หลายคนคิดว่า "เลเซอร์แผลเป็นครั้งเดียวพอ" แต่เครื่องมือต่างกันตามลักษณะแผล สรุปหัตถการที่เหมาะ 3 แบบ
เผยแพร่
อัปเดต

Author
Wi Young-jin · Chief director
Seoul National University College of Medicine · Seoul National University Hospital Specialist
→
เวลาส่องกระจกดูบริเวณโหนกแก้มชัดๆ หลายคนคงเคยเจอว่าสิวหายดีแล้ว แต่กลับทิ้งรอยแผลเป็นหลุมเล็กๆ เอาไว้ไม่ยอมหาย บางจุดก็เป็นหลุมลึกขอบชัด บางจุดก็เป็นหลุมแคบและแหลมลึก หรือบางจุดอาจจะดูรูปทรงไม่ชัดเจน แต่ดูเหมือนมีเงาดำๆ บดบังทำให้ผิวดูไม่เรียบเนียน
ขอสรุปให้ฟังตั้งแต่ต้นเลยครับว่า แผลเป็นหลุมสิวแต่ละแบบจะตอบสนองต่อการรักษาที่ไม่เหมือนกัน โดยทั่วไปจะแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลักๆ คือ Boxcar, Ice pick และ Rolling แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็น "เลเซอร์รักษาหลุมสิว" เหมือนกัน แต่ความสามารถในการเข้าถึงความลึกและรูปทรงของหลุมสิวนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ความเข้าใจผิดที่หมอเจอบ่อยที่สุดในห้องให้คำปรึกษาก็คือ ความคาดหวังที่ว่า "ใช้เลเซอร์ตัวเดียวจะรักษาหลุมสิวได้ทุกแบบ"
ทำไมเราต้องจำแนกประเภทของหลุมสิวก่อนทำการรักษา?
หลุมสิวทั้ง 3 แบบนี้ไม่ได้แตกต่างกันแค่รูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้น แต่ยังบ่งบอกถึงทิศทางและโครงสร้างการดึงรั้งของพังผืดใต้ผิวหนังอีกด้วย หลุมสิวแบบ Boxcar จะมีลักษณะปากหลุมกว้างและขอบสระค่อนข้างชัน มีความลึกได้ตั้งแต่ 1-4 มม. ส่วนแบบ Ice pick จะเป็นหลุมสิวที่ปากแคบเพียง 1-2 มม. แต่ลึกและแหลมลงไป แม้จะดูเป็นจุดเล็กๆ บนผิวชั้นนอก แต่ก้นหลุมมักจะลึกไปถึงชั้นหนังแท้ (dermis) เลยทีเดียว
สำหรับหลุมสิวแบบ Rolling เกิดจากพังผืดใต้ชั้นหนังแท้ดึงรั้งผิวลงไป ทำให้ผิวดูเป็นแอ่งคลื่นยวบยาบ ซึ่งต่างจากหลุมสิวอีกสองแบบ เพราะแบบ Rolling จะไม่มีขอบเขตที่ชัดเจนบนผิวหน้า แต่จะเห็นเป็นเงาบุ๋มชัดขึ้นเมื่อมีแสงตกกระทบจากด้านข้าง การจำแนกประเภทเหล่านี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเลือกวิธีรักษา เพราะเป็นตัวกำหนดว่าเครื่องมือตัวไหนจะทำงานได้ลึกถึงระดับที่ต้องการ

สำหรับ Boxcar นิยมใช้การกรอผิวหน้าและกลุ่ม RF Microneedling
เนื่องจากหลุมสิวแบบ Boxcar มีขอบที่ชัดเจน การปรับขอบหลุมให้เรียบเนียนขึ้นจะช่วยพรางสายตาทำให้หลุมดูตื้นขึ้นได้อย่างมาก การใช้ เลเซอร์กรอผิว (Ablative Fractional Laser) อย่าง CO2 หรือ Er:YAG จะช่วยเจียรข้า่งขอบหลุมลดความต่างระดับลง และหากเป็น Boxcar ที่ค่อนข้างลึก ก็มักจะรักษาควบคู่ไปกับกลุ่ม RF Microneedling* เสมอ
RF Microneedling จะปล่อยพลังงานคลื่นวิทยุ (RF) ผ่านเข็มขนาดเล็กลงลึกสู่ชั้นหนังแท้โดยตรง เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมาหนุนก้นหลุมสิวให้ฟูขึ้น โดยปกติแล้วต้องทำซ้ำประมาณ 3-5 ครั้ง ห่างกันทุก 4-6 สัปดาห์ จึงจะเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน แนะนำว่าควรทำใจเผื่อไว้ก่อนครับว่าอาจไม่ได้จบในครั้งสองครั้งแรก
RF Microneedling*: เครื่องมือที่ปล่อยพลังงานคลื่นวิทยุความถี่สูงลงลึกสู่ชั้นหนังแท้ผ่านเข็มขนาดเล็ก ซึ่งเป็นเลเซอร์ยอดนิยมที่เรารู้จักกันดีในชื่อ Potenza, Secret RF หรือ Infini นั่นเอง

สำหรับ Ice pick มักจบด้วยเทคนิค Punch Excision หรือ TCA CROSS
หลุมสิวแบบ Ice pick ค่อนข้างแคบและลึกมาก การกรอผิวหน้าเพียงอย่างเดียวแทบจะไม่เห็นผลเลย จึงจำเป็นต้องใช้วิธีที่เข้าถึงก้นหลุมในชั้นลึก ซึ่งแพทย์มักจะเลือกใช้เครื่องมือ Punch ตัดผิวหนังส่วนที่เป็นหลุมสิวออกแล้วเย็บปิด หรือใช้วิธีแต้มกรดความเข้มข้นสูงอย่าง TCA CROSS ลงไปเฉพาะจุดด้านในหลุมสิวเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมาแทนที่
การทำ Punch Excision เป็นการตัดแต่งรอยแผลลึกขนาดไม่เกิน 1 มม. ออกแล้วเย็บใหม่ จึงให้ผลลัพธ์ที่รวดเร็วกว่าการทำ RF Microneedling หลายๆ ครั้งเพื่อกระตุ้นผิว แต่เนื่องจากเป็นหัตถการเฉพาะจุดที่เน้นความละเอียดสูง สำหรับคนที่มีปัญหาผิวไม่เรียบเนียนสม่ำเสมอหลายจุด หมอมักจะจัดโปรแกรมร่วมกับหัตถการรักษาหลุมสิวอื่นๆ ควบคู่กันไป

ส่วน Rolling แนะนำให้ทำ Subcision คู่กับกลุ่ม skin booster หรือ Collagen Booster
เนื่องจากหลุมสิวแบบ Rolling มีโครงสร้างพังผืดใต้ชั้นหนังแท้ดึงรั้งผิวลงไปด้านล่าง ต่อให้คุณพยายามกรอผิวหรือกระตุ้นคอลลาเจนแค่ไหน หากพังผืดยังดึงอยู่ ผิวก็จะยังเป็นแอ่งเงาโหว่เหมือนเดิม ดังนั้นวิธีแรกที่มักจะทำคือการกวาดพังผืดที่เรียกว่า Subcision โดยใช้เข็มขนาดเล็กสอดเข้าไปใต้ผิวหนังแล้วค่อยๆ เลาะพังผืดที่ยึดเกาะอยู่ออก
และหลังจากทำ Subcision แล้ว คนไข้ส่วนใหญ่นิยมฉีดกลุ่ม skin booster หรือ Collagen Booster (เช่น Juvelook, Rejuran, Sculptra) หรือ PRP* ร่วมด้วยเพื่อป้องกันไม่ให้พังผืดกลับมาดึงรั้งกันใหม่อีกครั้ง การเลาะพังผืด เติมเต็มช่องว่างใต้ผิว และกระตุ้นคอลลาเจนใหม่ควบคู่ไปกับการทำทรีตเมนต์ผิวชั้นบน ถือว่าเป็นสูตรมาตรฐานและได้ผลดีที่สุดสำหรับการรักษาหลุมสิวแบบ Rolling ครับ
PRP*: เกล็ดเลือดเข้มข้นที่สกัดจากเลือดของคนไข้เอง ซึ่งอุดมไปด้วย Growth Factor ที่ช่วยในการฟื้นฟูผิวและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน จึงนิยมนำมาใช้ควบคู่กับการรักษาหลุมสิวเพื่อช่วยให้ผิวฟื้นตัวเร็วขึ้น

3 เรื่องที่คนไข้มักจะเข้าใจสับสนเวลามาปรึกษาหมอ
ข้อแรกคือ แทบจะไม่มีคนไข้คนไหนที่มีหลุมสิวเพียงแบบเดียวเลยครับ ส่วนใหญ่บนใบหน้าจะปนเปกันหมด เช่น มี Boxcar ที่โหนกแก้ม มี Rolling ที่กราม และมี Ice pick ข้างจมูก ดังนั้นการหวังพึ่งหัตถการเพียงตัวเดียวจึงมักจะหลงเหลือหลุมสิวบางประเภทอยู่ แนะนำว่าตอนปรึกษาลองถามคุณหมอว่า "หลุมสิวของฉันส่วนใหญ่เป็นแบบไหนคะ?" จะช่วยให้วางแผนการรักษาได้ตรงจุดและคาดหวังผลลัพธ์ได้ชัดเจนขึ้นครับ
ข้อสอง จำนวนครั้งและระยะห่างในการทำจะขึ้นอยู่กับความลึกของหลุมสิวเป็นหลัก โดยทั่วไปการทำ 4-6 ครั้ง ทุกๆ 4-6 สัปดาห์คือระยะเวลามาตรฐานขั้นต่ำ แต่สำหรับหลุมสิวแบบ Boxcar หรือ Ice pick ที่ลึกมาก อาจจำเป็นต้องทำสะสมไปถึง 6-10 ครั้งเลยทีเดียว สุดท้ายนี้ หากไม่ดูแลปกป้องผิวจากแสงแดดในช่วงพักฟื้น อาจจะทำให้เกิดรอยดำหลังการอักเสบ (PIH) ขึ้นที่บริเวณเดิมจนทำให้ผลการรักษาดูไม่สวยงาม ข้อเขียนนี้เป็นเพียงข้อมูลทั่วไปเบื้องต้น การจัดประเภทหลุมสิวและแผนการรักษาที่ดีที่สุด ควรให้แพทย์ผิวหนังได้ตรวจดูและวางแผนร่วมกับคนไข้โดยตรงครับ
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
Q. มีวิธีรักษาหลุมสิวให้เสร็จสิ้นเรียบเนียนในครั้งเดียวไหมคะ?
A. แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยครับ เนื่องจากหลุมสิวคือสภาวะที่เนื้อเยื่อในผิวหนังแท้ถูกทำลายและเกิดพังผืดไปแล้ว การสร้างคอลลาเจนใหม่และคลายพังผืดต้องใช้เวลา โดยทั่วไปจะเริ่มเห็นผลเร็วที่สุดที่ 3 เดือน และแนะนำให้วางแผนการรักษาต่อเนื่องในระยะเวลา 6 เดือนถึง 1 ปีครับ
Q. หลังรักษาหลุมสิวเสร็จแล้ว แต่งหน้าได้ตอนไหนครับ?
A. หากทำเลเซอร์กลุ่มกรอผิว (Ablative) ปกติแล้วควรเว้นระยะ 3-5 วันค่อยเริ่มแต่งหน้าบางๆ ครับ แต่ถ้าเป็นกลุ่ม RF Microneedling รอยแดงและอาการระคายเคืองจะลดลงค่อนข้างเร็วภายใน 2-3 วัน ส่วนการทำ Subcision แนะนำให้รอประมาณ 4-7 วันจนกว่ารอยช้ำสะสมใต้ผิวหนังจะจางลงครับ
Q. ช่วงระหว่างการรักษา ต้องกลับไปดูแลตัวเองที่บ้านอย่างไรบ้าง?
A. สิ่งสำคัญที่สุดคือ "การหลีกเลี่ยงแสงแดด" ครับ เพราะแม้ว่าเลเซอร์จะช่วยลดเลือนหลุมสิวได้ดี แต่หากละเลยการกันแดดจนเกิดรอยดำ PIH ตกค้างซ้ำที่จุดเดิม ผลการรักษาก็จะดูไม่เรียบเนียน ควรเน้นการเติมความชุ่มชื้นให้ผิวอย่างเต็มเป้า และทาครีมกันแดดเป็นประจำทุกวันห้ามละเลยเด็ดขาดครับ

ยกกระชับ
세르프(XERF) 리프팅, 써마지와 고를 땐 어느 층을 볼까요?

ยกกระชับ
세르프 효과, 받고 언제 달라질까요? 연구는 1·3개월 뒤를 봤어요

ผิว
ก้นดำขัดแรง ๆ แล้วจะจางไหม? สาเหตุและวิธีดูแลที่ถูกต้อง

ผิว
CO2 Fractional ทำไมพักหน้านานกว่าเลเซอร์แบบไม่ลอกผิว? เลือกยังไงดี

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ฟิลเลอร์หน้าผากต้องใช้กี่ซีซี ทำไมราคาต่อซีซีถึงบอกราคารวมไม่ได้?

ผิว
หน้ามันแต่ยังตึง ช่วงเปลี่ยนฤดูควรแก้อะไรก่อนดี?






