ปล่อยตุ่มนูนหรือซีสต์ไว้คิดว่าจะยุบเอง? ช่วงนั้นทำลายคอลลาเจนหนังแท้ สรุปหลักการยาฉีดและข้อจำกัด
เผยแพร่ -
อัปเดต -

Author
Wi Young-jin · Chief director
Seoul National University College of Medicine · Seoul National University Hospital Specialist
→
🔗 ไปยังบทความอื่น ๆ
เจาะลึกเรื่องสิว — 1.1 รูขุมขนอักเสบ vs สิวอักเสบ
ทางแยกก่อนเกิดรอยแผลเป็น — 2.1 ระดับความเสี่ยงแผลเป็นตามขนาดและประเภทสิว
วิธีหยุดสิวตั้งแต่ตอนนี้ — 3.1 ความสำคัญของการกดและระบายหนอง
การดูแลรอยแผลเป็นที่หลงเหลือ — 4.1 PIH · PIE · แผลเป็นหลุม · แผลเป็นนูน
เวลาเป็นสิวอักเสบเม็ดใหญ่ ๆ อย่างสิวหัวช้าง (Nodules) หรือสิวซีสต์ (Cysts) หลายคนมักจะได้รับคำแนะนำให้ "ฉีดสิว" ครับ แต่พอได้ยินคำว่า "สเตียรอยด์" ปุ๊บ หลายคนก็เกิดอาการกล้า ๆ กลัว ๆ เพราะกังวลเรื่องผลข้างเคียง กลัวว่าฉีดครั้งหนึ่งแล้วจะต้องฉีดไปตลอด ซึ่งจริง ๆ แล้ว หลักการของการฉีดสิวนี้เหมือนกับวิธีที่ใช้ลดรอยแผลเป็นจากไฟไหม้เลยครับ คือการรีบลดการอักเสบตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงไม่ใช่การ "สร้าง" แผลเป็น แต่เป็นการ "ป้องกัน" แผลเป็นที่ดีที่สุดต่างหากครับ
เวลาเป็นสิวอักเสบเม็ดใหญ่ ๆ อย่างสิวหัวช้าง (Nodules) หรือสิวซีสต์ (Cysts) หลายคนมักจะได้รับคำแนะนำให้ "ฉีดสิว" ครับ แต่พอได้ยินคำว่า "สเตียรอยด์" ปุ๊บ หลายคนก็เกิดอาการกล้า ๆ กลัว ๆ เพราะกังวลเรื่องผลข้างเคียง กลัวว่าฉีดครั้งหนึ่งแล้วจะต้องฉีดไปตลอด ซึ่งจริง ๆ แล้ว หลักการของการฉีดสิวนี้เหมือนกับวิธีที่ใช้ลดรอยแผลเป็นจากไฟไหม้เลยครับ คือการรีบลดการอักเสบตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงไม่ใช่การ "สร้าง" แผลเป็น แต่เป็นการ "ป้องกัน" แผลเป็นที่ดีที่สุดต่างหากครับ
“เขาบอกว่าสิวหัวช้างปล่อยไว้เดี๋ยวก็ยุบเอง” — ความคิดนี้แหละครับที่ทำให้แผลเป็นยิ่งใหญ่ขึ้น
หลายคนชอบคิดว่าแค่ปล่อยสิวหัวช้างแข็ง ๆ ทิ้งไว้สักสองสามวันเดี๋ยวมันก็คงยุบไปเอง แต่รู้ไหมคะว่าในระหว่างที่สิวหัวช้างยังเป่งอยู่บนผิว คอลลาเจนในชั้นผิวแท้ (Dermis) จะถูกทำลายไปเรื่อย ๆ หากปล่อยไว้เกิน 1 สัปดาห์ จะทิ้งรอยดำรอยแดงไว้นานกว่าเดือน และถ้าปล่อยเกิน 2 สัปดาห์ขึ้นไป ผิวก็จะเริ่มยุบตัวกลายเป็นหลุมสิวตื้น ๆ แล้วครับ
คำกล่าวที่ว่า "ถ้าไม่บีบสิวก็จะไม่เป็นแผลเป็น" นั้น ใช้ได้แค่กับสิวอุดตันหรือสิวอักเสบระยะแรก (Papule) เท่านั้นครับ สำหรับสิวหัวช้างและสิวซีสต์ การ "ปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา" คือสาเหตุอันดับหนึ่งที่ทำให้เกิดแผลเป็นหลุมสิวเลยครับ

การฉีดสิวไม่เหมือนกับการกินหรือฉีดสเตียรอยด์เข้าร่างกายนะครับ
การฉีดสิว* ที่ใช้รักษาดูแลสิวหัวช้าง คือการฉีดตัวยาที่ชื่อว่า Triamcinolone ในปริมาณที่น้อยมาก ๆ "เฉพาะจุดที่มีรอยโรค" เท่านั้น ยานี้จัดเป็นคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroid) ที่นิยมใช้กันมากที่สุดและได้รับการรับรองความปลอดภัย โดยปริมาณที่ใช้ต่อสิวหนึ่งเม็ดจะอยู่ที่ประมาณ 0.05 - 0.1 mL เท่านั้นครับ
จุดสำคัญอยู่ตรงนี้ครับ ถึงแม้จะเป็น "สเตียรอยด์" เหมือนกัน แต่เนื่องจากเป็นการฉีดเฉพาะจุด ตัวยาจึงแทบไม่เข้าสู่กระแสเลือดและไม่แพร่กระจายไปทั่วร่างกายเหมือนยารับประทานหรือยาฉีดเข้าเส้นเลือด ดังนั้น ผลข้างเคียงอย่างการกดการทำงานของต่อมหมวกไต*, ภูมิคุ้มกันต่ำลง หรือน้ำหนักขึ้น จึงมีโอกาสน้อยมากจนแทบจะตัดทิ้งไปได้เลย เพราะยาจะออกฤทธิ์เฉพาะบริเวณสิวเม็ดนั้น ๆ เม็ดเดียวเท่านั้นครับ
* การฉีดสิว (Intralesional steroid injection): คือการฉีดสเตียรอยด์ เช่น Triamcinolone ที่เจือจางแล้วประมาณ 0.05-0.1 mL เข้าไปในสิวหัวช้างหรือสิวซีสต์โดยตรง ซึ่งจะช่วยลดขนาดความบวมและอาการเจ็บปวดลงได้อย่างรวดเร็วภายใน 24-48 ชั่วโมง
* การกดต่อมหมวกไต: ผลข้างเคียงจากการใช้สเตียรอยด์ทั่วร่างกายเป็นเวลานาน ซึ่งทำให้ต่อมหมวกไตผลิตฮอร์โมนเองลดลง แต่สำหรับการฉีดสิวปริมาณน้อยเฉพาะจุด ตัวยาแทบไม่สะสมในกระแสเลือดจนถึงระดับที่จะกระตุ้นให้เกิดผลข้างเคียงนี้ได้เลยครับ

ใช้หลักการเดียวกับการลดรอยแผลเป็นจากไฟไหม้เลยครับ
ในทางการแพทย์รักษาแผลไฟไหม้ ปัจจัยสำคัญที่จะบอกว่า "จะเกิดแผลเป็นขนาดใหญ่หรือไม่" ก็คือ "ความลึกของการอักเสบ" ยิ่งอักเสบลึก คอลลาเจนก็ยิ่งถูกทำลายเป็นวงกว้าง และกลายเป็นรอยแผลเป็นที่เด่นชัด ดังนั้น สัญชาตญาณในการรักษาแผลไฟไหม้ลึกก็คือการรีบใช้แผ่นซิลิโคนเจล, การกดทับ และ รีบฉีดคอร์ติโคสเตียรอยด์ภายในไม่กี่วันแรก เพื่อลดความรุนแรง ยิ่งอักเสบลึก การรักษาที่รวดเร็วยิ่งเป็นตัวแปรสำคัญในการลดแผลเป็นครับ
สิวหัวช้างและสิวซีสต์ก็ใช้หลักการเดียวกันเป๊ะเลยครับ การอักเสบที่อยู่ลึกใต้ผิว หากปล่อยทิ้งไว้ คอลลาเจนจะถูกทำลายอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่วัน สิวเม็ดเดียวกันที่ยุบลงภายใน 3 วัน กับสิวที่ลากยาวไปถึง 10 วัน จะทิ้งขนาดแผลเป็นที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง การฉีดสิวจึงเป็นทางลัดที่เร็วที่สุดในการช่วยยื้อเวลาไม่กี่วันนี้ไว้ และเป็นวิธีที่ถูกต้องในการ "ป้องกัน" แผลเป็นตั้งแต่ต้นเหตุครับ

ผลข้างเคียงจำกัดอยู่เฉพาะจุด และ "ความเข้มข้น" คือคีย์เวิร์ดสำคัญ
แม้ว่าจะไม่มีผลข้างเคียงต่อระบบร่างกายส่วนอื่น ๆ แต่ผลข้างเคียงเฉพาะจุดอาจเกิดขึ้นได้หากใช้ความเข้มข้นที่ไม่เหมาะสมหรือฉีดถี่เกินไป อาการที่พบบ่อยคือ ผิวบุ๋มลงชั่วคราว (Atrophy) และรอยขาวด่าง (Hypopigmentation) ซึ่งมักเกิดขึ้นเมื่อใช้ความเข้มข้นสูงเกินไป (เช่น ยาเพียว ๆ 40 mg/mL) หรือฉีดซ้ำที่เดิมภายในช่วงเวลาไม่ถึง 4 สัปดาห์
แนวทางการรักษาทั่วไปของสมาคมแพทย์ผิวหนังเกาหลี ก็เน้นย้ำถึงหลักการนี้เช่นกันครับ โดยทั่วไปจะแนะนำให้เจือจางยาให้อยู่ในช่วงความเข้มข้น 2.5~5 mg/mL โดยไม่ได้กำหนดระยะห่างตายตัวอย่างเข้มงวด — ในกรณีเร่งด่วนสามารถฉีดเพิ่มได้ภายในไม่กี่วัน แต่ตราบใดที่ไม่ได้ฉีดซ้ำที่จุดเดิมบ่อยเกินไปในช่วงเวลาสั้น ๆ โอกาสที่จะเกิดผลข้างเคียงผิวบุ๋มลงก็แทบไม่พบในการรักษาจริงเลยครับ

เมื่อไหร่ควรฉีดครั้งเดียว เมื่อไหร่ควรฉีดซ้ำ
สิวหัวช้างหรือสิวซีสต์ส่วนใหญ่จะยุบลงภายใน 24-48 ชั่วโมงหลังการฉีดเพียงครั้งเดียว หากสิวจุดเดิมบวมขึ้นมาใหม่ ไม่จำเป็นต้องรอเวลาตายตัวนานเกินไป สามารถกลับมาฉีดซ้ำได้ตามความจำเป็นครับ สำหรับสิวที่อักเสบรุนแรงเร่งด่วนก็สามารถฉีดเพิ่มได้ภายในไม่กี่วัน แต่โดยทั่วไปแล้วในหนึ่งรอบการรักษาจะนิยมฉีดไม่เกิน 3 ครั้งครับ
แต่หากมีสิวอักเสบเห่อขึ้นมาทีละหลาย ๆ จุดพร้อมกัน การฉีดสิวเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่ตอบโจทย์ ควรพิจารณาการรักษาทั่วร่างกายร่วมด้วย เช่น การรับประทานยาปฏิชีวนะหรือยาในกลุ่ม Isotretinoin หากคุณรู้สึกว่า "ต้องไปฉีดสิวอยู่บ่อย ๆ" นั่นไม่ได้แปลว่าฉีดยาไม่พอ แต่มันเป็นสัญญาณเตือนว่าร่างกายของคุณอาจต้องการแนวทางการรักษาในรูปแบบอื่นควบคู่ไปด้วยครับ
ตารางสรุปการดูแลตามสถานการณ์ต่าง ๆ ดังนี้ครับ
สภาพของสิวหัวช้าง/สิวซีสต์ | การดูแลที่แนะนำ | ระยะเวลาในการฟื้นฟู |
|---|---|---|
เริ่มเป็นสิวหัวช้างแรก ๆ (ภายใน 3 วัน) | ฉีดสิว 1 ครั้ง | บวมลดลงภายใน 24~48 ชั่วโมง |
สิวซีสต์อักเสบลึก | เจาะระบายหนอง + ฉีดสิว | ยุบตัวลงภายในไม่กี่วัน |
กลับมาเป็นซ้ำที่เดิม | ฉีดซ้ำเมื่อจำเป็น | ปกติไม่เกิน 3 ครั้งต่อรอบการรักษา |
ขึ้นพร้อมกันหลาย ๆ จุด | ทานยาปฏิชีวนะ / Isotretinoin ร่วมด้วย | หลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน |
มีแผลเป็นนูนหลงเหลืออยู่ | ฉีดสิวซ้ำโดยเว้นระยะห่างตามความเหมาะสม | แผลนูนค่อย ๆ ยุบลงในแต่ละครั้งที่ฉีด |
ความกลัวที่ว่า "น่ากลัวเพราะเป็นสเตียรอยด์" มักอิงมาจากเกณฑ์ของสเตียรอยด์แบบกินหรือฉีดทั่วร่างกายครับ แต่การฉีดสิวเฉพาะจุดเป็นเพียงการรักษาบริเวณรอบโรคด้วยวิธีเดียวกับที่ใช้ลดแผลเป็นจากไฟไหม้ ซึ่งเป็นการ "ป้องกัน" แผลเป็นที่ตรงจุดที่สุด หากเริ่มมีสิวหัวช้างหรือสิวซีสต์ขึ้นมา อย่าปล่อยทิ้งไว้เป็นสัปดาห์เลยนะครับ รีบมาพบแพทย์เพื่อช่วยทำให้สิวยุบลงภายในวันแรก ๆ ดีกว่าครับ
คำถามที่พบบ่อย
Q. ได้ยินมาว่าฉีดสิวแล้วจะทำให้ผิวบุ๋มลงไปจริงไหมคะ?
เกิดจากกรณีที่ใช้ยาความเข้มข้นสูงเกินไปหรือฉีดที่เดิมบ่อยเกินไปครับ หากใช้ความเข้มข้นตามาตรฐาน (2.5~5 mg/mL) และเว้นระยะห่างในการฉีดประมาณ 4~6 สัปดาห์ ผลข้างเคียงนี้แทบจะไม่เกิดขึ้นเลยครับ และถึงแม้ผิวจะเกิดการบุ๋มตัวลงไป ส่วนใหญ่ก็จะค่อย ๆ ฟื้นฟูกลับมาเต็มเหมือนเดิมภายในไม่กี่เดือนครับ
Q. ถ้าฉีดครั้งหนึ่งแล้ว จะต้องไปฉีดตลอดชีวิตเลยหรือเปล่าคะ?
ไม่จริงเลยครับ โดยปกติแล้วสิวหัวช้างหนึ่งเม็ด ฉีดเพียงครั้งเดียวก็หายแล้วครับ หากสิวขึ้นที่เดิมซ้ำ สามารถกลับมาฉีดซ้ำได้ในอีก 4 สัปดาห์ถัดไป แต่ถ้าหากสิวเห่อขึ้นมาพร้อมกันหลาย ๆ จุดบ่อย ๆ นั่นไม่ใช่สัญญาณของการต้องไปฉีดสิวเรื่อย ๆ แต่เป็นสัญญาณว่าควรเปลี่ยนไปใช้ยารับประทาน (ยาฆ่าเชื้อ หรือ Isotretinoin) แทนครับ
Q. ถ้าเป็นรูขุมขนอักเสบหรือสิวหัวหนองธรรมดา สามารถฉีดสิวได้ไหมคะ?
สิวหัวหนองทั่วไป เพียงแค่กดระบายหนองอย่างถูกสุขอนามัยก็เพียงพอแล้วครับ ไม่จำเป็นต้องฉีด ส่วนรูขุมขนอักเสบมักจะรักษาด้วยการกินหรือทายาปฏิชีวนะหรือยาต้านเชื้อราเป็นหลัก การฉีดสิวจะสงวนไว้ใช้เฉพาะกับสิวหัวช้าง สิวซีสต์ที่อยู่ลึกใต้ผิว หรือแผลเป็นนูนเหนี่ยวรั้งเท่านั้นครับ
บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม

ยกกระชับ
แก้มชาตื้อ ๆ หลังทำ Ultherapy Prime ปกติไหม อีกกี่วันหาย?

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ฉีด Sculptra แล้วแก้มขึ้นข้างเดียว อีกนานไหมกว่าจะเท่ากัน?

ยกกระชับ
ลด Level พลังงาน Thermage เพราะกลัวเจ็บ ผลลัพธ์จะหายไปด้วยไหม?

ผิว
ขนคุดที่แขน ยิ่งขัดสครับยิ่งแดง เปลี่ยนวิธีดูแลยังไงดี?

ยกกระชับ
หลัง Onda Lifting แล้วสองข้างหน้าลดไม่เท่ากัน — ปกติหรือต้องกังวล?

ผิว
สกินบูสเตอร์หมดฤทธิ์แล้วจริงไหม หลังสองเดือนผิวเริ่มแห้งขึ้น



