ลดน้ำหนักเร็วแล้วหน้าซูบ มาดูว่าทำไมใบหน้าเปลี่ยนก่อน และควรรอให้น้ำหนักนิ่งแค่ไหนก่อนเติมวอลลุ่มค่ะ
เผยแพร่ -
อัปเดต -

Author
Wi Young-jin · Chief director
Seoul National University College of Medicine · Seoul National University Hospital Specialist
→
เคยไหมคะ น้ำหนักลดไปหลายกิโล กางเกงตัวเดิมหลวมจนต้องขยับเข็มขัดอีกรู แต่พอส่องกระจกกลับรู้สึกว่าหน้าดูโทรมกว่าเดิม บางคนถึงกับโดนทักว่าดูแก่ลง
สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความรู้สึกไปเองนะคะ พอน้ำหนักลดเร็ว ไขมันที่หนุนใบหน้าอยู่ด้านในก็ลดตามไปด้วย ครีมดูแลผิวชั้นนอกได้ แต่เติมส่วนที่หายไปข้างในไม่ได้ หลายคนจึงมองหาหัตถการเติมวอลลุ่ม (Volume) ตั้งแต่ยังลดไม่จบดี
บทความนี้ Beautystone Clinic จะพาคุณไปดูว่าทำไมใบหน้าถึงเปลี่ยนก่อนส่วนอื่น การรีบเติมวอลลุ่มตอนน้ำหนักยังขยับมีความเสี่ยงอะไร และจังหวะไหนที่การออกแบบจะแม่นกว่า ส่วนยาลดน้ำหนักกลุ่ม GLP-1 เป็นยาที่ต้องสั่งจ่ายและติดตามโดยแพทย์ผู้ดูแลด้านนั้นโดยเฉพาะ เราจึงไม่ได้ให้บริการหรือแนะนำเรื่องการใช้ยา แต่จะคุยกันเฉพาะฝั่งใบหน้าค่ะ
น้ำหนักลดแล้วทำไมหน้าดูโทรมกว่าเดิม
คำตอบสั้น ๆ คือ ใบหน้ามีไขมันหนุนอยู่บาง ๆ ตั้งแต่แรก พอไขมันทั้งตัวลดในสัดส่วนเท่า ๆ กัน ความเปลี่ยนแปลงบนใบหน้าจึงเห็นชัดกว่าที่อื่นค่ะ หน้าท้องยุบหลายเซนติเมตรรูปร่างอาจยังดูคุ้นตา แต่ขมับที่ตอบลงนิดเดียวกลับเปลี่ยนความรู้สึกของทั้งใบหน้า
มีบทความทบทวนที่รวบรวมลักษณะใบหน้าของคนที่น้ำหนักลดเร็วจากยากลุ่ม GLP-1 อธิบายว่าการสูญเสียไขมันบริเวณขมับ แก้ม ร่องใต้ตา กรอบหน้า มุมปาก และร่องแก้ม ทำให้ดูซูบลงและดูคล้ายใบหน้าที่ผ่านความชรามามากกว่าอายุจริง
ไขมันใต้ผิวหน้าหายไปยังไงเมื่อน้ำหนักลดเร็ว
ใต้ผิวหน้าไม่ได้มีไขมันแผ่เป็นแผ่นเดียว แต่แบ่งเป็นกระเปาะย่อยวางซ้อนกันหลายตำแหน่งค่ะ ลองนึกถึงโซฟาที่มีหมอนหนุนอยู่ข้างในหลายใบ ถ้าหมอนทุกใบแฟบลงพร้อมกันทีละนิด ผ้าหุ้มด้านนอกจะเริ่มเป็นคลื่นและหย่อนลง ทั้งที่ผ้ายังเป็นผืนเดิม ความรู้สึกว่าผิวหย่อนหลังลดน้ำหนักจึงมักไม่ได้มาจากผิวอย่างเดียวค่ะ
อีกอย่างที่ลดไปพร้อมกันคือมวลที่ไม่ใช่ไขมัน มีการทบทวนงานวิจัยที่ติดตามองค์ประกอบร่างกายของผู้ใช้ยากลุ่มนี้ รายงานว่าบางกรณีมวลไร้ไขมันแทบไม่เปลี่ยน แต่บางกรณีลดลงมาก คิดเป็นตั้งแต่เกือบศูนย์ไปจนถึงราวสี่สิบเปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักที่ลดได้ทั้งหมด
ช่วงกว้างขนาดนี้แปลว่าสองคนที่ลดน้ำหนักเท่ากัน อาจมีใบหน้าที่เปลี่ยนคนละแบบ ขึ้นอยู่กับความเร็วในการลด อาหาร และการออกกำลังกาย เรื่องนี้จึงไม่มีสูตรกลาง ควรให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญประเมินจากสภาพจริงเป็นรายบุคคลค่ะ

ทำไมการรีบเติมวอลลุ่มตอนน้ำหนักยังไม่นิ่งถึงเสี่ยงพลาด
ตัวหัตถการเองทำได้ค่ะ แต่ปัญหาอยู่ที่เส้นฐานยังเคลื่อนอยู่ ถ้าน้ำหนักยังลดต่อ จุดที่เราเติมวันนี้จะถูกตัดสินอีกครั้งด้วยรูปหน้าของอีกสองสามเดือนข้างหน้า
ความคลาดเคลื่อนมักออกมาสองทาง ทางแรกคือลดต่อหลังทำ บริเวณรอบ ๆ ยุบตามลงไปอีก ส่วนที่เติมไว้จึงดูนูนเด่นแยกออกมา ทางที่สองคือหยุดลดแล้วน้ำหนักกลับขึ้น คราวนี้จุดที่เติมไว้กลับดูล้นเกินความจำเป็น ทั้งสองแบบไม่ได้แปลว่าหัตถการล้มเหลว แต่แปลว่าโจทย์เปลี่ยนหลังออกแบบเสร็จ
น้ำหนักที่กลับมาไม่ใช่เรื่องแปลกนะคะ มีการติดตามผู้เข้าร่วมงานวิจัยหลังหยุดใช้ยา พบว่าที่สัปดาห์ที่ 120 กลุ่มที่เคยใช้เซมากลูไทด์กลับมามีน้ำหนักเพิ่มคิดเป็น 11.6 จุดเปอร์เซ็นต์ของส่วนที่เคยลดได้ ขณะที่กลุ่มยาหลอกอยู่ที่ 1.9 จุดเปอร์เซ็นต์ ตัวเลขนี้ไม่ได้บอกว่าทุกคนจะเป็นเหมือนกัน แต่บอกว่าการวางแผนใบหน้าโดยยังไม่มีแผนรักษาน้ำหนักระยะยาว มีโอกาสคลาดเคลื่อนพอสมควรค่ะ

ผลข้างเคียงและข้อควรระวังก่อนตัดสินใจ
หัตถการเติมวอลลุ่มบนใบหน้าโดยทั่วไปมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงน้อย ส่วนใหญ่คือบวม แดง หรือรอยช้ำเล็กน้อยตรงตำแหน่งที่ทำ ซึ่งมักค่อย ๆ จางลงได้เองภายในราว 3 ถึง 7 วัน แต่ถ้าปวดมากผิดปกติ ผิวซีดเป็นหย่อม มองเห็นไม่ชัด หรือบวมแดงลามขึ้นเรื่อย ๆ ควรรีบพบแพทย์ทันทีนะคะ
สำหรับคนที่ใช้ยาลดน้ำหนักอยู่ มีอีกจุดที่ต้องแจ้งล่วงหน้า มีรายงานทางวิสัญญีที่พูดถึงผลข้างเคียงทางเดินอาหารของยากลุ่มนี้ รวมถึงภาวะกระเพาะอาหารส่งอาหารต่อช้าลง และเสนอให้พิจารณาหยุดยาก่อนการดมยาสลบ หัตถการบนใบหน้าส่วนใหญ่ใช้ยาชาเฉพาะที่ แต่ถ้าต้องใช้ยานอนหลับร่วมด้วย ต้องแจ้งชื่อยาที่ใช้อยู่ทุกครั้ง เพราะอาจต้องปรับเวลางดน้ำงดอาหารใหม่ กลุ่มที่ควรเลื่อนหรือปรึกษาแพทย์ละเอียดก่อน ได้แก่
กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
มีการติดเชื้อ ผื่น หรือสิวอักเสบตรงบริเวณที่จะทำ
เคยแพ้ส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ที่จะใช้
ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือมีภาวะเลือดออกง่าย
น้ำหนักยังลดเร็วมากในช่วงหนึ่งถึงสองเดือนที่ผ่านมา
กินได้น้อยลงชัดเจนจนกังวลเรื่องสารอาหาร
ข้อสุดท้ายสำคัญกว่าที่คิดค่ะ ร่างกายต้องใช้วัตถุดิบซ่อมแซมตัวเองหลังทำหัตถการ ถ้ากินได้น้อยจนโปรตีนไม่พอ ควรคุยกับแพทย์ที่ดูแลเรื่องน้ำหนักก่อนค่ะ

ควรเริ่มเมื่อไหร่ดี และต้องบอกคุณหมออะไรบ้าง
พอน้ำหนักเข้าสู่ช่วงคงที่ การอ่านใบหน้าจะง่ายขึ้นมากค่ะ เพราะเส้นฐานหยุดนิ่ง เราจึงแยกออกว่าตรงไหนคือส่วนที่ขาดจริง กับตรงไหนที่แค่ผิวหย่อน ตารางด้านล่างเป็นแนวทางคร่าว ๆ ไม่ใช่กฎตายตัว
ช่วงเวลา | สภาพน้ำหนัก | แนวทางที่แนะนำ |
|---|---|---|
ยังลดอยู่ | เปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง | ชะลอการออกแบบ เน้นถ่ายรูปเก็บไว้ |
เพิ่งหยุดลด | ยังมีโอกาสขยับ | เริ่มจากวิธีที่ปรับแก้ได้ง่าย ใช้ปริมาณน้อย |
คงที่ 2 ถึง 3 เดือน | เส้นฐานเริ่มนิ่ง | ออกแบบโดยเน้นบริเวณที่ยุบจริง |
คงที่เกิน 6 เดือน | เปลี่ยนแปลงน้อย | พิจารณาแนวทางกระตุ้นคอลลาเจนร่วมได้ |
ระหว่างที่รอ ยังมีเรื่องที่ทำได้นะคะ กันแดดสม่ำเสมอ ดูแลความชุ่มชื้น และถ่ายรูปใบหน้าในมุมเดิมกับแสงเดิมทุกเดือน รูปถ่ายจะช่วยมากตอนออกแบบจริง เพราะเห็นว่าอะไรเปลี่ยนเร็ว อะไรอยู่คงที่
เวลามาปรึกษา สิ่งที่ควรเล่าให้คุณหมอฟังคือชื่อยาและขนาดที่ใช้อยู่ แผนว่าจะใช้ถึงเมื่อไหร่ น้ำหนักที่เปลี่ยนไปในช่วงสามเดือนหลังสุด และตั้งใจจะลดต่ออีกเท่าไหร่ ข้อมูลชุดนี้เปลี่ยนคำแนะนำได้ทั้งหมด ส่วนค่าใช้จ่ายขึ้นอยู่กับปริมาณที่ใช้ บริเวณที่ทำ และการออกแบบของแพทย์ จึงบอกเป็นตัวเลขเดียวไม่ได้ ดูแนวทางล่าสุดได้ที่หน้ารวมราคาค่ะ

สรุป
เมื่อน้ำหนักลดเร็ว ไขมันที่หนุนใบหน้าอยู่ด้านในลดตามไปด้วย ใบหน้าจึงดูซูบก่อนส่วนอื่น และตราบใดที่น้ำหนักยังขยับ การเติมวอลลุ่มก็เท่ากับออกแบบบนพื้นที่ยังไม่นิ่ง ซึ่งคลาดเคลื่อนได้ทั้งทางที่ดูนูนเกินและทางที่ดูไม่พอ
ทั้งนี้ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับความเร็วในการลดน้ำหนักและสภาพผิว ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินก่อนตัดสินใจค่ะ และถ้ายังใช้ยาอยู่ ควรคุยกับแพทย์ที่ดูแลเรื่องยาควบคู่กันไปด้วย
หากคุณกำลังกังวลว่าน้ำหนักลดแล้วหน้าดูโทรมลง แต่ยังไม่แน่ใจว่าถึงเวลาทำหรือยัง ทักมาเล่าให้ฟังก่อนได้เลยนะคะ ที่ Beautystone Clinic ย่านฮับจอง กรุงโซล รับปรึกษาฟรีผ่าน LINE ได้เลยค่ะ และถ้าอยากอ่านต่อ ลองดูแนวทางฟื้นวอลลุ่มใบหน้าหลังลดน้ำหนัก กับการเลือกระหว่างฟิลเลอร์และคอลลาเจนบูสเตอร์สำหรับกลางใบหน้า ประกอบกันได้ค่ะ
คำถามที่พบบ่อย
Q. ระหว่างที่ยังใช้ยาลดน้ำหนักอยู่ ทำฟิลเลอร์ได้ไหม
A. ทำได้ค่ะ แต่ถ้าน้ำหนักยังลดต่อเนื่อง โดยทั่วไปเราจะยังไม่แนะนำ เพราะสิ่งที่เติมวันนี้อาจดูไม่กลมกลืนกับใบหน้าของอีกสองสามเดือนข้างหน้า ถ้าจำเป็นจริง ๆ แนะนำให้เริ่มจากปริมาณน้อยและเลือกวิธีที่ปรับแก้ได้ง่ายก่อน แล้วนัดดูการตอบสนองเป็นระยะ ที่สำคัญคือต้องแจ้งชื่อยาที่ใช้อยู่กับแพทย์ทุกครั้งนะคะ
Q. น้ำหนักต้องนิ่งนานแค่ไหนถึงจะเริ่มเติมวอลลุ่มได้
A. ไม่มีเกณฑ์ตายตัวค่ะ แต่หลายกรณีจะประเมินได้ง่ายขึ้นเมื่ออยู่ในช่วงคงที่มาแล้วราว 2 ถึง 3 เดือน เพราะช่วงนั้นเราจะเริ่มแยกออกว่าตรงไหนคือส่วนที่ยุบจริง กับตรงไหนที่แค่ผิวหย่อน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ถ้ายังมีแผนลดต่ออีก บอกคุณหมอตั้งแต่วันปรึกษาจะช่วยให้วางลำดับได้แม่นขึ้นนะคะ
Q. ถ้าหยุดยาแล้วน้ำหนักกลับมา หน้าจะกลับมาฟูเหมือนเดิมไหม
A. หลายคนที่น้ำหนักกลับมา ใบหน้าก็มักฟูขึ้นตามมาบ้างค่ะ แต่มักไม่กลับไปเหมือนรูปเดิมเป๊ะ เพราะไขมันที่กลับมาไม่ได้เข้าไปเติมตำแหน่งเดิมทั้งหมด และถ้าผิวเคยถูกยืดมาก่อน ปัญหาความหย่อนก็อาจยังอยู่ ด้วยเหตุนี้เราจึงแนะนำให้ดูจากสภาพจริงหลังน้ำหนักนิ่งแล้ว มากกว่าคาดเดาล่วงหน้านะคะ
Q. อยากลดน้ำหนักโดยไม่ให้หน้าซูบ พอมีวิธีไหม
A. การเลือกให้ไขมันลดเฉพาะบางจุดนั้นทำไม่ได้ค่ะ แต่การไม่เร่งความเร็วในการลดจนเกินไป กินโปรตีนให้เพียงพอ และออกกำลังกายแบบมีแรงต้านควบคู่ไปด้วย มักช่วยลดการสูญเสียมวลไร้ไขมันได้ ส่วนรายละเอียดเรื่องอาหารและขนาดยา ควรปรึกษาแพทย์ที่ดูแลเรื่องน้ำหนักของคุณโดยตรงนะคะ
บทความที่เกี่ยวข้อง
คอนเทนต์

ผิว
CO2 Fractional ทำไมพักหน้านานกว่าเลเซอร์แบบไม่ลอกผิว? เลือกยังไงดี

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ฟิลเลอร์หน้าผากต้องใช้กี่ซีซี ทำไมราคาต่อซีซีถึงบอกราคารวมไม่ได้?

ผิว
หน้ามันแต่ยังตึง ช่วงเปลี่ยนฤดูควรแก้อะไรก่อนดี?

กำจัดขน
เลเซอร์กำจัดขนรักแร้ ราคาต่อครั้งถูก แต่รวมทั้งคอร์สต้องจ่ายเท่าไหร่?

ลบรอยสัก
จะสักทับ (Cover-up) ต้องเลเซอร์ให้รอยสักเดิมจางก่อนกี่ครั้ง?

ผิว
큐어젯 다운타임, 다음 날 출근과 화장은 언제부터 될까요?





