Oligio X เจ็บแค่ไหน — ความเจ็บที่ต่างกันในแต่ละจุด เทคนิคลดความเจ็บ และเวลาที่ควรแปะยาชา
หลายคนที่กำลังศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับ Oligio X มักจะกังวลเป็นอันดับแรกว่า "มันเป็นคลื่นความถี่วิทยุ (RF) จะร้อนและเจ็บมากไหมนะ" หรือ "ถ้าไม่แปะยาชาจะทนไหวหรือเปล่า" ความกังวลเรื่องความเจ็บปวดนี้อาจทำให้คุณลังเลที่จะทำหัตถการไปเลยใช่ไหมคะ
ขออธิบายให้สบายใจก่อนเลยครับว่า ความเจ็บของ Oligio X ไม่ได้อยู่ในระดับที่ทนไม่ได้ แต่จะรู้สึกคล้ายๆ กับ "อุ่นๆ แล้วสะดุ้งจี๊ดขึ้นมาแวบหนึ่ง" มากกว่า เนื่องจากในจังหวะที่พลังงานความร้อนจากคลื่นวิทยุส่งลงลึกสู่ชั้นผิว ด้านบนของผิวจะมีระบบความเย็นคอยปกป้องไว้พร้อมๆ กัน ความรู้สึกจึงแตกต่างจากความเจ็บแบบโดนลวกอย่างสิ้นเชิงครับ อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกเจ็บนี้อาจแตกต่างกันไปตามตำแหน่งและสภาพผิวของแต่ละบุคคลครับ
เรื่องการแปะยาชาจะขึ้นอยู่กับความไวต่อความรู้สึกเจ็บของแต่ละคนและบริเวณที่ทำครับ แม้จะไม่ได้เป็นขั้นตอนที่จำเป็นสำหรับทุกคน แต่สำหรับท่านที่ผิวบอบบางแพ้ง่าย หรือตำแหน่งที่ไวต่อความรู้สึก การแปะยาชาก็ช่วยได้มากเลยครับ ในบทความนี้เราจะสรุปให้ฟังแบบเข้าใจง่ายในแต่ละกรณีกันครับว่า ความเจ็บปวดอยู่ในระดับไหน และกรณีใดบ้างที่แนะนำให้แปะยาชา
> บทความนี้เป็นคอนเทนต์ที่รวบรวมข้อมูลการทำหัตถการจาก Beautystone สาขาฮับจองครับ
สิ่งที่คุุณจะได้รับจากบทความนี้
เข้าใจระดับความเจ็บปวดขณะทำ Oligio X
รู้ว่ากรณีใดที่อาจรู้สึกเจ็บได้มากกว่าปกติ พร้อมเคล็ดลับช่วยบรรเทาความเจ็บ
รู้ว่าเมื่อไหร่ที่แนะนำให้ใช้ยาชาแบบครีม
สิ่งที่ช่วยลดความเจ็บปวดได้ทั้งก่อนและหลังทำหัตถการ
ความเจ็บระดับไหนที่คาดว่าจะได้รับจาก Oligio X
Oligio X ทำงานโดยการส่งพลังงานคลื่นความถี่วิทยุ (RF)* ลงลึกสู่ชั้นหนังแท้เพื่อสร้างความร้อน และใช้ความร้อนนั้นไปกระตุ้นคอลลาเจนเพื่อดึงความยืดหยุ่นของผิวกลับมา หัวใจสำคัญของเครื่องนี้คือการทำให้ผิวชั้นในร้อนขึ้นในขณะที่ทำให้ผิวชั้นนอกเย็นลงพร้อมๆ กัน ดังนั้นสัมผัสร้อนที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่ความเจ็บจากผิวไหม้เกรียมครับ
*คลื่นความถี่วิทยุ (RF): พลังงานไฟฟ้าที่สร้างความร้อนใต้ผิวเพื่อกระตุ้นคอลลาเจน ใช้สำหรับยกกระชับผิวโดยการเพิ่มอุณหภูมิในชั้นหนังแท้ในขณะที่รักษาความเย็นของผิวชั้นนอกไว้
คำอธิบายที่ว่า คลื่นความถี่วิทยุจะเข้าไปวอร์มคอลลาเจนเพื่อช่วยในการหดตัวและฟื้นฟูผิวใหม่ ซึ่งอาจทำให้รู้สึกอุ่นหรือร้อนขณะทำหัตถการได้ ช่วยอธิบายให้ชัดเจนขึ้นว่า ทำไมการรู้สึกถึง "ความร้อน" จึงเป็นเรื่องธรรมชาติมากกว่าที่จะมองเป็นความเจ็บปวด โดยทั่วไปแล้ว ในช่วงที่พลังงานถูกปล่อยลงไปจะรู้สึกจี๊ดขึ้นมาครู่หนึ่ง และพอหัวปล่อยพลังงานย้ายไปยังจุดถัดไป ความรู้สึกนั้นก็จะค่อยๆ หายไป เป็นแบบนี้สลับกันไปครับ

แต่ความรู้สึกในแต่ละจุดจะไม่เท่ากันนะครับ บริเวณที่ผิวบางหรือใกล้กระดูกมักจะจับความรู้สึกได้ชัดเจนกว่า โดยจะมีความแตกต่างในแต่ละบริเวณดังนี้ครับ
บริเวณ | ระดับความเจ็บที่รู้สึกได้ | ยาชาแบบครีม |
|---|---|---|
แก้ม | ค่อนข้างอุ่นสบาย | ส่วนใหญ่ไม่จำเป็น |
หน้าผาก | รู้สึกจี๊ดเล็กน้อย | เลือกได้ตามความสมัครใจ |
กรอบหน้า·รอบปาก | ค่อนข้างชัดเจน | แนะนำให้แปะเพื่อช่วยลดความเจ็บ |
รอบดวงตา | ค่อนข้างบอบบาง | มักจะแนะนำให้แปะ |

ปัจจัยที่ทำให้รู้สึกเจ็บมากขึ้นและเคล็ดลับในการบรรเทา
แม้จะเป็นการทำหัตถการเดียวกัน แต่ก็มีปัจจัยบางอย่างที่ช่วยกระตุ้นให้คุณรู้สึกเจ็บได้มากกว่าปกติ การรู้ล่วงหน้าจะช่วยให้คุณเตรียมใจได้ดีขึ้นครับ
เมื่อใช้พลังงานสูง (Output) — ยิ่งยิงพลังงานแรงเท่าไหร่ ความร้อนก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเท่านั้น
บริเวณที่บอบบาง — บริเวณแนวกราม รอบปาก และรอบดวงตา มีเส้นประสาทอยู่ใกล้ จึงรู้สึกได้ง่ายกว่า
ในวันที่สภาพร่างกายไม่พร้อม — ช่วงที่นอนพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือช่วงก่อนและหลังมีประจำเดือน ร่างกายอาจไวต่อความรู้สึกเจ็บได้ง่ายขึ้น
ภาวะความเครียดหรือเกร็ง — หากร่างกายเกร็งหรือตึงเครียด จะทำให้รับรู้ความรู้สึกได้ไวขึ้นครับ
เคล็ดลับในการลดความเจ็บก็มีนะครับ หากระหว่างทำรู้สึกร้อนเกินไป ไม่ต้องทนนะครับ ให้รีบบอกคุณหมอทันทีเลยครับ เพราะคุณหมอสามารถปรับลดพลังงานหรือชะลอความเร็วในการยิงได้ นอกจากนี้ การงดคาเฟอีนก่อนมาทำ ผ่อนคลายร่างกาย และหายใจเข้าออกสบายๆ ก็ช่วยลดความเกร็งลงได้เย๊อะเลยครับ เพราะความเจ็บแปร๊บๆ นั้นจะเกิดขึ้นแค่ช่วงสั้นๆ เฉพาะจุดที่ยิงเท่านั้น การโฟกัสที่ลมหายใจจะช่วยให้ทนได้ง่ายขึ้นมากเลยครับ

ยาชาแบบครีมจำเป็นต้องใช้ไหม
คนไข้หลายท่านเลือกทำ Oligio X โดยไม่แปะยาชาเลยครับ เนื่องจากระบบความเย็นที่คอยปลอบประโลมผิวหน้านั้นทำให้ทนความเจ็บได้สบายๆ อย่างไรก็ตาม สำหรับท่านที่ตรงกับกรณีต่อไปนี้ แนะนำให้ทายาชาก่อนเริ่มทำครับ
เป็นคนกลัวเจ็บหรือผิวแพ้ง่าย — หากปกติเป็นคนไวต่อรอยเข็มและการกระตุ้นต่างๆ ยาชาจะช่วยได้มากเลยครับ
เน้นทำในบริเวณที่บอบบาง — เช่น บริเวณแนวกราม รอบปาก และรอบดวงตา ซึ่งจะสัมผัสพลังงานได้ชัดเจน
ต้องการทำด้วยพลังงานที่สูงขึ้น — ยิ่งปล่อยพลังงานเข้มข้น ยาชาจะช่วยลดความตึงเครียดของผิวลงได้ดีครับ
หากเลือกทายาชา โดยปกติจะต้องรอให้ยาชาออกฤทธิ์ประมาณ 20-30 นาที ซึ่งอาจทำให้ใช้เวลาโดยรวมนานขึ้นเล็กน้อย แต่ช่วยให้การฟื้นฟูผิวของคุณเต็มไปด้วยความผ่อนคลายและสบายใจยิ่งขึ้น ในทางกลับกัน คนไข้บางท่านก็ชอบที่จะรู้สึกถึงพลังงานอุ่นๆ เพื่อให้มั่นใจว่าเครื่องกำลังทำงานได้ดี ดังนั้น เรื่องแปะหรือไม่แปะยาชาจึงไม่มีคำตอบที่ถูกหรือผิด แต่ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนบุคคลครับ

ทำไมต้องเป็น Beautystone สาขาฮับจอง
ที่ Beautystone ฮับจอง เราใส่ใจรายละเอียดตั้งแต่ก่อนเริ่มทำ โดยจะเช็กความไวต่อความเจ็บปวดของคนไข้แต่ละท่าน และบริเวณที่เน้นทำเป็นพิเศษก่อนเสมอ สำหรับท่านที่กลัวเจ็บเราแนะนำให้แปะยาชา และคอยสอบถามระดับความร้อนตลอดการทำ พร้อมปรับเปลี่ยนพลังงาน (Output) ให้เหมาะสมกับแต่ละเคสอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเราเป็นคลินิกขนาดอบอุ่นที่ห่างจากสถานีฮับจองเพียงระยะเดินถึง คุณหมอจึงสามารถสังเกตปฏิกิริยาของคนไข้แต่ละราย และคอยปรับความเร็วรวมถึงความแรงได้อย่างประณีตครับ

สิ่งที่ช่วยลดความเจ็บปวดได้ทั้งก่อนและหลังทำหัตถการ
ความกังวลเรื่องความเจ็บปวด สามารถลดลงได้ด้วยการเตรียมตัวที่ดีในวันทำหัตถการ และการดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีหลังทำครับ โดยสรุปสิ่งที่คุณควรใส่ใจในแต่ละช่วงเวลาได้ดังนี้

งดคาเฟอีนก่อนทำหัตถการ — คาเฟอีนมีส่วนทำให้ร่างกายไวต่อความเจ็บขึ้นเล็กน้อยครับ
นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ — สภาพร่างกายที่สดชื่น จะช่วยให้ทนต่อสิ่งกระตุ้นได้ดีกว่า
สื่อสารกับคุณหมอขณะทำ — หากรู้สึกร้อนเกินไป ไม่ต้องทนนะครับ สามารถบอกได้ทันทีเลยครับ
ปลอบประโลมผิวหลังทำ — ใช้การประคบเย็นเบาๆ และทามอยส์เจอไรเซอร์เพื่อช่วยลดไอร้อนที่ผิว
หลีกเลี่ยงแสงแดด — หากผิวที่กำลังอ่อนแอโดนรังสียูวีทำร้าย อาจทำให้ผิวฟื้นตัวได้ช้าลงครับ
บทความนี้เป็นการรวบรวมข้อมูลทั่วๆ ไป ดังนั้น เพื่อความปลอดภัย ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนเพื่อประเมินระดับความไวต่อความเจ็บปวดและความจำเป็นในการแปะยาชาเฉพาะบุคคล หากคุณรู้สึกกังวลเรื่องเจ็บเป็นพิเศษ ยิ่งคุยรายละเอียดกับคุณหมอไว้ล่วงหน้า คุณหมอก็จะดีไซน์พลังงานและจัดการยาชาที่เหมาะสมเฉพาะบุคคลให้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ช่วยให้ทำสวยได้อย่างสบายใจไร้กังวลครับ

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
Q. สรุปแล้ว Oligio X เจ็บมากไหมคะ?
A. ไม่ได้เจ็บรุนแรงจนทนไม่ไหวครับ ความรู้สึกจะค่อนข้างอุ่นๆ และมีจังหวะที่สะดุ้งจี๊ดขึ้นมาเป็นพักๆ ด้วยนวัตกรรมถนอมผิวชั้นนอกด้วยระบบความเย็น จึงไม่ใช่ความรู้สึกแสบร้อนแบบผิวโดนลวกครับ อย่างไรก็ดี บริเวณที่บอบบางอย่างกรอบหน้าหรือใต้ตา หรือกรณีที่ยิงด้วยพลังงานสูงๆ จะรู้สึกชัดเจนขึ้น ถ้าคุณเป็นคนกลัวเจ็บ แนะนำให้แจ้งคุณหมอก่อนเริ่มทำได้เลยนะครับ
Q. จำเป็นต้องทายาชาก่อนทำไหมคะ?
A. ไม่จำเป็นสำหรับทุกคนครับ คนไข้หลายท่านทำได้เลยโดยไม่ต้องทายาชา แต่สำหรับคนที่ไวต่อความเจ็บปวด หรือต้องการเน้นย้ำในบริเวณกรอบหน้า รอบปาก รอบดวงตา รวมไปถึงการทำด้วยพลังงานที่สูง ยาเทาอาการปวดหรือยาชาแบบครีมจะช่วยให้รู้สึกสบายผิวขึ้นเยอะครับ สามารถปรึกษาและเลือกตัวเลือกที่ชอบได้เลยตอนเข้ารับการคำแนะนำครับ
Q. ระหว่างทำถ้าเกิดรู้สึกร้อนเกินไปควรทำอย่างไรดี?
A. ไม่ต้องทนกลั้นไว้เลยครับ ให้บอกคุณหมอผู้ดูแลได้ในทันที เพื่อที่คุณหมอจะได้ช่วยปรับพลังงานลง หรือยิงให้ช้าลงตามจังหวะที่สบายขึ้น ความรู้สึกเจ็บจี๊ดจะเกิดขึ้นเพียงแวบเดียวในจุดที่ยิงพลังงานเท่านั้น การกำหนดลมหายใจเข้าออกอย่างมีสมาธิจะช่วยได้มาก และการคุยสื่อสารกับคุณหมอไปเรื่อยๆ ก็ช่วยเบี่ยงเบนความสนใจและลดระดับความตึงเครียดไปได้เยอะครับ
Q. หลังทำเสร็จจะมีอาการเจ็บปวดหรือร้อนผ่าวหลงเหลืออยู่ไหม?
A. ทันทีหลังทำหัตถการ อาจจะยังคงหลงเหลือความรู้สึกอุ่นๆ ใต้ผิว หรือมีอาการแดงระเรื่อสีชมพูอยู่ได้บ้างครับ ซึ่งโดยปกติอาการเหล่านี้จะค่อยๆ ยุบตัวและหายไปเองภายใน 1-2 วัน การทาครีมบำรุงเพิ่มความชุ่มชื้นและการประคบเย็นเบาๆ จะช่วยบรรเทาอาการได้ดีขึ้นมากครับ แต่หากรู้สึกเจ็บปวดรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ หรืออาการแดงไม่ลดลงเลยหลังจากผ่านไปหลายวัน แนะนำให้ติดต่อคลินิกที่รับบริการทันทีเพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติมครับ
บทความแนะนำที่น่าสนใจ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
Titanium Lifting ช่วยเรื่องรูปหน้าและผิวแดงได้ด้วยจริงไหม
Titanium Lifting ใช้ 3 ความยาวคลื่น คลื่นยาวสุดถึงชั้นไขมันและหลอดเลือด จึงดูแลรูปหน้าและรอยแดงค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ความเชื่อผิดๆ ที่ว่าทำ Titanium Lifting แล้วร่องแก้มจะหายวับไปทันที แล้วจริงๆ ร่องแก้มข้างจมูกจะเป็นอย่างไรกันแน่นะ?
เรื่องราวเกี่ยวกับ Titanium Lifting ที่เขาว่ากันว่าช่วยลดเลือนริ้วรอยข้างแก้มและข้างจมูกให้ดูดีขึ้นได้ด้วย เราได้รวบรวมข้อสงสัยต่างๆ มาเคลียร์ให้ฟังกันแบบชัดๆ ตั้งแต่เรื่องความเข้าใจผิดๆ เพราะชื่อของโปรแกรม ไปจนถึงเรื่องความกังวลเกี่ยวกับความเจ็บและ downtime ค่ะ

ยกกระชับ
หากคุณกำลังกังวลเรื่องการยกกระชับผิวในย่านยออิโด (Yeouido) มาเช็กเกณฑ์การเลือกสำหรับแต่ละกรณีกันก่อนระหว่าง Ulthera vs Titanium
แม้ชื่อจะดูคล้ายกัน แต่ Ulthera ใช้เทคโนโลยีคลื่นเสียง (초음파) ส่วน Titanium จะเป็นเลเซอร์ค่ะ การเลือกสูตรที่เหมาะกับเราจะขึ้นอยู่กับว่าปัญหาความหย่อนคล้อยนั้นมาจากผิวชั้นลึก หรือเป็นเรื่องของเนื้อผิว (skin texture) ที่เริ่มเสื่อมสภาพก่อนค่ะ

ยกกระชับ
Titanium Lifting ฟังดูเหมือนเป็นหัตถการร้อยไหมใช่ไหมคะ? แต่จริงๆ แล้วหลักการทำงานต่างกันอย่างสิ้นเชิงเลยค่ะ
Titanium lifting ที่หลายคนมักเข้าใจผิดว่าเป็นไหมละลายเพราะชื่อของมัน จริงๆ แล้วเป็นเครื่องเลเซอร์ที่ใช้คลื่นความถี่ถึง 3 ความยาวคลื่นด้วยกัน วันนี้เราได้รวบรวมหลักการทำงานทั่วทั้งใบหน้า และสิ่งที่คุณต้องเช็กก่อนทำมาฝากกันค่ะ

ผิว
มีสิวอยู่ ทำเลเซอร์หรือลิฟติ้งได้เลยไหม? จังหวะสำคัญที่ต้องรู้
มีสิวอักเสบอยู่แล้วอยากทำหัตถการ บทความนี้ช่วยแยกว่าทำได้เลย ทำได้บางส่วน หรือต้องรอจนสิวสงบก่อน

ยกกระชับ
Sofwave vs Thermage FLX ต่างกันยังไง? อัลตราซาวด์กับ RF ใครเหมาะกับใคร
เปรียบเทียบ Sofwave vs Thermage FLX อัลตราซาวด์และ RF คนละความลึก เลือกตัวไหนให้เหมาะกับสภาพผิวค่ะ



