
ถ้าอยากเติมเต็มบริเวณโหนกแก้มและขมับ ไม่ใช่ filler แต่ต้องเป็น skin booster ค่ะ
ถ้าอยากเติมเต็มบริเวณโหนกแก้มและขมับ ไม่ใช่ filler แต่ต้องเป็น skin booster ค่ะ
ถ้าอยากเติมเต็มบริเวณโหนกแก้มและขมับ ไม่ใช่ filler แต่ต้องเป็น skin booster ค่ะ
ฟิลเลอร์สำหรับปรับกรอบรูปหน้าอย่างบริเวณจมูกและปลายคาง ส่วน skin booster สำหรับบริเวณกว้างอย่างโหนกแก้ม ขมับ และแก้ม — การเลือกหัตถการที่เหมาะกับแต่ละตำแหน่งคือคีย์เวิร์ดของความสวยดูเป็นธรรมชาติค่ะ
ถ้าตั้งใจจะไปเติมโหนกแก้มหรือขมับ แนะนำเป็น skin booster ไม่ใช่ฟิลเลอร์นะคะ
หากคุณส่องกระจกแล้วรู้สึกว่าบริเวณข้างโหนกแก้มหรือขมับดูตอบจนอยากหาทำหัตถการเติมเต็ม คำตอบแรกไม่ใช่ฟิลเลอร์ แต่เป็นคอลลาเจน skin booster ค่ะ แม้จะเป็นการเติมเต็มเหมือนกัน แต่บริเวณและตัวยาที่เลือกใช้จะเป็นตัวกำหนดความดูเป็นธรรมชาติ บริเวณพื้นที่กว้างอย่างโหนกแก้มหรือขมับนั้น ไม่ค่อยเหมาะกับวิธีแบบฟิลเลอร์ที่เป็นการฉีดปริมาตรจากภายนอกเข้าไป วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันอย่างละเอียดว่า ทำไม skin booster ถึงเป็นคำตอบสำหรับบริเวณนี้ และสูตรไหนที่เหมาะกับคุณค่ะ
ทำไมฟิลเลอร์ถึงไม่ค่อยเหมาะกับบริเวณโหนกแก้มหรือขมับ
ฟิลเลอร์ไฮยาลูรอนิกแอซิด (HA Filler) คือวิธี เติมปริมาตรจากภายนอกเข้าไปค้างไว้ ซึ่งเป็นคำตอบที่ดีสำหรับจุดที่ต้องการสร้างลายเส้นหรือปรับรูปทรงให้คมชัด เช่น จมูก หรือปลายคาง แต่กับ จุดพื้นที่กว้างที่ต้องเติมเต็มอย่างดูเป็นธรรมชาติ เช่น ข้างโหนกแก้ม ขมับ แก้มตอบ หรือแก้มส้ม การเติมสารจากภายนอกเข้าไปตรงๆ มักจะไม่ค่อยตอบโจทย์ค่ะ
เหตุผลหลักคือนอกจากจะไม่ธรรมชาติแล้ว ประการแรก การใช้ฟิลเลอร์เติมบริเวณกว้างจะต้องใช้ปริมาณเยอะ ซึ่งมีโอกาสสูงที่เมื่อเวลาผ่านไปฟิลเลอร์จะจับตัวเป็นก้อนหรือไหลย้อยลงมา ประการที่สอง ในช่วง 10 เดือนถึง 1 ปีที่ HA สลายตัว ปริมาตรจะลดลงทำให้ดูตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว เพราะมันเป็นโครงสร้างแบบ กระบวนการลบ (Minus Structure) ที่เมื่อสารภายนอกสลายไปโดยไม่มีการฟื้นฟูคอลลาเจนของตัวเอง ผิวก็กลับไปจุดเดิม
ในความเป็นจริง มีเคสไม่น้อยที่อัดฟิลเลอร์ HA ในปริมาณมากบริเวณข้างโหนกแก้มแล้วผ่านไป 1 ปีกลับทิ้งร่องรอยที่ไม่เป็นธรรมชาติไว้ เนื่องจากตัว HA เองมีคุณสมบัติอุ้มน้ำ จึงทำให้รูปทรงเปลี่ยนไปได้ง่ายเมื่อเวลาผ่านไป ยิ่งเป็นบริเวณโหนกแก้มที่ขยับตามการแสดงสีหน้าด้วยแล้ว ยิ่งเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจน ซึ่งหากเป้าหมายของคุณคือความละมุนเป็นธรรมชาติ ขีดจำกัดของฟิลเลอร์ในบริเวณนี้จึงค่อนข้างชัดเจนค่ะ

ทำไมคอลลาเจน skin booster ถึงเป็นคำตอบ
คอลลาเจน skin booster ทำงานด้วยแนวคิดที่ต่างออกไป เป็นวิธี กระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนของตัวเองขึ้นมาข้างใน แม้หลังทำทันทีอาจจะยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แต่เมื่อผ่านไป 4-6 สัปดาห์ คอลลาเจนจะค่อยๆ สร้างตัวหนาขึ้น ช่วยฟื้นฟูปริมาตรให้เต็มขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ผลลัพธ์คงอยู่ได้นานตั้งแต่ 1-2 ปีขึ้นไป และสำหรับ PCL booster สามารถอยู่ได้นานสูงสุดถึง 4 ปีเลยค่ะ
และนี่คือ 3 เหตุผลที่เติมคอลลาเจน booster คือคำตอบของบริเวณโหนกแก้มและขมับค่ะ
เติมเต็มพื้นที่กว้างอย่างเป็นธรรมชาติ: ไม่ใช่การอัดเนื้อสารเคมีเข้าไปตรงๆ แต่เป็นการที่ผิวสร้างคอลลาเจนขึ้นมาเอง จึงไม่จับตัวเป็นก้อนและสัมผัสเนียนเรียบไปกับผิว
ฟื้นฟูทั้งเนื้อผิวและความยืดหยุ่นไปพร้อมกัน: คอลลาเจนที่เกิดขึ้นใหม่จะช่วยให้คุณภาพผิวในบริเวณนั้นเรียบเนียนและกระชับเต่งตึงขึ้นด้วย
ผลลัพธ์แบบกระบวนการบวก (Plus Structure): ไม่ใช่เห็นผล 100% ทันทีหลังทำ แต่เป็นโครงสร้างที่คอลลาเจนจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป จึงช่วยเลี่ยงปัญหาหน้าล้นหน้าแปลกจากการเติมมากเกินไปในครั้งเดียวได้ดีค่ะ

เปรียบเทียบความต่างของทั้งสองแบบชัดๆ
หัวข้อ | HA ฟิลเลอร์ | คอลลาเจน skin booster |
|---|---|---|
กลไกการทำงาน | เติมปริมาตรจากภายนอก (เห็นผลทันที) | กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนของตัวเอง |
ระยะเวลาเห็นผล | หลังทำทันที | 4-6 สัปดาห์ (เห็นผลลัพธ์พึงพอใจในเดือนที่ 3) |
ผลลัพธ์คงอยู่ได้ | 10 เดือน - 1 ปี | 1-2 ปี+ (ถ้าเป็น PCL อยู่ได้นานสูงสุด 4 ปี) |
จำนวนครั้งที่ทำ | 1 ครั้ง (และทำซ้ำเมื่อสลายตัว) | 2-3 ครั้ง ห่างกันรอบละ 2-4 สัปดาห์ |
บริเวณที่เหมาะ | จมูก, ปลายคาง, ริมฝีปาก (เน้นกรอบหน้าชัด) | โหนกแก้ม, ขมับ, แก้มตอบ, หน้าผาก (พื้นที่กว้าง) |
ช่วงราคา (เกาหลี) | ประมาณ 200,000 - 500,000 วอน / 1cc | ประมาณ 700,000 - 1,200,000 วอน / 1ขวด (vial) |

สรุปความต่างของ 4 บูสเตอร์ยอดฮิตในหนึ่งแถว
Sculptra (สคัลป์ทรา) — มีส่วนผสมของ PLLA* มีประสิทธิภาพในการกระตุ้นทางชีวภาพได้แรงที่สุด ยิ่งเวลาผ่านไปปริมาตรผิวจะยิ่งฟูขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ แนะนำคอร์สพื้นฐานคือทำ 3 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 1 เดือน ผ่านมาตรฐาน อย.เกาหลี และ US FDA
Juvelook (จูเวลุค) — ส่วนผสมของ PDLLA* + โครงสร้างตาข่าย HA ความเสี่ยงในการเกิดตุ่มไตใต้ผิวหนัง (Nodule) น้อยกว่า PLLA เดี่ยวๆ ทำให้แพทยสภามีการเลือกใช้ในหน้างานจริงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
Radiesse (เรเดียส) — ส่วนผสมของ CaHA* มีความยืดหยุ่นสูง จึงเป็นคำตอบที่ดีสำหรับบริเวณที่ต้องการพยุงโครงหน้า (เช่น แนวกราม หรือแก้มส่วนลึก) จุดเด่นพิเศษคือให้ปริมาตรทันทีระดับหนึ่งหลังทำ
Ellansé (เอลลันเซ) — ส่วนผสมของ PCL* บูสเตอร์ที่ผ่านการรับรองจาก FDA ผลลัพธ์อยู่นานที่สุด (สูงสุด 4 ปี) เนื่องจากอัตราการสลายตัวช้าที่สุด จึงใช้เวลาเซ็ตตัวเข้าที่นานกว่าตัวอื่นเช่นกัน
แม้จะเป็นกลุ่ม skin booster เหมือนกัน แต่ทั้ง 4 ตัวมีความแรงในการกระตุ้น ความยืดหยุ่น และระยะเวลาคงอยู่ของผลลัพธ์ที่ต่างกันค่ะ เนื่องจากผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับบริเวณที่ทำและโครงสร้างเนื้อผิวแต่ละบุคคล แนะนำให้ปรึกษากับหมอวี ยองจิน ก่อนเพื่อเลือกสูตรที่เหมาะที่สุดนะคะ

สิ่งที่ต้องเช็กตอนปรึกษาคุณหมอ
หลักๆ มี 3 ข้อค่ะ ประการแรก บริเวณที่ต้องการเติม หากเป็นพื้นที่กว้างเช่น ข้างโหนกแก้ม ขมับ แก้ม ตอบโจทย์ด้วย skin booster แต่หากเป็นจุดที่เน้นรูปทรงเฉียบคมอย่างจมูกหรือคาง ฟิลเลอร์จะดีกว่า ประการที่สอง กรอบเวลาที่อยากเห็นผล หากมีงานสำคัญเร็วๆ นี้ ฟิลเลอร์จะให้ผลทันที แต่ถ้าอยากได้ผลลัพธ์ธรรมชาติในอีก 3 เดือนข้างหน้า ค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างเป็นส่วนตัว แนะนำ skin booster ค่ะ ประการที่สาม ความถี่ในการกลับมาทำซ้ำ เนื่องจาก skin booster อยู่ได้นานกว่า 2 เท่าตัว เมื่อมองระยะยาวเรื่องความคุ้มค่าด้านค่าใช้จ่ายและจำนวนครั้งที่ต้องเจ็บตัวจึงค่อนข้างได้เปรียบกว่าค่ะ
สำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องแก้มตอบ ขมับบุ๋ม การหันมาใช้ skin booster ที่สร้างคอลลาเจนของตัวเองแทนฟิลเลอร์ที่เป็นสารเติมเต็มจากภายนอกคือคำตอบค่ะ การเลือกหมวดหมู่การรักษาให้เหมาะกับพื้นที่ คือก้าวแรกสู่ผลลัพธ์ความละมุนสไตล์เกาหลีที่ดูเป็นธรรมชาติที่สุดค่ะ
* PLLA: Poly-L-Lactic Acid โพลิเมอร์สังเคราะห์สลายตัวได้เองตามธรรมชาติ กลุ่มกรดแลกติกจากพืช ช่วยให้ร่างกายค่อยๆ สร้างคอลลาเจนใหม่ของตัวเอง ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของ Sculptra
* PDLLA: Poly-D,L-Lactic Acid โครงสร้างไอโซเมอร์ของ PLLA มีลักษณะสลายตัวเร็วกว่า ช่วยเพิ่มความปลอดภัยและลดโอกาสการเกิดตุ่มนูนใต้ผิวหนัง เป็นส่วนประกอบหลักของ Juvelook
* CaHA: Calcium Hydroxyapatite อนุภาคเกลือแร่แคลเซียมชนิดเดียวกับที่พบในกระดูกและฟัน มีความยืดหยุ่นสูง จึงเหมากับจุดที่ต้องการสร้างโครงพยุงผิว เป็นส่วนประกอบหลักของ Radiesse
* PCL: Polycaprolactone โพลีเอสเตอร์ที่ใช้ในไหมละลายทางการแพทย์ สลายตัวช้าที่สุด จึงช่วยคงผลลัพธ์ได้ยาวนานที่สุด เป็นส่วนประกอบหลักของ Ellansé
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
Q. สามารถฉีดฟิลเลอร์พร้อมกับ skin booster ได้ไหม?
ได้ค่ะ ตราบใดที่เป็นคนละตำแหน่งกัน เช่น จมูกและปลายคางเลือกใช้ฟิลเลอร์ ส่วนโหนกแก้มและขมับเลือกใช้ skin booster การแยกทำหัตถการให้เหมาะตามสรีระตำแหน่งใบหน้าต่างหาก ที่จะช่วยสร้างผลลัพธ์ภาพรวมให้ออกมาเป็นธรรมชาติที่สุดค่ะ
Q. ถ้าเคยฉีดฟิลเลอร์ที่โหนกแก้มแล้วเกิดเป็นก้อนคลื่น จะใช้ skin booster ช่วยแก้ไขได้ไหม?
สามารถทำได้ค่ะ เมื่อถึงเวลาที่ฟิลเลอร์ตัวเดิมสลายตัวไปตามรอบ การสลับมาทำกลุ่ม skin booster แทน จะช่วยฟื้นฟูปริมาตรผิวรอบใหม่ได้อย่างเรียบเนียนเป็นสรีระธรรมชาติของร่างกาย หากยังสลายไม่หมดแต่ต้องการแก้จุดอื่น ก็สามารถฉีด skin booster เพิ่มเติมเฉพาะจุดได้ค่ะ
Q. ฝั่งที่ว่าสกินบูสเตอร์ใช้เวลานานกว่าจะเห็นผล ถือเป็นข้อเสียมั้ยคะ?
ไม่ใช่ข้อเสียค่ะ แต่เป็นคุณลักษณะเฉพาะตัว เนื่องจากผลลัพธ์ค่อยๆ พัฒนาขึ้นแบบกระบวนการบวกในช่วง 4-6 สัปดาห์ไปจนถึง 3 เดือน ช่วยให้ผู้รับบริการสามารถคุมและประเมินผลลัพธ์เพื่อตัดสินใจในการทำซ้ำครั้งต่อไปได้อย่างแม่นยำ ในทางคลินิกถือเป็นข้อดีอย่างมากในการเลี่ยงเคสหน้าล้นหรือรูปหน้าผิดสัดส่วนจากการอัดสารเติมเต็มในคราวเดียวค่ะ
บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม
ถ้าตั้งใจจะไปเติมโหนกแก้มหรือขมับ แนะนำเป็น skin booster ไม่ใช่ฟิลเลอร์นะคะ
หากคุณส่องกระจกแล้วรู้สึกว่าบริเวณข้างโหนกแก้มหรือขมับดูตอบจนอยากหาทำหัตถการเติมเต็ม คำตอบแรกไม่ใช่ฟิลเลอร์ แต่เป็นคอลลาเจน skin booster ค่ะ แม้จะเป็นการเติมเต็มเหมือนกัน แต่บริเวณและตัวยาที่เลือกใช้จะเป็นตัวกำหนดความดูเป็นธรรมชาติ บริเวณพื้นที่กว้างอย่างโหนกแก้มหรือขมับนั้น ไม่ค่อยเหมาะกับวิธีแบบฟิลเลอร์ที่เป็นการฉีดปริมาตรจากภายนอกเข้าไป วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันอย่างละเอียดว่า ทำไม skin booster ถึงเป็นคำตอบสำหรับบริเวณนี้ และสูตรไหนที่เหมาะกับคุณค่ะ
ทำไมฟิลเลอร์ถึงไม่ค่อยเหมาะกับบริเวณโหนกแก้มหรือขมับ
ฟิลเลอร์ไฮยาลูรอนิกแอซิด (HA Filler) คือวิธี เติมปริมาตรจากภายนอกเข้าไปค้างไว้ ซึ่งเป็นคำตอบที่ดีสำหรับจุดที่ต้องการสร้างลายเส้นหรือปรับรูปทรงให้คมชัด เช่น จมูก หรือปลายคาง แต่กับ จุดพื้นที่กว้างที่ต้องเติมเต็มอย่างดูเป็นธรรมชาติ เช่น ข้างโหนกแก้ม ขมับ แก้มตอบ หรือแก้มส้ม การเติมสารจากภายนอกเข้าไปตรงๆ มักจะไม่ค่อยตอบโจทย์ค่ะ
เหตุผลหลักคือนอกจากจะไม่ธรรมชาติแล้ว ประการแรก การใช้ฟิลเลอร์เติมบริเวณกว้างจะต้องใช้ปริมาณเยอะ ซึ่งมีโอกาสสูงที่เมื่อเวลาผ่านไปฟิลเลอร์จะจับตัวเป็นก้อนหรือไหลย้อยลงมา ประการที่สอง ในช่วง 10 เดือนถึง 1 ปีที่ HA สลายตัว ปริมาตรจะลดลงทำให้ดูตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว เพราะมันเป็นโครงสร้างแบบ กระบวนการลบ (Minus Structure) ที่เมื่อสารภายนอกสลายไปโดยไม่มีการฟื้นฟูคอลลาเจนของตัวเอง ผิวก็กลับไปจุดเดิม
ในความเป็นจริง มีเคสไม่น้อยที่อัดฟิลเลอร์ HA ในปริมาณมากบริเวณข้างโหนกแก้มแล้วผ่านไป 1 ปีกลับทิ้งร่องรอยที่ไม่เป็นธรรมชาติไว้ เนื่องจากตัว HA เองมีคุณสมบัติอุ้มน้ำ จึงทำให้รูปทรงเปลี่ยนไปได้ง่ายเมื่อเวลาผ่านไป ยิ่งเป็นบริเวณโหนกแก้มที่ขยับตามการแสดงสีหน้าด้วยแล้ว ยิ่งเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจน ซึ่งหากเป้าหมายของคุณคือความละมุนเป็นธรรมชาติ ขีดจำกัดของฟิลเลอร์ในบริเวณนี้จึงค่อนข้างชัดเจนค่ะ

ทำไมคอลลาเจน skin booster ถึงเป็นคำตอบ
คอลลาเจน skin booster ทำงานด้วยแนวคิดที่ต่างออกไป เป็นวิธี กระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนของตัวเองขึ้นมาข้างใน แม้หลังทำทันทีอาจจะยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แต่เมื่อผ่านไป 4-6 สัปดาห์ คอลลาเจนจะค่อยๆ สร้างตัวหนาขึ้น ช่วยฟื้นฟูปริมาตรให้เต็มขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ผลลัพธ์คงอยู่ได้นานตั้งแต่ 1-2 ปีขึ้นไป และสำหรับ PCL booster สามารถอยู่ได้นานสูงสุดถึง 4 ปีเลยค่ะ
และนี่คือ 3 เหตุผลที่เติมคอลลาเจน booster คือคำตอบของบริเวณโหนกแก้มและขมับค่ะ
เติมเต็มพื้นที่กว้างอย่างเป็นธรรมชาติ: ไม่ใช่การอัดเนื้อสารเคมีเข้าไปตรงๆ แต่เป็นการที่ผิวสร้างคอลลาเจนขึ้นมาเอง จึงไม่จับตัวเป็นก้อนและสัมผัสเนียนเรียบไปกับผิว
ฟื้นฟูทั้งเนื้อผิวและความยืดหยุ่นไปพร้อมกัน: คอลลาเจนที่เกิดขึ้นใหม่จะช่วยให้คุณภาพผิวในบริเวณนั้นเรียบเนียนและกระชับเต่งตึงขึ้นด้วย
ผลลัพธ์แบบกระบวนการบวก (Plus Structure): ไม่ใช่เห็นผล 100% ทันทีหลังทำ แต่เป็นโครงสร้างที่คอลลาเจนจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป จึงช่วยเลี่ยงปัญหาหน้าล้นหน้าแปลกจากการเติมมากเกินไปในครั้งเดียวได้ดีค่ะ

เปรียบเทียบความต่างของทั้งสองแบบชัดๆ
หัวข้อ | HA ฟิลเลอร์ | คอลลาเจน skin booster |
|---|---|---|
กลไกการทำงาน | เติมปริมาตรจากภายนอก (เห็นผลทันที) | กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนของตัวเอง |
ระยะเวลาเห็นผล | หลังทำทันที | 4-6 สัปดาห์ (เห็นผลลัพธ์พึงพอใจในเดือนที่ 3) |
ผลลัพธ์คงอยู่ได้ | 10 เดือน - 1 ปี | 1-2 ปี+ (ถ้าเป็น PCL อยู่ได้นานสูงสุด 4 ปี) |
จำนวนครั้งที่ทำ | 1 ครั้ง (และทำซ้ำเมื่อสลายตัว) | 2-3 ครั้ง ห่างกันรอบละ 2-4 สัปดาห์ |
บริเวณที่เหมาะ | จมูก, ปลายคาง, ริมฝีปาก (เน้นกรอบหน้าชัด) | โหนกแก้ม, ขมับ, แก้มตอบ, หน้าผาก (พื้นที่กว้าง) |
ช่วงราคา (เกาหลี) | ประมาณ 200,000 - 500,000 วอน / 1cc | ประมาณ 700,000 - 1,200,000 วอน / 1ขวด (vial) |

สรุปความต่างของ 4 บูสเตอร์ยอดฮิตในหนึ่งแถว
Sculptra (สคัลป์ทรา) — มีส่วนผสมของ PLLA* มีประสิทธิภาพในการกระตุ้นทางชีวภาพได้แรงที่สุด ยิ่งเวลาผ่านไปปริมาตรผิวจะยิ่งฟูขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ แนะนำคอร์สพื้นฐานคือทำ 3 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 1 เดือน ผ่านมาตรฐาน อย.เกาหลี และ US FDA
Juvelook (จูเวลุค) — ส่วนผสมของ PDLLA* + โครงสร้างตาข่าย HA ความเสี่ยงในการเกิดตุ่มไตใต้ผิวหนัง (Nodule) น้อยกว่า PLLA เดี่ยวๆ ทำให้แพทยสภามีการเลือกใช้ในหน้างานจริงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
Radiesse (เรเดียส) — ส่วนผสมของ CaHA* มีความยืดหยุ่นสูง จึงเป็นคำตอบที่ดีสำหรับบริเวณที่ต้องการพยุงโครงหน้า (เช่น แนวกราม หรือแก้มส่วนลึก) จุดเด่นพิเศษคือให้ปริมาตรทันทีระดับหนึ่งหลังทำ
Ellansé (เอลลันเซ) — ส่วนผสมของ PCL* บูสเตอร์ที่ผ่านการรับรองจาก FDA ผลลัพธ์อยู่นานที่สุด (สูงสุด 4 ปี) เนื่องจากอัตราการสลายตัวช้าที่สุด จึงใช้เวลาเซ็ตตัวเข้าที่นานกว่าตัวอื่นเช่นกัน
แม้จะเป็นกลุ่ม skin booster เหมือนกัน แต่ทั้ง 4 ตัวมีความแรงในการกระตุ้น ความยืดหยุ่น และระยะเวลาคงอยู่ของผลลัพธ์ที่ต่างกันค่ะ เนื่องจากผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับบริเวณที่ทำและโครงสร้างเนื้อผิวแต่ละบุคคล แนะนำให้ปรึกษากับหมอวี ยองจิน ก่อนเพื่อเลือกสูตรที่เหมาะที่สุดนะคะ

สิ่งที่ต้องเช็กตอนปรึกษาคุณหมอ
หลักๆ มี 3 ข้อค่ะ ประการแรก บริเวณที่ต้องการเติม หากเป็นพื้นที่กว้างเช่น ข้างโหนกแก้ม ขมับ แก้ม ตอบโจทย์ด้วย skin booster แต่หากเป็นจุดที่เน้นรูปทรงเฉียบคมอย่างจมูกหรือคาง ฟิลเลอร์จะดีกว่า ประการที่สอง กรอบเวลาที่อยากเห็นผล หากมีงานสำคัญเร็วๆ นี้ ฟิลเลอร์จะให้ผลทันที แต่ถ้าอยากได้ผลลัพธ์ธรรมชาติในอีก 3 เดือนข้างหน้า ค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างเป็นส่วนตัว แนะนำ skin booster ค่ะ ประการที่สาม ความถี่ในการกลับมาทำซ้ำ เนื่องจาก skin booster อยู่ได้นานกว่า 2 เท่าตัว เมื่อมองระยะยาวเรื่องความคุ้มค่าด้านค่าใช้จ่ายและจำนวนครั้งที่ต้องเจ็บตัวจึงค่อนข้างได้เปรียบกว่าค่ะ
สำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องแก้มตอบ ขมับบุ๋ม การหันมาใช้ skin booster ที่สร้างคอลลาเจนของตัวเองแทนฟิลเลอร์ที่เป็นสารเติมเต็มจากภายนอกคือคำตอบค่ะ การเลือกหมวดหมู่การรักษาให้เหมาะกับพื้นที่ คือก้าวแรกสู่ผลลัพธ์ความละมุนสไตล์เกาหลีที่ดูเป็นธรรมชาติที่สุดค่ะ
* PLLA: Poly-L-Lactic Acid โพลิเมอร์สังเคราะห์สลายตัวได้เองตามธรรมชาติ กลุ่มกรดแลกติกจากพืช ช่วยให้ร่างกายค่อยๆ สร้างคอลลาเจนใหม่ของตัวเอง ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของ Sculptra
* PDLLA: Poly-D,L-Lactic Acid โครงสร้างไอโซเมอร์ของ PLLA มีลักษณะสลายตัวเร็วกว่า ช่วยเพิ่มความปลอดภัยและลดโอกาสการเกิดตุ่มนูนใต้ผิวหนัง เป็นส่วนประกอบหลักของ Juvelook
* CaHA: Calcium Hydroxyapatite อนุภาคเกลือแร่แคลเซียมชนิดเดียวกับที่พบในกระดูกและฟัน มีความยืดหยุ่นสูง จึงเหมากับจุดที่ต้องการสร้างโครงพยุงผิว เป็นส่วนประกอบหลักของ Radiesse
* PCL: Polycaprolactone โพลีเอสเตอร์ที่ใช้ในไหมละลายทางการแพทย์ สลายตัวช้าที่สุด จึงช่วยคงผลลัพธ์ได้ยาวนานที่สุด เป็นส่วนประกอบหลักของ Ellansé
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
Q. สามารถฉีดฟิลเลอร์พร้อมกับ skin booster ได้ไหม?
ได้ค่ะ ตราบใดที่เป็นคนละตำแหน่งกัน เช่น จมูกและปลายคางเลือกใช้ฟิลเลอร์ ส่วนโหนกแก้มและขมับเลือกใช้ skin booster การแยกทำหัตถการให้เหมาะตามสรีระตำแหน่งใบหน้าต่างหาก ที่จะช่วยสร้างผลลัพธ์ภาพรวมให้ออกมาเป็นธรรมชาติที่สุดค่ะ
Q. ถ้าเคยฉีดฟิลเลอร์ที่โหนกแก้มแล้วเกิดเป็นก้อนคลื่น จะใช้ skin booster ช่วยแก้ไขได้ไหม?
สามารถทำได้ค่ะ เมื่อถึงเวลาที่ฟิลเลอร์ตัวเดิมสลายตัวไปตามรอบ การสลับมาทำกลุ่ม skin booster แทน จะช่วยฟื้นฟูปริมาตรผิวรอบใหม่ได้อย่างเรียบเนียนเป็นสรีระธรรมชาติของร่างกาย หากยังสลายไม่หมดแต่ต้องการแก้จุดอื่น ก็สามารถฉีด skin booster เพิ่มเติมเฉพาะจุดได้ค่ะ
Q. ฝั่งที่ว่าสกินบูสเตอร์ใช้เวลานานกว่าจะเห็นผล ถือเป็นข้อเสียมั้ยคะ?
ไม่ใช่ข้อเสียค่ะ แต่เป็นคุณลักษณะเฉพาะตัว เนื่องจากผลลัพธ์ค่อยๆ พัฒนาขึ้นแบบกระบวนการบวกในช่วง 4-6 สัปดาห์ไปจนถึง 3 เดือน ช่วยให้ผู้รับบริการสามารถคุมและประเมินผลลัพธ์เพื่อตัดสินใจในการทำซ้ำครั้งต่อไปได้อย่างแม่นยำ ในทางคลินิกถือเป็นข้อดีอย่างมากในการเลี่ยงเคสหน้าล้นหรือรูปหน้าผิดสัดส่วนจากการอัดสารเติมเต็มในคราวเดียวค่ะ
บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม
บทความแนะนำ
บทความแนะนำ
โพสต์ล่าสุด
โพสต์ล่าสุด

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ถ้าอยากเติมเต็มบริเวณโหนกแก้มและขมับ ไม่ใช่ filler แต่ต้องเป็น skin booster ค่ะ
ฟิลเลอร์สำหรับปรับกรอบรูปหน้าอย่างบริเวณจมูกและปลายคาง ส่วน skin booster สำหรับบริเวณกว้างอย่างโหนกแก้ม ขมับ และแก้ม — การเลือกหัตถการที่เหมาะกับแต่ละตำแหน่งคือคีย์เวิร์ดของความสวยดูเป็นธรรมชาติค่ะ

ยกกระชับ
อยู่ๆ ก็หน้าตอบเป็นทรงถั่วลิสงใช่ไหม?
ถ้าลดแค่โหนกแก้มอย่างเดียว จะยิ่งทำให้ขมับดูตอบลงไปอีกนะคะ วิธีแก้หน้าทรงผลถั่วลิสง (땅콩형) ที่ถูกต้องที่สุดคือการทำควบคู่กันระหว่าง 'การลดกระชับ' (Double Slim, Ulthera) และ 'การเติมเต็ม' (Sculptra) ค่ะ

ร่างกาย
อยากเติม hip dip ให้ขาดูยาวขึ้น? ครั้งแรกแนะนำให้เติมทีละน้อยก่อนนะคะ
การเติม hip dip ช่วยให้ขาดูยาวขึ้นได้นะคะ แต่ถ้าเติมเยอะเกินไปในครั้งเดียวก็อาจจะดูไม่เป็นธรรมชาติได้ค่ะ นี่คือเรื่องราวของการประเมินปริมาณและการแบ่งจำนวนครั้งในการทำ Sculptra ครั้งแรกค่ะ

ผิว
ถ้าสีของรอยคล้ำใต้ตาเปลี่ยนไปภายในวันเดียว วิธีการดูแลรักษา(procedure)ที่คุณต้องทำก็จะแตกต่างกันออกไปค่ะ
ถ้าค่ำๆ ทีไรใต้ตาคล้ำเป็นแพนด้าทุกที สาเหตุอาจจะเกิดจากเส้นเลือดค่ะ ซึ่งการทำหัตถการจะแบ่งออกเป็น 2 แบบหลักๆ คือ การจัดการกับเส้นเลือดโดยตรง หรือเติมเต็มชั้นผิวด้วย คอลลา겐 ค่ะ

ผิว
Thermage FLX 600 ช็อต vs 300 ช็อต — แบบไหนที่เหมาะกับคุณ และใครบ้างที่จำเป็นต้องทำ 600 ช็อต
Thermage FLX shot — เปรียบเทียบความต่างระหว่างคนที่ทำ 300 shot แล้วเพียงพอ กับคนที่จำเป็นต้องทำ 600 shot โดยวิเคราะห์ตามบริเวณที่ทำ ระดับความหย่อนคล้อย และงบประมาณของคุณค่ะ

ยกกระชับ
Onda vs InMode — ไกด์ไลน์เลือกหัตถการยกกระชับหน้าสองแบบที่แตกต่างกันตั้งแต่หลักการทำงาน
เลือกแบบไหนดีให้เข้ากับผิวเราที่สุด? วันนี้เราจะมาเจาะลึกสัญญาณที่ช่วยตัดสินว่า ระหว่าง ON-DA (온다) ที่ใช้คลื่นไมโครเวฟส่งความร้อนลึกลงไปใต้ชั้นผิว กับ InMode (인모드) ที่ใช้คลื่น RF ช่วยกระชับผิวชั้นเดอร์มิสพร้อมปรับผิวให้เรียบเนียน เทคโนโลยีไหนจะช่วยอัปความสวยให้ดูเป็นธรรมชาติในแบบที่เป็นคุณมากที่สุด
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1
💬 สามารถปรึกษาแบบ 1:1 ผ่าน KakaoTalk ได้
🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1



![[บิวตี้สโตน] ฟิลเลอร์ใต้ตาคล้ำ: 0.3cc เปลี่ยนผลลัพธ์](https://framerusercontent.com/images/F4Q84TUWgjbZJV6MNheLnWHnaw.jpg?width=1080&height=1080)
