แก้มตอบวัย 50 มาจากไขมันชั้นลึกที่ลดลง การออกแบบปริมาณ จุดฉีด และจำนวนครั้งจึงต่างจากวัย 30 ค่ะ
เผยแพร่ -
อัปเดต -

Author
Wi Young-jin · Chief director
Seoul National University College of Medicine · Seoul National University Hospital Specialist
→
เคยส่องกระจกแล้วรู้สึกไหมคะว่าแก้มตรงกลางดูตอบลงไป ทั้งที่น้ำหนักไม่ได้ลดเลย เวลายิ้มก็มีเงาค้างตรงร่องแก้มแบบที่เมื่อก่อนไม่เคยมี หลายคนที่มองหาคอลลาเจนบูสเตอร์ (Collagen Booster) ตอนอายุ 50 ต้น ๆ มักเปิดบทสนทนาแบบนี้
แต่แก้มที่ตอบลงตอนวัย 50 กับวัย 30 ไม่ได้มาจากสาเหตุเดียวกัน พอเข้าเลข 5 ไขมันชั้นลึกจะลดลงชัดกว่าชั้นตื้น และเนื้อเยื่อข้างบนก็ค่อย ๆ ไหลลงตาม ครีมบำรุงดูแลได้แค่ผิวชั้นบน แต่ไปไม่ถึงชั้นที่ยุบจริง ๆ
บทความนี้ Beautystone Clinic จะพาคุณไปดูว่า Juvelook Volume ทำงานอย่างไรในผิวที่อายุมากขึ้น ทำไมการออกแบบปริมาณ จุดฉีด และจำนวนครั้งของวัย 50 ถึงต่างจากวัย 30 พร้อมแนวทางตั้งความคาดหวังให้ตรงความจริงค่ะ
ทำไมแก้มตอบตอนอายุ 50 ถึงไม่เหมือนตอนอายุ 30?
คำตอบสั้น ๆ คือชั้นที่หายไปเป็นคนละชั้นกันค่ะ ตอนวัย 30 แก้มที่ดูแฟบมักมาจากไขมันชั้นตื้นที่ลดลงเล็กน้อย บวกกับผิวที่เริ่มไม่แน่น หน้ายังมีโครงอยู่ แค่ไม่ฟูเท่าเดิม แต่พอถึงวัย 50 ไขมันชั้นลึกซึ่งเหมือนเสาค้ำใต้พื้นจะบางลงชัดเจน เมื่อเสาค้ำเตี้ยลง พื้นด้านบนก็ทรุดตามและไหลมารวมแถวร่องแก้ม
งานวิจัยที่เปรียบเทียบภาพ CT ใบหน้าของคนกลุ่มเดิมโดยเว้นระยะห่างเฉลี่ยราว 11 ปี ทำให้เห็นเป็นตัวเลข ไขมันกลางใบหน้าลดจาก 46.47 ซีซี เหลือ 40.81 ซีซี โดยชั้นตื้นลดราว 11.3 เปอร์เซ็นต์ ส่วนชั้นลึกลดถึง 18.4 เปอร์เซ็นต์ พูดง่าย ๆ คือชั้นลึกยุบก่อนและยุบมากกว่า
นี่คือเหตุผลที่แก้มตอบของวัย 50 มักไม่จบด้วยการเติมเฉพาะผิวชั้นบน ถ้าเติมตื้นอย่างเดียวในจุดที่เสาค้ำหายไป วอลลุ่มอาจกลับมา แต่ทิศทางที่ไหลลงยังเหมือนเดิม แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะประเมินว่าชั้นไหนของคุณควรดูแลก่อน

Juvelook Volume ทำงานยังไงในผิวที่อายุมากขึ้น?
Juvelook Volume ไม่ใช่ฟิลเลอร์ (Filler) ที่ใช้กรดไฮยาลูโรนิก (Hyaluronic Acid: HA) ดันเนื้อที่ให้เต็มในวันเดียว แต่อยู่ในกลุ่มคอลลาเจนบูสเตอร์ ที่ใช้อนุภาค PDLLA ค่อย ๆ สลายตัวในผิว แล้วชวนให้เนื้อเยื่อรอบ ๆ สร้างคอลลาเจนใหม่เอง
พูดง่าย ๆ คือ ฟิลเลอร์เหมือนสอดหมอนใบใหม่ใต้ผ้าห่มให้พองตั้งแต่วันแรก ส่วนคอลลาเจนบูสเตอร์เหมือนหว่านเมล็ดลงในดินที่เริ่มแห้ง แล้วรอให้ต้นไม้ค่อย ๆ ขึ้นเอง วอลลุ่มที่เห็นในวันฉีดจึงมาจากตัวทำละลายเป็นหลัก และจะยุบในไม่กี่วัน ซึ่งเป็นเรื่องปกติ

งานวิจัยที่ฉีด PDLLA ลงในผิวหนังของสัตว์ทดลองที่อายุมาก แล้วตรวจชิ้นเนื้อในสัปดาห์ที่ 8 พบว่าความหนาแน่นของเส้นใยคอลลาเจนและความยืดหยุ่นของผิวเพิ่มขึ้นเทียบกับกลุ่มควบคุม สูงกว่าสารอื่นที่นำมาเทียบในงานเดียวกัน และพบสัญญาณการสร้างหลอดเลือดใหม่ร่วมด้วย
จุดที่วัย 50 ควรรู้คือ การเปลี่ยนแปลงแบบนี้สะสมเป็นสัปดาห์ ไม่ได้เกิดในวันเดียว และเซลล์ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast) ซึ่งเป็นโรงงานผลิตคอลลาเจนก็ทำงานช้าลงตามอายุ ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล

ปริมาณ จุดฉีด และจำนวนครั้ง ต่างกันตรงไหนระหว่างวัย 30 กับวัย 50?
สั้น ๆ คือ วัย 30 ฉีดน้อยจุดและตื้นกว่า ส่วนวัย 50 กระจายกว้างกว่าและแบ่งครั้งมากกว่า ตารางด้านล่างเป็นแนวทางทั่วไป ไม่ใช่สูตรตายตัวนะคะ
หัวข้อ | วัย 30 | วัย 50 |
|---|---|---|
สาเหตุหลัก | ไขมันชั้นตื้นลดลง ผิวเริ่มไม่แน่น | ไขมันชั้นลึกลดลงร่วมกับการหย่อนคล้อย |
บริเวณที่เน้น | แก้มด้านหน้าเป็นหลัก | แก้มด้านข้าง ขมับ ถึงกรอบหน้า |
ปริมาณต่อครั้ง | เริ่มจากน้อยไว้ก่อน | แบ่งกระจายหลายจุดในพื้นที่กว้าง |
จำนวนครั้งโดยทั่วไป | ราว 2-3 ครั้ง | ราว 3-4 ครั้งขึ้นไป |
ระยะห่างระหว่างครั้ง | ราว 4 สัปดาห์ | ราว 4-6 สัปดาห์ |
การทำร่วมกับหัตถการอื่น | มักทำเดี่ยวก็พอ | มักคุยเรื่องลิฟติ้งควบคู่ |
เหตุผลที่เพิ่มจำนวนครั้งแทนการอัดรวดเดียว คือการตอบสนองของคอลลาเจนไม่ได้เพิ่มเป็นเส้นตรงตามปริมาณที่ฉีด การรวมปริมาณมากไว้จุดเดียวมักเพิ่มโอกาสเกิดก้อนนูนหรือผิวไม่เรียบ มากกว่าจะเพิ่มผลที่มองเห็น
ทั้งนี้ปริมาณ จำนวนครั้ง และระยะห่าง ควรอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ตรวจผิวคุณโดยตรงค่ะ

ผลลัพธ์จะเริ่มเห็นตอนไหน? ไทม์ไลน์ที่ควรตั้งความคาดหวัง
โดยทั่วไปผลที่มาจากคอลลาเจนจริง ๆ มักเริ่มสังเกตได้ราวสัปดาห์ที่ 6 ถึง 8 หลังทำครั้งแรก ไม่ใช่ในวันที่ฉีดค่ะ หลายคนเห็นแก้มฟูวันแรกแล้วดีใจ พอผ่านไปสามวันกลับรู้สึกว่าหายไปหมด ทั้งที่เป็นขั้นตอนที่คาดไว้อยู่แล้ว
วันแรกถึงวันที่ 3 วอลลุ่มที่เห็นมาจากตัวทำละลาย จะค่อย ๆ ยุบกลับ
สัปดาห์ที่ 2 ถึง 4 ภายนอกเปลี่ยนน้อย ปฏิกิริยาในชั้นผิวเพิ่งเริ่มทำงาน
สัปดาห์ที่ 6 ถึง 8 ผลของครั้งแรกเริ่มปรากฏ ใช้ประเมินแผนครั้งถัดไป
เดือนที่ 3 ถึง 4 เมื่อทำครบตามแผน ผลลัพธ์มักเข้าที่มากขึ้น
ปีที่ 1 ถึง 2 ช่วงที่ผลมักคงอยู่ได้ ก่อนพิจารณาเติมเสริมตามแพทย์ประเมิน
ถ้ารู้สึกว่าผลมาช้ากว่าที่คิด สิ่งที่ควรทบทวนก่อนคือระยะห่างระหว่างครั้ง ไม่ใช่การเพิ่มปริมาณ การเร่งครั้งถัดไปเร็วเกินไปทั้งที่ปฏิกิริยายังสะสมไม่ครบ มักทำให้ปริมาณรวมเพิ่มแต่ความรู้สึกไม่ต่างกันนัก

ผลข้างเคียงและข้อควรระวัง ใครที่ยังไม่เหมาะกับ Juvelook Volume
หลังฉีดอาจมีรอยแดง บวม หรือรอยช้ำเล็กน้อยบริเวณที่ทำ ซึ่งมักหายได้เองภายใน 1-3 วัน บางคนอาจคลำเจอตุ่มเล็ก ๆ ใต้ผิวช่วงแรกและมักนุ่มลงเมื่อเวลาผ่านไป หากบวมมากผิดปกติ ปวดเพิ่มขึ้น ผิวเปลี่ยนสี หรือมีไข้ ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที
โดยรวมมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงน้อยเมื่อทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในคลินิกที่ได้มาตรฐาน แต่กลุ่มต่อไปนี้ควรเลื่อนก่อน หรือคุยกับแพทย์ให้ละเอียดก่อนตัดสินใจ
กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
มีการอักเสบ ติดเชื้อ หรือสิวอักเสบบริเวณที่จะฉีด
มีประวัติแพ้ส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์
เกิดแผลเป็นนูนหรือคีลอยด์ได้ง่าย
มีโรคภูมิต้านตนเองที่ยังคุมได้ไม่ดี หรือใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดอยู่
อีกกลุ่มที่ควรคุยให้ชัดคือคนที่มีการหย่อนคล้อยเด่นกว่าการยุบ ถ้าเนื้อเยื่อไหลลงชัดเจนแล้ว การเติมวอลลุ่มอย่างเดียวอาจให้ผลไม่ตรงที่คาดหวัง กรณีนี้แพทย์มักแนะนำให้ประเมินการทำลิฟติ้ง (Lifting) ควบคู่ด้วย
สรุป วัย 50 ควรตั้งเป้าหมายกับ Juvelook Volume อย่างไร
แก้มตอบในวัย 50 มักมาจากไขมันชั้นลึกที่ลดลงร่วมกับการหย่อนคล้อย ไม่ใช่แค่ผิวไม่ฟูเหมือนวัย 30 เมื่อสาเหตุต่างกัน การออกแบบปริมาณ จุดฉีด จำนวนครั้ง และช่วงเวลาที่ผลจะปรากฏ จึงควรต่างกันตั้งแต่ต้น
ทั้งนี้ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินก่อนตัดสินใจ การรู้ล่วงหน้าว่าอะไรจะเกิดในสัปดาห์ไหน ช่วยลดความกังวลระหว่างทางได้มาก
หากคุณกำลังกังวลว่าแก้มตอบลงทั้งที่น้ำหนักไม่ได้ลด และอยากรู้ว่าชั้นไหนของคุณที่หายไป ทักมาปรึกษาคุณหมอที่ Beautystone Clinic ย่านฮับจอง กรุงโซล ได้เลยนะคะ แอด LINE เข้ามาคุยกันก่อนได้ ปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายค่ะ
ข้อมูลอ้างอิง :
คำถามที่พบบ่อย
Q. อายุ 50 ควรทำ Juvelook Volume กี่ครั้ง?
A. โดยทั่วไปมักวางแผนไว้ราว 3-4 ครั้งขึ้นไปค่ะ ที่ต้องใช้จำนวนครั้งมากกว่าวัย 30 ไม่ใช่เพราะปริมาณไม่พอ แต่เพราะพื้นที่ที่ต้องดูแลกว้างกว่า และต้องแบ่งกระจายไปหลายบริเวณพร้อมประเมินการตอบสนองในแต่ละครั้ง แนะนำให้ดูผลของครั้งแรกที่สัปดาห์ที่ 6 ถึง 8 แล้วค่อยปรับแผนครั้งที่เหลือ ทั้งนี้แพทย์จะเป็นผู้ประเมินเป็นรายบุคคลนะคะ
Q. ฉีดแล้วยุบภายใน 3 วัน ผิดปกติไหม?
A. เป็นเรื่องปกติค่ะ วอลลุ่มที่เห็นในวันฉีดส่วนใหญ่มาจากตัวทำละลายที่ใส่เข้าไปพร้อมอนุภาค PDLLA ซึ่งร่างกายจะดูดซึมไปภายใน 2-3 วัน ผลที่มาจากคอลลาเจนใหม่มักเริ่มปรากฏราวสัปดาห์ที่ 6 ถึง 8 การรู้ไทม์ไลน์นี้ไว้ก่อนช่วยลดความกังวลระหว่างรอได้มากนะคะ
Q. ทำร่วมกับฟิลเลอร์ได้ไหม ควรทำอะไรก่อน?
A. วางแผนร่วมกันได้ค่ะ แต่บทบาทของสองอย่างนี้ต่างกัน จุดที่ต้องการรูปทรงชัดเจนอย่างการเก็บกรอบหน้า ฟิลเลอร์มักตอบโจทย์กว่า ส่วนการเพิ่มความหนาและความแน่นของผิวโดยรวม คอลลาเจนบูสเตอร์จะเหมาะกว่า โดยทั่วไปจึงมักทำคอลลาเจนบูสเตอร์ไปก่อนจำนวนหนึ่ง แล้วค่อยใช้ฟิลเลอร์เก็บรายละเอียดที่เหลือ ลำดับที่เหมาะกับคุณควรให้แพทย์ประเมินหน้างานค่ะ
Q. ถ้ามีหน้าหย่อนคล้อยด้วย ฉีดวอลลุ่มอย่างเดียวพอไหม?
A. ถ้าการหย่อนคล้อยเด่นชัดกว่าการยุบ การเติมวอลลุ่มอย่างเดียวอาจให้ผลไม่ตรงกับที่หวังไว้ค่ะ การเติมชั้นลึกช่วยให้ดูยกขึ้นได้ระดับหนึ่ง แต่เนื้อเยื่อที่ไหลลงมาแล้วยังอยู่ที่เดิม กรณีแบบนี้มักแนะนำให้ประเมินการทำลิฟติ้งควบคู่ แล้วจัดลำดับก่อนหลังตามระดับการหย่อนคล้อย ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจนะคะ

ผิว
ราคา Fraxel แต่ละคลินิกต่างกันแค่ไหน และดูใบเสนอราคายังไงดี?

ผิว
เลือกคลินิกรักษาสิวยังไงให้ตรงจุด และควรถามอะไรในห้องตรวจ?

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ร่องแก้มและมุมปากหย่อน แบบไหนใช้ Lifting ได้ แบบไหนต้องเติมวอลลุ่ม?

ผิว
Sculptra กี่ครั้ง กี่ไวอัล ถึงคุ้ม? เข้าใจค่าใช้จ่ายรวมก่อนตัดสินใจ

ยกกระชับ
หลัง Shurink Universe ล้างหน้า-ออกกำลังกายเมื่อไร?

ผิว
ควรทำ Sofwave ก่อนงานสำคัญกี่สัปดาห์?



