ฉีดโบท็อกซ์กรามแล้วกรามยังไม่เรียวลง ก็ถึงเวลาพิจารณาต่อมน้ำลายหน้าหู (parotid gland) ค่ะ
นั่นน่าจะเป็นเพราะต่อมน้ำลายใต้หู (parotid gland) ครับ

ถ้าลองส่องกระจกดูรูปหน้าจากด้านข้าง จะเห็นว่ามีผู้ชายหลายคนที่บริเวณใต้ใบหูดูนูนบวมออกมาเป็นพิเศษ พอเห็นรูปถ่ายมุมข้างตอนไปปาร์ตี้สังสรรค์แล้วรู้สึกขัดใจเพราะกรอบหน้าดูดูกลมมน ก็เลยลองไปฉีด Botox กรามมา แต่ผ่านไปเป็นเดือนแล้วกรอบหน้าก็ยังไม่ค่อยเปลี่ยนไปเลย

[ที่มา: มีอยู่ในภาพ]
สรุปในบรรทัดเดียว. บริเวณนั้นอาจไม่ใช่กรามเหลี่ยม แต่เป็นต่อมน้ำลายใต้หู (Parotid gland) ครับ ถ้าตำแหน่งต่างกัน การรักษาก็ต้องต่างกันไปด้วย
กรามเหลี่ยมกับต่อมน้ำลายใต้หู ไม่ใช่ตำแหน่งเดียวกันนะครับ
Botox กราม เป็นการฉีดเข้าไปที่กล้ามเนื้อบดเคี้ยว (Masseter muscle) ครับ เวลาเรากัดฟันแน่นๆ แล้วลองคลำดูบริเวณมุมกราม ถ้าเจอก้อนแข็งๆ เด้งสู้มือ นั่นคือกล้ามเนื้อบดเคี้ยวครับ
ส่วนต่อมน้ำลายใต้หูจะอยู่สูงกว่านั้น คืออยู่ใต้ใบหูยาวไปจนถึงข้างแก้ม ถ้าคุณไม่ได้มีอาการนอนกัดฟันรุนแรงแต่หน้าด้านข้างดูจับตัวกลมๆ มีความเป็นไปได้สูงมากที่ต่อมน้ำลายใต้หูจะโตขึ้น ไม่ใช่กล้ามเนื้อบดเคี้ยวครับ
สำหรับผู้ชายหลายๆ คน มักจะมีนิสัยชอบกัดฟันแน่น ชอบทานของเคี้ยวเคี้ยวยากๆ หรือมีอาการต่อมน้ำลายบวมสะสมหลังจากการดื่มแอลกอฮอล์ ทำให้ต่อมน้ำลายใต้หูพัฒนายิ่งขึ้น ซึ่งบริเวณนี้ฉีด Botox กรามไปก็แทบจะไม่ช่วยให้ยุบลงเลยครับ

วิธีเช็กว่าความนูนข้างแก้มของคุณเกิดจากอะไร
คุณสามารถแยกแยะเองคร่าวๆ ได้ที่บ้านเลยครับ ลองกัดฟันให้แน่นๆ ดู หากบริเวณมุมกรามด้านล่างนูนแข็งขึ้นมาสู้มือ แสดงว่าเป็นเพราะกล้ามเนื้อบดเคี้ยวพัฒนา กรณีนี้การฉีด Botox กรามถือว่าตอบโจทย์ครับ
ในทางกลับกัน ถ้ากัดฟันแล้วตรงนั้นไม่ได้นูนแข็งขึ้นมามาก แต่บริเวณใต้หู หรือตั้งแต่หลังติ่งหูลงมาจนถึงเหนือกรามดูนูนบวมอยู่ตลอดเวลา มีความน่าจะเป็นสูงมากว่าจะเกิดจากภาวะต่อมน้ำลายใต้หูโต (Parotid gland hypertrophy) ครับ
แน่นอนว่าหลายคนก็มีขนาดโตขึ้นทั้งสองส่วนพร้อมๆ กัน ดังนั้นในการให้คำปรึกษา การที่แพทย์ได้ใช้มือคลำตรวจทั้งสองตำแหน่งด้วยตัวเองเพื่อวิเคราะห์ว่าส่วนไหนคือสาเหตุหลัก จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะตัดสินความสำเร็จของการรักษาครับ

เรื่องที่กังวลที่สุด: ระยะเวลาพักฟื้นและการแสดงสีหน้า
เหตุผลที่ผู้ชายมักจะลังเลในการฉีด Botox ปกติจะมีอยู่ 2 ข้อครับ คือกลัวคนอื่นที่ทำงานจับได้ และกลัวว่าเวลายิ้มแล้วหน้าจะแข็งดูไม่เป็นธรรมชาติ
การฉีด Botox ต่อมน้ำลายใต้หูจะเป็นการใช้เข็มขนาดเล็กมากๆ ฉีดกระจายตัวยาปริมาณน้อยเข้าไปในต่อมน้ำลาย หลังทำจึงแทบไม่มีรอยช้ำหรือรอยบวมเลย หลายคนแอบมาฉีดช่วงพักเที่ยงแล้วกลับไปประชุมบ่ายต่อได้สบายๆ เลยครับ
ในแง่ของสีหน้าก็ถือว่าปลอดภัยกว่าการฉีด Botox กรามด้วยครับ เพราะการฉีด Botox กรามถ้าใช้ปริมาณยามากเกินไป เวลายิ้มมุมปากอาจจะดูแข็งๆ ฝืนๆ ได้ แต่ต่อมน้ำลายใต้หูเป็นคนละตำแหน่งกับกล้ามเนื้อที่ใช้แสดงสีหน้า จึงส่งผลกระทบสะเทือนน้อยกว่ามาก อย่างไรก็ตาม ปริมาณยาที่มากเกินไปอาจทำให้การหลั่งน้ำลายลดลงจนรู้สึกปากแห้งได้ จึงจำเป็นต้องเลือกแพทย์ที่เชี่ยวชาญ คุมปริมาณยาได้อย่างเหมาะสมครับ

เมื่อไหร่จะเริ่มเห็นผลและผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหน
Botox ต่อมน้ำลายใต้หูจะเห็นผลช้ากว่า Botox กรามนิดหน่อยครับ ขนาดจะเริ่มลดลงหลังจากฉีดประมาณ 2-4 สัปดาห์ และจะเห็นผลลัพธ์สูงสุดในช่วงเดือนที่ 1-2 พอมองกระจกแล้วรู้สึกว่า "เออ หน้าดูเรียวลงนะ" ก็คือช่วงหนึ่งเดือนผ่านไปครับ
ระยะเวลาคงผลลัพธ์โดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 5-7 เดือน สำหรับคนที่นอนกัดฟันรุนแรง ชอบเคี้ยวของแข็งๆ หรือดื่มบ่อย โบท็อกซ์อาจจะสลายตัวเร็วขึ้นเล็กน้อย หลายๆ คนจึงนิยมแพลนมาฉีดปีละ 2 ครั้งครับ
ถึงแม้จะเพิ่มปริมาณยาในการฉีดครั้งเดียว ก็ไม่ได้ช่วยให้ผลลัพธ์อยู่ได้นานขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แถมยังเพิ่มโอกาสเกิดผลข้างเคียงต่อการแสดงสีหน้าและการหลั่งน้ำลายอีกด้วย ดังนั้นการมาฉีดตามรอบระยะเวลาที่เหมาะสมจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดครับ

สิ่งที่ควรถามตอนปรึกษาหมอ
ถ้าคุณเข้าไปปรึกษาคุณหมอเรื่องกรอบหน้าด้านข้างที่มีวอลลุ่มหนา แนะนำให้เช็ก 3 ข้อนี้ครับ
ข้อแรก คุณหมอได้ใช้มือช่วยคลำเพื่อประเมินจริงๆ ไหมว่าเป็นกล้ามเนื้อกรามหรือต่อมน้ำลายใต้หู เพราะถ้าแค่ดูรูปแล้วบอกว่า "ทำ Botox กรามเลยครับ" แสดงว่าข้ามขั้นตอนการวินิจฉัยตำแหน่งไปแล้วครับ
ข้อสอง จำเป็นต้องทำทั้งสองตำแหน่งพร้อมกันไหม ในกรณีที่โตทั้งสองจุด การแก้ไขไปพร้อมๆ กันจะช่วยให้กรอบหน้าดูเรียวสวยเป็นธรรมชาติมากกว่าครับ
ข้อสาม เกณฑ์ปริมาณยาส่วนบุคคลแทนที่จะถามว่า "ปกติฉีดกี่ยูนิตครับ" เปลี่ยนเป็นถามว่า "ประเมินจากขนาดกล้ามเนื้อและต่อมน้ำลายของผมแล้ว แนะนำให้ใช้ปริมาณเท่าไหร่ดีครับ" จะเป็นคำถามที่ดีกว่ามากครับ เพราะผลข้างเคียงอย่างเรื่องน้ำลายลดลงหรือหน้าแข็งตึง ส่วนใหญ่ล้วนเกิดจากปริมาณยาที่มากเกินไปทั้งนั้นครับ
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไป การตัดสินใจเข้ารับการรักษาและปริมาณยาที่เหมาะสม ควรยึดตามคำวินิจฉัยของแพทย์ผู้ทำการรักษาโดยตรงเป็นสำคัญนะครับ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q. สามารถฉีด Botox กรามร่วมกับ Botox ต่อมน้ำลายใต้หูพร้อมกันได้ไหม?
A. ได้ครับ ในกรณีที่คนไข้มีขนาดโตขึ้นทั้งสองจุดก็สามารถฉีดร่วมกันได้ แต่เนื่องจากปริมาณยารวมจะเพิ่มมากขึ้น แนะนำให้เลือกรับบริการกับสถานพยาบาลที่แพทย์ตรวจประเมินกล้ามเนื้อและต่อมน้ำลายอย่างละเอียด เพื่อจัดสรรปริมาณยาได้อย่างปลอดภัยครับ
Q. หลังทำแล้ว สามารถไปงานเลี้ยงสังสรรค์ ออกกำลังกาย หรือเข้าซาวน่าได้เมื่อไหร่?
A. ในวันแรกที่ฉีด แนะนำให้หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักๆ การเข้าซาวน่า และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อนครับ ส่วนวันถัดไปสามารถใช้ชีวิตประจำวันและไปร่วมงานเลี้ยงได้ตามปกติเลยครับ
Q. ถ้าฉีดแล้วรู้สึกไม่ค่อยเห็นผล ครั้งต่อไปควรเพิ่มปริมาณยาสิคะ?
A. ก่อนจะตัดสินใจเพิ่มปริมาณยา แนะนำให้กลับไปวินิจฉัยตำแหน่งใหม่อีกครั้งก่อนครับ หากเห็นผลน้อย อาจเกิดจากการฉีดไม่ตรงตำแหน่งเป้าหมาย หรือสาเหตุอาจไม่ได้มาจากต่อมน้ำลาย แต่เป็นเพราะปัจจัยอื่นๆ เช่น ไขมันใต้ผิวหนัง หรือผิวหย่อนคล้อย ซึ่งต้องได้รับการประเมินร่วมกันครับ
บทความน่าอ่านเพิ่มเติม

ยกกระชับ
อาการบวมหลังทำ Ulthera และ Thermage ยุบเมื่อไหร่ เจาะลึกไทม์ไลน์
อาการบวมหลังทำ Ulthera และ Thermage ยุบเมื่อไหร่ ไทม์ไลน์หลังทำ 1 และ 2 สัปดาห์ พร้อมวิธีดูแลค่ะ

ยกกระชับ
Sofwave ครั้งแรกต้องรู้อะไรบ้าง เจาะลึกหลักการและการฟื้นตัว
Sofwave ครั้งแรกต้องรู้อะไร เจาะลึกหลักการยกกระชับ ความต่างจาก Ulthera และการดูแลหลังทำค่ะ

กำจัดขน
GentleMax Pro Plus กับ Diode Laser ต่างกันอย่างไร
GentleMax Pro Plus กับ Diode Laser กำจัดขนต่างกันอย่างไร ทั้งความยาวคลื่นและความเหมาะกับสีผิวค่ะ

ผิว
รอยดำหลังทำเลเซอร์ป้องกันได้ เริ่มดูแลตั้งแต่ก่อนทำ เจาะลึกครบ
รอยดำหลังทำเลเซอร์ (PIH) ป้องกันได้ตั้งแต่ก่อนทำ ด้วยการกันแดดและดูแลผิว มาดูแนวทางกันค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
หลังทำหัตถการแต่งหน้าได้เมื่อไหร่ เจาะลึกแยกตามชนิด
หลังทำเลเซอร์ ฟิลเลอร์ โบท็อกซ์ สกินบูสเตอร์ เลเซอร์ยกกระชับ แต่งหน้าได้เมื่อไหร่ พร้อมวิธีดูแลผิว

ยกกระชับ
ตั้งแต่วัย 20 ไปจนถึง 50 ปี ควรเริ่มทำโปรแกรมยกกระชับ (lifting) ตอนไหน และเริ่มจากตัวไหนดีนะ?
จุดเริ่มต้นของการทำ Lifting นั้น ขึ้นอยู่กับสัญญาณเตือนของผิวมากกว่าเลขอายุนะคะ วันนี้เรามาเช็กโรดแมปในแต่ละช่วงวัย พร้อมเกณฑ์ในการเลือกวิธีที่ใช่ และไขข้อข้องใจยอดฮิตกันค่ะ



