเภทของรอยที่มีก่อนค่ะ
รอยทั้ง 4 ประเภทมีดังนี้ค่ะ PIH* คือ รอย 'สีน้ำตาล/ดำ' ที่เกิดจากเม็ดสีเมลานินหลังการอักเสบ PIE* คือ รอย 'แดง' ที่เกิดจากหลอดเลือดขยายตัว แผลเป็นหลุม (Atrophic scar) คือ รอย 'บุ๋ม' ที่เกิดจากการขาดคอลลาเจนในชั้นหนังแท้ ส่วนแผลเป็นนูน (Hypertrophic scar) คือ รอย 'ปูดโปน' ที่เกิดจากคอลลาเจนสร้างตัวมากเกินไปค่ะ
ลองส่องกระจกดูรอยสิวบนใบหน้าและสภาพผิวใกล้ๆ กันดูค่ะ ถ้าเป็นสีน้ำตาลเรียบๆ ก็คือ PIH ถ้าเป็นสีแดงเรียบๆ ก็คือ PIE ลองเอานิ้วลูบดูแล้วรู้สึกบุ๋มลงไปเล็กน้อยนั่นคือแผลเป็นหลุม และถ้ารู้สึกปูดนูนขึ้นมาก็คือแผลเป็นนูนค่ะ
* PIH (Post-inflammatory Hyperpigmentation - รอยดำหลังการอักเสบ): ภาวะที่เม็ดสีเมลานินยังคงเหลืออยู่ในบริเวณที่เคยอักเสบจนมองเห็นเป็นรอยดำหรือสีน้ำตาล ความเร็วในการฟื้นฟูจะขึ้นอยู่กับว่าเมลานินนั้นอยู่ลึกในชั้นหนังกำพร้าหรือชั้นหนังแท้ค่ะ
* PIE (Post-inflammatory Erythema - รอยแดงหลังการอักเสบ): ภาวะที่หลอดเลือดฝอยในชั้นหนังแท้ที่ขยายตัวจากการอักเสบไม่ยอมหดตัวกลับ ข้อมูลเฉพาะคือจะมีลักษณะเป็นสีแดง และเมื่อกดเบาๆ สีแดงจะจางหายไปชั่วขณะแล้วกลับมาแดงใหม่ค่ะ

รอยดำ (PIH) คือการต่อสู้กับรังสี UV ค่ะ
เมลานินใน PIH จะเข้มขึ้นเมื่อโดนรังสี UV ดังนั้น การรักษาอันดับหนึ่งก็คือ 'การป้องกันแสงแดด' ค่ะ ต้องทาครีมกันแดด SPF 30 ขึ้นไปทุกวัน โดยเฉพาะตรงบริเวณรอยดำนั้นต้องใส่ใจทาเป็นพิเศษ หากละเลยข้อนี้ไป ต่อให้ทำทรีตเมนต์เพื่อผิวกระจ่างใสดีแค่ไหน ผิวก็จะไม่ฟื้นตัวค่ะ
ขั้นตอนต่อไปคือการทำเลเซอร์ลดเม็ดสีกลุ่ม Toning (เลเซอร์พลังงานต่ำ), ยาทากลุ่ม Tretinoin และส่วนผสมต้านอนุมูลอิสระอย่างวิตามิน C ซึ่งมักจะจางลงภายใน 3 ถึง 12 เดือน ส่วนเมลานินที่ลงลึกไปถึงชั้นหนังแท้นั้นจะใช้เวลานานกว่า และจำเป็นต้องอาศัยตัวช่วยอย่างเลเซอร์ IPL หรือ Picosecond laser ค่ะ

รอยแดง (PIE) เกิดจากหลอดเลือดที่ยังหลงเหลืออยู่ค่ะ
PIE ไม่ใช่เรื่องของเมลานินแต่เป็นเรื่องของ 'หลอดเลือด' ค่ะ ดังนั้นพวกยาลดเลือนจุดด่างดำหรือยา Tretinoin จึงแทบไม่เห็นผล คำตอบที่ถูกต้องคือเลเซอร์ที่จับกับหลอดเลือดโดยเฉพาะค่ะ เครื่องมืออย่าง IPL, V-beam หรือ PDL (เลเซอร์หลอดเลือด) จะช่วยสลายและทำให้หลอดเลือดที่ขยายตัวหดตัวลง ช่วยลดรอยแดงได้ดีค่ะ
แม้ว่าจะสามารถหายได้เองตามธรรมชาติ แต่จะช้ากว่า PIH โดยใช้เวลาประมาณ 6 ถึง 18 เดือน หากรอยแดงไม่จางลงนานกว่า 6 เดือน การเข้ารับ การเลเซอร์หลอดเลือดเพียง 1-2 ครั้ง ก็จะช่วยให้จางลงอย่างเห็นได้ชัดค่ะ ถ้าเราสับสนระหว่าง PIH กับ PIE ทายาไวท์เทนนิ่งไป 6 เดือนก็ยังไม่หาย อาจจะทำให้รู้สึกอึดอัดใจเปล่าๆ นะคะ

แผลเป็นหลุม (위축성) จำเป็นต้องฟื้นฟูสร้างคอลลาเจนใหม่ค่ะ
แผลเป็นหลุมสิวเกิดจากคอลลาเจนในชั้นหนังแท้ถูกทำลายและไม่ฟื้นตัว ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบหลักๆ ในการรักษาหนึ่งครั้งเรามักจะผสมผสานเครื่องมือให้เหมาะกับลักษณะของหลุมสิวค่ะ จากประสบการณ์คลินิกของหมอ การผสมผสานระหว่าง CO2 เลเซอร์ ที่ควบคุมความลึกแบบจุดต่อจุด ร่วมกับ CureJet ที่ช่วยปรับสภาพผิวชั้นหนังแท้ด้านใน ให้ผลลัพธ์ที่ดูเรียบเนียนเป็นสกินบูสเตอร์ที่เป็นธรรมชาติที่สุดค่ะ
สำหรับ Ice pick scar* ซึ่งมีลักษณะเป็นรูลึกและแคบ จะเหมาะมากกับวิธีซ่อมแซมจุดต่อจุดด้วย CO2 เลเซอร์ ส่วนหลุมแบบกล่อง (Boxcar scar) ที่มีขอบชัดเจน จะใช้ CO2 เลเซอร์ตัวเดียวกันเกลี่ยปรับขอบให้ตื้นขึ้น และหลุมแบบแอ่งกระทะ (Rolling scar) ที่มีลักษณะโค้งกว้างและลาดเอียง จะเหมาะกับ CureJet ที่ช่วยตัดพังผืดดึงรั้งในชั้นหนังแท้ด้านในค่ะ เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างผิวถาวรจึงอาจไม่หายไปในการทำครั้งเดียว แต่หาก เข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องประมาณ 1 ปี ส่วนใหญ่แล้วจะช่วยปรับปรุงผิวให้ดีขึ้นได้ถึง 50-80% เลยทีเดียวค่ะ
* แผลเป็นหลุมสิวแบบ Ice pick (Ice pick scar): แผลเป็นหลุมสิวลึกและแคบคล้ายโดนเหล็กแหลมทิ่ม เนื่องจากมีความลึกมาก การทำเลเซอร์ผิวหน้าทั่วไปจึงกระตุ้นเนื้อได้ยาก การจี้กรดจุดต่อจุดอย่าง TCA CROSS หรือการผ่าตัดขนาดเล็ก (Punch excision) จึงจะมีประสิทธิภาพมากกว่าค่ะ

แผลเป็นนูน (Hypertrophic·Keloid) ต้องรักษาในแนวทางที่ช่วยกดทับและลดขนาดลง
แผลเป็นนูน (Hypertrophic scar) และคีลอยด์ (Keloid) คือบริเวณที่คอลลาเจนเติบโต 'มากเกินไป' ซึ่งเป็นปัญหาที่ตรงกันข้ามกับแผลเป็นหลุมอย่างสิ้นเชิง ดังนั้น วิธีแก้จึงไม่ใช่การเติมเต็ม แต่เป็นการทำให้มัน 'ยุบลง' ค่ะ การฉีดยา Triamcinolone ที่เราได้พูดถึงในซีรีส์ตอนที่ 4 ถือเป็นทางเลือกแรก โดยฉีดซ้ำทุกๆ 4-6 สัปดาห์ ประมาณ 1-3 ครั้ง ความนูนก็จะค่อยๆ ยุบลงในแต่ละรอบค่ะ
แผ่นเจลซิลิโคน (Silicone gel sheet) ก็มีส่วนช่วยได้มากสำหรับการดูแลตัวเองที่บ้านค่ะ หากเป็นบริเวณที่มีแนวโน้มที่จะเกิดคีลอยด์ได้ง่าย อาจจำเป็นต้องใช้การรักษาเชิงรุกร่วมกัน เช่น การผ่าตัดออก ร่วมกับการฉายรังสี หรือการฉีดยาเพิ่ม เนื่องจากแผ่นหลังหรือหน้าอกเป็นบริเวณที่เกิดคีลอยด์ได้ง่าย การรีบฉีดสิวด้วยยา Triamcinolone ตามวิธีในตอนที่ 4 เพื่อป้องกันไม่ให้แผลเป็นขยายใหญ่ขึ้นตั้งแต่แรก จึงเป็นวิธีป้องกันที่ดีที่สุดค่ะ
สรุปทั้ง 4 ประเภทออกมาเป็นตารางได้ดังนี้ค่ะ
ประเภท | ลักษณะปัญหา | การรักษาเบื้องต้น | ระยะเวลาฟื้นฟู |
|---|---|---|---|
รอยดำ (PIH) | เมลานินตกค้าง | การป้องกันแสงแดด + เลเซอร์ Toning แนะนำยาทา Tretinoin / วิตามิน C | 3-12 เดือน |
รอยแดง (PIE) | หลอดเลือดขยายตัวค้าง | เลเซอร์หลอดเลือด เช่น IPL, V-beam, PDL | 6-18 เดือน |
แผลเป็นหลุม (위축성) | คอลลาเจนสูญเสีย | CO2 เลเซอร์ / CureJet (รักษาผสมผสานตามรูปแบบหลุมสิว) | ถาวร — ดีขึ้น 50~80% เมื่อรักษาต่อเนื่อง 1 ปี |
แผลเป็นนูน·คีลอยด์ | คอลลาเจนก่อตัวมากผิดปกติ | การฉีด Triamcinolone / แผ่นซิลิโคน / (สำหรับคีลอยด์ใช้การผ่าตัดร่วมกับการฉายรังสี) | ถาวร — ต้องดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง |
รอยสิวไม่ใช่ 'ศัตรูเพียงหนึ่งเดียว' ของเราค่ะ ต้องแยกแยะให้ได้ก่อนว่าเป็นรอยสีหรือ รอยบุ๋ม/รอยนูน จากนั้นเลือกวิธีการรักษาให้ตรงจุด เพื่อไม่ให้เสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์นะคะ แนะนำให้ย้อนกลับไปอ่านบทความแรกในซีรีส์เรื่อง 'วิธีป้องกันไม่ให้ลุกลามมาถึงขั้นนี้' ควบคู่กันไปด้วยจะดีมากๆ เลยค่ะ
คำถามที่พบบ่อย
Q. ทายาไวท์เทนนิ่งแก้รอยดำมาเป็นเวลา 6 เดือนแล้วทำไมยังไม่จางลงคะ?
มีความเป็นไปได้สูงจาก 1 ใน 2 ข้อนี้ค่ะ ข้อแรก จริงๆ แล้วรอยนั้นคือ PIE (รอยแดง) แต่คุณพยายามรักษาด้วยยาลดรอยดำ ข้อสอง เม็ดสีเมลานินลงลึกไปถึงชั้นหนังแท้แล้ว ซึ่งทายาอย่างเดียวจะมีข้อจำกัดในการรักษาค่ะ แนะนำให้ส่องกระจกดูสีผิวใกล้ๆ อีกครั้ง หรือเข้ามาปรึกษาคุณหมอเพื่อวิเคราะห์ จะได้ไม่เสียเวลาเพิ่มขึ้นนะคะ
Q. แผลเป็นหลุมสิวสามารถตื้นขึ้นเองตามธรรมชาติเมื่อเวลาผ่านไปได้ไหมคะ?
แทบจะไม่ตื้นขึ้นเองเลยค่ะ เพราะแผลเป็นหลุมคือบริเวณที่คอลลาเจนในชั้นหนังแท้ได้สูญเสียไปแล้ว ต่อให้เวลาผ่านไปก็ยังคงเหมือนเดิม อย่างไรก็ตาม หากเข้ารับการรักษาอย่างเหมาะสมและสม่ำเสมอเป็นเวลาประมาณ 1 ปี รูปร่างและความลึกของหลุมสิวส่วนใหญ่จะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดค่ะ ยิ่งเริ่มต้นรักษาเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้นนะคะ
Q. มีบริเวณไหนบนร่างกายที่เกิดคีลอยด์ได้ง่ายเป็นพิเศษไหมคะ?
บริเวณไหล่, หน้าอกส่วนกลาง, หลังส่วนบน และติ่งหู เป็นบริเวณที่เกิดได้ง่ายค่ะ หากมีตุ่มนูนหรือสิวซีสต์ขึ้นบริเวณเหล่านี้ การรีบฉีดยา Triamcinolone เพื่อให้ยุบตัวตั้งแต่เนิ่นๆ ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุดในการป้องกันการเกิดคีลอยด์ค่ะ หากปล่อยให้แผลเป็นนูนใหญ่ขึ้นแล้วค่อยมารักษา จะต้องใช้จำนวนครั้งในการรักษากว่าเดิมมากเลยค่ะ
บทความที่แนะนำให้อ่านร่วมกัน
โพสต์ล่าสุด
โพสต์ล่าสุด

ผิว
ถ้าคุมสิวด้วยยาทาสิวทั่วไปอย่าง Cleartin แล้วยังไม่หาย ดีขึ้น ถึงเวลาต้องเปลี่ยนวิธีรักษาแล้วค่ะ
Salicylic acid, ยาปฏิชีวนะ, Retinoid และ Isotretinoin มีจุดออกฤทธิ์ที่แตกต่างกันนะคะ ตั้งแต่ปัญหาสิวอุดตันไปจนถึงสิวอักเสบชนิดตุ่มแดงและซีสต์ มาดูวิธีการเลือกยาทาและยารับประทานที่เหมาะกับขั้นตอนและสภาพผิวของคุณกันค่ะ

ผิว
สิวเม็ดเล็กๆ ที่คิดว่าเป็นสิวธรรมดา ถ้าจริงๆ แล้วเป็น 'รูขุมขนอักเสบ' วิธีรักษาจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเลยนะคะ
สิวอุดตันกับรูขุมขนอักเสบดูคล้ายกัน แต่ต้นเหตุต่าง แยกจากอาการคัน บริเวณ หัวสิว วินิจฉัยถูกลดแผลเป็น

ผิว
ตั้งแต่ตุ่มนูนแข็ง ห้ามบีบเอง แผลเป็นเริ่มตอนนี้
แผลเป็นไม่ได้เกิดจากการบีบ แต่ขึ้นกับการอักเสบลงลึกแค่ไหน ดูตารางระดับความเสี่ยงและการดูแลแต่ละขั้น

ผิว
สิวหัวหนองปล่อยไว้แผลเป็นใหญ่ขึ้น มีช่วงที่ควรบีบ
"สิวไม่ควรบีบจะดีสุด" ถูกแค่ครึ่ง สรุปช่วงที่ควรบีบหัวหนอง วิธีที่ถูก และระยะที่ห้ามบีบ ในตารางเดียว

ผิว
ยาฉีดสิวอักเสบ ใช้หลักการเดียวกับลดแผลรอยไหม้
ปล่อยตุ่มนูนหรือซีสต์ไว้คิดว่าจะยุบเอง? ช่วงนั้นทำลายคอลลาเจนหนังแท้ สรุปหลักการยาฉีดและข้อจำกัด

ผิว
รอยดำ รอยแดง หลุมสิว รักษาด้วยยาตัวเดียวกันไม่ได้
น้ำตาลคือเมลานิน แดงคือเส้นเลือด บุ๋มคือคอลลาเจนหาย นูนคือเกิน สรุป 4 แบบพร้อมการรักษาขั้นแรก
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1
💬 สามารถปรึกษาแบบ 1:1 ผ่าน KakaoTalk ได้
🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1


