• Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด

ทำเลเซอร์กำจัดขนแล้วขนขึ้นมากขึ้น เกิดอะไรขึ้น?

ทำเลเซอร์กำจัดขนแล้วขนขึ้นมากขึ้น เกิดอะไรขึ้น?

ทำเลเซอร์กำจัดขนแล้วขนขึ้นมากขึ้น เกิดอะไรขึ้น?

ทำเลเซอร์กำจัดขนแล้วขนดูเยอะขึ้น? รู้จัก paradoxical hypertrichosis สาเหตุ กลุ่มเสี่ยง วิธีรับมือ

เผยแพร่ -

อัปเดต -

Beautystone Clinic, Wi Young-jin, Chief director

Author

Wi Young-jin · Chief director

Seoul National University College of Medicine · Seoul National University Hospital Specialist

พอได้ยินว่าหลังทำเลเซอร์กำจัดขน ขนอ่อนบริเวณรอบจุดที่ทำกลับดูเยอะขึ้นแทน หลายคนอาจรู้สึกงงในตอนแรกเลยค่ะ คิดในใจว่า "ไปยิงเลเซอร์เพื่อกำจัดขน ทำไมขนกลับงอกเพิ่มขึ้นอีกล่ะ" ปรากฏการณ์นี้มีชื่อเรียกนะคะ เรียกว่าภาวะขนดกแบบผกผัน (paradoxical hypertrichosis) คือปฏิกิริยาที่หลังได้รับพลังงานเลเซอร์หรือแสงเพื่อกำจัดขนแล้ว ขนกลับหนาขึ้นหรือขนอ่อนดูเด่นชัดขึ้นในบริเวณที่กว้างกว่าเดิม

 

ก่อนอื่นขอสรุปเลยว่า ปรากฏการณ์นี้พบได้ไม่บ่อยนัก และมักเกิดขึ้นเมื่อมีหลายปัจจัยมาบรรจบกัน ไม่ได้หมายความว่าการทำเลเซอร์กำจัดขนล้มเหลว หรือร่างกายของคุณมีปัญหาแต่อย่างใด แต่การรู้ล่วงหน้าว่าบริเวณไหนและสภาพผิวแบบไหนที่มีโอกาสเกิดได้ง่ายกว่า รวมถึงควรรับมืออย่างไรเมื่อพบอาการนี้ ก็จะเป็นประโยชน์ค่ะ

 

บทความนี้รวบรวมข้อมูลการรักษาของบิวตี้สโตน คลินิก สาขาฮับจองไว้ค่ะ

 

อ่านบทความนี้แล้วคุณจะ

  • รู้ว่าภาวะขนดกแบบผกผันเป็นเรื่องที่พบได้ยากแค่ไหน จากข้อมูลสถิติ

  • เข้าใจกลไกที่สันนิษฐานว่าทำไมปฏิกิริยานี้ถึงเกิดขึ้น โดยไม่ฟันธงตายตัว

  • รู้ว่าประเภทผิว บริเวณ และปัจจัยฮอร์โมนแบบไหนที่มีแนวโน้มเกิดได้ง่ายกว่า

  • เข้าใจว่าทำไมการปรึกษาแพทย์จึงสำคัญกว่าการตัดสินใจเองเมื่อพบอาการนี้

 

ภาวะขนดกแบบผกผัน พบได้ยากแค่ไหนกันนะ

ภาวะขนดกแบบผกผันเป็นผลข้างเคียงที่มีรายงานพบในบางรายหลังทำเลเซอร์หรือกำจัดขนด้วยแสงความเข้มสูง (IPL) ต่างจากผลข้างเคียงที่คุ้นเคยกันอย่างรอยแดงหรือการเปลี่ยนสีผิว เพราะนี่คือปฏิกิริยาที่ขนกลับมีมากขึ้นหรือหนาขึ้น ซึ่งสร้างความงุนงงให้กับผู้ที่พบเจอไม่น้อยเลยค่ะ

 

หากดูจากความถี่จริง การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับภาวะขนดกแบบผกผันหลังทำเลเซอร์หรือแสงบำบัด (วิเคราะห์ผู้ป่วย 9,733 ราย) พบว่าอัตราการเกิดโดยรวมอยู่ที่ประมาณ 3% (ช่วงความเชื่อมั่น 95% อยู่ที่ 1-6%) ส่วนบริเวณอื่นที่ไม่ใช่ใบหน้าและคอมีอัตราต่ำกว่านั้นมาก อยู่ที่ 0.08% พูดง่ายๆ คือในทุก 100 คน จะมีประมาณ 3 คนที่มีรายงานปฏิกิริยานี้ในระดับหนึ่ง และในบริเวณลำตัวอย่างแขนหรือขาจะพบได้น้อยกว่านั้นมากค่ะ

 

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้แตกต่างกันไปในแต่ละงานวิจัย (อยู่ในช่วง 0.6-10%) และเกณฑ์ที่ใช้ตัดสินว่าอาการระดับไหนถือเป็น "ภาวะขนดกแบบผกผัน" ก็ไม่เหมือนกันในแต่ละการศึกษาด้วย ดังนั้นการจะบอกว่า "ตัวเราเองมีความเสี่ยงมากแค่ไหน" โดยดูจากตัวเลขความน่าจะเป็นเพียงอย่างเดียวจึงทำได้ยาก เพราะความแตกต่างระหว่างบุคคลมีสูงมาก และยังขึ้นอยู่กับบริเวณที่ทำ สภาพผิว และสภาวะฮอร์โมนที่ทำงานร่วมกันอย่างซับซ้อนด้วยค่ะ


ภาวะขนดกแบบผกผัน พบได้ยากแค่ไหนกันนะ

 

 

ทำไมถึงสันนิษฐานว่าเกิดปฏิกิริยานี้ขึ้น

กลไกที่แน่ชัดของภาวะนี้ยังไม่เป็นที่เปิดเผยอย่างสมบูรณ์ค่ะ แต่จากงานวิจัยในปัจจุบันมีแนวทางสันนิษฐาน 2 ทางที่ถูกเสนอขึ้นมา

 

ทางแรกคือเส้นทางที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ เป็นสมมติฐานที่ว่าปฏิกิริยาอักเสบที่เกิดขึ้นเมื่อพลังงานเลเซอร์สัมผัสกับรูขุมขน อาจไปกระตุ้นรูขุมขนที่ยังไม่เจริญเต็มที่บริเวณใกล้เคียงให้ทำงาน แม้เลเซอร์จะทำลายรูขุมขนเป้าหมายได้ตามที่ตั้งใจ แต่พลังงานความร้อนบางส่วนอาจส่งผลไปถึงรูขุมขนของขนอ่อน (vellus hair) ที่อยู่ใกล้เคียง จนกลายเป็นการกระตุ้นให้รูขุมขนเหล่านั้นทำงานมากขึ้นแทน

 

ทางที่สองคือ เส้นทางพลังงานไม่เพียงพอ เมื่อพลังงานเลเซอร์ไม่มากพอ (subtherapeutic) รูขุมขนอาจไม่ถูกทำลาย แต่กลับได้รับเพียงการกระตุ้นเท่านั้น ขนที่มีเม็ดสีจางหรือเส้นเล็กอย่างขนอ่อนมักตอบสนองต่อเลเซอร์ได้ไม่เต็มที่ และการกระตุ้นเพียงเล็กน้อยนี้อาจกลับไปเร่งวงจรการเจริญเติบโตของเส้นขนแทนตามสมมติฐานนี้

พลังงานความร้อนจากเลเซอร์อาจทำลายรูขุมขนเส้นใหญ่ แต่กลับกระตุ้นขนอ่อนบริเวณใกล้เคียงได้

บทความรีวิวที่กล่าวถึงภาวะขนดกแบบผกผันหลังทำเลเซอร์กำจัดขน ก็ระบุไว้เช่นกันว่า "กลไกการเกิดยังไม่ได้รับการเปิดเผยอย่างกว้างขวาง" จึงอยากให้เข้าใจไว้ก่อนว่านี่เป็นเพียงกลไกที่สันนิษฐาน ไม่ใช่กลไกที่ได้รับการยืนยันแน่ชัดค่ะ


ทำไมถึงสันนิษฐานว่าเกิดปฏิกิริยานี้ขึ้น

 

 

ประเภทผิว บริเวณ และปัจจัยฮอร์โมนแบบไหนที่มักเกิดได้ง่ายกว่า

เมื่อรวบรวมงานวิจัยที่มีการรายงานมาจนถึงตอนนี้ จะเห็นความเชื่อมโยงบางอย่างที่น่าสนใจค่ะ

 

บริเวณที่ทำ: ใบหน้าและคอมีความเชื่อมโยงมากที่สุด จากการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ก็พบว่าอัตราการเกิดในบริเวณอื่นที่ไม่ใช่ใบหน้าและคออยู่ที่เพียง 0.08% ซึ่งต่ำกว่ามาก โดยรายงานส่วนใหญ่มักพบในบริเวณแนวกราม ริมฝีปากบน และแก้มของผู้หญิง

 

ประเภทผิว: มักพบได้บ่อยกว่าในผิวที่มีสีเข้ม (ระดับ Fitzpatrick* ที่ III-VI) เนื่องจากยิ่งมีเม็ดสีมาก การกระจายตัวของพลังงานเลเซอร์ก็ยิ่งเปลี่ยนไป ซึ่งอาจสร้างเงื่อนไขที่ทำให้รูขุมขนของขนอ่อนบริเวณใกล้เคียงได้รับผลกระทบง่ายขึ้น

ระดับ Fitzpatrick*: เกณฑ์ที่ใช้แบ่งประเภทผิวเป็นระดับ I-VI ตามปริมาณเม็ดสีผิวและการตอบสนองต่อรังสียูวี โดยระดับ I คือผิวที่ขาวที่สุด และระดับ VI คือผิวที่เข้มที่สุด

 

ปัจจัยฮอร์โมน: มักถูกกล่าวถึงในผู้ที่มีภาวะฮอร์โมนเกี่ยวข้องกับแอนโดรเจนส่วนเกิน เช่น กลุ่มอาการถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS) เพราะเมื่อสภาวะฮอร์โมนทำให้รูขุมขนอยู่ในสถานะที่ถูกกระตุ้นอยู่แล้วเป็นทุนเดิม วิธีที่รูขุมขนตอบสนองต่อการกระตุ้นด้วยเลเซอร์ก็อาจแตกต่างออกไปตามสมมติฐานนี้

 

ลักษณะของเส้นขน: หากบริเวณที่ทำมีขนอ่อนสีจางและเส้นเล็กกระจายอยู่มาก ความเสี่ยงก็จะสูงขึ้น เพราะเลเซอร์ทำงานโดยเล็งเป้าไปที่เม็ดสี ขนที่มีสีจางจึงดูดซับพลังงานได้ไม่เต็มที่ เหลือไว้เพียงการกระตุ้นเท่านั้น

ระดับความเสี่ยงเปรียบเทียบตามปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดภาวะขนดกแบบผกผัน

ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่ค่าสัมบูรณ์ที่เปรียบเทียบโดยตรงระหว่างงานวิจัย แต่เป็นตารางอ้างอิงเพื่อให้เข้าใจระดับความเชื่อมโยงที่มีการรายงานไว้ ซึ่งอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลค่ะ

 

เมื่อเปรียบเทียบความถี่ของรายงานตามบริเวณ จะเห็นความแตกต่างที่ชัดเจนค่ะ

บริเวณ

ความถี่ของรายงานโดยเปรียบเทียบ

หมายเหตุ

ใบหน้า·คอ

สูง

บริเวณที่มีรายงานภาวะขนดกแบบผกผันมากที่สุด

แขน·ขา และลำตัวส่วนอื่น

ต่ำมาก (ประมาณ 0.08%)

มีขนอ่อนกระจายอยู่น้อย จึงเกิดเงื่อนไขกระตุ้นได้ยาก


ประเภทผิว บริเวณ และปัจจัยฮอร์โมนแบบไหนที่มักเกิดได้ง่ายกว่า

 

 

ทำไมการปรึกษาที่บิวตี้สโตน ฮับจอง ถึงเป็นประโยชน์

บิวตี้สโตน ฮับจอง จะตรวจสอบประเภทผิว ประวัติที่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมน และการกระจายตัวของขนเดิมร่วมกันในขั้นตอนปรึกษาก่อนทำหัตถการเสมอค่ะ เมื่อพิจารณาว่าภาวะขนดกแบบผกผันมักมีรายงานพบบ่อยโดยเฉพาะในบริเวณใบหน้า คอ และผิวระดับ Fitzpatrick III ขึ้นไป เราจึงปรับบริเวณที่ทำและการตั้งค่าพลังงานให้เหมาะกับสภาพร่างกายของแต่ละคน การทำเลเซอร์กำจัดขนไม่ใช่แค่การควบคุมเครื่องเท่านั้น แต่ต้องมาพร้อมกับกระบวนการทำความเข้าใจสภาพร่างกายของผู้เข้ารับบริการ แล้วจึงปรับการตั้งค่าให้เหมาะสม และเนื่องจากเป็นคลินิกขนาดเล็กที่เดินจากสถานีฮับจองได้ เราจึงสามารถติดตามปฏิกิริยาหลังทำร่วมกัน และปรับแนวทางสำหรับครั้งถัดไปได้อย่างใกล้ชิดค่ะ


ทำไมการปรึกษาที่บิวตี้สโตน ฮับจอง ถึงเป็นประโยชน์

 

 

หากพบอาการนี้ ควรรับมืออย่างไรดี

หากสงสัยว่าอาจเป็นภาวะขนดกแบบผกผัน คือหลังทำเลเซอร์กำจัดขนแล้วขนอ่อนบริเวณที่ไม่ได้ทำหรือบริเวณรอบข้างดูเด่นชัดขึ้นกว่าเดิม วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือปรึกษาแพทย์ที่ทำหัตถการให้ก่อนค่ะ ไม่แนะนำให้ตัดสินใจเองจากข้อมูลที่ค้นหาทางอินเทอร์เน็ตเพียงอย่างเดียว หรือรีบไปทำหัตถการแบบเดิมซ้ำทันทีโดยไม่ปรึกษาใคร

 

การวิเคราะห์ในงานทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ยังมีข้อมูลที่น่าสนใจอีกด้วยค่ะ มีงานวิจัยที่พบว่าเมื่อทำเลเซอร์ต่อเนื่องในบริเวณที่เกิดภาวะขนดกแบบผกผัน อาการกลับมีแนวโน้มดีขึ้น พูดอีกอย่างคือ ไม่ใช่ทุกกรณีที่ต้องหยุดกำจัดขนไปเลยเมื่อเจออาการนี้ แต่ผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับการตั้งค่าพลังงานและวิธีการทำต่อเนื่องแบบไหน จึงควรดำเนินการภายใต้ดุลยพินิจของแพทย์เท่านั้นค่ะ

 

ในการปรึกษา ควรตรวจสอบประเด็นเหล่านี้ไปด้วยกันค่ะ

  • บริเวณที่ทำและตำแหน่งที่เกิดอาการ: บริเวณที่ทำหัตถการและจุดที่ขนเพิ่มขึ้นอยู่ตรงไหนกันแน่

  • ประวัติที่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมน: เคยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น PCOS หรือไม่ รวมถึงประวัติความผิดปกติของต่อมไร้ท่ออื่นๆ

  • การตั้งค่าในการทำครั้งก่อน: ชนิดของเลเซอร์ ค่าพลังงาน (fluence) และขนาดสปอต

  • แผนการทำครั้งถัดไป: จะทำต่อหรือไม่ จะปรับพลังงานหรือไม่ หรือจะเปลี่ยนตารางเวลา

การหยุดทำหัตถการชั่วคราวแล้วเฝ้าดูอาการก็เป็นอีกวิธีหนึ่งค่ะ มีรายงานพบว่าขนที่เพิ่มขึ้นจากภาวะขนดกแบบผกผันสามารถค่อยๆ ลดลงเองไปตามธรรมชาติเมื่อเวลาผ่านไป ดังนั้นแทนที่จะรีบตัดสินใจเอง การติดตามอาการร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจึงปลอดภัยกว่าค่ะ


หากพบอาการนี้ ควรรับมืออย่างไรดี

ดูรายละเอียด เลเซอร์กำจัดขน GentleMax Pro Plus

โปรโมชันเดือนนี้: GentleMax Pro Plus

 

คำถามที่พบบ่อย

Q. หลังทำเลเซอร์กำจัดขนแล้ว รู้สึกว่าขนอ่อนบริเวณข้างเคียงเพิ่มขึ้น นี่คือภาวะขนดกแบบผกผันหรือเปล่าคะ

 

A. หากรู้สึกว่าขนอ่อนบริเวณใกล้เคียงดูเด่นชัดขึ้นหรือหนาขึ้นหลังทำเลเซอร์ ก็มีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นภาวะขนดกแบบผกผันครับ แต่แทนที่จะตัดสินใจเอง ควรแจ้งแพทย์ที่ทำหัตถการให้อย่างชัดเจนว่าเกิดขึ้นที่บริเวณไหน และเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงหลังทำไปกี่สัปดาห์ เพื่อให้ตรวจสอบให้อย่างถูกต้องครับ เพราะรูปแบบการตอบสนองของแต่ละคนไม่เหมือนกัน จึงยากที่จะฟันธงด้วยเกณฑ์เดียวครับ

 

Q. ถ้าเกิดภาวะขนดกแบบผกผันขึ้นมา ต้องเลิกทำเลเซอร์กำจัดขนไปเลยไหมคะ

 

A. ไม่มีกฎตายตัวว่าต้องเลิกทำครับ จากงานวิจัยพบว่ามีบางกรณีที่อาการดีขึ้นเมื่อทำเลเซอร์ต่อเนื่องในบริเวณที่เกิดภาวะขนดกแบบผกผัน แต่จำเป็นต้องปรับการตั้งค่าพลังงานและแนวทางร่วมกับแพทย์อีกครั้งครับ การปรึกษาก่อนจะปลอดภัยกว่าการตัดสินใจเองแล้วรีบไปทำซ้ำที่อื่นทันทีครับ

 

Q. ถ้ามี PCOS จะทำเลเซอร์กำจัดขนไม่ได้เลยหรือคะ

 

A. ไม่ได้ห้ามทำครับ แต่ในภาวะที่มีแอนโดรเจนส่วนเกินอย่าง PCOS รูขุมขนโดยรวมอาจตอบสนองไวกว่าปกติ จึงสำคัญมากที่ต้องแจ้งสภาวะฮอร์โมนให้แพทย์ทราบก่อนทำหัตถการครับ บางรายอาจทำการรักษาด้วยฮอร์โมนควบคู่ไปกับเลเซอร์กำจัดขน และระยะห่างระหว่างครั้งหรือการตั้งค่าบริเวณที่ทำอาจแตกต่างกันไป ควรวางแผนตามสภาพร่างกายของแต่ละคนครับ

 

Q. ถ้าไม่ใช่ใบหน้า แต่เป็นแขนหรือขา จะเกิดภาวะขนดกแบบผกผันได้ไหมคะ

 

A. เกิดขึ้นได้ครับ แต่พบได้น้อยกว่าบริเวณใบหน้าและคอมาก จากการวิเคราะห์งานวิจัยพบว่าอัตราการเกิดในบริเวณที่ไม่ใช่ใบหน้าและคออยู่ที่เพียงประมาณ 0.08% ซึ่งต่ำมาก เพราะบริเวณอย่างแขนและขามีขนอ่อนกระจายอยู่ค่อนข้างน้อย เงื่อนไขที่จะเกิดการกระตุ้นรอบข้างจึงเกิดขึ้นได้ยากกว่าครับ

 

อ่านเพิ่มเติม

  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด โดยบิวตี้ส์ด็อกเตอร์
  • Beautystone Clinic บิวตี้สโตนคลินิก สาขาฮงแด
ปรึกษาทาง LINE

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1

💬 ปรึกษาผ่าน Line

🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1