เปรียบเทียบความต่างระหว่าง Shurink Universe vs Shurink Classic — เจาะลึกตั้งแต่หลักการทำงานของเทคโนโลยีอัลตราซาวด์ยกกระชับ (ultrasound lifting) ไปจนถึงรูปแบบของ handpiece, ระดับความเจ็บ และความลึกของหัว cartridge
พอเดินเข้าห้องให้คำปรึกษาแล้วบอกว่า "อยากทำ Shurink ค่ะ" ช่วงนี้มักจะได้รับคำถามกลับมาบ่อยๆ ว่า "จะรับเป็น Shurink Universe หรือ Shurink Classic (รุ่นเดิม) ดีคะ?" แม้ชื่อจะคล้ายกัน แต่ราคาและคำอธิบายกลับแตกต่างกันอยู่บ้าง ทำให้หลายคนต้องตัดสินใจไปทั้งๆ ที่ยังไม่เคลียร์ว่าสองตัวนี้ต่างกันอย่างไร
ตอบแบบสั้นๆ ก็คือ ทั้งสองเครื่องใช้หลักการปล่อยพลังงานคลื่นอัลตราซาวด์เข้มข้นลงลึกไปกระตุ้นความร้อนใต้ชั้นผิวเหมือนกันค่ะ แต่ Shurink Universe เป็นเครื่องรุ่นใหม่ที่มีการเพิ่มหัวแฮนด์พีซ (handpiece) และโหมดการยิงที่หลากหลายยิ่งขึ้น ดังนั้น แทนที่จะคิดว่าเป็น "การรักษาที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง" ให้เข้าใจง่ายๆ ว่าเป็นเทคโนโลยีไลน์เดียวกัน แต่ตัว Universe ได้รับการพัฒนาประสบการณ์การรักษาและเพิ่มการดูแลที่ครอบคลุมได้กว้างขึ้น หากเราเข้าใจว่าความต่างแบบไหนที่ตอบโจทย์ปัญหาผิวของเรา ก็จะช่วยให้ตัดสินใจเลือกได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้นค่ะ
บทความนี้เป็นเนื้อหาที่รวบรวมข้อมูลการรักษาจาก Beautystone สาขาฮับจอง (Hapjeong)
อ่านบทความนี้แล้วคุณจะได้รู้เกี่ยวกับ
ทำความเข้าใจว่า Shurink Universe และ Classic มีหลักการทำงานในไลน์เดียวกันหรือต่างกันอย่างไร
ความแตกต่างในเรื่องของแฮนด์พีซ, ความเจ็บ และความเร็วในการรักษา
การยกกระชับด้วยคลื่นอัลตราซาวด์ส่งผลต่อผิวในระดับความลึกชั้นไหนบ้าง
แนวทางการประเมินเพื่อเลือกสูตรที่ใช่สำหรับปัญหาผิวของคุณ
Shurink มีหลายรุ่นจนเริ่มสับสนใช่ไหมคะ
Shurink เป็นชื่อหนึ่งของโปรแกรมยกกระชับผิวที่ใช้พลังงานอัลตราซาวด์โฟกัสไปที่จุดเดียวเพื่อสร้างการกระตุ้นด้วยความร้อนใต้ผิวหนัง แต่เพราะในตัว Shurink เองก็ยังแบ่งเวอร์ชันออกเป็น Classic และ Universe แถมยังมีเครื่องอัลตราซาวด์คล้ายๆ กันจากบริษัทอื่นมาปะปนจนชื่อลอยไปลอยมา ทำให้รู้สึกว่าเปรียบเทียบยากเหลือเกิน
ถ้าเริ่มทำความเข้าใจจากหลักการพื้นฐานก่อนจะช่วยให้เข้าใจง่ายขึ้นค่ะ เครื่องตระกูลนี้ทั้งหมดใช้คลื่นอัลตราซาวด์แบบโฟกัส (Focused Ultrasound) ซึ่งจะไม่มีผลกระทบต่อผิวชั้นนอกสุด แต่จะสร้างจุดความร้อนเล็กๆ (Thermal Coagulation Points) เฉพาะในระดับความลึกที่กำหนดไว้เท่านั้น การกระตุ้นด้วยความร้อนนี้จะทำให้คอลลาเจนหดตัว และหลังจากนั้นอีกหลายเดือน คอลลาเจนใหม่จะค่อยๆ เติมเต็มขึ้นมา ส่งผลให้ผิวมีความยืดหยุ่นและยกกระชับขึ้นตามธรรมชาติค่ะ
Focused Ultrasound*: เป็นวิธีการรวมคลื่นอัลตราซาวด์หลายๆ ลำแสงเข้าด้วยกันให้เป็นจุดเดียว เพื่อรวมพลังงานไปยังระดับความลึกที่ต้องการโดยเฉพาะ โดยเมื่อคลื่นแล่นผ่านผิวชั้นบน แทบจะไม่มีการทำลายผิวชั้นนอกเลยค่ะ
Thermal Coagulation Point*: คือจุดความร้อนขนาดเล็กจิ๋วที่เกิดขึ้นในบริเวณที่พลังงานอัลตราซาวด์ไปรวมตัวกัน จุดนี้จะเข้าไปปลุกปฏิกิริยาการฟื้นฟูของผิวเพื่อสร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมา
เมื่อดูจากงานวิจัยที่สรุปถึงหลักการฟื้นฟูความยืดหยุ่นของผิวและความปลอดภัยจากการใช้คลื่นอัลตราซาวด์แบบโฟกัส เพื่อสร้างจุดความร้อนในชั้นหนังแท้และชั้น SMAS จะเห็นได้ชัดเจนว่าการรักษานี้ถูกออกแบบมาเพื่อออกฤทธิ์เฉพาะในชั้นลึกโดยไม่ทำลายเกราะป้องกันผิวชั้นนอก ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นรุ่น Classic หรือ Universe จุดเริ่มต้นของระบบการทำงานก็มาจากเทคโนโลยีพื้นฐานเดียวกันค่ะ


Shurink Universe กับ Classic แตกต่างกันอย่างไร
ถ้าหากหลักการเหมือนกัน แล้วหน้างานจริงต่างกันตรงไหน? จุดที่ต่างกันมากที่สุดก็คือ รูปแบบของหัวแฮนด์พีซ และประสบการณ์ระหว่างรับบริการค่ะ โดยรุ่น Classic จะเน้นการยิงพลังงานแบบจุด (Dot/Shot) เป็นหลัก ขณะที่ Shurink Universe จะเป็นการผสมผสานระหว่างแบบจุดและโหมดการยิงแบบเส้นลากต่อเนื่อง (Linear Mode) ซึ่งความต่างตรงนี้จะส่งผลต่อเรื่องความเจ็บ, ความเร็ว และบริเวณที่ดูแลรักษาได้ค่ะ
ประเภท | Classic (Shurink ดั้งเดิม) | Universe |
|---|---|---|
แฮนด์พีซ (Handpiece) | เน้นการยิงแบบจุด (Dot/Shot) | โหมดจุด + โหมดลากเส้นต่อเนื่อง |
ความรู้สึกเจ็บ | รู้สึกกระตุ้นลึกในแต่ละช็อต | กระจายความรู้สึกด้วยโหมดต่อเนื่อง |
ความเร็วในการทำ | ค่อนข้างช้ากว่าเล็กน้อย | ยิงได้เร็วกว่าในบริเวณกว้าง |
บริเวณที่ใช้ | เน้นบริเวณใบหน้า | ใบหน้า + บริเวณที่กว้างขึ้น |
ระดับความลึกหัวคาร์ทริดจ์ | เลือกตามระดับความลึก | เลือกตามระดับความลึก (สเปกเดียวกัน) |
จากตารางจะเห็นได้ว่า Shurink Universe ไม่ใช่เครื่องที่ "แรงกว่า" แต่เป็นเครื่องที่มีทางเลือกให้ตอบโจทย์ได้กว้างขึ้น การมีโหมดลากเส้นต่อเนื่องช่วยให้การกระจายพลังงานในบริเวณเดียวกันไม่ไปกระจุกอยู่ที่จุดเดียว ทำให้คนไข้หลายๆ คนรู้สึกว่าเจ็บน้อยลง อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกเจ็บเป็นเรื่องเฉพาะบุคคลมากๆ ค่ะ บางท่านอาจจะรู้สึกว่าแรงกระตุ้นเป็นจุดๆ ของรุ่น Classic นั้นสั้นและชัดเจนกว่าทำให้ทนได้ง่ายกว่าก็มีเช่นกัน
ในเรื่องของความเร็วก็ไม่ใช่ว่ายิ่งเร็วยิ่งดีเสมอไป แม้ว่าจะมีข้อดีในการลดเวลาสำหรับบริเวณกว้างๆ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ พลังงานที่ส่งลงไปนั้นเพียงพอและตรงกับระดับความลึกที่ต้องการหรือไม่ ดังนั้น ปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดผลลัพธ์การยกกระชับจึงอยู่ที่ขั้นตอนการประเมินระดับความหย่อนคล้อยและเลือกความลึกหัวคาร์ทริดจ์ร่วมกับจำนวนช็อตที่เหมาะสมกับคนไข้ มากกว่าแค่ดูที่ชื่อเครื่องค่ะ

การยกกระชับด้วยคลื่นอัลตราซาวด์ทำงานอย่างไรใต้ผิวของเรา
เมื่อเข้าใจความต่างของตัวเครื่องแล้ว เรามาลองดูขั้นตอนการทำงานใต้ผิวที่ทั้งสองเครื่องนี้มีร่วมกันค่ะ เมื่อคลื่นอัลตราซาวด์โฟกัสถูกส่งลงสู่ผิว อุณหภูมิในระดับความลึกที่กำหนดจะสูงขึ้นอย่างฉับพลันไปที่ประมาณ 65 องศาเซลเซียส ความร้อนนี้จะทำให้คอลลาเจน ณ จุดนั้นหดตัว และในขณะเดียวกันก็สร้างรอยโรครอยแผลขนาดเล็กมาก เพื่อเปิดสวิตช์การเยียวยาฟื้นฟูตัวเองตามธรรมชาติของร่างกาย
หลังจากนั้นจะเป็นหน้าที่ของกระบวนการธรรมชาติภายใต้ผิวหนัง เซลล์ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast)* ที่ได้รับสัญญาณกระตุ้นการบาดเจ็บจะเคลื่อนตัวเข้ามาและเริ่มสร้างคอลลาเจนใหม่กับเส้นใยอีลาสตินขึ้นมาทดแทน อ้างอิงจากงานวิจัยทางจุลพยาธิวิทยาที่ระบุว่าคลื่นอัลตราซาวด์โฟกัสช่วยสร้างใหม่ทั้งคอลลาเจนและเส้นใยยืดหยุ่นเพื่อยกกระชับผิว กระบวนการสร้างผิวใหม่นี้ไม่ได้เกิดขึ้นทันทีหลังทำเสร็จ แต่จะค่อยๆ ดำเนินไปอย่างช้าๆ เมื่อเวลาผ่านไปค่ะ
Fibroblast*: เซลล์ในชั้นหนังแท้ที่มีหน้าที่สร้างคอลลาเจนและเส้นใยยืดหยุ่น (อีลาสติน) เมื่อตื่นตัวจากการกระตุ้นด้วยความร้อน จะเริ่มทำหน้าที่สร้างเนื้อเยื่อเพื่อฟื้นฟูผิวใหม่
นั่นคือสาเหตุที่การยกกระชับด้วยคลื่นอัลตราซาวด์ไม่ใช่การรักษาประเภทที่ทำเสร็จแล้วหน้าจะตึงเปรี๊ยะในทันที แต่เป็นโปรแกรมที่เห็นผลลัพธ์ค่อยๆ เติมเต็มและยกกระชับขึ้นในช่วงระยะเวลาหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน หลังทำเสร็จทันทีอาจรู้สึกได้ถึงความตึงกระชับเล็กน้อย แต่ความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงมักจะอยู่ตัวใน 2-3 เดือน และผลลัพธ์อาจจะยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนถึงเกือบ 6 เดือนในบางบุคคล ซึ่งกระบวนการนี้เหมือนกันทั้ง Shurink Universe และ Classic ค่ะ

หัวคาร์ทริดจ์จะเลือกใช้ตามระดับความลึกที่ส่งพลังงานลงไป โดยหัวระดับตื้น 1.5 มม. เหมาะสำหรับริ้วรอยเล็กๆ และความยืดหยุ่นของผิวชั้นนอก ระดับปานกลาง 3.0 มม. จะส่งพลังงานลงชั้นหนังแท้ (Dermis) และระดับลึก 4.5 มม. จะส่งพลังงานลึกลงไปถึงชั้น SMAS (근막층)* การออกแบบและเลือกผสมผสานระดับความลึกให้เหมาะกับความหย่อนคล้อยเฉพาะบุคคลนี่เองที่เป็นเทคนิคสำคัญที่ส่งผลต่อความต่างของลัพธ์ ยิ่งกว่าการเลือกรุ่นเครื่องมือเสียอีกค่ะ
SMAS (근막층)*: ชั้นเนื้อเยื่อพังผืดใต้ผิวหนังที่ปกคลุมโครงสร้างใบหน้า ซึ่งเป็นชั้นความลึกระดับเดียวกับที่ศัลยแพทย์ดึงหน้า จึงจัดเป็นชั้นเป้าหมายหลักที่สำคัญมากสำหรับโปรแกรมยกกระชับผิว

ทำไมต้องเป็น Beautystone สาขาฮับจอง
อย่างที่เราได้อธิบายไปแล้วค่ะว่า การออกแบบระดับความลึกและจำนวนช็อตที่เหมาะกับผิวจริงของคุณนั้น สำคัญยิ่งกว่าการเลือกว่าจะใช้เครื่องชื่ออะไรเสียอีก ที่ Beautystone สาขาฮับจอง ในขั้นตอนการให้คำปรึกษา เราจึงเลือกที่จะไม่ยิงคำถามก่อนว่า "จะทำ Universe หรือ Classic ดีคะ" แต่เราจะเริ่มจากการประเมินว่าปัญหาความหย่อนคล้อยเกิดขึ้นในบริเวณไหน ลักษณะอย่างไร และคนไข้สามารถทนความเจ็บได้ระดับไหนก่อนเป็นอันดับแรก เพราะต่อให้ใช้เครื่องตัวเดียวกัน แต่ผลลัพธ์ก็แตกต่างกันได้ขึ้นอยู่กับการกำหนดความลึกและการกระจายจำนวนช็อตค่ะ เนื่องจากเราเป็นคลินิกขนาดกะทัดรัดใกล้กับสถานีฮับจอง (Hapjeong Station) เราจึงสามารถดูแลใส่ใจ ประเมินสภาพผิวและอัตราการฟื้นตัวของคนไข้แต่ละท่าน เพื่อร่วมกันวางแผนการดูแลต่อเนื่องในครั้งถัดไปได้อย่างอบอุ่นและเป็นส่วนตัวค่ะ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q. Shurink Universe ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า Shurink Classic เสมอไปจริงไหมคะ?
A. ไม่จำเป็นเสมอไปค่ะ เนื่องจากทั้งสองเครื่องอาศัยหลักการทางพลังงานคัดสรรคลื่นอัลตราซาวด์โฟกัสเช่นเดียวกัน หากส่งพลังงานในปริมาณเท่าๆ กันลงไปในความลึกระดับเดียวกัน กลไกการออกฤทธิ์ก็ใกล้เคียงกันค่ะ เพียงแต่ Shurink Universe ได้รับการออกแบบให้มีโหมดลากเส้นต่อเนื่องและเพิ่มพื้นที่การรักษาได้สะดวกยิ่งขึ้น หากเลือกออกแบบการรักษาที่ตรงกับปัญหาความหย่อนคล้อยและจุดที่ต้องการแก้ไข ไม่ว่าจะเลือกตัวไหนก็คาดหวังผลลัพธ์ที่พึงพอใจได้เช่นกันค่ะ
Q. รุ่นไหนเจ็บน้อยกว่ากันคะ?
A. โดยส่วนใหญ่แล้ว คนไข้มักจะรู้สึกว่าโหมดลากเส้นต่อเนื่องของ Shurink Universe ช่วยกระจายพลังงานจนทำให้เจ็บน้อยลงค่ะ อย่างไรก็ตาม ความทนทานต่อความรู้สึกเจ็บของแต่ละบุคคลนั้นต่างกัน บางท่านอาจรู้สึกว่าการยิงแบบจุดที่รวดเร็วและจบเป็นช็อตๆ ของรุ่น Classic นั้นทนได้ง่ายกว่า นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับการทายาชาและระดับความลึกที่เลือกใช้ แนะนำให้แจ้งระดับความไวต่อความรู้สึกเจ็บของคุณกับแพทย์ผู้ดูแลในขั้นตอนการรับคำปรึกษาล่วงหน้าจะดีที่สุดค่ะ
Q. จะเริ่มสังเกตเห็นผลลัพธ์ได้ตั้งแต่เมื่อไหร่คะ?
A. ทันทีหลังการรักษาอาจจะรู้สึกผิวหดกระชับตึงขึ้นเล็กน้อย แต่การเปลี่ยนแปลงเต็มประสิทธิภาพจะค่อยๆ ปรากฏให้เห็นเมื่อคอลลาเจนใหม่เริ่มสร้างตัวเต็มที่ในช่วง 2-3 เดือนเป็นต้นไป และในบางราย ผลลัพธ์อาจจะยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ไปจนถึงเกือบ 6 เดือนเลยค่ะ อยากให้คิดว่าเป็นโปรแกรมที่ค่อยๆ เผยความกระชับอย่างเป็นธรรมชาติ จะช่วยให้มองเห็นภาพเวลาที่คาดหวังผลลัพธ์ได้ดียิ่งขึ้นค่ะ
Q. ทำครั้งหนึ่งแล้วผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหนคะ?
A. โดยทั่วไปจะคงอยู่ได้ประมาณ 1 ปีบวกลบค่ะ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความแตกต่างของแต่ละบุคคลด้วย เช่น อายุ, ระดับความหย่อนคล้อยดั้งเดิมของผิว, พฤติกรรมการใช้ชีวิต และการเผชิญแสงแดด หากต้องการรักษาผลลัพธ์ให้อยู่คู่กับผิวไปนานๆ แนะนำให้ทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ และปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อวางแผนการทำซ้ำในระยะเวลาที่เหมาะสม ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัย ควรประเมินระยะเวลาและความเหมาะสมในการรักษากับแพทย์ผู้ทำการรักษาโดยตรงค่ะ
บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม

ยกกระชับ
ตั้งแต่วัย 20 ไปจนถึง 50 ปี ควรเริ่มทำโปรแกรมยกกระชับ (lifting) ตอนไหน และเริ่มจากตัวไหนดีนะ?
จุดเริ่มต้นของการทำ Lifting นั้น ขึ้นอยู่กับสัญญาณเตือนของผิวมากกว่าเลขอายุนะคะ วันนี้เรามาเช็กโรดแมปในแต่ละช่วงวัย พร้อมเกณฑ์ในการเลือกวิธีที่ใช่ และไขข้อข้องใจยอดฮิตกันค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
เมื่อรู้สึกหนักหนังตาและคิ้วดูตก การทำอัลตร้าซาวด์ 리프팅 (lifting) บริเวณหน้าผากและคิ้วจะช่วยได้ไหมคะ?
สำหรับผู้ที่มีปัญหาตาดูหนักและล้าซึ่งมีสาเหตุมาจากคิ้วและหน้าผากหย่อนคล้อย นี่คือข้อมูลสรุปเกี่ยวกับหลักการทำงานของการทำอัลตราซาวด์ยกกระชับ (Ultrasonic Lifting) เคสที่เหมาะกับการทำทรีตเมนต์นี้ รวมถึงสัญญาณการฟื้นฟูของผิวและระยะเวลาที่จะเริ่มเห็นผลลัพธ์ค่ะ

ยกกระชับ
เมื่อกังวลเรื่องริ้วรอยที่คอและไลน์กรอบคอที่เริ่มหย่อนคล้อย การทำกิ๊ฟติ้งด้วยคลื่นวิทยุ (High-Frequency Lifting) จะช่วยได้อย่างไรบ้างคะ?
คู่มือนี้รวบรวมตั้งแต่สาเหตุของรอยเหี่ยวย่นบริเวณลำคอและกรอบคอที่ดูหย่อนคล้อย ไปจนถึงหลักการทำงานของคลื่นวิทยุความถี่สูง (RF) สำหรับการยกกระชับ รวมถึงการดูแลรักษาตามลักษณะริ้วรอยแต่ละประเภท และสัญญาณแห่งการฟื้นฟูผิวค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
เมื่อเริ่มรู้สึกว่าบริเวณขมับและหน้าผากดูยุบตัวลง Juvelook Volume จะสามารถช่วยเติมเต็มได้อย่างไรบ้างคะ?
คู่มือสรุปสาเหตุของปัญหาขมับและหน้าผากตอบ พร้อมอธิบายหลักการทำงานของ Juvelook Volume ที่ช่วยกระตุ้นคอลลาเจนให้ค่อยๆ เติมเต็มผิวอย่างเป็นธรรมชาติ รวมถึงเกณฑ์ในการพิจารณาว่าเหมาะกับเคสแบบไหน และสัญญาณการฟื้นฟูผิวหลังทำค่ะ

ร่างกาย
ออนดาช่วยเรื่องเซลลูไลท์ได้ไหม ทำงานกับไขมันอย่างไร
ออนดา (ไมโครเวฟ) ทำงานกับไขมันและเนื้อเยื่อเกี่ยวพันอย่างไร เกี่ยวข้องกับเซลลูไลท์แค่ไหนค่ะ

กำจัดขน
รูขุมขนอักเสบหลังกำจัดขนเกิดจากอะไร ดูแลอย่างไร
รูขุมขนอักเสบหลังเลเซอร์กำจัดขนเกิดจากอะไร อาการทั่วไป สัญญาณที่ควรพบแพทย์ และวิธีดูแลค่ะ



