'ฉีดโบหน้าผากแล้วตาดูหนักๆ' กลไกกล้ามหน้าผากที่ช่วยพยุงหายไป และทำไมผลแต่ละคนต่างกัน
“หลังจากฉีดโบท็อกซ์หน้าผากแล้ว ตาดูเล็กลงและรู้สึกหนักอึ้งจังเลยค่ะ” หมอวี ยองจิน ได้ยินคนไข้มาบ่นเรื่องนี้บ่อยมากๆ เลยในคลินิกค่ะ พอเกิดอาการแบบนี้ หลายคนก็มักจะกังวลว่า 'หรือเราจะเกิดอาการหนังตาตก (Ptosis)?' แต่จริงๆ แล้ว ส่วนใหญ่ไม่ใช่หนังตาตกจริงๆ หรอกค่ะ มันเป็นเพียงปรากฏการณ์ชั่วคราวที่เรียกว่า 'ภาวะหนังตาตกเทียม (Pseudo-ptosis)' ซึ่งเมื่อโบท็อกซ์หมดฤทธิ์ อาการก็จะค่อยๆ กลับมาหายเป็นปกติเองค่ะ เพียงแต่ว่าร่างกายของแต่ละคนตอบสนองแตกต่างกันมาก บางคนเลยแอบอึดอัดใจว่า 'ทำไมถึงเป็นแค่เรานะ' วันนี้ Beautystone จะพามาไขความลับของกลไกและสาเหตุความแตกต่างนี้กันค่ะ
“ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากแล้วตาเล็กลง” เป็นปัญหาที่พบบ่อยมากค่ะ
ต่อให้หมอคนเดียวกัน ใช้ปริมาณยาเท่ากัน และฉีดที่จุดเดียวกัน ผลลัพธ์ที่ได้ก็ยังแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลค่ะ บางคนริ้วรอยแนวนอนเนียนกริบแต่ยังคงแสดงสีหน้าได้เป็นธรรมชาติสุดๆ ขณะที่บางคนคิ้วกลับตกลงมา เปลือกตาหนัก และทำให้ใบหน้าดูหม่นหมองลงเล็กน้อย บางรายอาจจะเห็นผลชัดขึ้นในอีกไม่กี่วันถัดมา หรือบางรายอาการก็เริ่มคงที่ภายในหนึ่งสัปดาห์ค่ะ
ความแตกต่างนี้ไม่ได้แปลว่า 'ฉีดพลาด' นะคะ แต่เกิดจากการที่ 'การทำงานประสานกันของกล้ามเนื้อใบหน้าของแต่ละคนไม่เหมือนกัน' ต่างหาก ความแตกต่างของสัดส่วนการทำงานของกล้ามเนื้อหน้าผาก (Frontalis), กล้ามเนื้อยกเปลือกตาบน (LPS) และกล้ามเนื้อรอบดวงตา (Orbicularis Oculi) ที่เราเคยคุยกันไปในตอนที่ 1 คือกุญแจสำคัญที่ทำให้ผลลัพธ์ออกมาต่างกันค่ะ

'หนังตาตกจริง' กับ 'หนังตาตกเทียม' แตกต่างกันนะคะ
ภาวะหนังตาตกที่แท้จริง (Ptosis) เกิดจากการที่กล้ามเนื้อยกเปลือกตาบน (LPS) ทำงานลดลงเองค่ะ* มีสาเหตุมาจากความร่วงโรยตามวัย, การบาดเจ็บ หรือโรคทางระบบประสาท ซึ่งมักจะเป็นแบบถาวรและต้องแก้ไขด้วยการผ่าตัดค่ะ
สำหรับอาการที่เกิดขึ้นหลังฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก ไม่ใช่หนังตาตกจริงๆ แต่เป็น ภาวะหนังตาตกเทียม (Pseudo-ptosis)* ค่ะ ซึ่งกล้ามเนื้อยกเปลือกตาบนยังคงทำงานได้ปกติ เพียงแต่ 'ตัวช่วยจากกล้ามเนื้อหน้าผาก' หายไปชั่วคราวเพราะแรงโบท็อกซ์ ทำให้คิ้วและเปลือกตาดูตกลงกว่าปกติ เมื่อโบท็อกซ์หมดฤทธิ์ประมาณ 3-4 เดือน ก็จะกลับมาเป็นปกติได้เองค่ะ
* หนังตาตก (Ptosis): ภาวะที่เปลือกตาบนตกลงมาบังรูม่านตาเนื่องจากกล้ามเนื้อยกเปลือกตาบนทำงานลดลง มีสาเหตุมาจากวัย, การบาดเจ็บ หรือโรคประสาท เป็นอาการถาวรที่ต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเป็นมาตรฐาน
* ภาวะหนังตาตกเทียม (Pseudo-ptosis): ภาวะที่กล้ามเนื้อยกเปลือกตาบนทำงานปกติ แต่คิ้วและเปลือกตาตกลงชั่วคราวเนื่องจากกล้ามเนื้อช่วย (กล้ามเนื้อหน้าผาก) ถูกยับยั้งการทำงาน เมื่อโบท็อกซ์หมดฤทธิ์ก็จะหายได้เอง ซึ่งต้องแยกแยะออกจากภาวะหนังตาตกจริงอย่างชัดเจนค่ะ

กลไกทำความเข้าใจง่ายๆ คือ 'มือที่คอยช่วยยกหายไป' ค่ะ
สำหรับคนที่ปกติแล้วต้องใช้กล้ามเนื้อหน้าผากเปรียบเสมือน 'มือ' คอยช่วยพยุงคิ้วขึ้นเบาๆ พอฉีดโบท็อกซ์หน้าผากปุ๊บ มือคอยช่วยพยุงนั้นก็จะหายวับไปทันที ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ:
1. ตำแหน่งคิ้วลดต่ำลงกว่าปกติประมาณ 1-2 มม. 2. คิ้วที่ตกลงมาจะกดทับเปลือกตาบนเบาๆ ทำให้รู้สึกหนักตา 3. ถึงจะพยายามเบิ่งตาแค่ไหน กล้ามเนื้อหน้าผากก็ขยับไม่ได้ จึงไม่สามารถยกขึ้นได้ 4. สุดท้ายเลยรู้สึก 'เปลือกตาหนักอึ้ง รู้สึกเหมือนลืมตาได้ไม่สุด'
ส่วนใบหน้าที่ดูบวมๆ อูมๆ เกิดจากการที่กล้ามเนื้อหน้าผากทำงานลดลงจนทำให้น้ำเหลืองไหลเวียนช้าลงชั่วคราว ผสมโรงกับภาวะคิ้วตกนั่นเองค่ะ จริงๆ แล้วไม่ได้มีอาการบวมน้ำที่เปลือกตาแต่อย่างใด

ทำไมแต่ละคนถึงต่างกันขนาดนี้? คำตอบคือ — ระดับการพึ่งพากล้ามเนื้อหน้าผากค่ะ
ที่ผลลัพธ์ต่างกันทั่งที่ฉีดเหมือนกัน เป็นเพราะ 'ระดับการใช้กล้ามเนื้อหน้าผากช่วยพยุงตาในชีวิตประจำวัน' ของแต่ละคนไม่เท่ากันค่ะ เหมือนกับที่ขนาดตาของทุกคนไม่เท่ากัน ระดับการพึ่งพากล้ามเนื้อหน้าผากก็หลากหลายแตกต่างกันไปเฉกเช่นเดียวกันค่ะ
รูปแบบ | ลักษณะปกติ | หลังฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก |
|---|---|---|
เน้นใช้กล้ามเนื้อยกเปลือกตาบนเป็นหลัก | แทบไม่ต้องขยับคิ้วก็ลืมตาได้กว้างเต็มที่ | ริ้วรอยแนวนอนจางลง แต่การแสดงสีหน้ายังปกติ |
พึ่งพากล้ามเนื้อหน้าผากเล็กน้อย | เวลาลืมตา คิ้วจะขยับตามขึ้นไปด้วยเล็กน้อย | รู้สึกหนักๆ ตานิดหน่อย แต่จะค่อยๆ ปรับตัวได้ในไม่กี่วัน |
พึ่งพากล้ามเนื้อหน้าผากสูงมาก | ปกติคิ้วจะถูกยกขึ้นสูงอยู่ตลอดเวลา | รู้สึกเปลือกตาหนักมาก ลืมตาได้น้อยลง ใบหน้าดูดุหรือบึ้งตึง |
จาก ผลสังเกตการณ์ทางคลินิกพบว่าผู้ที่มีภาวะพึ่งพากล้ามเนื้อหน้าผากสูงมักพบใน คนตาชั้นเดียว, คนที่มีเนื้อเปลือกตาหนาจนตกลงมาบังตา หรือผู้สูงวัยที่กล้ามเนื้อยกเปลือกตาบนเริ่มอ่อนแรงลงค่ะ ในบทความหน้าเราจะมาดูวิธีเช็กตัวเองกันนะคะ

แม้จะเป็นเรื่องชั่วคราว แต่ครั้งต่อไปต้องปรับเทคนิคการฉีดนะคะ
ภาวะหนังตาตกเทียมจะหายไปเองเมื่อหมดฤทธิ์โบท็อกซ์ค่ะ ทั่วไปแล้วโบท็อกซ์เกาหลีจะอยู่ได้ประมาณ 3-4 เดือน Dysport อยู่ได้ประมาณ 3-4 เดือน Xeomin ก็ใกล้เคียงกันค่ะ ไม่มีเทคนิคพิเศษที่จะช่วยร่นระยะเวลายกเว้นการรอคอยให้เวลาเยียวยาเท่านั้นค่ะ
แต่ถ้าเรารู้ว่ารอบนี้มีอาการ แล้วรอบหน้ายังดึงดันฉีดปริมาณเท่าเดิมที่ตำแหน่งเดิมอีก ผลลัพธ์ก็จะเป็นแบบเดิมแน่นอนค่ะ หากเราทราบแนวโน้มของกล้ามเนื้อตัวเองแล้ว การฉีดครั้งต่อไปแนะนำให้ปรับเป็นแบบใช้ปริมาณน้อย (low dose) + ฉีดบริเวณส่วนบนของหน้าผาก + เว้นกล้ามเนื้อด้านข้างไว้ ซึ่งเป็นวิธีมาตรฐานในการแก้ไขปัญหาค่ะ ไกด์ไลน์เรื่องปริมาณและตำแหน่งอย่างละเอียด หมอวี ยองจิน จะมาเล่าให้ฟังต่อในซีรีส์ตอนที่ 3 นะคะ

ผิว
ฝ้า กระ จุดด่างดำ ต่างกันยังไง? สีน้ำตาลบนหน้าที่ชัดขึ้นในหน้าร้อน
หน้าร้อนทีไรสีน้ำตาลบนหน้าก็ชัดขึ้น มาดูว่าฝ้า กระ จุดด่างดำต่างกันยังไง พร้อมแนวทางดูแลแต่ละแบบ

ผิว
สกินบูสเตอร์ครั้งแรก ต่างจากฟิลเลอร์อย่างไร ต้องรู้อะไรบ้าง
สกินบูสเตอร์ครั้งแรกต่างจากฟิลเลอร์ยังไง สรุปวิธีออกฤทธิ์ ผลข้างเคียง และสิ่งที่ควรรู้ก่อนทำค่ะ

ยกกระชับ
ทำ Shurink ก่อนงานสำคัญ ควรทำล่วงหน้ากี่วันดี?
อยากทำ Shurink ยกกระชับก่อนวันสำคัญ ควรทำล่วงหน้ากี่วัน มาดูตารางนับถอยหลังและข้อควรระวังกัน

ลบรอยสัก
หลังลบรอยสักด้วยเลเซอร์ ต้องเลี่ยงแดดนานแค่ไหน? ดูแลผิวหน้าร้อน
หลังลบรอยสักหน้าร้อน ควรเลี่ยงแดดนานแค่ไหน สรุปความเสี่ยงรอยดำและวิธีกันแดดแบบเข้าใจง่าย

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ออกกำลังกายมาก วอลลุ่ม Sculptra ยุบเร็วไหม?
วอลลุ่ม Sculptra ค่อย ๆ เพิ่มและอยู่ได้นานต่างจากฟิลเลอร์อย่างไร การออกกำลังกายและน้ำหนักมีผลไหม

ยกกระชับ
Sofwave กับ Onda เลือกจัดการผิวหย่อนหรือไขมันก่อนดี?
Sofwave เน้นกระชับชั้นผิว Onda เน้นลดไขมัน มาดูกันว่าหน้าหย่อนกับไขมันควรจัดการอันไหนก่อน



