หลายคนคิดว่า "เลเซอร์แผลเป็นครั้งเดียวพอ" แต่เครื่องมือต่างกันตามลักษณะแผล สรุปหัตถการที่เหมาะ 3 แบบ
เวลาส่องกระจกดูบริเวณโหนกแก้มชัดๆ หลายคนคงเคยเจอว่าสิวหายดีแล้ว แต่กลับทิ้งรอยแผลเป็นหลุมเล็กๆ เอาไว้ไม่ยอมหาย บางจุดก็เป็นหลุมลึกขอบชัด บางจุดก็เป็นหลุมแคบและแหลมลึก หรือบางจุดอาจจะดูรูปทรงไม่ชัดเจน แต่ดูเหมือนมีเงาดำๆ บดบังทำให้ผิวดูไม่เรียบเนียน
ขอสรุปให้ฟังตั้งแต่ต้นเลยครับว่า แผลเป็นหลุมสิวแต่ละแบบจะตอบสนองต่อการรักษาที่ไม่เหมือนกัน โดยทั่วไปจะแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลักๆ คือ Boxcar, Ice pick และ Rolling แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็น "เลเซอร์รักษาหลุมสิว" เหมือนกัน แต่ความสามารถในการเข้าถึงความลึกและรูปทรงของหลุมสิวนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ความเข้าใจผิดที่หมอเจอบ่อยที่สุดในห้องให้คำปรึกษาก็คือ ความคาดหวังที่ว่า "ใช้เลเซอร์ตัวเดียวจะรักษาหลุมสิวได้ทุกแบบ"
ทำไมเราต้องจำแนกประเภทของหลุมสิวก่อนทำการรักษา?
หลุมสิวทั้ง 3 แบบนี้ไม่ได้แตกต่างกันแค่รูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้น แต่ยังบ่งบอกถึงทิศทางและโครงสร้างการดึงรั้งของพังผืดใต้ผิวหนังอีกด้วย หลุมสิวแบบ Boxcar จะมีลักษณะปากหลุมกว้างและขอบสระค่อนข้างชัน มีความลึกได้ตั้งแต่ 1-4 มม. ส่วนแบบ Ice pick จะเป็นหลุมสิวที่ปากแคบเพียง 1-2 มม. แต่ลึกและแหลมลงไป แม้จะดูเป็นจุดเล็กๆ บนผิวชั้นนอก แต่ก้นหลุมมักจะลึกไปถึงชั้นหนังแท้ (dermis) เลยทีเดียว
สำหรับหลุมสิวแบบ Rolling เกิดจากพังผืดใต้ชั้นหนังแท้ดึงรั้งผิวลงไป ทำให้ผิวดูเป็นแอ่งคลื่นยวบยาบ ซึ่งต่างจากหลุมสิวอีกสองแบบ เพราะแบบ Rolling จะไม่มีขอบเขตที่ชัดเจนบนผิวหน้า แต่จะเห็นเป็นเงาบุ๋มชัดขึ้นเมื่อมีแสงตกกระทบจากด้านข้าง การจำแนกประเภทเหล่านี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเลือกวิธีรักษา เพราะเป็นตัวกำหนดว่าเครื่องมือตัวไหนจะทำงานได้ลึกถึงระดับที่ต้องการ

สำหรับ Boxcar นิยมใช้การกรอผิวหน้าและกลุ่ม RF Microneedling
เนื่องจากหลุมสิวแบบ Boxcar มีขอบที่ชัดเจน การปรับขอบหลุมให้เรียบเนียนขึ้นจะช่วยพรางสายตาทำให้หลุมดูตื้นขึ้นได้อย่างมาก การใช้ เลเซอร์กรอผิว (Ablative Fractional Laser) อย่าง CO2 หรือ Er:YAG จะช่วยเจียรข้า่งขอบหลุมลดความต่างระดับลง และหากเป็น Boxcar ที่ค่อนข้างลึก ก็มักจะรักษาควบคู่ไปกับกลุ่ม RF Microneedling* เสมอ
RF Microneedling จะปล่อยพลังงานคลื่นวิทยุ (RF) ผ่านเข็มขนาดเล็กลงลึกสู่ชั้นหนังแท้โดยตรง เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมาหนุนก้นหลุมสิวให้ฟูขึ้น โดยปกติแล้วต้องทำซ้ำประมาณ 3-5 ครั้ง ห่างกันทุก 4-6 สัปดาห์ จึงจะเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน แนะนำว่าควรทำใจเผื่อไว้ก่อนครับว่าอาจไม่ได้จบในครั้งสองครั้งแรก
RF Microneedling*: เครื่องมือที่ปล่อยพลังงานคลื่นวิทยุความถี่สูงลงลึกสู่ชั้นหนังแท้ผ่านเข็มขนาดเล็ก ซึ่งเป็นเลเซอร์ยอดนิยมที่เรารู้จักกันดีในชื่อ Potenza, Secret RF หรือ Infini นั่นเอง

สำหรับ Ice pick มักจบด้วยเทคนิค Punch Excision หรือ TCA CROSS
หลุมสิวแบบ Ice pick ค่อนข้างแคบและลึกมาก การกรอผิวหน้าเพียงอย่างเดียวแทบจะไม่เห็นผลเลย จึงจำเป็นต้องใช้วิธีที่เข้าถึงก้นหลุมในชั้นลึก ซึ่งแพทย์มักจะเลือกใช้เครื่องมือ Punch ตัดผิวหนังส่วนที่เป็นหลุมสิวออกแล้วเย็บปิด หรือใช้วิธีแต้มกรดความเข้มข้นสูงอย่าง TCA CROSS ลงไปเฉพาะจุดด้านในหลุมสิวเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมาแทนที่
การทำ Punch Excision เป็นการตัดแต่งรอยแผลลึกขนาดไม่เกิน 1 มม. ออกแล้วเย็บใหม่ จึงให้ผลลัพธ์ที่รวดเร็วกว่าการทำ RF Microneedling หลายๆ ครั้งเพื่อกระตุ้นผิว แต่เนื่องจากเป็นหัตถการเฉพาะจุดที่เน้นความละเอียดสูง สำหรับคนที่มีปัญหาผิวไม่เรียบเนียนสม่ำเสมอหลายจุด หมอมักจะจัดโปรแกรมร่วมกับหัตถการรักษาหลุมสิวอื่นๆ ควบคู่กันไป

ส่วน Rolling แนะนำให้ทำ Subcision คู่กับกลุ่ม skin booster หรือ Collagen Booster
เนื่องจากหลุมสิวแบบ Rolling มีโครงสร้างพังผืดใต้ชั้นหนังแท้ดึงรั้งผิวลงไปด้านล่าง ต่อให้คุณพยายามกรอผิวหรือกระตุ้นคอลลาเจนแค่ไหน หากพังผืดยังดึงอยู่ ผิวก็จะยังเป็นแอ่งเงาโหว่เหมือนเดิม ดังนั้นวิธีแรกที่มักจะทำคือการกวาดพังผืดที่เรียกว่า Subcision โดยใช้เข็มขนาดเล็กสอดเข้าไปใต้ผิวหนังแล้วค่อยๆ เลาะพังผืดที่ยึดเกาะอยู่ออก
และหลังจากทำ Subcision แล้ว คนไข้ส่วนใหญ่นิยมฉีดกลุ่ม skin booster หรือ Collagen Booster (เช่น Juvelook, Rejuran, Sculptra) หรือ PRP* ร่วมด้วยเพื่อป้องกันไม่ให้พังผืดกลับมาดึงรั้งกันใหม่อีกครั้ง การเลาะพังผืด เติมเต็มช่องว่างใต้ผิว และกระตุ้นคอลลาเจนใหม่ควบคู่ไปกับการทำทรีตเมนต์ผิวชั้นบน ถือว่าเป็นสูตรมาตรฐานและได้ผลดีที่สุดสำหรับการรักษาหลุมสิวแบบ Rolling ครับ
PRP*: เกล็ดเลือดเข้มข้นที่สกัดจากเลือดของคนไข้เอง ซึ่งอุดมไปด้วย Growth Factor ที่ช่วยในการฟื้นฟูผิวและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน จึงนิยมนำมาใช้ควบคู่กับการรักษาหลุมสิวเพื่อช่วยให้ผิวฟื้นตัวเร็วขึ้น

3 เรื่องที่คนไข้มักจะเข้าใจสับสนเวลามาปรึกษาหมอ
ข้อแรกคือ แทบจะไม่มีครไข้คนไหนที่มีหลุมสิวเพียงแบบเดียวเลยครับ ส่วนใหญ่บนใบหน้าจะปนเปกันหมด เช่น มี Boxcar ที่โหนกแก้ม มี Rolling ที่กราม และมี Ice pick ข้างจมูก ดังนั้นการหวังพึ่งหัตถการเพียงตัวเดียวจึงมักจะหลงเหลือหลุมสิวบางประเภทอยู่ แนะนำว่าตอนปรึกษาลองถามคุณหมอว่า "หลุมสิวของฉันส่วนใหญ่เป็นแบบไหนคะ?" จะช่วยให้วางแผนการรักษาได้ตรงจุดและคาดหวังผลลัพธ์ได้ชัดเจนขึ้นครับ
ข้อสอง จำนวนครั้งและระยะห่างในการทำจะขึ้นอยู่กับความลึกของหลุมสิวเป็นหลัก โดยทั่วไปการทำ 4-6 ครั้ง ทุกๆ 4-6 สัปดาห์คือระยะเวลามาตรฐานขั้นต่ำ แต่สำหรับหลุมสิวแบบ Boxcar หรือ Ice pick ที่ลึกมาก อาจจำเป็นต้องทำสะสมไปถึง 6-10 ครั้งเลยทีเดียว สุดท้ายนี้ หากไม่ดูแลปกป้องผิวจากแสงแดดในช่วงพักฟื้น อาจจะทำให้เกิดรอยดำหลังการอักเสบ (PIH) ขึ้นที่บริเวณเดิมจนทำให้ผลการรักษาดูไม่สวยงาม ข้อเขียนนี้เป็นเพียงข้อมูลทั่วไปเบื้องต้น การจัดประเภทหลุมสิวและแผนการรักษาที่ดีที่สุด ควรให้แพทย์ผิวหนังได้ตรวจดูและวางแผนร่วมกับคนไข้โดยตรงครับ
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
Q. มีวิธีรักษาหลุมสิวให้เสร็จสิ้นเรียบเนียนในครั้งเดียวไหมคะ?
A. แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยครับ เนื่องจากหลุมสิวคือสภาวะที่เนื้อเยื่อในผิวหนังแท้ถูกทำลายและเกิดพังผืดไปแล้ว การสร้างคอลลาเจนใหม่และคลายพังผืดต้องใช้เวลา โดยทั่วไปจะเริ่มเห็นผลเร็วที่สุดที่ 3 เดือน และแนะนำให้วางแผนการรักษาต่อเนื่องในระยะเวลา 6 เดือนถึง 1 ปีครับ
Q. หลังรักษาหลุมสิวเสร็จแล้ว แต่งหน้าได้ตอนไหนคะ?
A. หากทำเลเซอร์กลุ่มกรอผิว (Ablative) ปกติแล้วควรเว้นระยะ 3-5 วันค่อยเริ่มแต่งหน้าบางๆ ครับ แต่ถ้าเป็นกลุ่ม RF Microneedling รอยแดงและอาการระคายเคืองจะลดลงค่อนข้างเร็วภายใน 2-3 วัน ส่วนการทำ Subcision แนะนำให้รอประมาณ 4-7 วันจนกว่ารอยช้ำสะสมใต้ผิวหนังจะจางลงครับ
Q. ช่วงระหว่างการรักษา ต้องกลับไปดูแลตัวเองที่บ้านอย่างไรบ้าง?
A. สิ่งสำคัญที่สุดคือ "การหลีกเลี่ยงแสงแดด" ครับ เพราะแม้ว่าเลเซอร์จะช่วยลดเลือนหลุมสิวได้ดี แต่หากละเลยการกันแดดจนเกิดรอยดำ PIH ตกค้างซ้ำที่จุดเดิม ผลการรักษาก็จะดูไม่เรียบเนียน ควรเน้นการเติมความชุ่มชื้นให้ผิวอย่างเต็มเป้า และทาครีมกันแดดเป็นประจำทุกวันห้ามละเลยเด็ดขาดครับ
บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม

ยกกระชับ
ตั้งแต่วัย 20 ไปจนถึง 50 ปี ควรเริ่มทำโปรแกรมยกกระชับ (lifting) ตอนไหน และเริ่มจากตัวไหนดีนะ?
จุดเริ่มต้นของการทำ Lifting นั้น ขึ้นอยู่กับสัญญาณเตือนของผิวมากกว่าเลขอายุนะคะ วันนี้เรามาเช็กโรดแมปในแต่ละช่วงวัย พร้อมเกณฑ์ในการเลือกวิธีที่ใช่ และไขข้อข้องใจยอดฮิตกันค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
เมื่อรู้สึกหนักหนังตาและคิ้วดูตก การทำอัลตร้าซาวด์ 리프팅 (lifting) บริเวณหน้าผากและคิ้วจะช่วยได้ไหมคะ?
สำหรับผู้ที่มีปัญหาตาดูหนักและล้าซึ่งมีสาเหตุมาจากคิ้วและหน้าผากหย่อนคล้อย นี่คือข้อมูลสรุปเกี่ยวกับหลักการทำงานของการทำอัลตราซาวด์ยกกระชับ (Ultrasonic Lifting) เคสที่เหมาะกับการทำทรีตเมนต์นี้ รวมถึงสัญญาณการฟื้นฟูของผิวและระยะเวลาที่จะเริ่มเห็นผลลัพธ์ค่ะ

ยกกระชับ
เมื่อกังวลเรื่องริ้วรอยที่คอและไลน์กรอบคอที่เริ่มหย่อนคล้อย การทำกิ๊ฟติ้งด้วยคลื่นวิทยุ (High-Frequency Lifting) จะช่วยได้อย่างไรบ้างคะ?
คู่มือนี้รวบรวมตั้งแต่สาเหตุของรอยเหี่ยวย่นบริเวณลำคอและกรอบคอที่ดูหย่อนคล้อย ไปจนถึงหลักการทำงานของคลื่นวิทยุความถี่สูง (RF) สำหรับการยกกระชับ รวมถึงการดูแลรักษาตามลักษณะริ้วรอยแต่ละประเภท และสัญญาณแห่งการฟื้นฟูผิวค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
เมื่อเริ่มรู้สึกว่าบริเวณขมับและหน้าผากดูยุบตัวลง Juvelook Volume จะสามารถช่วยเติมเต็มได้อย่างไรบ้างคะ?
คู่มือสรุปสาเหตุของปัญหาขมับและหน้าผากตอบ พร้อมอธิบายหลักการทำงานของ Juvelook Volume ที่ช่วยกระตุ้นคอลลาเจนให้ค่อยๆ เติมเต็มผิวอย่างเป็นธรรมชาติ รวมถึงเกณฑ์ในการพิจารณาว่าเหมาะกับเคสแบบไหน และสัญญาณการฟื้นฟูผิวหลังทำค่ะ

ร่างกาย
ออนดาช่วยเรื่องเซลลูไลท์ได้ไหม ทำงานกับไขมันอย่างไร
ออนดา (ไมโครเวฟ) ทำงานกับไขมันและเนื้อเยื่อเกี่ยวพันอย่างไร เกี่ยวข้องกับเซลลูไลท์แค่ไหนค่ะ

กำจัดขน
รูขุมขนอักเสบหลังกำจัดขนเกิดจากอะไร ดูแลอย่างไร
รูขุมขนอักเสบหลังเลเซอร์กำจัดขนเกิดจากอะไร อาการทั่วไป สัญญาณที่ควรพบแพทย์ และวิธีดูแลค่ะ



