ลดรอยช้ำและบวมจาก filler ด้วยการปรับยาก่อนทำและดูแลหลังทำ พร้อมเช็กลิสต์ความปลอดภัยก่อนฉีด
เผยแพร่ -
อัปเดต -

Author
Wi Young-jin · Chief director
Seoul National University College of Medicine · Seoul National University Hospital Specialist
→
เวลาหาข้อมูลเรื่องฟิลเลอร์ หลายคนมักจะกังวลก่อนเลยว่า "ถ้าฉีดไม่ดีจะช้ำหนักมากไหม" จริงๆ แล้วไม่มีหัตถการไหนที่ไม่มีผลข้างเคียงเลยครับ แต่ถ้าเราเช็กสภาพร่างกาย การทานยา และดูแลตัวเองหลังฉีดอย่างดีล่วงหน้า ก็จะช่วยลดความเสี่ยงเหล่านี้ไปได้เยอะมากเลยครับ
สรุปสั้นๆ คือ อาการบวมหรือช้ำทั่วไปส่วนใหญ่จะยุบลงภายในไม่กี่วัน แต่อาจมีกรณีที่เกิดการแพ้รุนแรงได้เช่นกัน (พบได้น้อยมาก) ดังนั้นการตรวจเช็กทั้งก่อน ระหว่าง และหลังทำจึงสำคัญมากครับ เรามาดูกันดีกว่าครับว่ามีอะไรที่ต้องเช็กและดูแลในช่วงไหนบ้างตามลำดับนี้เลย
บทความนี้เป็นเนื้อหาที่รวบรวมข้อมูลการทำหัตถการจาก Beautystone สาขาฮับจองครับ
เมื่ออ่านบทความนี้แล้วคุณจะรู้เรื่อง...
วิธีแยกแยะผลข้างเคียงทั่วไปของฟิลเลอร์ กับผลข้างเคียงที่พบได้ยาก
ประเภทของยาและสภาพร่างกายที่ต้องเช็กก่อนรับบริการ
สัญญาณเตือนหลังฉีดทันทีที่ควรรีบแจ้งคลินิก
ขั้นตอนการดูแลตัวเองเพื่อลดอาการบวมและช้ำหลังฉีด
ผลข้างเคียงของฟิลเลอร์ มีทั้งแบบที่เจอได้บ่อยและแบบที่พบน้อยมาก
อาการที่พบบ่อยที่สุดคือ อาการบวม ช้ำ มีเลือดออกเล็กน้อยบริเวณที่ฉีด และอาจคลำเจอเป็นก้อนเล็กๆ* (nodules)* ซึ่งอาการส่วนใหญ่เหล่านี้จะค่อยๆ ยุบและดีขึ้นเองภายในไม่กี่วันถึงไม่กี่สัปดาห์ครับ
*ก้อนเล็กๆ (nodules): คือการที่ฟิลเลอร์จับตัวเป็นก้อนเล็กๆ ใต้ผิวหนัง ส่วนใหญ่จะค่อยๆ ละลายไปเองตามเวลา หรือหากจำเป็น แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะช่วยดูแลรักษาให้ครับ
ข้อมูลความปลอดภัยด้านฟิลเลอร์จากสมาคมศัลยกรรมผิวหนังแห่งสหรัฐอเมริกา (ASDS) ระบุว่า อาการบวม ช้ำ เลือดออก และคลำเจอก้อน เป็นปฏิกิริยาปกติที่พบได้ทั่วไป ส่วนการติดเชื้อ การแพ้ หรือฟิลเลอร์เคลื่อนที่ เป็นปฏิกิริยาที่พบได้น้อยมาก ทั้งนี้ แม้จะมีโอกาสเกิดขึ้นน้อย แต่การฉีดฟิลเลอร์เข้าสู่เส้นเลือดโดยไม่ตั้งใจจนเกิดภาวะเส้นเลือดอุดตัน* ถือเป็นสัญญาณอันตรายที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน จึงอยากให้ทุกคนรู้ข้อแตกต่างนี้ไว้ครับ[^1]
*ภาวะเส้นเลือดอุดตัน: เกิดจากฟิลเลอร์หลุดเข้าไปในเส้นเลือด หรือไปกดทับเส้นเลือดรอบๆ จนขัดขวางการไหลเวียนของเลือด สังเกตได้จากผิวบริเวณนั้นเริ่มเปลี่ยนเป็นสีขาว หรือมีอาการปวดอย่างรุนแรงขึ้นมาทันที ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการรักษาจากแพทย์โดยด่วนที่สุดครับ


เช็กก่อนฉีด — ยา สุขภาพร่างกาย และผู้ให้บริการ
ก่อนรับบริการมีสิ่งที่ต้องเตรียมตัวหลายอย่างเลยครับ จากข้อมูลของ ASDS แนะนำว่า ยาที่มีฤทธิ์ต้านการแข็งตัวของเลือด (เช่น แอสไพริน) ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดรอยช้ำได้ ควรปรึกษาแพทย์ประจำตัวเพื่อปรับหรือหยุดยาก่อนฉีดประมาณ 2 สัปดาห์ นอกจากนี้ ผู้ที่มีประวัติเป็นเริมที่ริมฝีปาก โรคเบาหวานที่ยังควบคุมอาการไม่ได้ หรือโรคเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด อาจจะไม่เหมาะกับการทำหัตถการประเภทนี้ครับ
มาดูกันครับว่า ผลข้างเคียงทั่วไปและผลข้างเคียงที่พบได้ยาก มีโอกาสเกิดขึ้นจากปัจจัยใดบ้างโดยแบ่งตามหัวข้อ ดังนี้
และสิ่งสำคัญที่สุดคือ "ใครเป็นผู้ฉีดให้คุณ" ทาง ASDS แนะนำว่าควรให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบประวัติการรักษาและประเมินบริเวณที่ต้องการฉีดก่อนเสมอ การตรวจสอบใบอนุญาตของผู้ให้บริการและขั้นตอนการปรึกษาพูดคุยล่วงหน้า จึงเป็นสิ่งแรกที่ห้ามมองข้ามเด็ดขาดครับ

หลังฉีดทันที — หากมีสัญญาณเตือนเหล่านี้ ต้องรีบแจ้งทันที
แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะมีอาการแค่บวมและช้ำเล็กน้อย แต่ถ้าหลังฉีดทันทีคุณสังเกตเห็นสัญญาณเตือนเหล่านี้ ควรรีบแจ้งแพทย์ผู้ดูแลทันทีนะครับ
ผิวบริเวณที่ฉีดเปลี่ยนเป็นสีขาวซีดกะทันหัน หรือมีอาการปวดอย่างรุนแรงต่อเนื่อง
รู้สึกมีปัญหาเกี่ยวกับดวงตา เช่น ตาพร่ามัว มองเห็นไม่ชัด
อาการบวมหรืออักเสบแย่ลงเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไป
มีไข้ร่วมกับมีอาการแดงอักเสบอย่างรุนแรง
อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนที่แตกต่างจากปฏิกิริยาทั่วไปและจำเป็นต้องได้รับการตรวจเช็กอย่างเร่งด่วน ทาง Cleveland Clinic ก็ได้แนะนำเช่นกันว่า หากพบสัญญาณของการติดเชื้อหรืออาการแพ้ ให้รีบติดต่อแพทย์โดยทันทีครับ[^2]

ทำไมต้องเป็นที่ Beautystone สาขาฮับจอง?
ที่ Beautystone ฮับจอง เราไม่ได้มองว่า "ฟิลเลอร์เป็นแค่เรื่องง่ายๆ แป๊บเดียวก็เสร็จ" แต่เราใส่ใจตั้งแต่การเช็กประวัติการใช้ยา สภาพร่างกาย ไปจนถึงแนะนำการดูแลตัวเองหลังทำอย่างละเอียด เพราะต่อให้ใช้ฟิลเลอร์ตัวเดียวกัน แต่การเตรียมตัวของแต่ละบุคคลก็แตกต่างกันออกไปครับ สำหรับเคสที่ฉีดในจุดที่มีเส้นเลือดหนาแน่น หรือเคยมีประวัติแพ้/มีผลข้างเคียงมาก่อน แพทย์จะช่วยประเมินอย่างละเอียดในการปรึกษา และดูเช็กลิสต์ร่วมกันก่อนตัดสินใจทำครับ แถมคลินิกยังเดินทางสะดวกมาก เดินจากสถานี Hapjeong แป๊บเดียวก็ถึง เข้ามาปรึกษาเช็กสภาพผิวก่อนได้เลยครับ

การดูแลตัวเองหลังฉีด — ขั้นตอนการลดบวมและรอยช้ำ
อาการบวมและรอยช้ำมีระยะเวลาในการฟื้นตัวอยู่ครับ ลองดูไทม์ไลน์ด้านล่างนี้จะช่วยให้พอคาดเดาได้ว่าแต่ละช่วงผิวของเราจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง

จากข้อมูลของ Cleveland Clinic ระบุว่า คนไข้ส่วนใหญ่สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ทันทีหลังฉีด แต่แนะนำให้หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักๆ เป็นเวลา 1-2 วัน และสามารถประคบเย็นเพื่อช่วยลดอาการบวมได้ นอกจากนี้ ไม่ควรนวดหรือกดบริเวณที่ฉีดแรงๆ ครับ[^3] ทั้งนี้ ความเร็วในการฟื้นตัวของแต่ละคนจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับจำนวนจุดที่ฉีด ชนิดของฟิลเลอร์ และสภาพร่างกายของแต่ละบุคคลด้วยครับ
บทความนี้เป็นเพียงการรวบรวมข้อมูลทั่วไปเท่านั้น สำหรับการประเมินว่าคุณเหมาะกับหัตถการนี้หรือไม่ รวมถึงข้อควรระวังเฉพาะบุคคล แนะนำให้เข้าพบและปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนทำดีที่สุดครับ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q. ฉีดฟิลเลอร์แล้วต้องช้ำทุกคนไหมคะ?
A. ไม่จำเป็นต้องเกิดกับทุกคนครับ แต่อาการช้ำและบวมถือเป็นเรื่องปกติที่พบได้ทั่วไป การปรึกษาแพทย์เพื่อปรับยาที่มีฤทธิ์ต้านการแข็งตัวของเลือดก่อนทำ และหลีกเลี่ยงการกดนวดบริเวณที่ฉีดหลังทำ จะช่วยลดโอกาสเกิดรอยช้ำได้เยอะมากครับ
Q. ถ้ามีผลข้างเคียง ปกติจะหายไปในกี่วันครับ?
A. สำหรับอาการบวมและช้ำทั่วไป มักจะยุบลงไปเองภายในไม่กี่วันถึงไม่กี่สัปดาห์ครับ อย่างไรก็ตาม ปฏิกิริยาบางอย่างอาจเพิ่งแสดงอาการออกมาหลังผ่านไปสักระยะ หากรู้สึกว่ามีอาการผิดปกติที่นานเกินไป แนะนำให้กลับมาให้แพทย์ตรวจเช็กดูนะครับ
Q. ฉีดเสร็จแล้วออกกำลังกายได้เลยไหมคะ?
A. ตามข้อมูลของ Cleveland Clinic แนะนำให้งดการออกกำลังกายหนักๆ ประมาณ 1-2 วันแรกครับ เนื่องจากความเร็วในการฟื้นตัวขึ้นอยู่กับบริเวณที่ฉีดและสภาพร่างกายของแต่ละท่าน แนะนำให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ผู้ทำการรักษาดีที่สุดครับ
Q. มีอาการแบบไหนที่ต้องรีบกลับไปโรงพยาบาลหรือคลินิกทันทีบ้างครับ?
A. หากมีอาการผิวซีดขาวกะทันหันบริเวณที่ฉีด ปวดอย่างรุนแรง การมองเห็นผิดปกติ หรือมีอาการบวมแดงและมีไข้สูงขึ้นเรื่อยๆ ควรรีบติดต่อแจ้งแพทย์ทันทีครับ
[^1]: ข้อมูลแนะนำสำหรับผู้รับบริการฟิลเลอร์ของ ASDS (สมาคมศัลยกรรมผิวหนังแห่งสหรัฐอเมริกา) — การแบ่งประเภทอาการทั่วไป (บวม, ช้ำ, ก้อนเนื้อ) และอาการที่พบได้ยาก (เส้นเลือดอุดตัน, การติดเชื้อ, อาการแพ้) รวมถึงคำแนะนำในการปรับยากลุ่มต้านการแข็งตัวของเลือด https://www.asds.net/skin-experts/skin-treatments/dermal-fillers [^2]: Cleveland Clinic. Dermal Fillers. — คำแนะนำให้ติดต่อแพทย์ทันทีเมื่อมีสัญญาณเตือนผิดปกติหลังทำ เช่น มีไข้, ผิวแดงขึ้น, อาการบวมแย่ลง https://my.clevelandclinic.org/health/treatments/22667-dermal-fillers [^3]: Cleveland Clinic. Dermal Fillers. — ระบุว่าสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ทันที แต่แนะนำให้งดออกกำลังกายหนัก 1-2 วัน + ประคบเย็น + ห้ามกดทับบริเวณที่ฉีด https://my.clevelandclinic.org/health/treatments/22667-dermal-fillers
บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม

ยกกระชับ
แก้มชาตื้อ ๆ หลังทำ Ultherapy Prime ปกติไหม อีกกี่วันหาย?

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ฉีด Sculptra แล้วแก้มขึ้นข้างเดียว อีกนานไหมกว่าจะเท่ากัน?

ยกกระชับ
ลด Level พลังงาน Thermage เพราะกลัวเจ็บ ผลลัพธ์จะหายไปด้วยไหม?

ผิว
ขนคุดที่แขน ยิ่งขัดสครับยิ่งแดง เปลี่ยนวิธีดูแลยังไงดี?

ยกกระชับ
หลัง Onda Lifting แล้วสองข้างหน้าลดไม่เท่ากัน — ปกติหรือต้องกังวล?

ผิว
สกินบูสเตอร์หมดฤทธิ์แล้วจริงไหม หลังสองเดือนผิวเริ่มแห้งขึ้น



