ผู้อำนวยการ วี ยองจิน คิม กาอึล แห่งคลินิกบิวตี้สโตน ฮงแด
ฮงแด บิวตี้ด็อกเตอร์ บิวตี้สโตนคลินิก
ฮงแด บิวตี้ด็อกเตอร์ บิวตี้สโตนคลินิก

Dysport เห็นผลเร็วกว่า Botox แต่ทำไมกลุ่มที่ดื้อโบง่ายถึงต้องใช้รักษาอย่างระมัดระวัง

Dysport เห็นผลเร็วกว่า Botox แต่ทำไมกลุ่มที่ดื้อโบง่ายถึงต้องใช้รักษาอย่างระมัดระวัง

Dysport เห็นผลเร็วกว่า Botox แต่ทำไมกลุ่มที่ดื้อโบง่ายถึงต้องใช้รักษาอย่างระมัดระวัง

แม้จะเป็น Botulinum Toxin Type A เหมือนกัน แต่ความแตกต่างของรัศมีการกระจายตัวสามารถเปลี่ยนผลลัพธ์ในการรักษาได้เลยนะคะ มาดูเกณฑ์การเลือก Botox vs Dysport ตามระดับการพึ่งพากล้ามเนื้อหน้าผาก (Frontalis) กันค่ะ

Dysport เห็นผลเร็วกว่า Botox แต่ทำไมกลุ่มที่ต้องพึ่งพากล้ามเนื้อหน้าผากในการลืมตาถึงต้องระวัง

🔗 ไปยังบทความอื่น

ทำความเข้าใจกล้ามเนื้อหน้าผาก1.1 ความสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนื้อหน้าผากและกล้ามเนื้อเปลือกตา

ทำไมตาถึงรู้สึกหนักขึ้น2.1 สาเหตุที่ทำให้ตาดูหนักขึ้น

วิธีฉีดให้ได้ผลดีที่สุด3.1 ประเมินตัวเองด้วยตัวเอง + ปริมาณและตำแหน่งการฉีด

การเลือกใช้ยาแต่ละประเภท4.2 skin booster Botox

หากคุณหาข้อมูลเกี่ยวกับการฉีด Botox หน้าผาก คุณมักจะได้ยินคำพูดบ่อยๆ ว่า 'Dysport จะเห็นผลไวกว่าและดูเป็นธรรมชาติมากกว่า' หากมองแค่เรื่องระยะเวลาการเห็นผล ราคา และความคงทน Dysport ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมาก แต่ก็มักจะมีคำเตือนตามมาด้วยว่า 'ควรทำเฉพาะเมื่อไม่กังวลเรื่องหนังตาตกเท่านั้น' มาไขข้อสงสัยกันดีกว่าว่าคำนี้หมายความว่าอย่างไร และเกณฑ์การประเมินที่แท้จริงคือภาวะหนังตาตกใช่หรือไม่

หากคุณหาข้อมูลเกี่ยวกับการฉีด Botox หน้าผาก คุณมักจะได้ยินคำพูดบ่อยๆ ว่า 'Dysport จะเห็นผลไวกว่าและดูเป็นธรรมชาติมากกว่า' หากมองแค่เรื่องระยะเวลาการเห็นผล ราคา และความคงทน Dysport ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมาก แต่ก็มักจะมีคำเตือนตามมาด้วยว่า 'ควรทำเฉพาะเมื่อไม่กังวลเรื่องหนังตาตกเท่านั้น' มาไขข้อสงสัยกันดีกว่าว่าคำนี้หมายความว่าอย่างไร และเกณฑ์การประเมินที่แท้จริงคือภาวะหนังตาตกใช่หรือไม่



ยาทั้งสองชนิดเป็น 'Botulinum Toxin' เหมือนกัน แต่มีลักษณะการทำงานที่ต่างกัน

ทั้ง Botox (Allergan/AbbVie) และ Dysport (Galderma) ต่างก็เป็น ※ Botulinum Toxin Type A เหมือนกัน มีหลักการทำงานเหมือนกันคือช่วยระงับการส่งสัญญาณจากเส้นประสาทไปยังกล้ามเนื้อชั่วคราวเพื่อลดการทำงานของกล้ามเนื้อ ดังนั้นระยะเวลาที่ยาจะคลายตัวจึงใกล้เคียงกันคือประมาณ 3~4 เดือน

สิ่งที่แตกต่างกันคือขนาดอนุภาคของโปรตีน และผลลัพธ์ที่ตามมาคือ 'รัศมีการกระจายตัว' เนื่องจาก Dysport มีโครงสร้างอนุภาคที่เล็กและเบากว่า Botox จึงมีคุณสมบัติที่สามารถ กระจายตัวได้กว้างกว่า แม้จะฉีดในปริมาณที่เท่ากันและในตำแหน่งเดียวกันก็ตาม

* Botulinum Toxin Type A: ยาที่มีสารพิษต่อระบบประสาทที่สกัดจากเชื้อแบคทีเรีย Clostridium botulinum ชนิดบริสุทธิ์ ช่วยยับยั้งการหลั่งสารอะเซทิลโคลีนที่ปลายประสาทเพื่อบล็อกสัญญาณการหดตัวของกล้ามเนื้อ ทั้ง Botox, Dysport, Xeomin และ Nabota ล้วนเป็น Type A เหมือนกันทั้งหมด


두 약은 같은 ‘보툴리눔 톡신’이지만 작용 결이 달라요



Dysport กระจายตัวได้เร็วกว่าและกว้างกว่า Botox

จุดเด่นของ Dysport มีอยู่ 2 ข้อ ข้อแรกคือ เห็นผลเร็ว หาก Botox ใช้เวลา 3~7 วันในการเริ่มเห็นผล Dysport จะใช้เวลาเพียง 1~3 วันก็เริ่มเห็นผลลัพธ์แล้ว ข้อสองคือ รัศมีการกระจายตัวที่กว้างมาก หากฉีด ณ จุดใดจุดหนึ่ง Botox จะทำงานในรัศมี 3~5 มม. แต่ Dysport สามารถกระจายตัวได้กว้างถึง 5~10 มม.

* รัศมีการกระจายตัว (Diffusion radius): ระยะทางที่ Botulinum Toxin แพร่กระจายจากจุดที่ฉีดไปยังเส้นใยกล้ามเนื้อข้างเคียง ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามขนาดของอนุภาคและโครงสร้างโปรตีน หากรัศมีแคบจะควบคุมการลดการทำงานเฉพาะจุดได้อย่างแม่นยำ หากรัศมีกว้างจะช่วยลดการทำงานในพื้นที่กว้างได้อย่างสม่ำเสมอในครั้งเดียว

เมื่อต้องการให้กล้ามเนื้อบริเวณกว้างอย่างกล้ามเนื้อหน้าผากทำงานลดลงอย่างสม่ำเสมอ และต้องการผลลัพธ์ที่รวดเร็ว คุณสมบัติ 'กว้างและเร็ว' ของ Dysport จะกลายเป็นข้อได้เปรียบ ซึ่งเหมาะมากสำหรับการลดจำนวนจุดในการฉีดและช่วยให้การกระจายของยาดูเป็นธรรมชาติ


디스포트가 보톡스보다 빠르고 넓게 퍼져요



สำหรับผู้ที่ต้องพึ่งพากล้ามเนื้อหน้าผากในการดึงเปลือกตา คุณสมบัติ 'การกระจายตัวกว้าง' อาจกลายเป็นข้อเสีย

คุณสมบัติ 'การกระจายกว้าง' เดียวกันนี้ กลายเป็นข้อเสียสำหรับกลุ่มคนที่ต้องพึ่งพากล้ามเนื้อหน้าผากในการลืมตา การใช้เทคนิค 'ฉีดเฉพาะหน้าผากส่วนบนและคงความขยับได้ของด้านข้างไว้' ตามที่อธิบายในซีรีส์ตอนที่ 3 จะทำได้ยากขึ้นเมื่อใช้ Dysport เพราะแม้จะฉีดเฉพาะส่วนบน ตัวยาก็อาจกระจายไปด้านข้างและด้านล่างได้ 5~10 มม. จนส่งผลไปถึงหน้าผากด้านข้างและบริเวณเหนือคิ้วในที่สุด

ด้วยเหตุนี้ ในทางคลินิกจึงมักพูดกันบ่อยๆ ว่า 'แนะนำให้ใช้ Dysport เฉพาะเมื่อไม่มีความกังวลเรื่องหนังตาตกจะดีกว่า' ซึ่งหากพูดให้ถูกต้องก็คือ 'สำหรับผู้ที่ต้องใช้กล้ามเนื้อหน้าผากช่วยในการลืมตาค่อนข้างมาก คุณสมบัติการกระจายตัวของ Dysport อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหนังตาตกร่วม (Pseudoptosis)' นั่นเอง


의존형 분에게 ‘넓게 퍼지는’ 게 약점이에요



ไม่เกี่ยวกับภาวะหนังตาตกโดยตรง — แพทเทิร์นการใช้กล้ามเนื้อคือเกณฑ์ที่แท้จริง

นี่คือจุดที่มักเกิดความสับสนบ่อยครั้ง เกณฑ์การตัดสินใจที่ถูกต้องไม่ใช่ 'หากมีภาวะหนังตาตกห้ามใช้ Dysport' แต่คือ 'หากจำเป็นต้องใช้กล้ามเนื้อหน้าผากช่วยในการลืมตามากๆ ควรพิจารณา Dysport อย่างระมัดระวัง'

ภาวะหนังตาตกที่แท้จริง (การทำงานของกล้ามเนื้อยกลูกตา (Levator palpebrae superioris) ลดลง) ไม่ว่าจะใช้ Botox หรือ Dysport ก็ไม่ได้เป็นสาเหตุโดยตรง เพราะยากลุ่ม Botulinum Toxin ไม่ได้เข้าไปสัมผัสกับกล้ามเนื้อยกลูกตาโดยตรง สิ่งที่เรากังวลคือ ภาวะหนังตาตกร่วม (Pseudoptosis) ที่เกิดจากการที่กล้ามเนื้อหน้าผากลดการทำงานลง ซึ่งสิ่งนี้สามารถเกิดขึ้นกับยาตัวใดก็ได้หากคนไข้มีพฤติกรรมการใช้กล้ามเนื้อหน้าผากช่วยลืมตาสูง เพียงแต่ Dysport มีความเสี่ยงมากกว่าในแพทเทิร์นเดียวกันเนื่องจากคุณสมบัติการกระจายตัวของยานั่นเอง


안검하수 자체와는 무관해요 — 의존 패턴이 진짜 기준



ควรแนะนำยาตัวไหนให้กับคนไข้แบบใดดี

เราเลือกยาโดยประเมินจากผลการตรวจร่างกายและลักษณะการแสดงสีหน้าตามปกติ โดยสรุปออกมาเป็นตารางได้ดังนี้

แพทเทิร์น / ลำดับความสำคัญ

Botox

Dysport

พึ่งพากล้ามเนื้อหน้าผากน้อย, ต้องการผลเร็ว

ทั่วไป

แนะนำ (เห็นผลใน 1~3 วัน)

พึ่งพากล้ามเนื้อหน้าผากน้อย, เน้นความคุ้มค่า

เลือกได้

เลือกได้

พึ่งพากล้ามเนื้อหน้าผากระดับเล็กน้อย

แนะนำ (กระจายตัวอย่างละเอียด)

ระมัดระวัง (คำนึงถึงการกระจายตัว)

พึ่งพากล้ามเนื้อหน้าผากสูงมาก

แนะนำ (เน้นฉีดปริมาณน้อยอย่างแม่นยำ)

ไม่แนะนำ

จำเป็นต้องคงการขยับของหน้าผากด้านข้างไว้

แนะนำ

ไม่แนะนำ (เนื่องจากการกระจายตัวด้านข้าง)

ต้องการฉีดหน้าผาก + ระหว่างคิ้วพร้อมกันให้เท่ากัน

เลือกได้

แนะนำ (ฉีดกว้างกระจายทั่วในครั้งเดียว)

หัวข้อ

Botox

Dysport

ระยะเวลาการเห็นผล

3~7 วัน

1~3 วัน

รัศมีการกระจายตัว

แคบ (3~5 มม.)

กว้าง (5~10 มม.)

การเทียบเคียงยูนิต

1 U

2.5~3 U

ระยะเวลาคงผลลัพธ์

3~4 เดือน

3~4 เดือน

ความเหมาะสมกับกลุ่มที่พึ่งพากล้ามเนื้อหน้าผาก

สูง (ควบคุมจุดได้ละเอียด)

ต่ำ (ยากระจายตัว)

ไม่มีคำตอบที่ตายตัวว่า 'Dysport ดีกว่า / Botox ดีกว่า' มาตรฐานการรักษาในปัจจุบันคือการประเมินระดับการทำงานของกล้ามเนื้อผ่านการตรวจด้วยตนเองก่อน แล้วจึงเลือกตัวยาที่เหมาะสม แม้ว่าการตัดสินใจเลือกยาควรทำร่วมกับการปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แต่การเข้าใจเกณฑ์เหล่านี้จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายและชัดเจนขึ้นมาก



คำถามที่พบบ่อย

Q. Dysport เป็นยาที่คุณภาพด้อยกว่า Botox หรือเปล่า?

ไม่ใช่เลยค่ะ สำหรับบริเวณที่ต้องการผลลัพธ์ที่รวดเร็วและการกระจายตัวของยาที่สม่ำเสมอ (เช่น หน้าผากทั้งหมด, หว่างคิ้ว, กล้ามเนื้อน่องที่เป็นบริเวณกว้าง) Dysport จะตอบโจทย์ได้ดีกว่า ประเด็นสำคัญคือเคสที่ 'ต้องระงับการทำงานเฉพาะส่วนอย่างแม่นยำและต้องการคงการทำงานของกล้ามเนื้อส่วนอื่นเอาไว้' ซึ่งเคสของคนที่พึ่งพากล้ามเนื้อหน้าผากในการลืมตาจัดอยู่ในประเภทที่ว่านี้พอดีค่ะ

Q. หากเกิดภาวะหนังตาตกร่วม (Pseudoptosis) จากการฉีด Dysport ต้องทำอย่างไร?

วิธีแก้ไขจะเหมือนกับกรณีที่เกิดจาก Botox ค่ะ ยาจะค่อยๆ สลายไปเองภายใน 3~4 เดือน สำหรับการฉีดครั้งต่อไป แนะนำให้เปลี่ยนมาใช้ Botox หรือหากต้องการใช้ Dysport ต่อไป ควรปรับลดปริมาณยาลงให้เหลือไม่เกินครึ่งหนึ่ง และใช้วิธีฉีดเฉพาะหน้าผากส่วนบนแทนค่ะ

Q. สามารถผสมยาทั้งสองชนิดในการฉีดครั้งเดียวกันได้หรือไม่?

ในทางปฏิบัติมักนิยมเลือกใช้ยาแบรนด์เดียวเป็นหลักค่ะ หากเลือกใช้ต่างชนิดกันในแต่ละจุด อาจทำให้ช่วงเวลาการออกฤทธิ์และการกระจายตัวของยาไม่เท่ากัน จนอาจส่งผลให้ใบหน้าไม่สมมาตรได้ วิธีที่ปลอดภัยกว่าคือการทดลองใช้ยาชนิดหนึ่งในการฉีดครั้งนี้ และลองใช้ยาอีกชนิดในครั้งถัดไป เพื่อค้นหาตัวยาที่ตอบโจทย์เข้ากับตัวคุณได้ดีที่สุดค่ะ

บทความที่เกี่ยวข้อง

Dysport เห็นผลเร็วกว่า Botox แต่ทำไมกลุ่มที่ต้องพึ่งพากล้ามเนื้อหน้าผากในการลืมตาถึงต้องระวัง

🔗 ไปยังบทความอื่น

ทำความเข้าใจกล้ามเนื้อหน้าผาก1.1 ความสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนื้อหน้าผากและกล้ามเนื้อเปลือกตา

ทำไมตาถึงรู้สึกหนักขึ้น2.1 สาเหตุที่ทำให้ตาดูหนักขึ้น

วิธีฉีดให้ได้ผลดีที่สุด3.1 ประเมินตัวเองด้วยตัวเอง + ปริมาณและตำแหน่งการฉีด

การเลือกใช้ยาแต่ละประเภท4.2 skin booster Botox

หากคุณหาข้อมูลเกี่ยวกับการฉีด Botox หน้าผาก คุณมักจะได้ยินคำพูดบ่อยๆ ว่า 'Dysport จะเห็นผลไวกว่าและดูเป็นธรรมชาติมากกว่า' หากมองแค่เรื่องระยะเวลาการเห็นผล ราคา และความคงทน Dysport ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมาก แต่ก็มักจะมีคำเตือนตามมาด้วยว่า 'ควรทำเฉพาะเมื่อไม่กังวลเรื่องหนังตาตกเท่านั้น' มาไขข้อสงสัยกันดีกว่าว่าคำนี้หมายความว่าอย่างไร และเกณฑ์การประเมินที่แท้จริงคือภาวะหนังตาตกใช่หรือไม่

หากคุณหาข้อมูลเกี่ยวกับการฉีด Botox หน้าผาก คุณมักจะได้ยินคำพูดบ่อยๆ ว่า 'Dysport จะเห็นผลไวกว่าและดูเป็นธรรมชาติมากกว่า' หากมองแค่เรื่องระยะเวลาการเห็นผล ราคา และความคงทน Dysport ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมาก แต่ก็มักจะมีคำเตือนตามมาด้วยว่า 'ควรทำเฉพาะเมื่อไม่กังวลเรื่องหนังตาตกเท่านั้น' มาไขข้อสงสัยกันดีกว่าว่าคำนี้หมายความว่าอย่างไร และเกณฑ์การประเมินที่แท้จริงคือภาวะหนังตาตกใช่หรือไม่



ยาทั้งสองชนิดเป็น 'Botulinum Toxin' เหมือนกัน แต่มีลักษณะการทำงานที่ต่างกัน

ทั้ง Botox (Allergan/AbbVie) และ Dysport (Galderma) ต่างก็เป็น ※ Botulinum Toxin Type A เหมือนกัน มีหลักการทำงานเหมือนกันคือช่วยระงับการส่งสัญญาณจากเส้นประสาทไปยังกล้ามเนื้อชั่วคราวเพื่อลดการทำงานของกล้ามเนื้อ ดังนั้นระยะเวลาที่ยาจะคลายตัวจึงใกล้เคียงกันคือประมาณ 3~4 เดือน

สิ่งที่แตกต่างกันคือขนาดอนุภาคของโปรตีน และผลลัพธ์ที่ตามมาคือ 'รัศมีการกระจายตัว' เนื่องจาก Dysport มีโครงสร้างอนุภาคที่เล็กและเบากว่า Botox จึงมีคุณสมบัติที่สามารถ กระจายตัวได้กว้างกว่า แม้จะฉีดในปริมาณที่เท่ากันและในตำแหน่งเดียวกันก็ตาม

* Botulinum Toxin Type A: ยาที่มีสารพิษต่อระบบประสาทที่สกัดจากเชื้อแบคทีเรีย Clostridium botulinum ชนิดบริสุทธิ์ ช่วยยับยั้งการหลั่งสารอะเซทิลโคลีนที่ปลายประสาทเพื่อบล็อกสัญญาณการหดตัวของกล้ามเนื้อ ทั้ง Botox, Dysport, Xeomin และ Nabota ล้วนเป็น Type A เหมือนกันทั้งหมด


두 약은 같은 ‘보툴리눔 톡신’이지만 작용 결이 달라요



Dysport กระจายตัวได้เร็วกว่าและกว้างกว่า Botox

จุดเด่นของ Dysport มีอยู่ 2 ข้อ ข้อแรกคือ เห็นผลเร็ว หาก Botox ใช้เวลา 3~7 วันในการเริ่มเห็นผล Dysport จะใช้เวลาเพียง 1~3 วันก็เริ่มเห็นผลลัพธ์แล้ว ข้อสองคือ รัศมีการกระจายตัวที่กว้างมาก หากฉีด ณ จุดใดจุดหนึ่ง Botox จะทำงานในรัศมี 3~5 มม. แต่ Dysport สามารถกระจายตัวได้กว้างถึง 5~10 มม.

* รัศมีการกระจายตัว (Diffusion radius): ระยะทางที่ Botulinum Toxin แพร่กระจายจากจุดที่ฉีดไปยังเส้นใยกล้ามเนื้อข้างเคียง ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามขนาดของอนุภาคและโครงสร้างโปรตีน หากรัศมีแคบจะควบคุมการลดการทำงานเฉพาะจุดได้อย่างแม่นยำ หากรัศมีกว้างจะช่วยลดการทำงานในพื้นที่กว้างได้อย่างสม่ำเสมอในครั้งเดียว

เมื่อต้องการให้กล้ามเนื้อบริเวณกว้างอย่างกล้ามเนื้อหน้าผากทำงานลดลงอย่างสม่ำเสมอ และต้องการผลลัพธ์ที่รวดเร็ว คุณสมบัติ 'กว้างและเร็ว' ของ Dysport จะกลายเป็นข้อได้เปรียบ ซึ่งเหมาะมากสำหรับการลดจำนวนจุดในการฉีดและช่วยให้การกระจายของยาดูเป็นธรรมชาติ


디스포트가 보톡스보다 빠르고 넓게 퍼져요



สำหรับผู้ที่ต้องพึ่งพากล้ามเนื้อหน้าผากในการดึงเปลือกตา คุณสมบัติ 'การกระจายตัวกว้าง' อาจกลายเป็นข้อเสีย

คุณสมบัติ 'การกระจายกว้าง' เดียวกันนี้ กลายเป็นข้อเสียสำหรับกลุ่มคนที่ต้องพึ่งพากล้ามเนื้อหน้าผากในการลืมตา การใช้เทคนิค 'ฉีดเฉพาะหน้าผากส่วนบนและคงความขยับได้ของด้านข้างไว้' ตามที่อธิบายในซีรีส์ตอนที่ 3 จะทำได้ยากขึ้นเมื่อใช้ Dysport เพราะแม้จะฉีดเฉพาะส่วนบน ตัวยาก็อาจกระจายไปด้านข้างและด้านล่างได้ 5~10 มม. จนส่งผลไปถึงหน้าผากด้านข้างและบริเวณเหนือคิ้วในที่สุด

ด้วยเหตุนี้ ในทางคลินิกจึงมักพูดกันบ่อยๆ ว่า 'แนะนำให้ใช้ Dysport เฉพาะเมื่อไม่มีความกังวลเรื่องหนังตาตกจะดีกว่า' ซึ่งหากพูดให้ถูกต้องก็คือ 'สำหรับผู้ที่ต้องใช้กล้ามเนื้อหน้าผากช่วยในการลืมตาค่อนข้างมาก คุณสมบัติการกระจายตัวของ Dysport อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหนังตาตกร่วม (Pseudoptosis)' นั่นเอง


의존형 분에게 ‘넓게 퍼지는’ 게 약점이에요



ไม่เกี่ยวกับภาวะหนังตาตกโดยตรง — แพทเทิร์นการใช้กล้ามเนื้อคือเกณฑ์ที่แท้จริง

นี่คือจุดที่มักเกิดความสับสนบ่อยครั้ง เกณฑ์การตัดสินใจที่ถูกต้องไม่ใช่ 'หากมีภาวะหนังตาตกห้ามใช้ Dysport' แต่คือ 'หากจำเป็นต้องใช้กล้ามเนื้อหน้าผากช่วยในการลืมตามากๆ ควรพิจารณา Dysport อย่างระมัดระวัง'

ภาวะหนังตาตกที่แท้จริง (การทำงานของกล้ามเนื้อยกลูกตา (Levator palpebrae superioris) ลดลง) ไม่ว่าจะใช้ Botox หรือ Dysport ก็ไม่ได้เป็นสาเหตุโดยตรง เพราะยากลุ่ม Botulinum Toxin ไม่ได้เข้าไปสัมผัสกับกล้ามเนื้อยกลูกตาโดยตรง สิ่งที่เรากังวลคือ ภาวะหนังตาตกร่วม (Pseudoptosis) ที่เกิดจากการที่กล้ามเนื้อหน้าผากลดการทำงานลง ซึ่งสิ่งนี้สามารถเกิดขึ้นกับยาตัวใดก็ได้หากคนไข้มีพฤติกรรมการใช้กล้ามเนื้อหน้าผากช่วยลืมตาสูง เพียงแต่ Dysport มีความเสี่ยงมากกว่าในแพทเทิร์นเดียวกันเนื่องจากคุณสมบัติการกระจายตัวของยานั่นเอง


안검하수 자체와는 무관해요 — 의존 패턴이 진짜 기준



ควรแนะนำยาตัวไหนให้กับคนไข้แบบใดดี

เราเลือกยาโดยประเมินจากผลการตรวจร่างกายและลักษณะการแสดงสีหน้าตามปกติ โดยสรุปออกมาเป็นตารางได้ดังนี้

แพทเทิร์น / ลำดับความสำคัญ

Botox

Dysport

พึ่งพากล้ามเนื้อหน้าผากน้อย, ต้องการผลเร็ว

ทั่วไป

แนะนำ (เห็นผลใน 1~3 วัน)

พึ่งพากล้ามเนื้อหน้าผากน้อย, เน้นความคุ้มค่า

เลือกได้

เลือกได้

พึ่งพากล้ามเนื้อหน้าผากระดับเล็กน้อย

แนะนำ (กระจายตัวอย่างละเอียด)

ระมัดระวัง (คำนึงถึงการกระจายตัว)

พึ่งพากล้ามเนื้อหน้าผากสูงมาก

แนะนำ (เน้นฉีดปริมาณน้อยอย่างแม่นยำ)

ไม่แนะนำ

จำเป็นต้องคงการขยับของหน้าผากด้านข้างไว้

แนะนำ

ไม่แนะนำ (เนื่องจากการกระจายตัวด้านข้าง)

ต้องการฉีดหน้าผาก + ระหว่างคิ้วพร้อมกันให้เท่ากัน

เลือกได้

แนะนำ (ฉีดกว้างกระจายทั่วในครั้งเดียว)

หัวข้อ

Botox

Dysport

ระยะเวลาการเห็นผล

3~7 วัน

1~3 วัน

รัศมีการกระจายตัว

แคบ (3~5 มม.)

กว้าง (5~10 มม.)

การเทียบเคียงยูนิต

1 U

2.5~3 U

ระยะเวลาคงผลลัพธ์

3~4 เดือน

3~4 เดือน

ความเหมาะสมกับกลุ่มที่พึ่งพากล้ามเนื้อหน้าผาก

สูง (ควบคุมจุดได้ละเอียด)

ต่ำ (ยากระจายตัว)

ไม่มีคำตอบที่ตายตัวว่า 'Dysport ดีกว่า / Botox ดีกว่า' มาตรฐานการรักษาในปัจจุบันคือการประเมินระดับการทำงานของกล้ามเนื้อผ่านการตรวจด้วยตนเองก่อน แล้วจึงเลือกตัวยาที่เหมาะสม แม้ว่าการตัดสินใจเลือกยาควรทำร่วมกับการปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แต่การเข้าใจเกณฑ์เหล่านี้จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายและชัดเจนขึ้นมาก



คำถามที่พบบ่อย

Q. Dysport เป็นยาที่คุณภาพด้อยกว่า Botox หรือเปล่า?

ไม่ใช่เลยค่ะ สำหรับบริเวณที่ต้องการผลลัพธ์ที่รวดเร็วและการกระจายตัวของยาที่สม่ำเสมอ (เช่น หน้าผากทั้งหมด, หว่างคิ้ว, กล้ามเนื้อน่องที่เป็นบริเวณกว้าง) Dysport จะตอบโจทย์ได้ดีกว่า ประเด็นสำคัญคือเคสที่ 'ต้องระงับการทำงานเฉพาะส่วนอย่างแม่นยำและต้องการคงการทำงานของกล้ามเนื้อส่วนอื่นเอาไว้' ซึ่งเคสของคนที่พึ่งพากล้ามเนื้อหน้าผากในการลืมตาจัดอยู่ในประเภทที่ว่านี้พอดีค่ะ

Q. หากเกิดภาวะหนังตาตกร่วม (Pseudoptosis) จากการฉีด Dysport ต้องทำอย่างไร?

วิธีแก้ไขจะเหมือนกับกรณีที่เกิดจาก Botox ค่ะ ยาจะค่อยๆ สลายไปเองภายใน 3~4 เดือน สำหรับการฉีดครั้งต่อไป แนะนำให้เปลี่ยนมาใช้ Botox หรือหากต้องการใช้ Dysport ต่อไป ควรปรับลดปริมาณยาลงให้เหลือไม่เกินครึ่งหนึ่ง และใช้วิธีฉีดเฉพาะหน้าผากส่วนบนแทนค่ะ

Q. สามารถผสมยาทั้งสองชนิดในการฉีดครั้งเดียวกันได้หรือไม่?

ในทางปฏิบัติมักนิยมเลือกใช้ยาแบรนด์เดียวเป็นหลักค่ะ หากเลือกใช้ต่างชนิดกันในแต่ละจุด อาจทำให้ช่วงเวลาการออกฤทธิ์และการกระจายตัวของยาไม่เท่ากัน จนอาจส่งผลให้ใบหน้าไม่สมมาตรได้ วิธีที่ปลอดภัยกว่าคือการทดลองใช้ยาชนิดหนึ่งในการฉีดครั้งนี้ และลองใช้ยาอีกชนิดในครั้งถัดไป เพื่อค้นหาตัวยาที่ตอบโจทย์เข้ากับตัวคุณได้ดีที่สุดค่ะ

บทความที่เกี่ยวข้อง

บิวตี้สด็อกเตอร์ ฮงแด บิวตี้สโตน คลินิก
บิวตี้สด็อกเตอร์ ฮงแด บิวตี้สโตน คลินิก

บทความแนะนำ

บทความแนะนำ

โพสต์ล่าสุด

โพสต์ล่าสุด

กล้ามเนื้อหน้าผาก (Frontalis) ไม่ได้เค่ทำให้เกิดริ้วรอยเท่านั้นนะคะ แต่ยังช่วยพยุงเปิดตาขึ้นด้วยค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม

กล้ามเนื้อหน้าผากไม่ได้แค่ทำให้เกิดริ้วรอยเท่านั้นนะคะ — แต่ยังช่วยพยุงลืมตาขึ้นด้วยค่ะ

ทำไมการฉีดในปริมาณเท่ากันและตำแหน่งเดียวกันกลับให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันในแต่ละคน? วันนี้เรามาสรุปสั้นๆ เกี่ยวกับ 2 บทบาทหน้าที่ของกล้ามเนื้อหน้าผาก ทั้งการ ‘สร้างรอยย่น + ช่วยพยุงลืมตา’ รวมถึงความสัมพันธ์ของมันกับกล้ามเนื้อมัดอื่นๆ กันค่ะ

ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากแล้วตาตี่ลง ไม่ใช่เพราะโรคกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง (안검하수) นะคะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม

ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากแล้วตาดูเล็กลง ไม่ใช่เพราะอาการหนังตาตก (ptosis) เสมอไปนะคะ

อาการ 'ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากแล้วตาดูหนักๆ' เกิดจากอะไร? เจาะลึกกลไกเมื่อกล้ามเนื้อหน้าผากที่เคยช่วยประคองหายไป และทำไมผลลัพธ์ของแต่ละคนถึงต่างกันตามระดับความจำเป็นในการใช้กล้ามเนื้อส่วนนี้

ก่อนฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก ลองแตะหน้าผากแล้วลืมตาขึ้นดูก่อนนะคะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม

ก่อนฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก ลองใช้นิ้วจับหน้าผากแล้วลืมตาขึ้นดูนะคะ

วิธีฉีดโบหน้าผากให้ได้ผลดีที่สุด ไม่ใช่การ 'ต้องลองฉีดดูก่อนถึงจะรู้' ค่ะ เราได้สรุปแนวทางมาตรฐานทางการแพทย์ในการประเมินรูปแบบการใช้กล้ามเนื้อด้วยการตรวจเช็กตัวเองง่ายๆ ใน 30 วินาที เพื่อช่วยในการปรับปริมาณยา ตำแหน่งที่ฉีด และระยะเวลาเว้นช่วงการฉีดให้เหมาะสมที่สุด

Dysport เห็นผลเร็วกว่าโบท็อกซ์ทั่วไป แต่ทำไมคนที่มีปัญหาดื้อยาถึงต้องระวังเป็นพิเศษ

โครงหน้า&วอลลุ่ม

Dysport เห็นผลเร็วกว่า Botox แต่ทำไมกลุ่มที่ดื้อโบง่ายถึงต้องใช้รักษาอย่างระมัดระวัง

แม้จะเป็น Botulinum Toxin Type A เหมือนกัน แต่ความแตกต่างของรัศมีการกระจายตัวสามารถเปลี่ยนผลลัพธ์ในการรักษาได้เลยนะคะ มาดูเกณฑ์การเลือก Botox vs Dysport ตามระดับการพึ่งพากล้ามเนื้อหน้าผาก (Frontalis) กันค่ะ

skin botox ไม่ใช่โบท็อกซ์หน้าผากเวอร์ชันที่เบากว่านะคะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม

Skin botox ไม่ใช่โบท็อกซ์หน้าผากเวอร์ชันเบาๆ นะคะ

สำหรับคนที่ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากไม่ได้ ก็ยังสามารถทำ skin booster หรือโบท็อกซ์ลิฟติ้ง (Skin Botox) ได้อย่างสบายใจค่ะ ด้วยหลักการทำงานที่ใช้โบทูลินัม ท็อกซิน ตัวเดียวกัน แต่เป็นการกระจายตัวยาปริมาณเล็กน้อยลงในชั้นผิวแท้ (Dermis) เพื่อช่วยกระชับรูขุมขน ควบคุมความมัน ลดรอยแดง และปรับ skin texture ให้ผิวเรียบเนียนยิ่งขึ้น

หากอยากเติมเต็มโหนกแก้มหรือขมับ ไม่ใช่ filler แต่ต้องเป็น skin booster ค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม

ถ้าอยากเติมเต็มบริเวณโหนกแก้มและขมับ ไม่ใช่ filler แต่ต้องเป็น skin booster ค่ะ

ฟิลเลอร์สำหรับปรับกรอบรูปหน้าอย่างบริเวณจมูกและปลายคาง ส่วน skin booster สำหรับบริเวณกว้างอย่างโหนกแก้ม ขมับ และแก้ม — การเลือกหัตถการที่เหมาะกับแต่ละตำแหน่งคือคีย์เวิร์ดของความสวยดูเป็นธรรมชาติค่ะ

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1

💬 สามารถปรึกษาแบบ 1:1 ผ่าน KakaoTalk ได้

🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1