• Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด

skin booster วัย 20+ Rejuran ใช่คำตอบไหม?

skin booster วัย 20+ Rejuran ใช่คำตอบไหม?

skin booster วัย 20+ Rejuran ใช่คำตอบไหม?

Rejuran (PN) กับ Juvelook (PDLLA) ดูแลคนละจุด วัย 20+ สกินไทป์ไหนเหมาะตัวไหน? พร้อมเคสจริง

หนึ่งในคำถามที่หมอมักจะได้รับบ่อยที่สุดจากคนไข้วัย 20 ปีในห้องตรวจก็คือ "คุณหมอคะ หนูควรทำ Rejuran หรือ Juvelook ดีคะ?" แต่ก่อนที่จะไปถึงจุดนั้น หมออยากให้เราทำความเข้าใจเรื่องนี้ก่อนค่ะ เหมือนกับการที่เราไม่ทำเลเซอร์เม็ดสีในตอนที่ผิวไม่มีจุดด่างดำนั่นแหละค่ะ Rejuran เองก็ต้องฉีดลงบนจุดที่มีปัญหา ผิวถึงจะแสดงผลลัพธ์ได้อย่างชัดเจน ถ้าเลือกทำเพียงเพราะแค่ได้ยินมาว่า 'มันดีนะ' สุดท้ายแล้วอาจจะกลายเป็นว่าเสียเงินเปล่าโดยที่แทบไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงเลยค่ะ แม้คนวัย 20 ปีส่วนหนึ่งจะจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยกลุ่มของฉีดผิวเพื่อการฟื้นฟูผิว (regenerative injection) แต่ถ้าเราเริ่มด้วยความรู้สึกที่ว่า "เพราะอายุ 20 ปีก็เลยต้องทำ Rejuran" ผิวบริเวณนั้นอาจจะไม่ใช่ข้อบ่งชี้ (indication) ในการรักษาก็ได้ค่ะ สรุปง่าย ๆ ก็คือ เราไม่ควรเลือกจาก 'อายุ' แต่ควรเลือกจาก 'ผิวของเรามีจุดที่ต้องเริ่มดูแลแล้วหรือยัง (ข้อบ่งชี้)' ค่ะ

สรุปในบรรทัดเดียว: สำหรับวัย 20 ปี การเลือก Rejuran ไม่ได้ดูที่ 'อายุ' แต่ดูที่ 'ข้อบ่งชี้' ค่ะ สำหรับใครที่มีปัญหารูขุมขน รอยแผลเป็นตื้นๆ หรือต้องการปรับผิวสัมผัส แนะนำ Rejuran เลยค่ะ ส่วนใครที่มีปัญหาแก้มตอบหรือผิวเริ่มหย่อนคล้อย แนะนำ Juvelook และถ้ามีทั้งสองปัญหา ก็สามารถทำควบคู่กันได้ค่ะ เพราะถ้าฉีดในจุดที่ไม่มีปัญหา ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะไม่ชัดเจนค่ะ

 

วัย 20 ปีที่มีข้อบ่งชี้ vs วัย 20 ปีที่ยังไม่มีข้อบ่งชี้

หลายคนอาจจะมองว่าผิวของคนในวัย 20 ปีนั้นยังมีคอลลาเจนที่เพียงพออยู่ การฉีดฟื้นฟูผิวจึงอาจจะยังเร็วเกินไป ซึ่งความคิดนี้ก็ถูกต้องครึ่งหนึ่งค่ะ เพราะหากเราเข้ามารับบริการเพียงเพื่อหวังผลในเรื่องของ "การป้องกันริ้วรอย" ก็อาจจะยังไม่มีความจำเป็นต้องรีบร้อนขนาดนั้น และผลลัพธ์ที่ได้ก็อาจจะไม่ชัดเจนด้วยค่ะ เคสที่รู้สึกว่าไม่ค่อยเห็นความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับราคาที่จ่ายไป มักจะเกิดจากการรักษาในจุดที่ผิวเดิมไม่ได้มีปัญหาอะไรอยู่แล้วนั่นเองค่ะ

ในทางกลับกัน หากผิวพรรณเริ่มมีปัญหาปรากฏให้เห็นแล้ว ผลลัพธ์ที่ได้จะแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงค่ะ เช่น เคสที่มีรอยแผลเป็นจากสิวจนทำให้ชั้นผิวหนังแท้บุ๋มลงไป รูขุมขนกว้าง ผิวไม่เรียบเนียน หรือเริ่มมีปัญหาแก้มตอบและผิวขาดความยืดหยุ่นในช่วงวัย 20 ปีตอนปลาย หากเราเริ่มดูแลรักษาจุดที่มีปัญหาเหล่านี้ตั้งแต่ในวัย 20 ปีซึ่งเป็นช่วงที่ผิวมีความสามารถในการฟื้นตัวได้ดี ผลลัพธ์ที่ได้จะยิ่งชัดเจนและคงอยู่ได้ยาวนานกว่าค่ะ นี่จึงไม่ใช่เรื่องของ 'การป้องกัน' แต่เป็นแนวคิดในเรื่องของ 'การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วอย่างรวดเร็ว' ดังนั้น แทนที่จะคิดว่า 'อายุ 20 ปี = Rejuran' เราควรพิจารณาเป็นอันดับแรกก่อนว่า 'ผิวของเรามีจุดที่จำเป็นต้องรักษาแล้วหรือยัง' ค่ะ

적응증이 있는 20대 vs 없는 20대

 

 

Rejuran และ Juvelook มีจุดเด่นในการแก้ปัญหาที่แตกต่างกัน

แม้ทั้งสองผลิตภัณฑ์นี้จะถูกจัดอยู่ในกลุ่ม '재생주사' (สารฉีดฟื้นฟูผิว) เหมือนกัน แต่จุดที่เข้าไปแก้ไขปัญหานั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงค่ะ ดังนั้น แทนที่จะถามว่า 'ตัวไหนดีกว่ากัน?' เราควรถามตัวเองก่อนว่า 'ผิวของเรากำลังมีปัญหาที่จุดไหน?' จะดีกว่าค่ะ

Rejuran มีส่วนประกอบของ PN (Polynucleotide)* ที่สกัดมาจาก DNA ของปลาแซลมอน โดยจะฉีดเข้าไปในชั้นหนังแท้เพื่อเน้นการซ่อมแซมและฟื้นฟูตัวผิวในส่วนที่เสียหายเป็นหลัก จึงตอบโจทย์ได้ดีมากกับปัญหารูขุมขน รอยแผลเป็นตื้น ๆ ผิวสัมผัส และการปรับสมดุลความชุ่มชื้นและน้ำมันสูตรผิวค่ะ

ส่วน Juvelook จะเป็นสาร PDLLA* ซึ่งเป็นสารพอลิเมอร์ที่สามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพ ผสมผสานเข้ากับ ไฮยาลูโรนิก แอซิด (Hyaluronic Acid) เพื่อช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน พร้อมทั้งช่วยเติมเต็มวอลลุ่มและเพิ่มความยืดหยุ่นไปพร้อม ๆ กัน จึงเหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มมีปัญหาแก้มตอบหรือผิวหน้าหย่อนคล้อย ซึ่งความแตกต่างในเรื่องกลไกการทำงานของทั้งสองผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการสรุปไว้อย่างชัดเจนใน บทความรีวิวเชิงรวมของการทำหัตถการความงามด้วย PDLLA และ รายงานการวิจัยเกี่ยวกับการสังเคราะห์คอลลาเจนของ PN เรียบร้อยแล้วค่ะ

* PN (Polynucleotide): เป็นสารสกัดเพื่อการฟื้นฟูผิวที่ผ่านการทำให้บริสุทธิ์จาก DNA ของปลาแซลมอนหรือปลาเทราต์ ช่วยทำหน้าที่ซ่อมแซมผิวหนังแท้ที่เสียหายและกระตุ้นการเกิดใหม่ของเซลล์ผิว นิยมใช้เพื่อปรับปรุงปัญหารูขุมขน รอยแผลเป็นตื้นๆ และผิวสัมผัสเป็นหลักค่ะ

* PDLLA: คือสารพอลิเมอร์ประสิทธิภาพสูงที่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติภายในร่างกาย โดยจะค่อยๆ สลายตัวพร้อมกับกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ช่วยเติมเต็มวอลลุ่มในจุดที่ตอบและช่วยดึงความกระชับยืดหยุ่นของผิวกลับมาไปพร้อมๆ กันค่ะ

리쥬란과 쥬베룩, 손대는 지점이 달라요

 

 

เราจำแนกแนะด้วย 'สภาพผิว' ไม่ใช่ 'อายุ'

หลายคนมักจะเข้าใจว่าคนวัย 20 ปีต้องฉีด Rejuran ส่วนวัย 30 ปีขึ้นไปต้องฉีด Juvelook แต่บอกตามตรงเลยค่ะว่าหมอไม่ได้ใช้สูตรสำเร็จนี้ในการประเมินคนไข้ เพราะแม้แต่ในกลุ่มคนอายุ 20 ปีเหมือนกัน ปัญหาผิวที่มีความสำคัญเป็นอันดับแรกก็อาจแตกต่างกันออกไป บางคนอาจต้องการซ่อมแซมผิวชั้นหนังแท้ก่อน ขณะที่บางคนเริ่มมีปัญหาเรื่องวอลลุ่มและความยืดหยุ่นของผิว ซึ่งทำให้ชั้นผิวเป้าหมายที่ต้องการรักษานั้นไม่เหมือนกันค่ะ

อย่างเคสคนไข้อายุ 28 ปีรายหนึ่งที่มาหาหมอเมื่อเดือนที่แล้ว เธอเคยไปฉีด Rejuran จากที่อื่นมาถึง 4 ครั้งเพื่อรักษาปัญหารอยแผลเป็นจากสิว แต่กลับรู้สึกว่าไม่เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน เมื่อหมอได้ตรวจประเมินสภาพผิวอย่างละเอียด ก็พบว่าแม้รอยแผลเป็นสิวจะค่อนข้างตื้น แต่ความเหนี่ยวนำยืดหยุ่นบริเวณแก้มเริ่มลดลง และเริ่มเห็นส่วนตอบใต้โหนกแก้มแล้ว ในกรณีแบบนี้ การฉีด Rejuran ที่เน้นแต่การซ่อมแซมผิวอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอค่ะ หมอเลยตัดสินใจรักษาโดยดีไซน์ให้ใช้ Juvelook ควบคู่ไปด้วย หลังจากทำไปได้ 2 ครั้ง คนไข้ก็พูดออกมาทันทีเลยว่า "อ๋อ ผลลัพธ์ที่หนูต้องการมันคือแบบนี้เองค่ะ" ซึ่งถ้าหากหมอเลือกวิธีการรักษาโดยอิงตามเกณฑ์เรื่องอายุเป็นหลัก ก็คงจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่แท้จริงของคนไข้รายนี้ได้ค่ะ

나이가 아니라 ‘피부 상태’로 갈라요

 

 

สรุปให้เข้าใจง่ายตามจุดที่ผิวเริ่มมีปัญหา

ทางเลือกจะแคบลงและตัดสินใจได้ง่ายขึ้นทันทีค่ะ หากเราลองประเมินดูว่าจุดที่ผิวเรากำลังมีปัญหาและต้องการแก้ไขนั้นคืออะไร

ประเภท

ปัญหาหลักที่เป็นกังวล

หัตถการที่เหมาะสม

แบบ A (วัย 20 ปีตอนต้น-ตอนกลาง)

รูขุมขนกว้าง, รอยแผลเป็นสิว, ผิวสัมผัสหยาบกร้าน

Rejuran 3-4 ครั้ง

แบบ B (วัย 20 ปีตอนปลาย)

แก้มเริ่มตกลดลง, ผิวเริ่มสูญเสียความยืดหยุ่น

Juvelook 2 ครั้ง

แบบ C (ปัญหาผสมผสาน)

มีทั้งปัญหารอยแผลเป็นร่วมกับผิวขาดความยืดหยุ่น

ผสมผสาน Rejuran + Juvelook

สำหรับผิวแบบ A ที่หัวใจสำคัญคือการฟื้นฟูผิว คอร์ส Rejuran จะตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี ส่วนผิวแบบ B ที่ให้ความสำคัญเรื่องของวอลลุ่มและความกระชับยืดหยุ่น Juvelook จะเหมาะสมที่สุดค่ะ ส่วนผิวแบบ C ที่มีปัญหาทั้งสองอย่างปะปนกันนั้น จริงๆ แล้วเป็นรูปแบบผิวพรรณที่พบได้บ่อยที่สุดในกลุ่มคนวัย 20 ปี ซึ่งคำตอบที่ดีที่สุดก็คือการผสมผสานทั้งสองหัตถการเข้าด้วยกันค่ะ

내 피부 어디가 무너졌나로 정리하면

 

 

สิ่งที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจสกินบูสเตอร์

สิ่งสำคัญอันดับแรกที่ต้องพิจารณาคือ 'ผิวของเรามีจุดที่ต้องฉีดแล้วหรือยัง' หากเราตัดสินใจฉีดในบริเวณที่ไม่มีข้อบ่งชี้ในการรักษา นั่นไม่ได้แปลว่าผลิตภัณฑ์ไม่ดีนะคะ แต่อาจทำให้เราไม่สามารถมองเห็นความเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจน เหมือนกับการที่คนไม่มีปัญหารูขุมขนกว้างไปทำเลเซอร์กระชับรูขุมขน ก็จะไม่รู้สึกถึงความต่างนั่นเองค่ะ ดังนั้นหากในขั้นตอนของการปรึกษา คุณหมอบอกกับเราตามตรงว่า 'บริเวณนี้ไม่มีความจำเป็นต้องฉีดครับ/ค่ะ' นั่นถือเป็นสัญญาณที่ดีมากค่ะ

ในเรื่องของอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ เนื่องจากกลุ่ม สารฉีดฟื้นฟูผิว นั้นเป็นการใช้เข็มในการทำหัตถการ จึงอาจมีรอยช้ำ อาการบวม หรือตุ่มนูนชั่วคราวเกิดขึ้นได้ค่ะ โดยเฉพาะในการทำ Juvelook ในระยะแรกหลังทำคนไข้อาจสัมผัสได้ถึงรอยนูนจับตัวเป็นก้อนเล็กน้อยได้ในบางครั้ง ซึ่งอาการเหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วจะค่อยๆ ยุบตัวหายไปเองภายใน 2-3 สัปดาห์ค่ะ การนวดเบา ๆ บริเวณที่ฉีดวันละ 2-3 ครั้ง จะช่วยป้องกันการจับตัวเป็นก้อนของตัวยาได้ดี อย่างไรก็ตาม หมอไม่แนะนำให้รับบริการนี้หากคนไข้มีตารางงานหรือนัดสำคัญที่กระชั้นชิดนะคะ

เพื่อสรุปภาพรวมทั้งหมดกันอีกครั้งนะคะ เหมือนกับการที่เราไม่จำเป็นต้องทำเลเซอร์เม็ดสีในตอนที่ผิวไม่มีฝ้ากระจุดด่างดำ Rejuran ก็ต้องการจุดที่มีปัญหาอย่างแท้จริงในการออกฤทธิ์เช่นกันค่ะ หากกังวลเรื่องรูขุมขน รอยแผลเป็น หรือผิวสัมผัสที่ไม่เรียบเนียน Rejuran คือคำตอบหลัก แต่หากเริ่มสังเกตเห็นแก้มตอบหรือผิวหน้าขาดความยืดหยุ่น Juvelook คือคำตอบที่ใช่ และหากกังวลทั้งคู่ การทำควบคู่กันถือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดค่ะ อย่าเลือกจากตัวเลขอายุ แต่ขอให้เลือกจากสภาพผิวปัจจุบันว่าชั้นผิวส่วนไหนกำลังส่งสัญญาณต้องการการดูแล เพื่อให้เงินที่เราตัดสินใจจ่ายไปคุ้มค่าและมอบผลลัพธ์ที่ยาวนานที่สุดค่ะ

 

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

Q. สามารถฉีด Rejuran ร่วมกับ Juvelook ไปพร้อมกันเลยได้ไหมคะ?

ได้แน่นอนค่ะ สำหรับผู้ที่มีผิวประเภทผสมที่มีทั้งปัญหารอยแผลเป็นและสูญเสียความยืดหยุ่นของผิว หมอแนะนำให้ทำควบคู่กันเลยจะยิ่งเห็นผลดีค่ะ อย่างไรก็ตาม หมอแนะนำให้เว้นระยะห่างในการทำหัตถการแต่ละชนิดประมาณ 2-4 สัปดาห์ เพื่อลดโอกาสเสี่ยงในการเกิดอาการบวมเป็นก้อน และยังช่วยให้ผิวของเราสามารถดูดซับตัวยาได้อย่างมีประสิทธิภาพและสบายผิวที่สุดค่ะ

Q. ต้องใช่งบประมาณเท่าไหร่ และต้องทำบ่อยแค่ไหนคะ?

โดยทั่วไปสำหรับ Rejuran หมอแนะนำให้ฉีดต่อเนื่อง 3-4 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างทุก 3-4 สัปดาห์ ส่วน Juvelook สำหรับคนไข้ส่วนใหญ่แล้ว การฉีดประมาณ 2 ครั้งก็ถือว่าเพียงพอแล้วค่ะ โดยผลลัพธ์ที่ได้จะสามารถคงอยู่ได้นานประมาณ 8-12 เดือน ทั้งนี้อาจมีความแตกต่างกันออกไปในแต่ละบุคคลขึ้นอยู่กับสภาพผิวเดิม ซึ่งหมอจะช่วยประเมินและดีไซน์แผนการรักษาเฉพาะบุคคลให้ในขั้นตอนการให้คำปรึกษาค่ะ

Q. การดูแลตัวเองหลังการทำหัตถการมีอะไรบ้างคะ?

ในวันแรกที่ทำ แนะนำให้หลีกเลี่ยงการแต่งหน้า การเข้าซาวน่า และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และควรหลีกเลี่ยงการสครับหรือสัมผัสผิวหน้าอย่างรุนแรงอย่างน้อย 1 สัปดาห์ค่ะ หากเลือกทำ Juvelook มา แนะนำให้นวดคลึงเบา ๆ บริเวณที่ฉีดวันละ 2-3 ครั้ง จะช่วยป้องกันไม่ให้ตัวยาจับตัวเป็นก้อนแข็งใต้ผิวได้ดีมากค่ะ

 

บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม

  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด โดยบิวตี้ส์ด็อกเตอร์
  • Beautystone Clinic บิวตี้สโตนคลินิก สาขาฮงแด

โพสต์ล่าสุด

โพสต์ล่าสุด

울쎄라와 울쎄라 프라임, 같은 초음파 리프팅인데 깊이와 통증은 어떻게 다를까요?

ยกกระชับ

울쎄라와 울쎄라 프라임, 같은 초음파 리프팅인데 깊이와 통증은 어떻게 다를까요?

울쎄라 프라임은 울쎄라의 다음 모델 — 작동 원리는 같고 핸들링과 통증 체감이 달라진 차이를 짚어봐요.

리쥬란과 리쥬란 HB, 같은 연어 성분인데 피부 보습과 탄력에서 무엇이 어떻게 다를까요?

ผิว

리쥬란과 리쥬란 HB, 같은 연어 성분인데 피부 보습과 탄력에서 무엇이 어떻게 다를까요?

리쥬란 HB는 일반 리쥬란에 히알루론산을 더한 버전 — 회복 성분은 같고 보습·차오름이 더해진 차이를 짚어봐요.

포텐자와 시크릿RF, 같은 마이크로니들 고주파인데 흉터와 모공에서 무엇이 다를까요?

ผิว

포텐자와 시크릿RF, 같은 마이크로니들 고주파인데 흉터와 모공에서 무엇이 다를까요?

포텐자와 시크릿RF는 같은 고주파 니들 계열 — 원리는 같고 팁 선택 폭과 깊이 운용이 달라진 차이를 짚어봐요.

소프웨이브와 슈링크, 같은 초음파 리프팅인데 통증과 다운타임은 실제로 어떻게 다를까요?

ยกกระชับ

소프웨이브와 슈링크, 같은 초음파 리프팅인데 통증과 다운타임은 실제로 어떻게 다를까요?

소프웨이브는 진피 중간층, 슈링크는 깊은 근막층 — 같은 초음파지만 깊이가 달라 통증과 다운타임이 갈리는 차이를 짚어봐요.

인모드와 올리지오, 같은 고주파 리프팅인데 턱선 정리에서 통증과 효과는 어떻게 다를까요?

ยกกระชับ

인모드와 올리지오, 같은 고주파 리프팅인데 턱선 정리에서 통증과 효과는 어떻게 다를까요?

인모드는 두 전극 사이를 얕고 넓게, 올리지오는 진피 전체를 깊게 — 같은 고주파지만 방식이 달라 통증과 횟수가 갈리는 차이를 짚어봐요.

소프웨이브와 온다, 초음파 리프팅과 마이크로파 리프팅은 효과와 회복이 어떻게 다를까요?

ยกกระชับ

소프웨이브와 온다, 초음파 리프팅과 마이크로파 리프팅은 효과와 회복이 어떻게 다를까요?

초음파 리프팅 소프웨이브와 마이크로파 리프팅 온다, 어느 쪽이 내 고민에 맞을지 깊이와 느낌으로 나눠봐요.

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1

💬 ปรึกษาผ่าน Line

🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1