ผู้อำนวยการ วี ยองจิน คิม กาอึล แห่งคลินิกบิวตี้สโตน ฮงแด
ฮงแด บิวตี้ด็อกเตอร์ บิวตี้สโตนคลินิก
ฮงแด บิวตี้ด็อกเตอร์ บิวตี้สโตนคลินิก

Microneedle + Juvelook — การจับคู่ที่ช่วยดูแลรอยแผลเป็นลึก

Microneedle + Juvelook — การจับคู่ที่ช่วยดูแลรอยแผลเป็นลึก

Microneedle + Juvelook — การจับคู่ที่ช่วยดูแลรอยแผลเป็นลึก

สำหรับรอยแผลเป็นหลุมลึกแบบกล่อง (boxcar) และแผลเป็นคีลอยด์หดรัดแบบผสม การรักษาด้วย Micro-needling ร่วมกับ Juvelook เป็นคู่ที่เข้ากันได้ดีมากเลยค่ะ โดยหลักการทำงานจะช่วยกระตุ้นทั้งกระบวนการรักษาแผล (wound healing) ควบคู่ไปกับการกระตุ้นของสาร PDLLA พร้อมๆ กัน

microneedle + Juvelook — การผสมผสานเพื่อจัดการกับรอยแผลเป็นลึก

📚 เจาะลึก Juvelook · สารบัญซีรีส์

1. Juvelook คืออะไร?
   ├─ 1.1 ประวัติของ Juvelook
   └─ 1.2 หลักการทำงาน (PDLLA + HA)

2. ไลน์อัพทั้งหมด
   ├─ 2.1 3 รุ่นสำหรับใบหน้า (Juvelook·Volume·Skin)
   └─ 2.2 รุ่นเฉพาะจุด (Eye·Glam)

3. การจับคู่โปรแกรมรักษา
   ├─ 3.1 คู่กับ CureJet (รักษาแผลเป็นแบบไร้เข็ม)
   ├─ 3.2 คู่กับ microneedle (สำหรับแผลเป็นลึก)  บทความปัจจุบัน
   └─ 3.3 คู่กับ Potenza (RF + Pumping Tip)

4. การเปรียบเทียบและการเลือก
   ├─ 4.1 Juvelook vs Rejuran
   └─ 4.2 Rejuran HB vs การฉีดใต้ผิวหนังชั้นเดอร์มิสด้วย Juvelook
📚 เจาะลึก Juvelook · สารบัญซีรีส์

1. Juvelook คืออะไร?
   ├─ 1.1 ประวัติของ Juvelook
   └─ 1.2 หลักการทำงาน (PDLLA + HA)

2. ไลน์อัพทั้งหมด
   ├─ 2.1 3 รุ่นสำหรับใบหน้า (Juvelook·Volume·Skin)
   └─ 2.2 รุ่นเฉพาะจุด (Eye·Glam)

3. การจับคู่โปรแกรมรักษา
   ├─ 3.1 คู่กับ CureJet (รักษาแผลเป็นแบบไร้เข็ม)
   ├─ 3.2 คู่กับ microneedle (สำหรับแผลเป็นลึก)  บทความปัจจุบัน
   └─ 3.3 คู่กับ Potenza (RF + Pumping Tip)

4. การเปรียบเทียบและการเลือก
   ├─ 4.1 Juvelook vs Rejuran
   └─ 4.2 Rejuran HB vs การฉีดใต้ผิวหนังชั้นเดอร์มิสด้วย Juvelook

🔗 ไปยังบทความอื่น

Juvelook คืออะไร?1.1 ประวัติของ Juvelook · 1.2 หลักการทำงาน (PDLLA + HA)

ไลน์อัพทั้งหมด2.1 3 รุ่นสำหรับใบหน้า (Juvelook·Volume·Skin) · 2.2 รุ่นเฉพาะจุด (Eye·Glam)

การจับคู่โปรแกรมรักษา3.1 คู่กับ CureJet (รักษาแผลเป็นแบบไร้เข็ม) · 3.3 คู่กับ Potenza (RF + Pumping Tip)

การเปรียบเทียบและการเลือก4.1 Juvelook vs Rejuran · 4.2 Rejuran HB vs การฉีดใต้ผิวหนังชั้นเดอร์มิสด้วย Juvelook

ขอสรุปให้ฟังก่อนเลยนะคะว่า สำหรับแผลเป็นหลุมสิวลึกๆ ลำพังแค่ CureJet อย่างเดียวอาจจะยังไม่พอค่ะ เพราะการจะเห็นผลลัพธ์ที่ดี จำเป็นต้องลงลึกไปถึงชั้นผิวเดอร์มิส (Dermis) ที่ลึกกว่านั้น ซึ่งสิ่งที่นำมาใช้ในจุดนี้ก็คือ microneedle ค่ะ โดยจะเป็นการใช้เข็มขนาดเล็กจิ๋วจำนวนหลายสิบถึงหลายร้อยเล่ม ส่งผ่านเข้าไปในผิวตามระดับความลึกที่กำหนดไว้อย่างแม่นยำ เพื่อสร้างช่องทางเล็กๆ แล้วทำการผลัก Juvelook เข้าไปในนั้น จุดแตกต่างสำคัญคือ CureJet จะเน้นการรักษาที่ผิวชั้นบน ส่วน microneedle จะเน้นจัดการลงลึกถึงชั้นเดอร์มิสค่ะ



หลักการทำงานของโปรแกรม microneedle

microneedle คืออุปกรณ์ที่ใช้ ※ เข็มขนาดไมโคร ที่บางกว่าเส้นผมหลายสิบเล่มทิ่มลงบนผิวพร้อมๆ กัน โดยสามารถปรับความยาวของเข็มได้ตั้งแต่ 0.5 มม. ถึง 3.5 มม. เพื่อให้เหมาะกับบริเวณและระดับความลึกของแผลเป็น ซึ่งการลงเข็มแต่ละครั้งจะช่วยสร้างช่องทางขนาดเล็กจำนวนมากบนผิวค่ะ

เข็มขนาดไมโคร (microneedle): เป็นเข็มทางการแพทย์ที่มีขนาดเล็กและบางมาก มีความยาวตั้งแต่ 0.5 ถึง 3.5 มม. โดยเข็มหลายสิบเล่มจะลงสู่ผิวพร้อมกันเพื่อเปิดช่องทางขนาดเล็ก ช่วยให้ตัวยาลงลึกสู่ผิว หรือส่งพลังงาน RF เข้าไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ช่องทางเล็กๆ เหล่านี้มีบทบาทสำคัญ 2 ประการค่ะ อย่างแรกคือเป็น ช่องทางสำหรับส่งตัวยา (Juvelook) ถ้า CureJet คือการพ่นยาด้วยแรงดันน้ำ microneedle ก็คือการเปิดช่องทางแล้วส่งตัวยาเข้าไปโดยตรงในเป้าหมาย ทำให้ควบคุมตำแหน่งได้อย่างแม่นยำและส่งตรงถึงชั้นเดอร์มิสส่วนลึกได้อย่างแท้จริง อย่างที่สองคือ การกระตุ้นกระบวนการรักษาบาดแผลตามธรรมชาติ เมื่อผิวรับรู้ถึงความเสียหายเล็กๆ นี้ ร่างกายจะเปิดสัญญาณสร้างคอลลาเจนขึ้นมาทันที เมื่อการกระตุ้นจาก PDLLA ของ Juvelook ทำงานร่วมกับกระบวนการซ่อมแซมตัวเองนี้ ผลลัพธ์ที่ได้จึงยิ่งทวีคูณค่ะ


마이크로니들이라는 시술, 어떻게 작동하나요



ทำไมรอยแผลเป็นลึกถึงต้องใช้ microneedle

แผลเป็นหลุมสิวไม่ใช่แค่ปัญหาผิวขรุขระภายนอกค่ะ แต่เกิดจากการที่เนื้อเยื่อแผลเป็นใต้ผิวหนังชั้นเดอร์มิส ดึงรั้งผิวลงไปในลักษณะของ ※ พังผืด (fibrotic band) ทำให้เกิดรอยบุ๋มลงไป ถ้าเรารักษาแค่ผิวชั้นบน เมื่อเวลาผ่านไป แผลเป็นก็จะถูกดึงรั้งกลับลงไปที่เดิมอีกค่ะ

พังผืดใต้ผิว (fibrotic band): คือเนื้อเยื่อพังผืดที่เกิดขึ้นจากการเป็นสิวอักเสบรุนแรงในชั้นลึก ทำหน้าที่ดึงรั้งผิวชั้นบนลงไปด้านล่าง หากไม่ทำการตัดหรือคลายพังผืดนี้ออก ผิวบริเวณที่เป็นหลุมสิวก็จะไม่สามารถฟูขึ้นมาได้เรียบเนียนค่ะ

จากผลการศึกษาเกี่ยวกับ กลไกการออกฤทธิ์ในชั้นเดอร์มิสของ microneedle RF พบว่า เข็มขนาดเล็กสามารถลงลึกถึงระดับ 0.5 - 3.5 มม. เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ในกรณีของแผลเป็นลึก จำเป็นต้องลงลึกถึงระดับ 2 - 3 มม. เพื่อคลายพังผืดที่ตรึงผิวไว้ แล้วเติมเต็มคอลลาเจนใหม่เข้าไปในช่องว่างนั้น ซึ่งระดับความลึกนี้ยากที่จะไปถึงได้ด้วยแรงดันน้ำของ CureJet เพียงอย่างเดียวค่ะ

และเมื่อทำร่วมกับ Juvelook ผลลัพธ์ก็จะยิ่งยอดเยี่ยมขึ้นไปอีกขั้น โดยสาร PDLLA จะเข้าไปจับตัวอยู่ในชั้นเดอร์มิสส่วนลึกตามช่องทางที่ microneedle สร้างไว้ แล้วค่อยๆ สลายตัวไปตามธรรมชาติในช่วง 12 - 24 เดือน พร้อมกับกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนสะสมขึ้นมาเรื่อยๆ เรียกได้ว่าการรักษาเพียงครั้งเดียว จะช่วยเปิดสัญญาณสร้างคอลลาเจนได้ถึงสองทาง ทั้งจาก การฟื้นฟูบาดแผล + การกระตุ้นของ PDLLA เลยค่ะ



왜 깊은 흉터에 마이크로니들이 필요한가요



เหมาะกับแผลเป็นประเภทไหนบ้าง?

สูตรผสมผสานระหว่าง microneedle + Juvelook จะให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดกับแผลเป็นลักษณะนี้ค่ะ

  • แผลเป็นหลุมลึกขอบชัด (Boxcar Scar) — แผลเป็นที่มีขอบชัดเจนและมีความลึกมากกว่า 2 มม.

  • แผลเป็นแอ่งและหลุมสิวผสม (Mixed Atrophic Scar) — มีรอยแผลเป็นทั้งแบบ Rolling, Boxcar และ Icepick ผสมกัน

  • รอยแผลเป็นที่มีความลึกหลากหลายกระจายอยู่ทั่วใบหน้า

  • ผู้ที่เคยรักษาด้วย CureJet, ฟิลเลอร์ หรือเลเซอร์แล้วยังไม่เห็นผลลัพธ์ที่น่าพอใจ

ในทางกลับกัน แผลเป็นแบบจิกจิกลึกมาก (Icepick Scar) ที่ลึกเกิน 4-5 มม. อาจยากที่จะแก้ไขได้หมดในครั้งเดียวด้วย microneedle ค่ะ สำหรับกรณีนี้อาจต้องใช้วิธีที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้นอย่างการทำ CROSS หรือการผ่าตัดตัดรอยแผลเป็น (Punch Excision) ร่วมด้วย ให้คิดเสียว่า microneedle + Juvelook เป็นโปรแกรมรักษาที่เข้ามาจัดการแผลเป็นที่ "ลึกกว่าระดับที่ CureJet จะเข้าถึงได้" อีกขั้นหนึ่งค่ะ


어떤 흉터에 잘 맞을까



ขั้นตอนการรักษาและการฟื้นฟูผิว

ตามที่แนะนำใน รายงานการรีวิวการทำหัตถการความงามด้วยสาร PDLLA แนะนำให้ทำซ้ำ 3-5 ครั้ง โดยเว้นระยะห่าง 4-6 สัปดาห์ ในแต่ละครั้งจะเริ่มต้นด้วยการแปะยาชาประมาณ 30 นาที และใช้เวลาทำหัตถการจริงประมาณ 10-20 นาที ขั้นตอนนี้จะใช้เวลาแปะยาชานานกว่า CureJet และอาจมีความรู้สึกเจ็บระหว่างทำมากกว่าเล็กน้อยค่ะ

ระยะเวลาในการฟื้นฟูผิว (Downtime) จะยาวนานกว่า CureJet ค่ะ โดยหลังทำทันทีจะเห็นรอยแดงหรือสะเก็ดจุดเล็กๆ ชัดเจน และมีรอยแดงหลงเหลืออยู่ประมาณ 1-3 วัน อาจมีรอยช้ำเกิดขึ้นได้บ้าง และโดยปกติแล้วผิวจะต้องการเวลาในการฟื้นตัวประมาณ 5-7 วัน แต่สิ่งที่แลกมาคือ ผลลัพธ์หลังการรักษาต่อครั้งจะชัดเจนกว่า CureJet และเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของแผลเป็นที่เคยลึกได้อย่างชัดเจนค่ะ

ในบทความถัดไป เราจะมาเจาะลึกการรวมตัวของ Potenza และ Juvelook ซึ่งใช้หลักการคล้ายกัน แต่มีการเพิ่ม พลังงาน RF (คลื่นความถี่วิทยุ) เข้าไปด้วย แม้จะเป็นตระกูล microneedle เหมือนกัน แต่มีกลไกการทำงานที่ล้ำลึกเพิ่มขึ้นมาอีกขั้นค่ะ


시술 흐름과 회복



คำถามที่พบบ่อย

Q. ระหว่าง CureJet กับ microneedle แบบไหนดีกว่ากันคะ?

ไม่มีแบบไหน "ดีกว่า" อย่างสมบูรณ์แบบค่ะ แต่ขึ้นอยู่กับบริเวณและความลึกของแผลเป็น หากต้องการเน้นผิวชั้นบนและแผลเป็นตื้นๆ แนะนำเป็น CureJet แต่ถ้าเป็นแผลเป็นหลุมลึกขอบชัดหรือแผลเป็นผสม แนะนำเป็น microneedle ค่ะ หลายๆ คนก็นิยมทำคู่กันทั้งสองโปรแกรม เช่น ใช้ microneedle + Juvelook สำหรับรอยแผลเป็นลึก และใช้ CureJet + Juvelook สำหรับเรื่องรูขุมขนและผิวเรียบเนียนค่ะ

Q. ทำ microneedle แค่ครั้งเดียว จะเห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนเลยไหมคะ?

สำหรับแผลเป็นลึก การทำเพียงครั้งเดียวอาจยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงที่คุ้มค่าพอค่ะ โดยปกติเมื่อทำสะสม 3-5 ครั้ง รอยแผลเป็นจะค่อยๆ ตื้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากคอลลาเจนต้องใช้เวลาในการสร้างและจัดเรียงตัว ดังนั้นการประเมินผลลัพธ์ที่เหมาะสมที่สุดจึงควรอยู่ที่ประมาณ 6 เดือนหลังเริ่มการรักษาค่ะ

Q. หลังทำกี่วันถึงจะกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติคะ?

รอยแดงมักจะหายไปในเวลาประมาณ 1-3 วัน ส่วนรอยเข็มเล็กๆ จะจางลงเกือบทั้งหมดใน 5-7 วันค่ะ หากคนไข้มีตารางงานสำคัญ แนะนำให้วางแผนทำล่วงหน้าอย่างน้อย 1 สัปดาห์จะดีที่สุดค่ะ ส่วนการแต่งหน้า หลายๆ ท่านสามารถแต่งหน้าได้ตั้งแต่วันถัดไปหลังจากทำหัตถการค่ะ

บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม

microneedle + Juvelook — การผสมผสานเพื่อจัดการกับรอยแผลเป็นลึก

📚 เจาะลึก Juvelook · สารบัญซีรีส์

1. Juvelook คืออะไร?
   ├─ 1.1 ประวัติของ Juvelook
   └─ 1.2 หลักการทำงาน (PDLLA + HA)

2. ไลน์อัพทั้งหมด
   ├─ 2.1 3 รุ่นสำหรับใบหน้า (Juvelook·Volume·Skin)
   └─ 2.2 รุ่นเฉพาะจุด (Eye·Glam)

3. การจับคู่โปรแกรมรักษา
   ├─ 3.1 คู่กับ CureJet (รักษาแผลเป็นแบบไร้เข็ม)
   ├─ 3.2 คู่กับ microneedle (สำหรับแผลเป็นลึก)  บทความปัจจุบัน
   └─ 3.3 คู่กับ Potenza (RF + Pumping Tip)

4. การเปรียบเทียบและการเลือก
   ├─ 4.1 Juvelook vs Rejuran
   └─ 4.2 Rejuran HB vs การฉีดใต้ผิวหนังชั้นเดอร์มิสด้วย Juvelook

🔗 ไปยังบทความอื่น

Juvelook คืออะไร?1.1 ประวัติของ Juvelook · 1.2 หลักการทำงาน (PDLLA + HA)

ไลน์อัพทั้งหมด2.1 3 รุ่นสำหรับใบหน้า (Juvelook·Volume·Skin) · 2.2 รุ่นเฉพาะจุด (Eye·Glam)

การจับคู่โปรแกรมรักษา3.1 คู่กับ CureJet (รักษาแผลเป็นแบบไร้เข็ม) · 3.3 คู่กับ Potenza (RF + Pumping Tip)

การเปรียบเทียบและการเลือก4.1 Juvelook vs Rejuran · 4.2 Rejuran HB vs การฉีดใต้ผิวหนังชั้นเดอร์มิสด้วย Juvelook

ขอสรุปให้ฟังก่อนเลยนะคะว่า สำหรับแผลเป็นหลุมสิวลึกๆ ลำพังแค่ CureJet อย่างเดียวอาจจะยังไม่พอค่ะ เพราะการจะเห็นผลลัพธ์ที่ดี จำเป็นต้องลงลึกไปถึงชั้นผิวเดอร์มิส (Dermis) ที่ลึกกว่านั้น ซึ่งสิ่งที่นำมาใช้ในจุดนี้ก็คือ microneedle ค่ะ โดยจะเป็นการใช้เข็มขนาดเล็กจิ๋วจำนวนหลายสิบถึงหลายร้อยเล่ม ส่งผ่านเข้าไปในผิวตามระดับความลึกที่กำหนดไว้อย่างแม่นยำ เพื่อสร้างช่องทางเล็กๆ แล้วทำการผลัก Juvelook เข้าไปในนั้น จุดแตกต่างสำคัญคือ CureJet จะเน้นการรักษาที่ผิวชั้นบน ส่วน microneedle จะเน้นจัดการลงลึกถึงชั้นเดอร์มิสค่ะ



หลักการทำงานของโปรแกรม microneedle

microneedle คืออุปกรณ์ที่ใช้ ※ เข็มขนาดไมโคร ที่บางกว่าเส้นผมหลายสิบเล่มทิ่มลงบนผิวพร้อมๆ กัน โดยสามารถปรับความยาวของเข็มได้ตั้งแต่ 0.5 มม. ถึง 3.5 มม. เพื่อให้เหมาะกับบริเวณและระดับความลึกของแผลเป็น ซึ่งการลงเข็มแต่ละครั้งจะช่วยสร้างช่องทางขนาดเล็กจำนวนมากบนผิวค่ะ

เข็มขนาดไมโคร (microneedle): เป็นเข็มทางการแพทย์ที่มีขนาดเล็กและบางมาก มีความยาวตั้งแต่ 0.5 ถึง 3.5 มม. โดยเข็มหลายสิบเล่มจะลงสู่ผิวพร้อมกันเพื่อเปิดช่องทางขนาดเล็ก ช่วยให้ตัวยาลงลึกสู่ผิว หรือส่งพลังงาน RF เข้าไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ช่องทางเล็กๆ เหล่านี้มีบทบาทสำคัญ 2 ประการค่ะ อย่างแรกคือเป็น ช่องทางสำหรับส่งตัวยา (Juvelook) ถ้า CureJet คือการพ่นยาด้วยแรงดันน้ำ microneedle ก็คือการเปิดช่องทางแล้วส่งตัวยาเข้าไปโดยตรงในเป้าหมาย ทำให้ควบคุมตำแหน่งได้อย่างแม่นยำและส่งตรงถึงชั้นเดอร์มิสส่วนลึกได้อย่างแท้จริง อย่างที่สองคือ การกระตุ้นกระบวนการรักษาบาดแผลตามธรรมชาติ เมื่อผิวรับรู้ถึงความเสียหายเล็กๆ นี้ ร่างกายจะเปิดสัญญาณสร้างคอลลาเจนขึ้นมาทันที เมื่อการกระตุ้นจาก PDLLA ของ Juvelook ทำงานร่วมกับกระบวนการซ่อมแซมตัวเองนี้ ผลลัพธ์ที่ได้จึงยิ่งทวีคูณค่ะ


마이크로니들이라는 시술, 어떻게 작동하나요



ทำไมรอยแผลเป็นลึกถึงต้องใช้ microneedle

แผลเป็นหลุมสิวไม่ใช่แค่ปัญหาผิวขรุขระภายนอกค่ะ แต่เกิดจากการที่เนื้อเยื่อแผลเป็นใต้ผิวหนังชั้นเดอร์มิส ดึงรั้งผิวลงไปในลักษณะของ ※ พังผืด (fibrotic band) ทำให้เกิดรอยบุ๋มลงไป ถ้าเรารักษาแค่ผิวชั้นบน เมื่อเวลาผ่านไป แผลเป็นก็จะถูกดึงรั้งกลับลงไปที่เดิมอีกค่ะ

พังผืดใต้ผิว (fibrotic band): คือเนื้อเยื่อพังผืดที่เกิดขึ้นจากการเป็นสิวอักเสบรุนแรงในชั้นลึก ทำหน้าที่ดึงรั้งผิวชั้นบนลงไปด้านล่าง หากไม่ทำการตัดหรือคลายพังผืดนี้ออก ผิวบริเวณที่เป็นหลุมสิวก็จะไม่สามารถฟูขึ้นมาได้เรียบเนียนค่ะ

จากผลการศึกษาเกี่ยวกับ กลไกการออกฤทธิ์ในชั้นเดอร์มิสของ microneedle RF พบว่า เข็มขนาดเล็กสามารถลงลึกถึงระดับ 0.5 - 3.5 มม. เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ในกรณีของแผลเป็นลึก จำเป็นต้องลงลึกถึงระดับ 2 - 3 มม. เพื่อคลายพังผืดที่ตรึงผิวไว้ แล้วเติมเต็มคอลลาเจนใหม่เข้าไปในช่องว่างนั้น ซึ่งระดับความลึกนี้ยากที่จะไปถึงได้ด้วยแรงดันน้ำของ CureJet เพียงอย่างเดียวค่ะ

และเมื่อทำร่วมกับ Juvelook ผลลัพธ์ก็จะยิ่งยอดเยี่ยมขึ้นไปอีกขั้น โดยสาร PDLLA จะเข้าไปจับตัวอยู่ในชั้นเดอร์มิสส่วนลึกตามช่องทางที่ microneedle สร้างไว้ แล้วค่อยๆ สลายตัวไปตามธรรมชาติในช่วง 12 - 24 เดือน พร้อมกับกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนสะสมขึ้นมาเรื่อยๆ เรียกได้ว่าการรักษาเพียงครั้งเดียว จะช่วยเปิดสัญญาณสร้างคอลลาเจนได้ถึงสองทาง ทั้งจาก การฟื้นฟูบาดแผล + การกระตุ้นของ PDLLA เลยค่ะ



왜 깊은 흉터에 마이크로니들이 필요한가요



เหมาะกับแผลเป็นประเภทไหนบ้าง?

สูตรผสมผสานระหว่าง microneedle + Juvelook จะให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดกับแผลเป็นลักษณะนี้ค่ะ

  • แผลเป็นหลุมลึกขอบชัด (Boxcar Scar) — แผลเป็นที่มีขอบชัดเจนและมีความลึกมากกว่า 2 มม.

  • แผลเป็นแอ่งและหลุมสิวผสม (Mixed Atrophic Scar) — มีรอยแผลเป็นทั้งแบบ Rolling, Boxcar และ Icepick ผสมกัน

  • รอยแผลเป็นที่มีความลึกหลากหลายกระจายอยู่ทั่วใบหน้า

  • ผู้ที่เคยรักษาด้วย CureJet, ฟิลเลอร์ หรือเลเซอร์แล้วยังไม่เห็นผลลัพธ์ที่น่าพอใจ

ในทางกลับกัน แผลเป็นแบบจิกจิกลึกมาก (Icepick Scar) ที่ลึกเกิน 4-5 มม. อาจยากที่จะแก้ไขได้หมดในครั้งเดียวด้วย microneedle ค่ะ สำหรับกรณีนี้อาจต้องใช้วิธีที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้นอย่างการทำ CROSS หรือการผ่าตัดตัดรอยแผลเป็น (Punch Excision) ร่วมด้วย ให้คิดเสียว่า microneedle + Juvelook เป็นโปรแกรมรักษาที่เข้ามาจัดการแผลเป็นที่ "ลึกกว่าระดับที่ CureJet จะเข้าถึงได้" อีกขั้นหนึ่งค่ะ


어떤 흉터에 잘 맞을까



ขั้นตอนการรักษาและการฟื้นฟูผิว

ตามที่แนะนำใน รายงานการรีวิวการทำหัตถการความงามด้วยสาร PDLLA แนะนำให้ทำซ้ำ 3-5 ครั้ง โดยเว้นระยะห่าง 4-6 สัปดาห์ ในแต่ละครั้งจะเริ่มต้นด้วยการแปะยาชาประมาณ 30 นาที และใช้เวลาทำหัตถการจริงประมาณ 10-20 นาที ขั้นตอนนี้จะใช้เวลาแปะยาชานานกว่า CureJet และอาจมีความรู้สึกเจ็บระหว่างทำมากกว่าเล็กน้อยค่ะ

ระยะเวลาในการฟื้นฟูผิว (Downtime) จะยาวนานกว่า CureJet ค่ะ โดยหลังทำทันทีจะเห็นรอยแดงหรือสะเก็ดจุดเล็กๆ ชัดเจน และมีรอยแดงหลงเหลืออยู่ประมาณ 1-3 วัน อาจมีรอยช้ำเกิดขึ้นได้บ้าง และโดยปกติแล้วผิวจะต้องการเวลาในการฟื้นตัวประมาณ 5-7 วัน แต่สิ่งที่แลกมาคือ ผลลัพธ์หลังการรักษาต่อครั้งจะชัดเจนกว่า CureJet และเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของแผลเป็นที่เคยลึกได้อย่างชัดเจนค่ะ

ในบทความถัดไป เราจะมาเจาะลึกการรวมตัวของ Potenza และ Juvelook ซึ่งใช้หลักการคล้ายกัน แต่มีการเพิ่ม พลังงาน RF (คลื่นความถี่วิทยุ) เข้าไปด้วย แม้จะเป็นตระกูล microneedle เหมือนกัน แต่มีกลไกการทำงานที่ล้ำลึกเพิ่มขึ้นมาอีกขั้นค่ะ


시술 흐름과 회복



คำถามที่พบบ่อย

Q. ระหว่าง CureJet กับ microneedle แบบไหนดีกว่ากันคะ?

ไม่มีแบบไหน "ดีกว่า" อย่างสมบูรณ์แบบค่ะ แต่ขึ้นอยู่กับบริเวณและความลึกของแผลเป็น หากต้องการเน้นผิวชั้นบนและแผลเป็นตื้นๆ แนะนำเป็น CureJet แต่ถ้าเป็นแผลเป็นหลุมลึกขอบชัดหรือแผลเป็นผสม แนะนำเป็น microneedle ค่ะ หลายๆ คนก็นิยมทำคู่กันทั้งสองโปรแกรม เช่น ใช้ microneedle + Juvelook สำหรับรอยแผลเป็นลึก และใช้ CureJet + Juvelook สำหรับเรื่องรูขุมขนและผิวเรียบเนียนค่ะ

Q. ทำ microneedle แค่ครั้งเดียว จะเห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนเลยไหมคะ?

สำหรับแผลเป็นลึก การทำเพียงครั้งเดียวอาจยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงที่คุ้มค่าพอค่ะ โดยปกติเมื่อทำสะสม 3-5 ครั้ง รอยแผลเป็นจะค่อยๆ ตื้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากคอลลาเจนต้องใช้เวลาในการสร้างและจัดเรียงตัว ดังนั้นการประเมินผลลัพธ์ที่เหมาะสมที่สุดจึงควรอยู่ที่ประมาณ 6 เดือนหลังเริ่มการรักษาค่ะ

Q. หลังทำกี่วันถึงจะกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติคะ?

รอยแดงมักจะหายไปในเวลาประมาณ 1-3 วัน ส่วนรอยเข็มเล็กๆ จะจางลงเกือบทั้งหมดใน 5-7 วันค่ะ หากคนไข้มีตารางงานสำคัญ แนะนำให้วางแผนทำล่วงหน้าอย่างน้อย 1 สัปดาห์จะดีที่สุดค่ะ ส่วนการแต่งหน้า หลายๆ ท่านสามารถแต่งหน้าได้ตั้งแต่วันถัดไปหลังจากทำหัตถการค่ะ

บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม

บิวตี้สด็อกเตอร์ ฮงแด บิวตี้สโตน คลินิก
บิวตี้สด็อกเตอร์ ฮงแด บิวตี้สโตน คลินิก

บทความแนะนำ

บทความแนะนำ

โพสต์ล่าสุด

โพสต์ล่าสุด

보톡스랑 필러, 같은 날 같이 받아도 괜찮을까

ผิว

Juvelook มีต้นกำเนิดมาจากไหน ทําความรู้จักผลิตภัณฑ์จากเกาหลีที่เปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่แห่งยุคของ คอลลาเจน บูสเตอร์

Sculptra 에서 아쉬웠던 부분을 한국의 Juvelook이 어떻게 채워줬을까요? HA 결합으로 즉각적인 효과와 장기적인 콜라겐 재생을 동시에 선사하는 K-beauty skin booster 이야기를 만나보세요.

보톡스랑 필러, 같은 날 같이 받아도 괜찮을까

ผิว

Juvelook เข้าไปทำหน้าที่อะไรในชั้นผิวหนังของเราบ้างคะ

ทำไมหลังทำทันทีถึงยังไม่ค่อยเห็นผล แต่ผ่านไป 1 เดือนผิวกลับดูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด? และทำไมแม้ตัวยา PDLLA จะสลายไปแล้ว แต่คอลลาเจนยังคงอยู่? — ถ้าเข้าใจหลักการทำงานแล้วจะร้องอ๋อเลยค่ะ

보톡스랑 필러, 같은 날 같이 받아도 괜찮을까

โครงหน้า&วอลลุ่ม

Juvelook Face 3 แบบ — Original, Volume, skin booster แตกต่างกันอย่างไร

Juvelook (30μm), Juvelook Volume (ประมาณ 40μm) และ Juvelook skin ทั้ง 3 แบบนี้มีความแตกต่างกันที่ขนาดโมเลกุลและความเข้มข้นค่ะ วันนี้เราสรุปมาให้แบบเข้าใจง่ายในครั้งเดียวเลยว่า ควรใช้ไลน์ไหนกับบริเวณไหนดีนะ

보톡스랑 필러, 같은 날 같이 받아도 괜찮을까

ร่างกาย

Juvelook Volume (Glam) และ Juvelook Eye — สองไลน์พิเศษที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับรอบดวงตาและผิวกาย

สำหรับรอยคล้ำและริ้วรอยเล็กๆ รอบดวงตาต้อง Juvelook Eye ส่วนปัญหาผิวหย่อนคล้อยบริเวณสะโพกและต้นขาต้อง Juvelook Glam นี่คือไลน์อัพสุดพิเศษของ Juvelook ที่คุณควรทำความรู้จักต่อจากโปรแกรมดูแลผิวหน้า 3 ขั้นตอนค่ะ

보톡스랑 필러, 같은 날 같이 받아도 괜찮을까

ผิว

CureJet + Juvelook — วิธีรักษาแผลเป็นจากสิวแบบไม่ต้องใช้เข็ม

สำหรับรอยแผลเป็นสิวชนิดหลุมลึก ทั้งแบบ 롤링 (rolling scar) และ 박스카 (boxcar scar) การจับคู่กันของ CureJet + Juvelook ถือว่าตอบโจทย์มากๆ ค่ะ เมื่อเทียบกับการทำ 서브시전 (subcision) ด้วยเข็มแบบเดิมแล้ว ระดับความเจ็บ (VAS) ลดลงจาก 5.4 เหลือเพียง 2.9 แถมยังช่วยลด downtime แบบไม่มีรอยช้ำกวนใจอีกด้วย

보톡스랑 필러, 같은 날 같이 받아도 괜찮을까

ผิว

Microneedle + Juvelook — การจับคู่ที่ช่วยดูแลรอยแผลเป็นลึก

สำหรับรอยแผลเป็นหลุมลึกแบบกล่อง (boxcar) และแผลเป็นคีลอยด์หดรัดแบบผสม การรักษาด้วย Micro-needling ร่วมกับ Juvelook เป็นคู่ที่เข้ากันได้ดีมากเลยค่ะ โดยหลักการทำงานจะช่วยกระตุ้นทั้งกระบวนการรักษาแผล (wound healing) ควบคู่ไปกับการกระตุ้นของสาร PDLLA พร้อมๆ กัน

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1

💬 สามารถปรึกษาแบบ 1:1 ผ่าน KakaoTalk ได้

🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1