ทำไมหน้าถึงยุบหลังลดน้ำหนักเร็ว และ Collagen Booster อย่าง Juvelook ช่วยฟื้นวอลลุ่มได้อย่างไร
เผยแพร่ -
อัปเดต -

Author
Wi Young-jin · Chief director
Seoul National University College of Medicine · Seoul National University Hospital Specialist
→
หลายคนพยายามลดน้ำหนักอย่างหนัก แต่กลับพบว่าใบหน้าคือจุดที่ยุบตอบก่อนใคร ทำให้ดูแก่ขึ้นโดยไม่ตั้งใจ เมื่อแก้มเริ่มตอบและเงามืดข้างร่องแก้มลึกขึ้น ก็จะรู้สึกว่าน้ำหนักลดลงแล้วแต่ใบหน้ากลับดูอ่อนล้าแทน จึงมีหลายคนที่เริ่มมองหาวิธีเติมวอลลุ่มกลับคืน แล้วมาลังเลอยู่ระหว่างฟิลเลอร์กับคอลลาเจนบูสเตอร์
ตอบสั้น ๆ ก่อนเลยว่า แก้มที่ยุบตอบหลังลดน้ำหนักสามารถเติมให้กลับมาเต็มอย่างเป็นธรรมชาติได้ด้วยคอลลาเจนบูสเตอร์ ถ้าฟิลเลอร์คือการดันวอลลุ่มขึ้นทันที คอลลาเจนบูสเตอร์ก็คือการกระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนขึ้นเองจนค่อย ๆ เติมเต็ม ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่ดูนุ่มนวลกว่า เพียงแต่ต้องใช้เวลากว่าจะเห็นผล และต้องออกแบบจำนวนครั้งให้เหมาะสม จึงควรทำความเข้าใจก่อนว่าทำไมใบหน้าถึงยุบก่อน และบูสเตอร์จะเริ่มเติมเต็มตอนไหน
บทความนี้เป็นเนื้อหาที่รวบรวมข้อมูลหัตถการจากบิวตี้สโตนคลินิก ฮับจอง
อ่านบทความนี้แล้วคุณจะรู้
ทำไมเวลาลดน้ำหนัก ใบหน้าถึงยุบก่อนส่วนอื่น
เหตุผลที่ควรพิจารณาคอลลาเจนบูสเตอร์แทนฟิลเลอร์
คอลลาเจนบูสเตอร์จะเริ่มเห็นวอลลุ่มชัดขึ้นตอนไหน
แนวทางออกแบบจำนวนครั้งและตำแหน่งฉีดเพื่อผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ
ทำไมลดน้ำหนักแล้วใบหน้าถึงยุบก่อน
บนใบหน้ามีชั้นไขมันที่แบ่งเป็นช่อง หรือ Fat Compartment* อยู่ตามตำแหน่งต่าง ๆ เช่น แก้ม ขมับ และใต้ตา เมื่อลดน้ำหนักจนไขมันในร่างกายลดลง ไขมันบนใบหน้าก็ลดตามไปด้วย แต่ส่วนใหญ่ใบหน้าจะเห็นผลชัดก่อนร่างกายส่วนอื่น
Fat Compartment*: ช่องที่ไขมันบนใบหน้าถูกแบ่งเป็นส่วน ๆ ไม่ได้รวมกันเป็นก้อนเดียว แต่ละช่องยุบในระดับที่ต่างกัน จึงทำให้เกิดเป็นรอยหยักไม่เรียบเนียน
มีงานวิจัยที่ระบุว่า ช่องไขมันบนใบหน้าจะฝ่อและหย่อนลงตามอายุ ทำให้แก้มยุบและโครงหน้าดูแก่ขึ้น ซึ่งการเติมวอลลุ่มกลับคืนเป็นแนวทางหนึ่งที่ใช้แก้ปัญหานี้ การลดน้ำหนักยิ่งเสริมด้วยการลดปริมาณไขมัน ทำให้รอยหยักที่เคยดูเรียบเนียนชัดเจนขึ้นกว่าเดิม ยิ่งน้ำหนักลดลงเท่าไร เงามืดข้างร่องแก้มและความยุบของแก้มก็ยิ่งดูลึกขึ้นตามไปด้วย
สิ่งสำคัญคือ แก้มที่ยุบไม่ได้เกิดจากไขมันลดลงเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นผลจากแรงพยุงของคอลลาเจน* ใต้ผิวที่อ่อนแรงลงไปด้วย ดังนั้นแนวทางที่เติมแรงพยุงกลับคืนโดยตรง แทนที่จะแค่ดันวอลลุ่มเข้าไป จึงมักให้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติมากกว่า
แรงพยุงของคอลลาเจน*: แรงที่คอลลาเจนใต้ผิวถักตัวเป็นร่างแหคอยพยุงเนื้อเยื่อ ช่วยรักษาความยืดหยุ่นและวอลลุ่มไว้ เมื่อแรงพยุงนี้ลดลง ผิวจะบางลงและดูยุบตอบ


เหตุผลที่ควรพิจารณาคอลลาเจนบูสเตอร์แทนฟิลเลอร์
ฟิลเลอร์คือการฉีดสาร เช่น กรดไฮยาลูรอนิก เข้าไปเพื่อดันวอลลุ่มขึ้นทันที ข้อดีคือเห็นผลทันตา แต่เพราะมีปริมาตรเพิ่มเข้าไปตามที่ฉีด หากปรับปริมาณคลาดเคลื่อนเพียงเล็กน้อยก็อาจดูไม่เป็นธรรมชาติได้ง่าย โดยเฉพาะถ้าฉีดวอลลุ่มเฉพาะจุดในใบหน้าที่บางลงโดยรวมจากการลดน้ำหนัก จุดนั้นอาจดูโดดขึ้นมาผิดที่
คอลลาเจนบูสเตอร์* มีแนวทางที่ต่างออกไป แทนที่จะเติมสารเข้าไปเพื่อเติมเต็มพื้นที่ มันจะทิ้งสิ่งกระตุ้นไว้ใต้ผิว เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนขึ้นเอง งานวิจัยเกี่ยวกับสารกระตุ้นคอลลาเจนชนิดฉีดพบว่า หลังผ่านกระบวนการอักเสบ คอลลาเจนใหม่จะค่อย ๆ สะสมและเติมเต็มเนื้อเยื่ออ่อนขึ้นทีละน้อย อธิบายว่าวิธีนี้สร้างวอลลุ่มผ่านการฟื้นฟูเนื้อเยื่อแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่การเติมปริมาตรทันที ผลลัพธ์จึงค่อย ๆ ปรากฏ แต่มักกลมกลืนไปกับใบหน้าที่บางลงโดยรวมได้อย่างเป็นธรรมชาติ
คอลลาเจนบูสเตอร์*: หัตถการแบบฉีดที่กระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนขึ้นเอง ไม่ใช่การเติมปริมาตรแบบฟิลเลอร์กรดไฮยาลูรอนิก ผลิตภัณฑ์อย่าง Juvelook ก็จัดอยู่ในกลุ่มนี้
ฟิลเลอร์ที่เติมเต็มทันทีกับคอลลาเจนบูสเตอร์ที่ค่อย ๆ เติมเต็ม ไม่ได้มีฝ่ายไหนดีกว่ากันเสมอไป เพียงแต่จุดประสงค์ต่างกัน หากอยากฟื้นฟูใบหน้าที่ยุบตอบโดยรวมหลังลดน้ำหนักให้ดูเป็นธรรมชาติโดยไม่มีใครทันสังเกต วิธีที่ค่อย ๆ เติมเต็มมักจะเหมาะกว่า

หลักการฟื้นฟูวอลลุ่มของคอลลาเจนบูสเตอร์และช่วงเวลาที่เห็นผล
การฉีดคอลลาเจนบูสเตอร์จะไม่ทำให้แก้มอิ่มฟูขึ้นทันที ความรู้สึกอิ่มเล็กน้อยหลังฉีดเกิดจากน้ำที่ฉีดเข้าไปพร้อมกัน ซึ่งน้ำส่วนนี้จะค่อย ๆ หายไปภายในไม่กี่วัน ส่วนวอลลุ่มที่แท้จริงจะปรากฏขึ้นภายหลัง เมื่อคอลลาเจนที่สร้างขึ้นใหม่เริ่มสะสมตัว

ดังกราฟที่แสดงไว้ ในช่วงแรกอาจมีช่วงที่แก้มดูยุบลงเล็กน้อยเสียด้วยซ้ำ นั่นเป็นเพราะน้ำในช่วงแรกหายไปแล้ว แต่คอลลาเจนใหม่ยังสะสมไม่มากพอ หากไม่รู้ขั้นตอนนี้ก็อาจเข้าใจผิดว่าไม่ได้ผล แต่โดยทั่วไปวอลลุ่มจะเริ่มขึ้นราวสัปดาห์ที่ 6 และจะเห็นผลชัดเจนขึ้นภายในสองถึงสามเดือน
ดังนั้นคอลลาเจนบูสเตอร์จึงไม่ใช่หัตถการที่เปลี่ยนใบหน้าได้ภายในวันเดียวเพื่อให้ทันกำหนดการเร่งด่วน แต่เป็นหัตถการที่ให้ผิวค่อย ๆ สร้างวอลลุ่มขึ้นเองตามเวลา การเว้นระยะห่างระหว่างแต่ละครั้งให้เพียงพอจึงช่วยให้ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติมากกว่า

การออกแบบจำนวนครั้งและตำแหน่งฉีดเพื่อผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ
คอลลาเจนบูสเตอร์จะให้ผลลัพธ์ที่สม่ำเสมอกว่าเมื่อแบ่งฉีดหลายครั้ง แทนที่จะทำเพียงครั้งเดียว จำนวนครั้งที่ต้องทำจะแตกต่างกันไปตามระดับความยุบและตำแหน่ง ซึ่งพอจะกำหนดคร่าว ๆ ได้ดังนี้
ระดับความยุบ | จำนวนครั้งที่แนะนำ | ระยะห่าง | แนวโน้มที่คาดหวัง |
|---|---|---|---|
แก้มยุบเล็กน้อย | ประมาณ 2 ครั้ง | 4 สัปดาห์ | ค่อย ๆ เติมเต็มอย่างนุ่มนวล |
ยุบทั่วใบหน้าหลังลดน้ำหนัก | ประมาณ 3 ครั้ง | 4 สัปดาห์ | ใบหน้าฟื้นขึ้นอย่างสม่ำเสมอทั้งหน้า |
เงามืดลึกข้างร่องแก้ม | 3-4 ครั้ง | 4 สัปดาห์ | เงาจางลงทีละครั้ง |
ขมับและใต้ตาร่วมด้วย | ตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไป | 4-6 สัปดาห์ | ออกแบบแยกตามตำแหน่ง |
เหตุผลที่เว้นระยะห่างแต่ละครั้งไว้ราว 4 สัปดาห์ เพราะคอลลาเจนใหม่ต้องใช้เวลาในการตั้งตัว การแบ่งฉีดทีละน้อยแทนที่จะอัดปริมาณมากในครั้งเดียว จะช่วยป้องกันไม่ให้จุดใดจุดหนึ่งนูนขึ้นมาผิดปกติ และช่วยรักษาสมดุลของใบหน้าโดยรวมได้ดีกว่า หากเป็นกรณีที่ยุบทั่วใบหน้าจากการลดน้ำหนัก การออกแบบให้กระจายฉีดบาง ๆ หลายตำแหน่ง จะดูเป็นธรรมชาติกว่าการเติมเต็มจุดใดจุดหนึ่งมาก ๆ เพียงจุดเดียว

ทำไมต้องบิวตี้สโตนคลินิก ฮับจอง
บิวตี้สโตนคลินิก ฮับจอง จะไม่เน้นเติมปริมาณมาก ๆ ในจุดที่ยุบ แต่จะพิจารณาสมดุลของใบหน้าทั้งหมดก่อน แล้วค่อยกำหนดว่าควรเติมตรงไหนในปริมาณเท่าไร เพราะใบหน้าที่ยุบตอบหลังลดน้ำหนัก หากฟื้นเฉพาะจุดใดจุดหนึ่งอาจดูแปลกตาได้ ทางคลินิกจึงแนะนำให้ตรวจดูระดับที่วอลลุ่มขึ้นหลังการฉีดครั้งแรกร่วมกัน แล้วค่อยปรับการออกแบบสำหรับครั้งถัดไป ด้วยความที่เป็นคลินิกขนาดเล็กที่เดินถึงได้จากสถานีฮับจอง จึงสามารถดูแลและปรับแผนการออกแบบร่วมกันได้ในทุกครั้งที่มาติดตามผล

คำถามที่พบบ่อย
Q. ฉีดคอลลาเจนบูสเตอร์แล้วแก้มจะอิ่มขึ้นทันทีเลยไหมคะ
A. ไม่ครับ อาการที่ดูอิ่มขึ้นเล็กน้อยหลังฉีดเป็นผลจากน้ำ ซึ่งจะหายไปภายในไม่กี่วัน ส่วนวอลลุ่มที่แท้จริงจะเริ่มปรากฏอย่างช้า ๆ ตั้งแต่ราวสัปดาห์ที่ 6 เมื่อคอลลาเจนใหม่เริ่มสะสมครับ
Q. ทำฟิลเลอร์กับคอลลาเจนบูสเตอร์พร้อมกันได้ไหมคะ
A. ทำร่วมกันได้ครับ ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ บางกรณีใช้ฟิลเลอร์รองรับจุดที่ยุบลึก และใช้บูสเตอร์เติมเต็มความบางโดยรวม แต่การออกแบบตำแหน่งที่เหมาะสมควรปรึกษาและกำหนดร่วมกันในการปรึกษาครับ
Q. ตอนนี้ยังลดน้ำหนักอยู่ ทำได้เลยไหมคะ
A. ถ้าน้ำหนักยังขึ้นลงมากอยู่ วอลลุ่มก็อาจแปรผันตามไปด้วยครับ แนะนำให้เริ่มทำเมื่อน้ำหนักใกล้เคียงเป้าหมายแล้ว จะช่วยให้รักษาผลลัพธ์ได้ง่ายขึ้นครับ
Q. ผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหนคะ
A. เนื่องจากเป็นหัตถการที่ให้คอลลาเจนใหม่เข้าไปตั้งตัวในเนื้อเยื่อ ระยะเวลาการคงอยู่จึงมักยาวนานกว่าฟิลเลอร์ครับ แต่ระดับการคงอยู่ของคอลลาเจนจะแตกต่างกันไปในแต่ละคน จึงอาจพิจารณาฉีดเสริมเพิ่มเติมเมื่อเวลาผ่านไปครับ
อ่านเพิ่มเติม
เมื่อขมับและหน้าผากเริ่มดูยุบตอบ Juvelook Volume จะช่วยอะไรได้บ้าง
Juvelook Volume กับฟิลเลอร์ สองวิธีเติมเต็มแก้มที่ยุบ ต่างกันอย่างไรทั้งหลักการและความคงอยู่
เติมเต็มหน้าผากและขมับที่ยุบด้วย Juvelook Volume ต่างจากฟิลเลอร์ทั่วไปตรงไหน
ลดน้ำหนักแล้วใบหน้ากลับดูแก่ขึ้น จะเติมเต็มด้วยคอลลาเจนบูสเตอร์ได้ไหม









