เปรียบเทียบ Juvelook Volume และ Ellanse สำหรับแก้มตอบ รู้จักส่วนผสม กลไก และวิธีเลือกที่เหมาะกับคุณ
เผยแพร่ -
อัปเดต -

Author
Wi Young-jin · Chief director
Seoul National University College of Medicine · Seoul National University Hospital Specialist
→
เวลาที่แก้มเริ่มยุบ หลายคนลังเลใจระหว่างฟิลเลอร์กับหัตถการกระตุ้นคอลลาเจน แล้วสุดท้ายก็ต้องมาเลือกอีกทีระหว่าง Juvelook Volume กับ Ellanse อยู่บ่อยครั้ง ทั้งสองหัตถการต่างก็บอกว่าช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนเหมือนกัน แต่พอจะเลือกจริง ๆ หลายคนก็ยังนึกไม่ออกว่าควรใช้เกณฑ์อะไรในการแยกความแตกต่าง
พูดสั้น ๆ ก็คือ Juvelook Volume ใช้โครงสร้างจุลภาคของ PDLLA (Poly D,L-Lactic Acid) ที่ค่อย ๆ สลายตัวไปพร้อมกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนอย่างค่อยเป็นค่อยไป ส่วน Ellanse ใช้ไมโครสเฟียร์ของ PCL (Polycaprolactone) ที่ให้ความรู้สึกฟูขึ้นได้เร็วกว่าและอยู่ได้นานกว่าด้วย ไม่ใช่ว่าตัวไหนดีกว่ากัน แต่สิ่งที่เป็นตัวชี้วัดในการเลือกคือระดับความยุบของแก้มตอนนี้ สภาพผิว และความคาดหวังต่อความเร็วในการฟูขึ้นของวอลลุ่มมากกว่า
บทความนี้เป็นเนื้อหาที่รวบรวมข้อมูลหัตถการจากบิวตี้สโตน ฮับจอง
อ่านบทความนี้แล้วคุณจะได้รู้
รู้ความแตกต่างของส่วนประกอบและหลักการทำงานระหว่าง Juvelook Volume กับ Ellanse
รู้ว่าความเร็วในการฟูขึ้นของวอลลุ่มและระยะเวลาที่อยู่ได้นานแค่ไหนแตกต่างกันอย่างไร
รู้เกณฑ์ว่าตามระดับความยุบของแก้มและสภาพผิว แบบไหนจะเหมาะกับคุณมากกว่า
รู้แนวทางอาการบวมหลังหัตถการและวิธีดูแลตัวเอง
Juvelook Volume กับ Ellanse ต่างกันตั้งแต่ส่วนประกอบและหลักการทำงาน
ส่วนประกอบหลักของ Juvelook Volume คือ PDLLA (Poly D,L-Lactic Acid) โครงสร้างจุลภาคของ PDLLA จะค่อย ๆ สลายตัวในชั้นผิวหนังแท้ พร้อมกระตุ้นไฟโบรบลาสต์* ให้สร้างคอลลาเจนขึ้นใหม่ ช่วงแรกหลังฉีดจะเน้นไปที่การปรับโครงสร้างคอลลาเจนภายในผิวมากกว่าวอลลุ่ม แล้วเมื่อเวลาผ่านไป ผิวจะค่อย ๆ หนาขึ้นและมีความยืดหยุ่นมากขึ้น
ไฟโบรบลาสต์*: เซลล์ในชั้นผิวหนังแท้ที่ทำหน้าที่สร้างโปรตีนโครงสร้าง เช่น คอลลาเจนและอีลาสติน เมื่ออายุมากขึ้นการทำงานของเซลล์นี้จะลดลง แต่เมื่อได้รับการกระตุ้นบางอย่าง ก็จะกลับมาสังเคราะห์โปรตีนได้อีกครั้ง
หลักการของสารกระตุ้นคอลลาเจนที่สารกลุ่มพอลิแลกติกแอซิดอย่าง PDLLA สลายตัวในรูปโครงสร้างจุลภาคแล้วกระตุ้นไฟโบรบลาสต์ให้สร้างคอลลาเจนใหม่นี้ ก็มีการสรุปไว้ในบทความรีวิวที่กล่าวถึงพอลิแอล-แลกติกแอซิด (PLLA) ในฐานะสารกระตุ้นคอลลาเจนเช่นกัน
ส่วนประกอบหลักของ Ellanse คือ PCL (Polycaprolactone) ไมโครสเฟียร์ของ PCL จะทำหน้าที่เป็นโครงค้ำยัน (scaffold) ในชั้นผิวหนังแท้ พร้อมกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และในเวลาเดียวกัน เจล CMC (Carboxymethylcellulose) ก็ช่วยสร้างความรู้สึกฟูขึ้นได้ทันที เนื่องจากสลายตัวช้ากว่า PDLLA จึงให้ผลพยุงเนื้อเยื่อได้ยาวนานกว่า แม้จะอยู่ในกลุ่มสารกระตุ้นคอลลาเจนเหมือนกัน แต่ก็มีความแตกต่างในกลไกที่ให้วอลลุ่มทันทีไปพร้อมกัน
จุดร่วมของทั้งสองหัตถการคือ ไม่ได้เป็นการฉีดวอลลุ่มเข้าไปเติมโดยตรงแบบฟิลเลอร์ไฮยาลูรอนิกแอซิด แต่เป็นการกระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนขึ้นเอง ดังนั้นจึงต้องใช้เวลากว่าผลลัพธ์จะปรากฏ และอาจมีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลเหมือนกัน


เปรียบเทียบความเร็วในการฟูขึ้นของวอลลุ่มและระยะเวลาที่อยู่ได้
Juvelook Volume จะเริ่มกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนอย่างค่อยเป็นค่อยไปตั้งแต่ช่วง 4-8 สัปดาห์หลังฉีด และมักจะรู้สึกถึงวอลลุ่มที่ฟูขึ้นชัดเจนในช่วงเดือนที่ 3-4 ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละคน แต่ส่วนใหญ่มักอยู่ได้ประมาณ 1-2 ปี เป็นแนวทางที่เน้นการค่อย ๆ เติมเต็มไปพร้อมกับผิวที่มีคุณภาพดีขึ้นตามธรรมชาติ มากกว่าการให้วอลลุ่มทันที
ส่วน Ellanse จะให้ความรู้สึกฟูขึ้นทันทีหลังฉีดจากเจล CMC วอลลุ่มทันทีนี้จะค่อย ๆ ถูกดูดซึมไปในช่วงหลายสัปดาห์ แต่หลังจากนั้นคอลลาเจนที่ถูกกระตุ้นโดย PCL จะเข้ามาแทนที่และรักษาวอลลุ่มไว้ ระยะเวลาที่อยู่ได้จะแตกต่างกันไปตามรุ่นผลิตภัณฑ์และแต่ละบุคคล แต่บางกรณีก็อยู่ได้นานกว่า 2 ปี เป็นหัตถการที่เน้นทั้งผลลัพธ์ทันทีและความคงทน มากกว่า Juvelook Volume
รายการ | Juvelook Volume (PDLLA) | Ellanse (PCL) |
|---|---|---|
ส่วนประกอบหลัก | โครงสร้างจุลภาค PDLLA | ไมโครสเฟียร์ PCL + เจล CMC |
วอลลุ่มทันที | ค่อนข้างน้อย | มี (จากส่วนผสมเจล) |
เริ่มสร้างคอลลาเจน | หลังจาก 4-8 สัปดาห์ | ค่อย ๆ เกิดขึ้นหลังหัตถการ |
ช่วงที่เห็นผลชัดสุด | เดือนที่ 3-4 (แตกต่างตามบุคคล) | เดือนที่ 2-3 (แตกต่างตามบุคคล) |
ระยะเวลาที่อยู่ได้ | ประมาณ 1-2 ปี (แตกต่างตามบุคคล) | ประมาณ 2 ปีขึ้นไป (แตกต่างตามบุคคล) |
รูปแบบการคงวอลลุ่ม | เน้นการปรับโครงสร้างคอลลาเจน | ผสมผสานเจลกับคอลลาเจน |


ตัวเลือกที่แตกต่างกันตามระดับความยุบและสภาพผิว
หากแก้มยุบอยู่ในระยะเริ่มต้นและผิวยังคงมีความยืดหยุ่นหลงเหลืออยู่พอสมควร แนวทางแบบ Juvelook Volume ที่ค่อย ๆ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนจะเหมาะกับคุณมากกว่า หากสิ่งที่ต้องการเป็นอันดับแรกคือการเพิ่มความหนาแน่นและความยืดหยุ่นของผิว มากกว่าวอลลุ่มทันที กลุ่ม Juvelook Volume จะตอบโจทย์ได้ดี
แต่ถ้าแก้มยุบไปพอสมควรแล้ว หรืออยากรู้สึกถึงวอลลุ่มที่ฟูขึ้นได้เร็วกว่านี้ Ellanse อาจเหมาะกับคุณมากกว่า เหมาะสำหรับผู้ที่อยากได้ทั้งวอลลุ่มทันทีและผลการกระตุ้นคอลลาเจนไปพร้อมกัน หรือผู้ที่คาดหวังระยะเวลาคงอยู่ที่นานขึ้น
เหมาะกับใคร (Juvelook Volume):
ผู้ที่กังวลเรื่องความหนาแน่นและความยืดหยุ่นของผิวโดยรวม มากกว่าแก้มยุบ
ผู้ที่ชอบการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไปอย่างเป็นธรรมชาติ มากกว่าวอลลุ่มทันที
ผู้ที่อยากดูแลบริเวณกว้าง ๆ เช่น โหนกแก้มหรือหน้าผาก นอกเหนือจากแก้ม
เหมาะกับใคร (Ellanse):
ผู้ที่แก้มยุบค่อนข้างชัดเจนและต้องการฟื้นฟูวอลลุ่มอย่างรวดเร็ว
ผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ที่อยู่ได้นาน และอยากยืดระยะห่างระหว่างการทำหัตถการ
ผู้ที่คาดหวังทั้งผลลัพธ์ทันทีและการกระตุ้นคอลลาเจนไปพร้อมกัน
ไม่ว่าจะเลือกแบบไหน ควรพิจารณาระดับความยุบของแก้ม สภาพผิว และช่วงเวลาที่คาดหวังผลลัพธ์ของตัวเองร่วมกัน แล้วปรึกษาแพทย์เพื่อกำหนดแนวทางที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุด

การดูแลหลังหัตถการและแนวโน้มอาการบวม
หลังทำ Juvelook Volume มักมีอาการบวมเล็กน้อยและรอยแดงเกิดขึ้นทันทีหลังฉีด ซึ่งส่วนใหญ่จะยุบลงภายใน 1-3 วัน และเส้นแก้มจะเริ่มนิ่งขึ้นหลังจากนั้นประมาณ 1-2 สัปดาห์ เนื่องจากผลลัพธ์จริงจะค่อย ๆ ปรากฏขึ้นตลอด 3-4 เดือน จึงไม่ควรตัดสินว่าไม่ได้ผลจากผลลัพธ์ในช่วงแรกเท่านั้น
สำหรับ Ellanse อาจรู้สึกถึงอาการบวมมากกว่า Juvelook Volume เล็กน้อยเนื่องจากวอลลุ่มจากเจลที่เกิดขึ้นทันทีหลังฉีด วอลลุ่มช่วงแรกนี้จะค่อย ๆ ปรับตัวไปในช่วงหลายสัปดาห์ จากนั้นเมื่อผล PCL ที่กระตุ้นคอลลาเจนเข้าที่ เส้นแก้มก็จะเริ่มนิ่งขึ้น ตามความเป็นจริงแล้วควรใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือนกว่าเส้นแก้มจะเป็นธรรมชาติเต็มที่
ทั้งสองหัตถการควรหลีกเลี่ยงการกดแรง ๆ หรือนวดบริเวณที่ทำในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก และควรงดออกกำลังกายหนัก ๆ หรือเข้าซาวน่าที่ทำให้เลือดสูบฉีดแรงขึ้นในช่วง 1-2 วันแรกด้วย หากรอยฟกช้ำหรืออาการบวมอยู่นานเกินคาด หรือรู้สึกว่าข้างใดข้างหนึ่งแตกต่างไป ควรตรวจสอบกับแพทย์ผู้ทำหัตถการเพื่อความปลอดภัย บทความนี้เป็นการรวบรวมข้อมูลทั่วไป ดังนั้นเรื่องสภาพผิวและความเหมาะสมของหัตถการในแต่ละบุคคล ควรปรึกษาและตัดสินใจร่วมกับแพทย์ที่ตรวจให้โดยตรง

ทำไมต้องบิวตี้สโตน ฮับจอง
ที่บิวตี้สโตน ฮับจอง เมื่อปรึกษาเรื่องแก้มยุบ เราจะดูระดับความยุบในตอนนี้ ความยืดหยุ่นของผิว และความเร็วของผลลัพธ์ที่คุณคาดหวังเป็นอันดับแรก แม้ Juvelook Volume และ Ellanse จะอยู่ในกลุ่มสารกระตุ้นคอลลาเจนเดียวกัน แต่หลักการทำงานต่างกัน เราจะอธิบายความแตกต่างนี้อย่างละเอียดเพื่อช่วยให้คุณเลือกตัวที่เหมาะกับสถานการณ์ของตัวเองได้ เนื่องจากเป็นคลินิกขนาดเล็กที่อยู่ในระยะเดินจากสถานีฮับจอง จึงสามารถติดตามความเปลี่ยนแปลงของวอลลุ่มหลังหัตถการ แล้วนัดหมายครั้งถัดไปร่วมกันได้อย่างใกล้ชิด

คำถามที่พบบ่อย
Q. สามารถทำ Juvelook Volume กับ Ellanse พร้อมกันได้ไหมคะ
A. โดยทั่วไปแล้วไม่นิยมทำทั้งสองหัตถการพร้อมกันในบริเวณเดียวกันครับ แต่ถ้าเป็นคนละบริเวณหรือมีวัตถุประสงค์ต่างกัน แพทย์ก็อาจพิจารณาให้ทำตามลำดับได้ในบางกรณี ส่วนการผสมผสานที่เหมาะกับสถานการณ์ของคุณ แนะนำให้ตรวจสอบในการปรึกษาโดยตรงจะปลอดภัยที่สุดครับ
Q. ผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหนคะ
A. Juvelook Volume มักอยู่ได้ประมาณ 1-2 ปี ส่วน Ellanse ขึ้นอยู่กับรุ่นผลิตภัณฑ์ บางกรณีก็อยู่ได้นานกว่า 2 ปีครับ แต่ทั้งสองหัตถการมีความแตกต่างกันไปตามสภาพผิว พฤติกรรมการใช้ชีวิต และปริมาณที่ฉีดของแต่ละคน จึงยังไม่สามารถฟันธงได้ชัดเจน และมีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลครับ
Q. หลังทำหัตถการแล้วจะเริ่มเห็นผลตั้งแต่เมื่อไหร่คะ
A. Ellanse ส่วนใหญ่จะรู้สึกถึงวอลลุ่มได้ในระดับหนึ่งทันทีหลังฉีดจากส่วนผสมเจล ส่วน Juvelook Volume มักเริ่มเห็นผลชัดเจนในช่วงเดือนที่ 3-4 ครับ ทั้งสองหัตถการจะให้ผลกระตุ้นคอลลาเจนอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามระยะเวลาเหมือนกันครับ
Q. ถ้าแก้มยุบแค่ข้างเดียว สามารถทำได้ไหมคะ
A. แม้ในกรณีที่แก้มไม่สมมาตร ก็สามารถเข้าหาแต่ละบริเวณแตกต่างกันได้ครับ แต่การแก้ไขความไม่สมมาตรซ้าย-ขวาต้องอาศัยความละเอียดอ่อนในการปรับสมดุล จึงควรปรึกษาแพทย์อย่างละเอียดก่อนตัดสินใจทุกครั้งครับ









