• Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด

Dysport vs Botox เลือกแบบไหนที่หน้าผาก

Dysport vs Botox เลือกแบบไหนที่หน้าผาก

Dysport vs Botox เลือกแบบไหนที่หน้าผาก

Dysport เห็นผลเร็วกว่า Botox แต่รัศมีกระจายต่างกัน มาดูเกณฑ์เลือกตามการใช้กล้ามเนื้อหน้าผาก

เผยแพร่ -

อัปเดต -

Beautystone Clinic, Wi Young-jin, Chief director

Author

Wi Young-jin · Chief director

Seoul National University College of Medicine · Seoul National University Hospital Specialist

เวลาหาข้อมูลเรื่องโบท็อกซ์หน้าผาก เรามักจะได้ยินคำพูดแนวๆ ว่า 'Dysport เห็นผลเร็วกว่าและดูเป็นธรรมชาติกว่า' อยู่บ่อยๆ ใช่ไหมคะ? ถ้าพูดถึงเรื่องระยะเวลาการเห็นผล ราคา และความคงทน ต้องยอมรับเลยครับว่า Dysport เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากๆ แต่ก็มักจะมีคำเตือนตามมาด้วยเสมอว่า 'ควรทำเฉพาะตอนที่ไม่ต้องกังวลเรื่องหนังตาตกเท่านั้น' วันนี้เรามาทำความเข้าใจกันดีกว่าครับว่าคำนี้หมายความว่าอย่างไร และเกณฑ์การตัดสินใจจริงๆ นั้นขึ้นอยู่กับอาการหนังตาตกจริงหรือเปล่า

 

ทั้งสองแบรนด์เป็น 'Botulinum Toxin' เหมือนกัน แต่มีลักษณะการทำงานต่างกันครับ

ทั้ง Botox (Allergan/AbbVie) และ Dysport (Galderma) ต่างก็เป็น Botulinum Toxin type A* เหมือนกันครับ โดยมีหลักการทำงานเหมือนกันคือเข้าไปบล็อกสัญญาณประสาทที่ส่งไปยังกล้ามเนื้อชั่วคราว ทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว ดังนั้นระยะเวลาที่ฤทธิ์จะหมดจึงใกล้เคียงกัน (ประมาณ 3-4 เดือน) ครับ

สิ่งที่แตกต่างกันคือขนาดของโมเลกุลโปรตีน และผลลัพธ์ที่ตามมาคือ 'รัศมีการกระจายตัว' ครับ เนื่องจาก Dysport มีโครงสร้างโมเลกุลที่เล็กและเบากว่า Botox ทำให้เมื่อฉีดในปริมาณที่เท่ากันและจุดเดียวกัน Dysport จะมี คุณสมบัติในการกระจายตัวได้กว้างกว่า ครับ

* Botulinum Toxin type A: ผลิตภัณฑ์สารสื่อประสาทบริสุทธิ์ที่สร้างจากแบคทีเรีย Clostridium botulinum ทำหน้าที่บล็อกการหลั่งสาร Acetylcholine ที่ปลายประสาทเพื่อยับยั้งการหดตัวของกล้ามเนื้อ ทั้ง Botox, Dysport, Xeomin และ Nabota ต่างก็เป็น Type A เหมือนกันทั้งหมดครับ

ทั้งสองแบรนด์เป็น 'Botulinum Toxin' เหมือนกัน แต่มีลักษณะการทำงานต่างกันครับ

 

 

Dysport กระจายตัวได้เร็วและกว้างกว่า Botox ครับ

จุดเด่นของ Dysport มีอยู่ 2 ข้อหลักๆ ครับ ข้อแรกคือ เห็นผลเร็ว ถ้าเทียบกับ Botox ที่ใช้เวลา 3-7 วัน Dysport จะเริ่มเห็นผลได้ในเวลาเพียง 1-3 วันเท่านั้นครับ ข้อที่สองคือ รัศมีการกระจายตัวที่กว้างกว่า* เมื่อฉีดลงไปหนึ่งจุด Botox จะทำงานในรัศมี 3-5 มม. แต่ Dysport สามารถกระจายไปได้กว้างถึง 5-10 มม. เลยครับ

* รัศมีการกระจายตัว (Diffusion radius): ระยะทางที่ Botulinum Toxin กระจายจากจุดที่ฉีดไปยังเส้นใยกล้ามเนื้อข้างเคียง ขึ้นอยู่กับขนาดโมเลกุลและโครงสร้างโปรตีน ถ้ารัศมีแคบจะช่วยล็อกเฉพาะจุดได้อย่างแม่นยำ แต่ถ้ารัศมีกว้างจะช่วยให้กล้ามเนื้อบริเวณกว้างคลายตัวได้อย่างสม่ำเสมอในครั้งเดียวครับ

เมื่อต้องการให้กล้ามเนื้อหน้าผากซึ่งเป็นมัดใหญ่คลายตัวอย่างสม่ำเสมอทั่วทั้งบริเวณ หรือเมื่อต้องการผลลัพธ์ที่เร่งด่วน คุณสมบัติ 'กว้างและเร็ว' ของ Dysport จะกลายเป็นข้อดีทันทีครับ เพราะช่วยลดจำนวนจุดที่ต้องเจ็บตัวฉีด และช่วยให้ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติกลืนกันดีด้วยครับ

Dysport กระจายตัวได้เร็วและกว้างกว่า Botox ครับ

 

 

แต่การ 'กระจายตัวกว้าง' อาจเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ต้องใช้กล้ามเนื้อหน้าผากพยุงตาครับ

คุณสมบัติ 'การกระจายตัวกว้าง' เดียวกันนี้ อาจกลายเป็นข้อเสียสำหรับกลุ่มคนที่ต้องใช้กล้ามเนื้อหน้าผากช่วยพยุงลืมตาครับ เพราะเทคนิค 'ฉีดเฉพาะหน้าผากส่วนบน และเว้นช่วงข้างขมับไว้' ที่เราเคยคุยกันในซีรีส์ตอนที่ 3 นั้น จะทำได้ยากขึ้นหากใช้ Dysport เพราะต่อให้เราฉีดแค่เฉพาะส่วนบน ตัวยาก็อาจจะกระจายตัวลงล่างและออกข้างไปอีก 5-10 มม. จนลามไปถึงหน้าผากส่วนข้างและเหนือหัวคิ้วได้ครับ

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ในคลินิกมักจะพูดกันว่า 'Dysport เหมาะกับคนที่ไม่ต้องกังวลเรื่องหนังตาตกจะดีที่สุด' แต่ถ้าพูดให้ถูกต้องตามหลักการก็คือ 'สำหรับคนที่มีการใช้กล้ามเนื้อหน้าผากช่วยพยุงตาเยอะ คุณสมบัติการกระจายตัวของ Dysport อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะหนังตาตกเทียมได้' นั่นเองครับ

แต่การ 'กระจายตัวกว้าง' อาจเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ต้องใช้กล้ามเนื้อหน้าผากพยุงตาครับ

 

 

ไม่เกี่ยวกับอาการหนังตาตกโดยกำเนิด — แพทเทิร์นการใช้กล้ามเนื้อต่างหากคือเกณฑ์ตัดสินที่แท้จริง

จุดนี้เป็นจุดที่หลายคนมักจะสับสนครับ เกณฑ์ที่ถูกต้องไม่ใช่ 'ถ้ามีอาการหนังตาตก ห้ามฉีด Dysport' แต่เป็น 'ถ้ามีการใช้กล้ามเนื้อหน้าผากช่วยพยุงตาเยอะ ต้องพิจารณาการใช้ Dysport อย่างระมัดระวัง' ครับ

ภาวะหนังตาตกที่แท้จริง (เกิดความผิดปกติที่กล้ามเนื้อยกเปลือกตา การเสื่อมการทำงานโดยตรงของกล้ามเนื้อยกหนังตาบน) ไม่ว่าจะฉีด Botox หรือ Dysport ก็ไม่ได้ทำให้เกิดภาวะนี้โดยตรงครับ เพราะสารโบท็อกซ์ไม่ได้เข้าไปถึงกล้ามเนื้อยกเปลือกตามัดนั้นโดยตรง สิ่งที่เรากังวลกันจริงๆ คือ 'ภาวะหนังตาตกเทียม' ที่เกิดจากกล้ามเนื้อหน้าผากถูกบล็อกจนทำงานไม่ได้ต่างหาก ซึ่งภาวะนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับโบท็อกซ์ทุกแบรนด์หากคนไข้มีพฤติกรรมการใช้กล้ามเนื้อหน้าผากช่วยพยุงตาเยอะ เพียงแต่ Dysport มีความเสี่ยงมากกว่าเนื่องจากคุณสมบัติการกระจายตัวของมันนั่นเองครับ

ไม่เกี่ยวกับอาการหนังตาตกโดยกำเนิด — แพทเทิร์นการใช้กล้ามเนื้อต่างหากคือเกณฑ์ตัดสินที่แท้จริง

 

 

แล้วควรเลือกแบรนด์ไหนดีนะ?

เรามาเลือกแบรนด์ที่เหมาะโดยประเมินจากพฤติกรรมการแสดงอารมณ์ทางสีหน้าและการประเมินตัวเองกันครับ สรุปให้เข้าใจง่ายๆ ตามตารางด้านล่างนี้เลยนะครับ

แพทเทิร์นการขยับ / ความต้องการ

Botox

Dysport

พยุงตาน้อย, อยากเห็นผลไว

มาตรฐาน

แนะนำ (เห็นผลใน 1-3 วัน)

พยุงตาน้อย, เน้นคุ้มค่าคุ้มราคา

เลือกได้

เลือกได้

พยุงตาเล็กน้อย

แนะนำ (ฉีดละเอียดเฉพาะจุด)

ต้องระวัง (คำนวณการกระจายตัว)

พยุงตารุนแรง

แนะนำ (ฉีดปริมาณน้อยอย่างแม่นยำ)

ไม่แนะนำ

จำเป็นต้องเว้นหน้าผากส่วนข้างไว้

แนะนำ

ไม่แนะนำ (ยาอาจไหลไปด้านข้าง)

หน้าผาก + ระหว่างคิ้ว อยากให้ตึงเนียนเท่ากันในครั้งเดียว

เลือกได้

แนะนำ (กระจายกว้างทั่วถึง)

หัวข้อเปรียบเทียบ

Botox

Dysport

ระยะเวลาการเห็นผล

3~7 วัน

1~3 วัน

รัศมีการกระจายตัว*

แคบ (3~5 มม.)

กว้าง (5~10 มม.)

การเทียบยูนิต (Unit)

1 U

2.5~3 U

ระยะเวลาคงผลลัพธ์

3~4 เดือน

3~4 เดือน

ความเหมาะสมกับผู้ที่ใช้หน้าผากช่วยพยุงตา

สูง (ควบคุมจุดได้แม่นยำ)

ต่ำ (ยากระจายตัวง่าย)

ไม่มีคำตอบที่ตายตัวหรอกครับว่า 'Dysport ดีกว่า' หรือ 'Botox ดีกว่า' ในทางการแพทย์ผิวหนัง มาตรฐานหลักคือการประเมินระดับการทำงานของกล้ามเนื้อหน้าผากของคนไข้ก่อน แล้วจึงเลือกแบรนด์ที่ตอบโจทย์ที่สุด แม้ว่าขั้นตอนการตัดสินใจเลือกผลิตภัณฑ์สุดท้ายควรจะทำร่วมกับคุณหมอที่คลินิก แต่ถ้าเรามีความรู้ความเข้าใจในเกณฑ์การเลือกเหล่านี้ติดตัวไว้ ก็จะช่วยให้ตอนปรึกษาคุณหมอราบรื่นและตัดสินใจได้ง่ายขึ้นเยอะเลยครับ

 

คำถามที่พบบ่อย

Q. Dysport เป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่ดีเท่า Botox หรือเปล่าคะ?

 

A. ไม่ใช่เลยครับ สำหรับบริเวณที่ต้องการเห็นผลเร็วและกระจายตัวได้อย่างทั่วถึง (เช่น หน้าผากทั้งหมด, ระหว่างคิ้วทั้งหมด หรือกล้ามเนื้อมัดใหญ่อย่าง Botox น่อง) Dysport จะตอบโจทย์ได้ดีกว่าครับ แต่ประเด็นสำคัญคือเคสที่ ‘ต้องการทำให้กล้ามเนื้อเป็นอัมพาตเฉพาะจุดอย่างแม่นยำ โดยที่ยังคงรักษาการทำงานของบริเวณข้างเคียงไว้’ ซึ่งเคสที่กล้ามเนื้อหน้าผากทำงานหนักเป็นพิเศษ (Frontalis-dependent) ก็คือเคสแบบนั้นเลยครับ

 

Q. ถ้าฉีด Dysport แล้วเกิดอาการหนังตาตกเทียม (pseudoptosis) ต้องทำยังไงดีครับ?

 

A. กรณีนี้เหมือนกับการเกิดจาก Botox เลยครับ จะค่อย ๆ ฟื้นฟูและหายเป็นปกติเองตามธรรมชาติภายใน 3-4 เดือน สำหรับการทำทรีตเมนต์ครั้งต่อไป แนะนำให้เปลี่ยนไปใช้ Botox แทน หรือถ้ายังต้องการใช้ Dysport ต่อไป ก็จะใช้วิธีปรับลดปริมาณยาลงให้เหลือไม่ถึงครึ่งหนึ่ง แล้วฉีดเฉพาะบริเวณหน้าผากส่วนบนแทนครับ

 

Q. สามารถผสมทั้งสองโปรแกรมเพื่อทำร่วมกันในการรักษาครั้งเดียวได้ไหมคะ?

 

A. ในทางปฏิบัติทั่วไป เรามักจะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์แบรนด์เดียวในการรักษาครับ เพราะหากใช้ต่างแบรนด์กันในแต่ละจุดของใบหน้า ผลลัพธ์และระยะเวลาการกระจายตัวของตัวยาอาจไม่เท่ากัน ซึ่งอาจทำให้เกิดความไม่สมมาตร (เบี้ยว) ได้ การทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ชนิดหนึ่งในครั้งนี้ แล้วค่อยเปลี่ยนไปลองอีกตัวในครั้งถัดไป เพื่อหาผลิตภัณฑ์ที่เข้ากับเรามากที่สุด จะเป็นวิธีที่ปลอดภัยกว่าครับ

 

Q. Dysport กับ Botox มีขอบเขตการกระจายตัวจากจุดฉีดแตกต่างกันแค่ไหนครับ?

 

A. Botox จะออกฤทธิ์ในรัศมี 3-5 มม. เมื่อฉีดลงไปในจุดเดียว ในขณะที่ Dysport สามารถกระจายตัวได้กว้างถึง 5-10 มม. เลยครับ ซึ่งถือเป็นข้อดีในการช่วยให้กล้ามเนื้อมัดใหญ่คลายตัวได้อย่างสม่ำเสมอ แต่หากเป็นบริเวณที่ต้องการความแม่นยำสูงเฉพาะจุดจริงๆ ก็ต้องอาศัยความละเอียดและประเมินอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษครับ

  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด โดยบิวตี้ส์ด็อกเตอร์
  • Beautystone Clinic บิวตี้สโตนคลินิก สาขาฮงแด

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1

💬 ปรึกษาผ่าน Line

🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1