หลังฉีดฟิลเลอร์ ทำ MRI ได้ไหม บินได้ไหม ไปหาหมอฟันได้เลยหรือเปล่า มาแยกแยะว่าอะไรต้องระวังจริงๆ
เผยแพร่ -
อัปเดต -

Author
Wi Young-jin · Chief director
Seoul National University College of Medicine · Seoul National University Hospital Specialist
→
หลายคนที่เพิ่งฉีดฟิลเลอร์มา พอมีคิวตรวจร่างกายหรือมีทริปเดินทางไปต่างประเทศพอดี ก็มักจะชะงักคิดว่า "แบบนี้ฉีดก่อนไปได้ไหมนะ" บนอินเทอร์เน็ตก็มีทั้งคำเตือนแบบ "ฉีดฟิลเลอร์แล้วทำ MRI ไม่ได้" "ขึ้นเครื่องบินแล้วฟิลเลอร์จะแตก" ปนกับคำพูดที่ว่า "ไม่มีปัญหาอะไรเลย" จนไม่รู้จะเชื่อฝั่งไหนดี
ขอสรุปตั้งแต่ต้นเลยว่า ฟิลเลอร์กรดไฮยาลูโรนิกเป็นสารที่ละลายน้ำได้และไม่มีส่วนผสมของโลหะ จึงไม่ทำปฏิกิริยากับสนามแม่เหล็กของ MRI แต่อย่างใด ส่วนความดันอากาศที่เปลี่ยนแปลงระหว่างบินระยะไกลก็ยังไม่มีหลักฐานว่าทำให้ฟิลเลอร์จับตัวเป็นก้อน อย่างไรก็ตาม ยาชาเฉพาะที่ที่ใช้ในการทำฟันมีความเกี่ยวข้องกับการกระจายตัวของหลอดเลือดบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์อยู่บ้าง การจัดช่วงเวลาทำหัตถการให้เหมาะสมจึงอาจช่วยได้ในบางกรณี มาดูกันทีละสถานการณ์ว่าอะไรคือความกังวลที่เกินจริง และอะไรคือสิ่งที่ควรใส่ใจจริง ๆ
บทความนี้รวบรวมข้อมูลการทำหัตถการจากบิวตี้สโตน ฮับจอง
อ่านบทความนี้แล้วคุณจะรู้
ความสัมพันธ์ที่แท้จริงระหว่างฟิลเลอร์กรดไฮยาลูโรนิกกับการตรวจ MRI และ CT
ผลกระทบของการบินระยะไกลและความดันอากาศที่เปลี่ยนแปลงต่อฟิลเลอร์
วิธีจัดช่วงเวลาที่เหมาะสม เมื่อต้องฉีดยาชาเฉพาะที่ทำฟันในช่วงใกล้กับการฉีดฟิลเลอร์ที่ใบหน้า
วิธีแยกแยะระหว่างความกังวลที่เกินจริงกับสิ่งที่ควรใส่ใจจริง ๆ ในชีวิตประจำวัน
ฟิลเลอร์กับการตรวจ MRI และ CT จะเป็นปัญหาจริงหรือไม่
ก่อนตรวจ MRI การตรวจสอบว่าในร่างกายมีวัสดุฝังหรือสารที่มีส่วนผสมของโลหะอยู่หรือไม่ ถือเป็นขั้นตอนสำคัญ แต่ฟิลเลอร์กรดไฮยาลูโรนิก* เป็นเจลที่ละลายน้ำได้ซึ่งมีโครงสร้างคล้ายกับสารที่มีอยู่แล้วในผิวหนัง จึงไม่มีส่วนผสมของโลหะเลยแม้แต่น้อย ไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ที่จะทำให้เกิดปฏิกิริยาดึงดูดกับสนามแม่เหล็ก เกิดความร้อน หรือเปลี่ยนตำแหน่ง
ฟิลเลอร์กรดไฮยาลูโรนิก*: หัตถการฉีดสารเจลที่มีโครงสร้างคล้ายกรดไฮยาลูโรนิกที่มีอยู่แล้วในผิวหนัง เข้าไปในชั้นหนังแท้หรือชั้นใต้ผิวหนังเพื่อเติมเต็มปริมาตร ข้อดีคือสามารถสลายได้ด้วยเอนไซม์ (ไฮยาลูโรนิเดส) ทำให้ปรับแก้ไขได้
ถ้าลองถามเจ้าหน้าที่ MRI หรือแผนกรังสีวิทยาว่า "ฉีดฟิลเลอร์มาแล้ว ตรวจได้ไหมคะ" ส่วนใหญ่จะได้คำตอบว่าไม่มีปัญหา แต่บริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์อาจปรากฏเป็นสัญญาณที่เปลี่ยนไปในภาพ MRI ได้ ดังนั้นหากแจ้งล่วงหน้าว่า "เคยฉีดฟิลเลอร์มาก่อน" ก็จะช่วยให้แพทย์ผู้อ่านผลภาพตีความได้อย่างถูกต้องไม่คลาดเคลื่อน นี่ไม่ใช่เหตุผลที่จะห้ามตรวจ แต่เป็นข้อมูลที่ควรแจ้งเพื่อความแม่นยำในการอ่านผล

การตรวจ CT ก็ใช้หลักการของรังสี จึงไม่มีการรบกวนกับฟิลเลอร์เช่นกัน แต่ถ้าเป็น CT แบบฉีดสารทึบรังสี* ตัวสารทึบรังสีเองอาจก่อให้เกิดอาการแพ้ได้ในบางกรณีที่พบไม่บ่อย ซึ่งเป็นข้อควรระวังทั่วไปเกี่ยวกับส่วนผสมของสารทึบรังสี ไม่ได้เกี่ยวข้องกับฟิลเลอร์แต่อย่างใด
สารทึบรังสี*: ยาชนิดพิเศษที่ฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำ เพื่อให้มองเห็นหลอดเลือดหรืออวัยวะในภาพ CT และ MRI ได้ชัดเจนขึ้น ส่วนใหญ่มักมีไอโอดีนเป็นส่วนประกอบ

ความสัมพันธ์ระหว่างการบินระยะไกล ความดันอากาศที่เปลี่ยนแปลง กับฟิลเลอร์
เวลาขึ้นเครื่องบิน ความดันอากาศภายในห้องโดยสารจะต่ำกว่าภาคพื้นดินเล็กน้อย บางคนจึงรู้สึกหูอื้อหรือหน้าบวมได้ แล้วฟิลเลอร์จะได้รับผลกระทบจากความดันอากาศที่เปลี่ยนแปลงนี้ด้วยหรือเปล่า
จนถึงตอนนี้ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกที่ยืนยันว่าการบินระยะไกลทำให้ฟิลเลอร์กรดไฮยาลูโรนิกจับตัวเป็นก้อนหรือเคลื่อนตำแหน่ง ความดันอากาศที่ลดลงระหว่างบินไม่มากพอที่จะเปลี่ยนโครงสร้างของเจลฟิลเลอร์ อีกทั้งฟิลเลอร์ยังอยู่ภายในชั้นหนังแท้หรือชั้นใต้ผิวหนังที่มีเนื้อเยื่อล้อมรอบอยู่ จึงไม่มีเงื่อนไขที่จะทำให้เจลเคลื่อนที่หรือแตกได้
แต่ถ้าจะมีเรื่องที่เกี่ยวกับการบินซึ่งควรใส่ใจจริง ๆ ก็มีอยู่ 2 ข้อนี้
ข้อแรกคือ การบินทันทีหลังทำหัตถการ ช่วง 24-48 ชั่วโมงแรกหลังฉีดเป็นช่วงที่บวมและช้ำบริเวณที่ฉีดจะเห็นได้ชัดที่สุด และในบรรยากาศแห้ง ๆ บนเครื่องบินที่ขยับตัวได้จำกัด อาการบวมอาจดูเด่นชัดขึ้นได้ ผลสังเกตทางคลินิกที่ว่าอาการบวมและช้ำในระยะแรกหลังฉีดฟิลเลอร์กรดไฮยาลูโรนิกจะหายไปเองภายใน 2-7 วันเป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้ว หากมีกำหนดการบิน แนะนำให้รอจนผ่านไปประมาณ 1 สัปดาห์หลังทำหัตถการก่อนขึ้นเครื่องจะรู้สึกสบายใจกว่า
ข้อที่สองคือ อาการบวมจากการนั่งท่าเดิมเป็นเวลานาน การบินเองก็ทำให้การไหลเวียนเลือดทั่วร่างกายช้าลง ใบหน้าจึงมีแนวโน้มบวมเล็กน้อยได้เช่นกัน แต่นี่เป็นปรากฏการณ์ชั่วคราวที่เกิดกับใบหน้าโดยรวม ไม่ได้จำกัดเฉพาะบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์ และส่วนใหญ่จะยุบลงภายใน 1 วันหลังเครื่องลงจอด


เมื่อการฉีดยาชาหรือทำฟันตรงกับช่วงที่ฉีดฟิลเลอร์ที่ใบหน้า
ยาชาเฉพาะที่ที่ใช้ในการทำฟันจะกระจายตัวไปตามแขนงเส้นประสาทบนใบหน้า หากฉีดยาชาบริเวณเส้นประสาทใกล้ขากรรไกรบนด้านหน้าหรือบริเวณร่องแก้ม หลอดเลือดในบริเวณเดียวกันอาจหดตัวชั่วคราวหรือสภาพแวดล้อมของเนื้อเยื่อเปลี่ยนแปลงไปได้ แม้เรื่องนี้จะไม่ได้ส่งผลโดยตรงต่อฟิลเลอร์ แต่ก็มีเหตุผล 2 ข้อที่แนะนำให้จัดช่วงเวลาทำหัตถการให้เหมาะสม
ข้อแรก การฉีดยาชาทำฟันทันทีหลังฉีดฟิลเลอร์อาจทำให้ประเมินสาเหตุได้ยาก หากฉีดยาชาเฉพาะที่ทำฟันในช่วงไม่กี่วันหลังฉีดฟิลเลอร์ อาการชาชั่วคราวหรืออาการบวมที่เกิดจากยาชาเอง อาจแยกได้ยากว่าเป็นปฏิกิริยาจากฟิลเลอร์หรือจากการทำฟัน ทำให้เมื่อเกิดอาการผิดปกติขึ้น การระบุสาเหตุอย่างรวดเร็วจะทำได้ยากขึ้น
ข้อที่สอง หากมีการติดเชื้อหรืออาการอักเสบอยู่ ควรเลื่อนการฉีดฟิลเลอร์ออกไปก่อนเพื่อความปลอดภัย หากสาเหตุที่ต้องไปหาหมอฟันคือฟันผุหรือเหงือกอักเสบ ควรรอให้การติดเชื้อนั้นหายดีก่อนแล้วค่อยฉีดฟิลเลอร์ เพราะหากฉีดฟิลเลอร์กรดไฮยาลูโรนิกในขณะที่ร่างกายมีการติดเชื้อที่กำลังลุกลามอยู่ที่ใดที่หนึ่ง เชื้อแบคทีเรียอาจแพร่กระจายไปยังบริเวณนั้นและเพิ่มโอกาสเกิดปฏิกิริยาอักเสบได้ ในทางกลับกัน หากเกิดการอักเสบในช่องปากหลังฉีดฟิลเลอร์ไปแล้ว ก็ควรระมัดระวังด้วยเหตุผลเดียวกัน
ในบางกรณีที่มีรายงานพบไม่บ่อย มีการพบอาการบวมล่าช้าที่บริเวณฉีดฟิลเลอร์หลังจากฉีดยาชาหรือทำหัตถการทางทันตกรรม กลไกที่แน่ชัดยังอยู่ระหว่างการศึกษา แต่คาดว่าอาจเกิดจากการกระตุ้นภูมิคุ้มกันหรือปฏิกิริยาของหลอดเลือดเฉพาะที่ที่แสดงออกบริเวณที่เคยฉีดฟิลเลอร์ไว้ก่อนหน้า แม้อัตราการเกิดจะไม่สูงนัก แต่หากมีกำหนดทำฟันภายใน 1 เดือนหลังฉีดฟิลเลอร์ ควรแจ้งให้คลินิกที่ทำหัตถการทราบล่วงหน้าเพื่อความปลอดภัย

แยกแยะความกังวลที่เกินจริงออกจากข้อควรระวังที่แท้จริงในชีวิตประจำวัน
ในบรรดาข้อจำกัดต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันเกี่ยวกับฟิลเลอร์ มีหลายเรื่องที่จริง ๆ แล้วมีหลักฐานรองรับค่อนข้างน้อย ลองมาสรุปเรื่องที่มักได้ยินบ่อย ๆ พร้อมระดับความระมัดระวังที่แท้จริงกัน
ความกังวลที่มีหลักฐานรองรับน้อย
"ฉีดฟิลเลอร์แล้วจะทำ MRI ไม่ได้ตลอดไป" → ฟิลเลอร์กรดไฮยาลูโรนิกไม่มีส่วนผสมของโลหะ เพียงแค่แจ้งประวัติการฉีดก่อนตรวจก็เพียงพอแล้ว
"ความดันอากาศบนเครื่องบินทำให้ฟิลเลอร์เคลื่อนตำแหน่ง" → เจลที่ฝังตัวอยู่ในชั้นหนังแท้และชั้นใต้ผิวหนังจะไม่เคลื่อนที่จากความดันอากาศที่เปลี่ยนแปลง
"ใส่แว่นแล้วฟิลเลอร์จมูกจะถูกกด" → ในช่วง 48 ชั่วโมงแรกหลังทำหัตถการควรหลีกเลี่ยงการกดแรง ๆ แต่หลังจากนั้นการใส่แว่นตาตามปกติไม่มีปัญหาแต่อย่างใด
สิ่งที่ควรใส่ใจจริง ๆ
ในช่วง 24-48 ชั่วโมงแรกหลังทำหัตถการ ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนัก ๆ ซาวน่า การดื่มแอลกอฮอล์ และสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูง เพราะหากเลือดไหลเวียนเร็วขึ้นจะทำให้รอยช้ำและอาการบวมรุนแรงขึ้น และหากมีความร้อนเพิ่มเข้ามาก็อาจทำให้การฟื้นตัวช้าลงได้ นอกจากนี้ผิวในช่วงนี้ยังบอบบางต่อแสงแดด ควรทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอด้วย
หลังจากนั้นสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติเกือบทั้งหมด แต่การนวดกดแรง ๆ หรือการครอบแก้วที่สร้างแรงดันลบหรือแรงกดสูงบริเวณที่ฉีด ควรหลีกเลี่ยงไปประมาณ 2-3 สัปดาห์หลังทำหัตถการ เพราะหากมีการกระตุ้นแรง ๆ ก่อนที่ฟิลเลอร์จะเข้าที่ดี อาจทำให้เนื้อเจลแข็งตัวไม่สม่ำเสมอได้
สรุประดับความระมัดระวังที่แท้จริงตามแต่ละสถานการณ์ให้เห็นภาพรวมง่าย ๆ ได้ดังนี้
สถานการณ์ | ระดับความระมัดระวังที่แท้จริง | ประเด็นสำคัญ |
|---|---|---|
การตรวจ MRI และ CT | ต่ำ | ไม่มีส่วนผสมของโลหะ เพียงแจ้งประวัติการฉีด |
การบินระยะไกล | ต่ำ | แนะนำให้บินหลังทำหัตถการ 1 สัปดาห์ เพื่อให้อาการบวมทุเลาลง |
การฉีดยาชาเฉพาะที่ทำฟัน | ปานกลาง | แนะนำให้จัดช่วงเวลาให้เหมาะสมเมื่อไม่มีการติดเชื้อ |
ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ MRI การบิน หรือทำฟัน "การแจ้งให้คลินิกที่ทำหัตถการให้ทราบล่วงหน้า" คือเกณฑ์ที่ปลอดภัยที่สุด และควรจำไว้ว่าแต่ละคนอาจมีความแตกต่างกันไปตามตำแหน่งที่ฉีด ปริมาณ และผลิตภัณฑ์ที่ใช้

ทำไมต้องบิวตี้สโตน ฮับจอง
บิวตี้สโตน ฮับจอง ให้ความสำคัญกับการไขข้อสงสัยในชีวิตประจำวันที่มักเกิดขึ้นหลังทำหัตถการล่วงหน้าให้กับคนไข้ เพราะเชื่อว่าคำถามอย่าง "ฉีดแล้วห้ามทำอะไรบ้าง" เป็นข้อมูลที่สำคัญไม่แพ้ผลลัพธ์ของการทำหัตถการเลย ในขั้นตอนปรึกษาจึงพิจารณาตารางเวลาส่วนตัวของคนไข้ไปพร้อมกัน เพื่อช่วยจัดช่วงเวลาทำหัตถการที่เหมาะสมที่สุด ด้วยความที่เป็นคลินิกขนาดเล็กใกล้สถานีฮับจอง จึงสามารถดูแลขั้นตอนการฟื้นตัวของคนไข้แต่ละคนได้อย่างใกล้ชิด

คำถามที่พบบ่อย
Q. ฉีดฟิลเลอร์แล้วต้องรอนานแค่ไหนถึงจะตรวจ MRI ได้คะ
A. ฟิลเลอร์กรดไฮยาลูโรนิกไม่มีส่วนผสมของโลหะ จึงไม่ทำปฏิกิริยากับสนามแม่เหล็กของ MRI ครับ ตรวจได้ตลอดเวลาหลังฉีด ไม่มีข้อจำกัดเรื่องช่วงเวลาแต่อย่างใด แต่ถ้าแจ้งล่วงหน้าว่า "เคยฉีดฟิลเลอร์มาก่อน" ก่อนเข้ารับการตรวจ ก็จะช่วยลดความสับสนตอนอ่านผลภาพได้ครับ
Q. ฉีดฟิลเลอร์ก่อนขึ้นเครื่องบินได้ไหมคะ
A. ยังไม่มีหลักฐานว่าการบินจะทำให้ฟิลเลอร์เคลื่อนตำแหน่งหรือเปลี่ยนรูปครับ แต่ช่วง 24-48 ชั่วโมงแรกหลังทำหัตถการเป็นช่วงที่บวมเด่นชัดที่สุด ถ้าเป็นไปได้แนะนำให้รอจนผ่านไปประมาณ 1 สัปดาห์ก่อนขึ้นเครื่องจะสบายใจกว่า เพราะบรรยากาศแห้ง ๆ บนเครื่องบินอาจทำให้อาการบวมดูเด่นชัดขึ้นได้ครับ
Q. มีเหตุผลอะไรที่ไม่ควรฉีดฟิลเลอร์ในช่วงใกล้กับการฉีดยาชาทำฟันไหมคะ
A. หากมีการติดเชื้อในช่องปากหรือเหงือกอักเสบอยู่ ควรรอให้หายดีก่อนแล้วค่อยฉีดฟิลเลอร์เพื่อความปลอดภัยครับ นอกเหนือจากนั้นไม่ถือเป็นข้อห้ามที่ชัดเจน แต่ถ้ามีกำหนดทำฟันภายใน 1 เดือนหลังฉีดฟิลเลอร์ ควรแจ้งให้คลินิกที่ทำหัตถการทราบล่วงหน้าเพื่อความปลอดภัย เนื่องจากมีรายงานอาการบวมล่าช้าที่พบได้แม้จะไม่บ่อยครับ
Q. ฉีดฟิลเลอร์แล้วใส่แว่นตาหรือแว่นกันแดดได้ไหมคะ
A. ในช่วง 48 ชั่วโมงแรกหลังทำหัตถการ ควรหลีกเลี่ยงการกดแรง ๆ บริเวณจมูกที่ฉีดฟิลเลอร์ครับ หลังจากช่วงนี้ การใส่แว่นตาตามปกติไม่มีปัญหาแต่อย่างใด แต่ถ้าจมูกรองแว่นกดทับบริเวณที่ฉีดค่อนข้างแรง ก็ควรระมัดระวังสักหน่อยในช่วงแรกหลังทำหัตถการ หลังจากนั้นสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติครับ
อ่านเพิ่มเติม

กำจัดขน
레이저 제모 1회에도 남는 몫이 있어요 — 밀도를 모자이크로 보는 법

ลบรอยสัก
ลบรอยสักนิ้ว ข้อมือ ข้อเท้า ทำไมต้องใช้เวลานานกว่าที่อื่น?

ลบรอยสัก
ลบรอยสัก ราคาต่างกันได้แค่ไหน? เข้าใจก่อนตัดสินใจ

ลบรอยสัก
จ่ายครบ 10 ครั้งแล้ว ถ้ารอยสักหายก่อน เงินที่เหลือจะหายไปด้วยไหม?

ยกกระชับ
ร้อยไหมหน้าผาก ยกได้แค่ไหน เปลี่ยนแนวทางเมื่อไหร่

ผิว
สกินบูสเตอร์ราคาต่างกันทุกคลินิก เช็กอะไรก่อน?



