• Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด

ฉีดโบหน้าผากแล้วตาเล็กลง ไม่ใช่หนังตาตกเสมอไป

ฉีดโบหน้าผากแล้วตาเล็กลง ไม่ใช่หนังตาตกเสมอไป

ฉีดโบหน้าผากแล้วตาเล็กลง ไม่ใช่หนังตาตกเสมอไป

'ฉีดโบหน้าผากแล้วตาดูหนักๆ' กลไกกล้ามหน้าผากที่ช่วยพยุงหายไป และทำไมผลแต่ละคนต่างกัน

เผยแพร่ -

อัปเดต -

Beautystone Clinic, Wi Young-jin, Chief director

Author

Wi Young-jin · Chief director

Seoul National University College of Medicine · Seoul National University Hospital Specialist

“หลังจากฉีดโบท็อกซ์หน้าผากแล้ว ตาดูเล็กลงและรู้สึกหนักอึ้งจังเลยครับ” หมอวี ยองจิน ได้ยินคนไข้มาบ่นเรื่องนี้บ่อยมากๆ เลยในคลินิกครับ พอเกิดอาการแบบนี้ หลายคนก็มักจะกังวลว่า 'หรือเราจะเกิดอาการหนังตาตก* (Ptosis)?' แต่จริงๆ แล้ว ส่วนใหญ่ไม่ใช่หนังตาตกจริงๆ หรอกครับ มันเป็นเพียงปรากฏการณ์ชั่วคราวที่เรียกว่า 'ภาวะหนังตาตกเทียม* (Pseudo-ptosis)' ซึ่งเมื่อโบท็อกซ์หมดฤทธิ์ อาการก็จะค่อยๆ กลับมาหายเป็นปกติเองครับ เพียงแต่ว่าร่างกายของแต่ละคนตอบสนองแตกต่างกันมาก บางคนเลยแอบอึดอัดใจว่า 'ทำไมถึงเป็นแค่เรานะ' วันนี้ Beautystone จะพามาไขความลับของกลไกและสาเหตุความแตกต่างนี้กันครับ

 

“ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากแล้วตาเล็กลง” เป็นปัญหาที่พบบ่อยมากครับ

ต่อให้หมอคนเดียวกัน ใช้ปริมาณยาเท่ากัน และฉีดที่จุดเดียวกัน ผลลัพธ์ที่ได้ก็ยังแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลครับ บางคนริ้วรอยแนวนอนเนียนกริบแต่ยังคงแสดงสีหน้าได้เป็นธรรมชาติสุดๆ ขณะที่บางคนคิ้วกลับตกลงมา เปลือกตาหนัก และทำให้ใบหน้าดูหม่นหมองลงเล็กน้อย บางรายอาจจะเห็นผลชัดขึ้นในอีกไม่กี่วันถัดมา หรือบางรายอาการก็เริ่มคงที่ภายในหนึ่งสัปดาห์ครับ

ความแตกต่างนี้ไม่ได้แปลว่า 'ฉีดพลาด' นะครับ แต่เกิดจากการที่ 'การทำงานประสานกันของกล้ามเนื้อใบหน้าของแต่ละคนไม่เหมือนกัน' ต่างหาก ความแตกต่างของสัดส่วนการทำงานของกล้ามเนื้อหน้าผาก (Frontalis), กล้ามเนื้อยกเปลือกตาบน (LPS) และกล้ามเนื้อรอบดวงตา (Orbicularis Oculi) ที่เราเคยคุยกันไปในตอนที่ 1 คือกุญแจสำคัญที่ทำให้ผลลัพธ์ออกมาต่างกันครับ

“ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากแล้วตาเล็กลง” เป็นปัญหาที่พบบ่อยมากครับ

 

 

'หนังตาตกจริง' กับ 'หนังตาตกเทียม' แตกต่างกันนะครับ

ภาวะหนังตาตกที่แท้จริง (Ptosis) เกิดจากการที่กล้ามเนื้อยกเปลือกตาบน (LPS) ทำงานลดลงเองครับ* มีสาเหตุมาจากความร่วงโรยตามวัย, การบาดเจ็บ หรือโรคทางระบบประสาท ซึ่งมักจะเป็นแบบถาวรและต้องแก้ไขด้วยการผ่าตัดครับ

สำหรับอาการที่เกิดขึ้นหลังฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก ไม่ใช่หนังตาตกจริงๆ แต่เป็น ภาวะหนังตาตกเทียม (Pseudo-ptosis)* ครับ ซึ่งกล้ามเนื้อยกเปลือกตาบนยังคงทำงานได้ปกติ เพียงแต่ 'ตัวช่วยจากกล้ามเนื้อหน้าผาก' หายไปชั่วคราวเพราะแรงโบท็อกซ์ ทำให้คิ้วและเปลือกตาดูตกลงกว่าปกติ เมื่อโบท็อกซ์หมดฤทธิ์ประมาณ 3-4 เดือน ก็จะกลับมาเป็นปกติได้เองครับ

* หนังตาตก (Ptosis): ภาวะที่เปลือกตาบนตกลงมาบังรูม่านตาเนื่องจากกล้ามเนื้อยกเปลือกตาบนทำงานลดลง มีสาเหตุมาจากวัย, การบาดเจ็บ หรือโรคประสาท เป็นอาการถาวรที่ต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเป็นมาตรฐาน

* ภาวะหนังตาตกเทียม (Pseudo-ptosis): ภาวะที่กล้ามเนื้อยกเปลือกตาบนทำงานปกติ แต่คิ้วและเปลือกตาตกลงชั่วคราวเนื่องจากกล้ามเนื้อช่วย (กล้ามเนื้อหน้าผาก) ถูกยับยั้งการทำงาน เมื่อโบท็อกซ์หมดฤทธิ์ก็จะหายได้เอง ซึ่งต้องแยกแยะออกจากภาวะหนังตาตกจริงอย่างชัดเจนครับ

'หนังตาตกจริง' กับ 'หนังตาตกเทียม' แตกต่างกันนะครับ

 

 

กลไกทำความเข้าใจง่ายๆ คือ 'มือที่คอยช่วยยกหายไป' ครับ

สำหรับคนที่ปกติแล้วต้องใช้กล้ามเนื้อหน้าผากเปรียบเสมือน 'มือ' คอยช่วยพยุงคิ้วขึ้นเบาๆ พอฉีดโบท็อกซ์หน้าผากปุ๊บ มือคอยช่วยพยุงนั้นก็จะหายวับไปทันที ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ:

1. ตำแหน่งคิ้วลดต่ำลงกว่าปกติประมาณ 1-2 มม. 2. คิ้วที่ตกลงมาจะกดทับเปลือกตาบนเบาๆ ทำให้รู้สึกหนักตา 3. ถึงจะพยายามเบิ่งตาแค่ไหน กล้ามเนื้อหน้าผากก็ขยับไม่ได้ จึงไม่สามารถยกขึ้นได้ 4. สุดท้ายเลยรู้สึก 'เปลือกตาหนักอึ้ง รู้สึกเหมือนลืมตาได้ไม่สุด'

ส่วนใบหน้าที่ดูบวมๆ อูมๆ เกิดจากการที่กล้ามเนื้อหน้าผากทำงานลดลงจนทำให้น้ำเหลืองไหลเวียนช้าลงชั่วคราว ผสมโรงกับภาวะคิ้วตกนั่นเองครับ จริงๆ แล้วไม่ได้มีอาการบวมน้ำที่เปลือกตาแต่อย่างใด

กลไกทำความเข้าใจง่ายๆ คือ 'มือที่คอยช่วยยกหายไป' ครับ

 

 

ทำไมแต่ละคนถึงต่างกันขนาดนี้? คำตอบคือ — ระดับการพึ่งพากล้ามเนื้อหน้าผากครับ

ที่ผลลัพธ์ต่างกันทั่งที่ฉีดเหมือนกัน เป็นเพราะ 'ระดับการใช้กล้ามเนื้อหน้าผากช่วยพยุงตาในชีวิตประจำวัน' ของแต่ละคนไม่เท่ากันครับ เหมือนกับที่ขนาดตาของทุกคนไม่เท่ากัน ระดับการพึ่งพากล้ามเนื้อหน้าผากก็หลากหลายแตกต่างกันไปเฉกเช่นเดียวกันครับ

รูปแบบ

ลักษณะปกติ

หลังฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก

เน้นใช้กล้ามเนื้อยกเปลือกตาบนเป็นหลัก

แทบไม่ต้องขยับคิ้วก็ลืมตาได้กว้างเต็มที่

ริ้วรอยแนวนอนจางลง แต่การแสดงสีหน้ายังปกติ

พึ่งพากล้ามเนื้อหน้าผากเล็กน้อย

เวลาลืมตา คิ้วจะขยับตามขึ้นไปด้วยเล็กน้อย

รู้สึกหนักๆ ตานิดหน่อย แต่จะค่อยๆ ปรับตัวได้ในไม่กี่วัน

พึ่งพากล้ามเนื้อหน้าผากสูงมาก

ปกติคิ้วจะถูกยกขึ้นสูงอยู่ตลอดเวลา

รู้สึกเปลือกตาหนักมาก ลืมตาได้น้อยลง ใบหน้าดูดุหรือบึ้งตึง

จาก ผลสังเกตการณ์ทางคลินิกพบว่าผู้ที่มีภาวะพึ่งพากล้ามเนื้อหน้าผากสูงมักพบใน คนตาชั้นเดียว, คนที่มีเนื้อเปลือกตาหนาจนตกลงมาบังตา หรือผู้สูงวัยที่กล้ามเนื้อยกเปลือกตาบนเริ่มอ่อนแรงลงครับ ในบทความหน้าเราจะมาดูวิธีเช็กตัวเองกันนะครับ

ทำไมแต่ละคนถึงต่างกันขนาดนี้? คำตอบคือ — ระดับการพึ่งพากล้ามเนื้อหน้าผากครับ

 

 

แม้จะเป็นเรื่องชั่วคราว แต่ครั้งต่อไปต้องปรับเทคนิคการฉีดนะครับ

ภาวะหนังตาตกเทียมจะหายไปเองเมื่อหมดฤทธิ์โบท็อกซ์ครับ ทั่วไปแล้วโบท็อกซ์เกาหลีจะอยู่ได้ประมาณ 3-4 เดือน Dysport อยู่ได้ประมาณ 3-4 เดือน Xeomin ก็ใกล้เคียงกันครับ ไม่มีเทคนิคพิเศษที่จะช่วยร่นระยะเวลายกเว้นการรอคอยให้เวลาเยียวยาเท่านั้นครับ

แต่ถ้าเรารู้ว่ารอบนี้มีอาการ แล้วรอบหน้ายังดึงดันฉีดปริมาณเท่าเดิมที่ตำแหน่งเดิมอีก ผลลัพธ์ก็จะเป็นแบบเดิมแน่นอนครับ หากเราทราบแนวโน้มของกล้ามเนื้อตัวเองแล้ว การฉีดครั้งต่อไปแนะนำให้ปรับเป็นแบบใช้ปริมาณน้อย (low dose) + ฉีดบริเวณส่วนบนของหน้าผาก + เว้นกล้ามเนื้อด้านข้างไว้ ซึ่งเป็นวิธีมาตรฐานในการแก้ไขปัญหาครับ ไกด์ไลน์เรื่องปริมาณและตำแหน่งอย่างละเอียด หมอวี ยองจิน จะมาเล่าให้ฟังต่อในซีรีส์ตอนที่ 3 นะครับ

 

คำถามที่พบบ่อย

Q. ถ้าเจอปัญหากล้ามเนื้อตาอ่อนแรงเทียม (Pseudoptosis) สามารถรอให้หายเองได้ไหมคะ?

 

A. ใช่ครับ ฤทธิ์ของโบท็อกซ์จะเริ่มคลายตัวและฟื้นฟูกลับมาเป็นปกติได้เองตามธรรมชาติในเวลาประมาณ 3-4 เดือนครับ แต่เนื่องจากไม่มีวิธีพิเศษที่จะช่วยให้หายเร็วขึ้นได้ในทันที เวลาจึงเป็นคำตอบที่ดีที่สุดครับ หากในระหว่างนี้มีอาการลืมตาไม่ขึ้นหรือรู้สึกไม่สบายตามากๆ สามารถเข้ารับการดูแลประคองอาการเบื้องต้นจากสถานพยาบาล (เช่น การใช้ยาหยอดตาภายนอก หรือการใช้เทปช่วยพยุงเปลือกตาชั่วคราว) เพื่อช่วยให้ดีขึ้นได้บ้างครับ

 

Q. จะแยกความแตกต่างระหว่างหนังตาตกเทียมกับหนังตาตกจริงได้อย่างไรบ้างครับ?

 

A. สัญญาณที่ชัดเจนที่สุดคือ 'ช่วงเวลา' ครับ ถ้าอาการเกิดขึ้นภายในไม่กี่วันถึง 2 สัปดาห์หลังฉีดโบท็อกซ์ ก็น่าจะเป็นอาการเทียม (Pseudo-ptosis) แต่ถ้าค่อยๆ เป็นขึ้นมาเรื่อยๆ โดยไม่เกี่ยวกับการฉีดโบท็อกซ์ ก็อาจจะเป็นของจริงครับ ซึ่งภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง (Ptosis) ของจริงนั้น โดยทั่วไปมักจะต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเป็นมาตรฐาน ดังนั้นหากวินิจฉัยต่างกัน แนวทางการดูแลรักษาก็จะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเลยครับ

 

Q. ถ้าเปลี่ยนมาใช้ Dysport แล้วจะไม่เกิดอาการดื้อยา/ดื้อโบใช่ไหมคะ?

 

A. ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ตัวไหน หากเราพึ่งพาหรือฉีดบ่อยเกินไปจนติด (dependence pattern) ก็อาจเกิดปรากฏการณ์คล้ายๆ กันได้ครับ แต่สำหรับ Dysport จะมีรัศมีการกระจายตัวที่กว้างกว่า Botox ทั่วไป ดังนั้นในเคสที่มีภาวะดื้อหรือพึ่งพาการฉีดบ่อยๆ การใช้ Dysport อาจยิ่งเพิ่มความเสี่ยงได้ในหลายๆ กรณีครับ ซึ่งเรื่องการเลือกผลิตภัณฑ์แต่ละแบรนด์ หมอจะมาเจาะลึกให้อีกทีใน Ep.4 นะครับ

 

Q. ถ้าเป็นภาวะหนังตาตกเทียม (Pseudoptosis) จะสามารถทำ procedure นี้แบบเดิมซ้ำอีกครั้งได้ไหมคะ?

 

A. สำหรับหัตถการครั้งต่อไป แนะนำให้ปรับเปลี่ยนแนวทางการรักษาจะดีกว่าครับ เพราะถ้าใช้ปริมาณเท่าเดิมและฉีดในตำแหน่งเดิม ปัญหาเดิมๆ ก็อาจจะเกิดขึ้นซ้ำได้อีก หากเริ่มเห็นรูปแบบของการดื้อยาหรือการพึ่งพาตัวยาแล้ว ตามมาตรฐานทั่วไปควรปรับลอจิกการรักษาโดยการใช้ปริมาณยาที่น้อยลง เลือกฉีดเฉพาะบริเวณส่วนบน และเว้นบริเวณด้านข้างเอาไว้ครับ

  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด โดยบิวตี้ส์ด็อกเตอร์
  • Beautystone Clinic บิวตี้สโตนคลินิก สาขาฮงแด

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1

💬 ปรึกษาผ่าน Line

🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1