
Potenza + Juvelook — 3 พลังผลลัพธ์จากหัวทิป RF ปั๊มมิ่ง (Pumping Tip)
Potenza + Juvelook — 3 พลังผลลัพธ์จากหัวทิป RF ปั๊มมิ่ง (Pumping Tip)
Potenza + Juvelook — 3 พลังผลลัพธ์จากหัวทิป RF ปั๊มมิ่ง (Pumping Tip)
พลังงาน RF ให้ผลลัพธ์ทันที ส่วน PDLLA จะสะสมผลลัพธ์ยาวนาน 12-24 เดือน — ทำความเข้าใจหลักการทำงาน ข้อบ่งชี้ และ downtime ของสูตรผสมสุดฮิต Potenza Pumping Tip + Juvelook
Potenza + Juvelook — ทริปเปิลเอฟเฟกต์ (3중 효과) จาก RF Pumping Tip
📚 เจาะลึก Juvelook · สารบัญซีรีส์ 1. Juvelook คืออะไร? ├─ 1.1 ประวัติความเป็นมาของ Juvelook └─ 1.2 หลักการทำงาน (PDLLA + HA) 2. ไลน์อัพทั้งหมด ├─ 2.1 สำหรับใบหน้า 3 รุ่น (Juvelook, Volume, Skin) └─ 2.2 รุ่นเฉพาะจุด (Eye, Glam) 3. การจับคู่ทำหัตถการ ├─ 3.1 คู่กับ CureJet (รักษาแผลเป็นแบบไร้เข็ม) ├─ 3.2 คู่กับ Microneedle (สำหรับแผลเป็นลึก) └─ 3.3 คู่กับ Potenza (RF + Pumping Tip) ← บทความปัจจุบัน 4. เปรียบเทียบและเลือกสิ่งที่ใช่ ├─ 4.1 Juvelook vs Rejuran └─ 4.2 Rejuran HB vs Juvelook การฉีดชั้นใต้ผิวหนัง (Subdermal Injection)
📚 เจาะลึก Juvelook · สารบัญซีรีส์ 1. Juvelook คืออะไร? ├─ 1.1 ประวัติความเป็นมาของ Juvelook └─ 1.2 หลักการทำงาน (PDLLA + HA) 2. ไลน์อัพทั้งหมด ├─ 2.1 สำหรับใบหน้า 3 รุ่น (Juvelook, Volume, Skin) └─ 2.2 รุ่นเฉพาะจุด (Eye, Glam) 3. การจับคู่ทำหัตถการ ├─ 3.1 คู่กับ CureJet (รักษาแผลเป็นแบบไร้เข็ม) ├─ 3.2 คู่กับ Microneedle (สำหรับแผลเป็นลึก) └─ 3.3 คู่กับ Potenza (RF + Pumping Tip) ← บทความปัจจุบัน 4. เปรียบเทียบและเลือกสิ่งที่ใช่ ├─ 4.1 Juvelook vs Rejuran └─ 4.2 Rejuran HB vs Juvelook การฉีดชั้นใต้ผิวหนัง (Subdermal Injection)
🔗 ลิงก์ไปยังบทความอื่น ๆ
Juvelook คืออะไร? — 1.1 ประวัติความเป็นมาของ Juvelook · 1.2 หลักการทำงาน (PDLLA + HA)
ไลน์อัพทั้งหมด — 2.1 สำหรับใบหน้า 3 รุ่น (Juvelook, Volume, Skin) · 2.2 รุ่นเฉพาะจุด (Eye, Glam)
การจับคู่ทำหัตถการ — 3.1 คู่กับ CureJet (รักษาแผลเป็นแบบไร้เข็ม) · 3.2 คู่กับ Microneedle (สำหรับแผลเป็นลึก)
เปรียบเทียบและเลือกสิ่งที่ใช่ — 4.1 Juvelook vs Rejuran · 4.2 Rejuran HB vs Juvelook การฉีดชั้นใต้ผิวหนัง (Subdermal Injection)
ขอสรุปสั้น ๆ ก่อนเลยนะคะว่า การจับคู่ระหว่าง Potenza Pumping Tip + Juvelook เป็นหัตถการที่จะช่วยแก้ปัญหา 3 อย่างไปพร้อมกันในคราวเดียวค่ะ ① ตัวเข็มขนาดเล็ก (microneedle) จะช่วยเปิดช่องทางในชั้นผิวแท้ ② ※ พลังงานคลื่นวิทยุ (RF) จะส่งผ่านความร้อนลงไปที่ปลายกระบอกเข็มเพื่อหดตัวคอลลาเจนเดิมและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ และ ③ ในขณะเดียวกัน Juvelook (PDLLA + HA) ก็จะถูกส่งผ่านช่องทางเดียวกันนี้เข้าไปทำหน้าที่ช่วยกระตุ้นคอลลาเจนอย่างต่อเนื่องยาวนาน 12-24 เดือนค่ะ เท่ากับเป็นการเปิดสวิตช์กระตุ้นคอลลาเจนถึง 3 ต่อในครั้งเดียวเลยค่ะ
คลื่นวิทยุ (RF, radiofrequency): คือพลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่สร้างความร้อนจากการเสียดสีภายในผิวเมื่อส่งผ่านลงสู่ชั้นผิวแท้อย่างแม่นยำ จะช่วยให้เส้นใยคอลลาเจนหดตัวทันที พร้อมกระตุ้นเซลล์ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast) ให้สร้างคอลลาเจนใหม่ และเนื่องจากสามารถทำความร้อนเฉพาะที่ชั้นผิวแท้โดยไม่ทำให้ผิวชั้นนอกไหม้ จึงได้รับความนิยมอย่างมากในคลินิกความงามค่ะ
จุดเด่นของ Potenza Pumping Tip ที่แตกต่างจาก Microneedle ทั่วไป
เครื่อง Microneedle ทั่วไปจะเป็นเพียงการใช้เข็มขนาดเล็กจิ้มเปิดช่องทางในผิวแท้เท่านั้นค่ะ แต่สำหรับ Potenza จะมีการส่งพลังงาน RF ร่วมด้วย โดยคลื่นวิทยุความถี่สูงที่ปลายเข็มจะส่งความร้อนลงลึกสู่ชั้นผิวแท้อย่างแม่นยำ ซึ่งนี่คือข้อแตกต่างที่ใหญ่ที่สุดเมื่อเทียบกับ microneedle ทั่วไปค่ะ
ส่วน Pumping Tip เป็นหนึ่งในหัวทิปของ Potenza ซึ่งเป็นหัวเข็มชนิด Invansive (แบบใช้เข็มผ่านผิว) ที่เพิ่มฟังก์ชันในการดันตัวยาลงสู่ผิวค่ะ เมื่อหัวเข็มลงลึกเข้าสู่ชั้นผิวแท้และส่งพลังงาน RF เรียบร้อยแล้ว ตัวหัวทิปจะทำการสูบฉีดสกินบูสเตอร์ (skin booster) อย่าง Juvelook ลงไปในช่องทางเดียวกันทันที ทำให้ขั้นตอนการเปิดช่องทางผิว, การส่งพลังงาน และการเติมตัวยาเสร็จสิ้นในขั้นตอนเดียวเลยค่ะ
จากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ในสัตว์ทดลองเกี่ยวกับ ปฏิกิริยาความร้อนในชั้นผิวแท้จากการทำ Microneedle RF พบว่า พลังงาน RF จะส่งความร้อนลงลึกสู่ชั้นผิวแท้อย่างแม่นยำ ช่วยให้เส้นใยคอลลาเจนหดตัวทันทีและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ และเมื่อมีสาร PDLLA เข้าไปเสริมประสิทธิภาพในจุดนั้นด้วย ผิวก็จะค่อย ๆ สร้างคอลลาเจนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้เห็นการเปลี่ยนแปลงทั้งในระยะสั้นและระยะยาวควบคู่กันไปค่ะ

เหมาะกับบริเวณไหน และตอบโจทย์ปัญหาผิวแบบใดบ้าง?
Potenza + Juvelook เหมาะมาก ๆ สำหรับสายบิวตี้ที่ต้องการดูแลเรื่อง รอยแผลเป็น, รูขุมขนกว้าง และความยืดหยุ่นของผิว ไปพร้อม ๆ กันค่ะ สรุปสั้น ๆ ได้ดังนี้เลยค่ะ
รอยแผลเป็นจากสิว — กรณีที่มีแผลเป็นประเภท Boxcar (หลุมกล่อง) หรือ Rolling scar (หลุมแอ่งก้นกระทะ) ผสมกันหลายระดับความลึก
รูขุมขนกว้าง — โดยเฉพาะบริเวณจมูกและหน้าแก้มที่มีปัญหาผนังรูขุมขนหย่อนคล้อย
แก้มหย่อนและผิวขาดความตึงกระชับ — เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มมีปัญหาบริเวณใต้โหนกแก้มหรือกรอบหน้าหย่อนคล้อยเล็กน้อย
เนื้อผิวไม่สม่ำเสมอ — สำหรับผู้ที่เผชิญปัญหารูขุมขน ริ้วรอยเล็ก ๆ และผิวไม่เรียบเนียนพร้อม ๆ กัน
ใน รีวิวบทวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับกลุ่มหัตถการ PDLLA มีรายงานระบุไว้เช่นกันค่ะว่า หากใช้ PDLLA ร่วมกับอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานเป็นฐาน (Energy-based devices) เช่น Microneedle RF จะยิ่งช่วยเพิ่มพลังในการกระตุ้นคอลลาเจนแบบทวีคูณยิ่งขึ้น และเมื่อจับคู่กับ Juvelook ตัว PDLLA จะทำหน้าที่ดึงให้เกิดกระบวนการกระตุ้นคอลลาเจนได้อย่างต่อเนื่องยาวนานขึ้นไปอีกขั้น กล่าวคือ พลังงาน RF จะเน้นให้ผลลัพธ์ที่ตึงกระชับทันทีหลังทำ ส่วน PDLLA จะทำหน้าที่สร้างผลลัพธ์ในระยะยาวนาน 12-24 เดือนนั่นเองค่ะ
อย่างไรก็ดี หากเป็นเคสแผลเป็นหลุมสิวลึกมากระดับ Icepick, ปัญหาฝ้ากระสิว หรือผิวหน้าหย่อนคล้อยเป็นบริเวณกว้างมาก ๆ การทำ Potenza เพียงอย่างเดียวอาจจะยังมีข้อจำกัดอยู่บ้างนะคะ ในกรณีนี้ หมอแนะนำให้ปรึกษาเพื่อทำร่วมกับเทคนิคเลเซอร์จุดด่างดำ (CROSS), Laser Toning หรือการทำโปรแกรมยกกระชับอื่น ๆ ควบคู่กันไปเป็นขั้นตอนจะเห็นผลดีที่สุดค่ะ

ขั้นตอนการทำและการดูแลผิวหลังทำ (Downtime)
สำหรับโปรเซสมาตรฐานแนะนำให้เข้ามารับบริการ 3-5 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างทุก ๆ 4-6 สัปดาห์ค่ะ ในแต่ละครั้งจะเริ่มด้วยการแปะยาชาทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที และเริ่มทำการรักษาจริงประมาณ 20-30 นาทีค่ะ เนื่องจากมีการยิงพลังงานความร้อน RF ร่วมด้วย อาจจะรู้สึกจี๊ด ๆ และอุ่นมากกว่าการทำ Microneedle ทั่วไปเล็กน้อยนะคะ
หลังทำทันทีอาจมีรอยแดงเป็นจุดเล็ก ๆ (punctate erythema) คล้ายสะเก็ดจิ๋ว และบวมเบา ๆ ประมาณ 1-2 วัน และอาจมีรอยช้ำเกิดขึ้นได้บ้าง โดยปกติแล้ว ※ Downtime (ระยะเวลาพักฟื้นผิว) จะเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3-5 วันค่ะ ซึ่งจะยาวนานกว่าการทำ Microneedle ทั่วไปเล็กน้อย และนานกว่าการทำ CureJet อย่างเห็นได้ชัด เพราะผิวได้รับพลังงาน RF เข้าไปด้วย จึงจำเป็นต้องให้เวลาผิวได้ฟื้นฟูตัวเองขึ้นมาใหม่ค่ะ
Downtime: คือระยะเวลาในการฟื้นตัวของผิวหลังทำหัตถการ ก่อนที่คนไข้จะกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ (อาทิ การแต่งหน้า, ออกงานสังคม หรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง) ซึ่งแต่ละหัตถการจะใช้เวลาต่างกัน โดยจะหมายถึงช่วงเวลาที่รอยช้ำ รอยบวม แดง หรือสะเก็ดแผลต่าง ๆ ค่อย ๆ ตกสะเก็ดหรือจางหายไปค่ะ
แม้ระยะเวลาพักฟื้นจะยาวนานกว่าปกติสักนิด แต่ผลลัพธ์ต่อครั้งขอบอกเลยว่าคุ้มค่ามากค่ะ เพราะเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างการหดตัวทันทีของ RF + การทยอยสร้างคอลลาเจนใหม่ของ PDLLA ที่ทำงานไปพร้อม ๆ กัน คนไข้หลายท่านเริ่มรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนได้ตั้งแต่หลังทำติดต่อกัน 3 ครั้งขึ้นไปเลยค่ะ

แตกต่างจาก CureJet และ Microneedle ทั่วไปอย่างไร?
หมอสรุปตารางเปรียบเทียบข้อแตกต่างของทั้ง 3 หัตถการสกินบูสเตอร์ (skin booster) ยอดฮิตให้เข้าใจง่าย ๆ ดังนี้เลยค่ะ
CureJet + Juvelook → ดันตัวยาด้วยแรงดันลมความเร็วสูง (Water jet injection), เหมาะกับข้อจำกัดบริเวณผิวชั้นนอกและชั้นผิวแท้ตื้น ๆ, เจ็บน้อยมาก, แทบไม่ต้องพักฟื้นผิวเลย ตอบโจทย์ปัญหารูขุมขนกว้าง ริ้วรอยตื้น ๆ และรอยแผลเป็นตื้น ๆ
Microneedle + Juvelook → ใช้เข็มขนาดเล็กจิ้มผ่านผิวโดยปรับระดับความลึกได้ตามพิกัด, ส่งยาตรงเข้าสู่ชั้นผิวแท้ส่วนลึก, เจ็บปานกลาง, พักฟื้นผิวประมาณ 5-7 วัน ตอบโจทย์รอยแผลเป็นหลุมลึก (Boxcar) หรือแผลเป็นสะสมที่แก้ไขยาก
Potenza (RF Pumping Tip) + Juvelook → ผสานการทำงาน 3 ต่อ (เข็มขนาดเล็ก + พลังงาน RF + การฉีดดันตัวยาลงสู่ผิวขั้นสุด), เจ็บปานกลาง, พักฟื้นผิวประมาณ 3-5 วัน เหมาะสำหรับผู้ที่มีความกังวลร่วมกัน ทั้งรอยแผลเป็น รูขุมขนกว้าง และต้องการความยืดหยุ่นตึงกระชับ
คีย์เวิร์ดสำคัญคือ แม้จะใช้ Juvelook เหมือนกัน แต่ผลลัพธ์จะแตกต่างกันไปตามอุปกรณ์สั่นสะเทือนหรือเครื่องมือที่นำมาใช้ส่งผ่านตัวยานะคะ ในบทความถัดไป หมอจะพาไปเปรียบเทียบกับ Rejuran ซึ่งเป็นอีกหนึ่งหัตถการกระตุ้นคอลลาเจนยอดฮิต เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าทั้งสองตัวนี้เหมาะกับปัญหาผิวที่ต่างกันอย่างไรค่ะ

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
Q. Potenza Pumping Tip กับ Potenza ทั่วไป แตกต่างกันอย่างไรคะ?
เครื่อง Potenza ทั่วไปจะเป็นการส่งผ่านพลังงาน RF ลงสู่ชั้นผิวแท้เพียงอย่างเดียวค่ะ แต่หัว Pumping Tip จะมีการเพิ่มระบบแรงดันเพื่อผลักตัวยาลงสู่ผิวร่วมด้วย โดยจะทำการดันสกินบูสเตอร์ อย่างเช่น Juvelook ลงไปในผิวพร้อม ๆ กันกับการยิงคลื่น RF ในขั้นตอนเดียวเลยค่ะ
Q. จะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หลังทำทันทีเลยไหมคะ?
หลังทำทันทีจะรู้สึกผิวตึงกระชับขึ้นเล็กน้อยจากผลของพลังงานคลื่นความร้อน RF ค่ะ ทว่าผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงแบบจัดเต็มของจริงจะเกิดขึ้นหลังจากผ่านไป 4-8 สัปดาห์ ซึ่งเป็นช่วงที่สาร PDLLA เริ่มทำกระบวนการกระตุ้นคอลลาเจนใหม่อย่างเต็มที่ และหลังทำครบ 3 ครั้งจะเริ่มสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของรอยแผลเป็น รูขุมขนกว้าง และความยืดหยุ่นที่ชัดเจนขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยหมอแนะนำให้ประเมินผลลัพธ์สุดท้ายหลังจากผ่านไปประมาณ 6 เดือนจะชัดเจนที่สุดค่ะ
Q. ค่าบริการของหัตถการนี้ค่อนข้างสูงใช่ไหมคะ?
ราคาจะสูงกว่าการทำ Microneedle เดี่ยว ๆ ทั่วไปค่ะ เนื่องจากมีทั้งในส่วนค่าอุปกรณ์หัวเข็มเฉพาะแบรนด์และตัวยา Juvelook ร่วมด้วย อย่างไรก็ดี หากพิจารณาในแง่ของการรักษาที่ครอบคลุมทั้งสิว แผลเป็น รูขุมขน และความตึงกระชับไปพร้อม ๆ กันแล้ว การทำควบคู่กันมักจะมีราคาที่คุ้มค่ากว่าการแยกทำทีละอย่างค่ะ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าปัญหาผิวของคนไข้เป็นแบบผสมผสานหรือเป็นเฉพาะจุด สามารถเลือกตามความเหมาะสมได้เลยค่ะ
บทความที่แนะนำให้อ่านเพิ่มเติม
"คุณหมอคะ ทำไมหลังทำเสร็จใหม่ ๆ ผิวถึงดูสวยที่สุดคะ?" — ความจริงเป็นอย่างไรกันแน่?
ทำความเข้าใจทำไมบางคนทำ Juvelook ไป 1 ครั้งแล้วบอกว่า "ไม่เห็นผล" เจาะลึกเหตุผลที่แท้จริงที่นี่
[คอลัมน์พิเศษ] ผิวเป็นลูกคลื่น เป็นตะปุ่มตะป่ำหลังฉีด Juvelook ต้องรอนานแค่ไหนถึงจะหายดี?
Juvelook Eye แตกต่างกันอย่างไร และทำไมไม่ควรนำ Juvelook รุ่นปกติไปฉีดบริเวณใต้ตา?
Potenza + Juvelook — ทริปเปิลเอฟเฟกต์ (3중 효과) จาก RF Pumping Tip
📚 เจาะลึก Juvelook · สารบัญซีรีส์ 1. Juvelook คืออะไร? ├─ 1.1 ประวัติความเป็นมาของ Juvelook └─ 1.2 หลักการทำงาน (PDLLA + HA) 2. ไลน์อัพทั้งหมด ├─ 2.1 สำหรับใบหน้า 3 รุ่น (Juvelook, Volume, Skin) └─ 2.2 รุ่นเฉพาะจุด (Eye, Glam) 3. การจับคู่ทำหัตถการ ├─ 3.1 คู่กับ CureJet (รักษาแผลเป็นแบบไร้เข็ม) ├─ 3.2 คู่กับ Microneedle (สำหรับแผลเป็นลึก) └─ 3.3 คู่กับ Potenza (RF + Pumping Tip) ← บทความปัจจุบัน 4. เปรียบเทียบและเลือกสิ่งที่ใช่ ├─ 4.1 Juvelook vs Rejuran └─ 4.2 Rejuran HB vs Juvelook การฉีดชั้นใต้ผิวหนัง (Subdermal Injection)
🔗 ลิงก์ไปยังบทความอื่น ๆ
Juvelook คืออะไร? — 1.1 ประวัติความเป็นมาของ Juvelook · 1.2 หลักการทำงาน (PDLLA + HA)
ไลน์อัพทั้งหมด — 2.1 สำหรับใบหน้า 3 รุ่น (Juvelook, Volume, Skin) · 2.2 รุ่นเฉพาะจุด (Eye, Glam)
การจับคู่ทำหัตถการ — 3.1 คู่กับ CureJet (รักษาแผลเป็นแบบไร้เข็ม) · 3.2 คู่กับ Microneedle (สำหรับแผลเป็นลึก)
เปรียบเทียบและเลือกสิ่งที่ใช่ — 4.1 Juvelook vs Rejuran · 4.2 Rejuran HB vs Juvelook การฉีดชั้นใต้ผิวหนัง (Subdermal Injection)
ขอสรุปสั้น ๆ ก่อนเลยนะคะว่า การจับคู่ระหว่าง Potenza Pumping Tip + Juvelook เป็นหัตถการที่จะช่วยแก้ปัญหา 3 อย่างไปพร้อมกันในคราวเดียวค่ะ ① ตัวเข็มขนาดเล็ก (microneedle) จะช่วยเปิดช่องทางในชั้นผิวแท้ ② ※ พลังงานคลื่นวิทยุ (RF) จะส่งผ่านความร้อนลงไปที่ปลายกระบอกเข็มเพื่อหดตัวคอลลาเจนเดิมและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ และ ③ ในขณะเดียวกัน Juvelook (PDLLA + HA) ก็จะถูกส่งผ่านช่องทางเดียวกันนี้เข้าไปทำหน้าที่ช่วยกระตุ้นคอลลาเจนอย่างต่อเนื่องยาวนาน 12-24 เดือนค่ะ เท่ากับเป็นการเปิดสวิตช์กระตุ้นคอลลาเจนถึง 3 ต่อในครั้งเดียวเลยค่ะ
คลื่นวิทยุ (RF, radiofrequency): คือพลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่สร้างความร้อนจากการเสียดสีภายในผิวเมื่อส่งผ่านลงสู่ชั้นผิวแท้อย่างแม่นยำ จะช่วยให้เส้นใยคอลลาเจนหดตัวทันที พร้อมกระตุ้นเซลล์ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast) ให้สร้างคอลลาเจนใหม่ และเนื่องจากสามารถทำความร้อนเฉพาะที่ชั้นผิวแท้โดยไม่ทำให้ผิวชั้นนอกไหม้ จึงได้รับความนิยมอย่างมากในคลินิกความงามค่ะ
จุดเด่นของ Potenza Pumping Tip ที่แตกต่างจาก Microneedle ทั่วไป
เครื่อง Microneedle ทั่วไปจะเป็นเพียงการใช้เข็มขนาดเล็กจิ้มเปิดช่องทางในผิวแท้เท่านั้นค่ะ แต่สำหรับ Potenza จะมีการส่งพลังงาน RF ร่วมด้วย โดยคลื่นวิทยุความถี่สูงที่ปลายเข็มจะส่งความร้อนลงลึกสู่ชั้นผิวแท้อย่างแม่นยำ ซึ่งนี่คือข้อแตกต่างที่ใหญ่ที่สุดเมื่อเทียบกับ microneedle ทั่วไปค่ะ
ส่วน Pumping Tip เป็นหนึ่งในหัวทิปของ Potenza ซึ่งเป็นหัวเข็มชนิด Invansive (แบบใช้เข็มผ่านผิว) ที่เพิ่มฟังก์ชันในการดันตัวยาลงสู่ผิวค่ะ เมื่อหัวเข็มลงลึกเข้าสู่ชั้นผิวแท้และส่งพลังงาน RF เรียบร้อยแล้ว ตัวหัวทิปจะทำการสูบฉีดสกินบูสเตอร์ (skin booster) อย่าง Juvelook ลงไปในช่องทางเดียวกันทันที ทำให้ขั้นตอนการเปิดช่องทางผิว, การส่งพลังงาน และการเติมตัวยาเสร็จสิ้นในขั้นตอนเดียวเลยค่ะ
จากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ในสัตว์ทดลองเกี่ยวกับ ปฏิกิริยาความร้อนในชั้นผิวแท้จากการทำ Microneedle RF พบว่า พลังงาน RF จะส่งความร้อนลงลึกสู่ชั้นผิวแท้อย่างแม่นยำ ช่วยให้เส้นใยคอลลาเจนหดตัวทันทีและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ และเมื่อมีสาร PDLLA เข้าไปเสริมประสิทธิภาพในจุดนั้นด้วย ผิวก็จะค่อย ๆ สร้างคอลลาเจนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้เห็นการเปลี่ยนแปลงทั้งในระยะสั้นและระยะยาวควบคู่กันไปค่ะ

เหมาะกับบริเวณไหน และตอบโจทย์ปัญหาผิวแบบใดบ้าง?
Potenza + Juvelook เหมาะมาก ๆ สำหรับสายบิวตี้ที่ต้องการดูแลเรื่อง รอยแผลเป็น, รูขุมขนกว้าง และความยืดหยุ่นของผิว ไปพร้อม ๆ กันค่ะ สรุปสั้น ๆ ได้ดังนี้เลยค่ะ
รอยแผลเป็นจากสิว — กรณีที่มีแผลเป็นประเภท Boxcar (หลุมกล่อง) หรือ Rolling scar (หลุมแอ่งก้นกระทะ) ผสมกันหลายระดับความลึก
รูขุมขนกว้าง — โดยเฉพาะบริเวณจมูกและหน้าแก้มที่มีปัญหาผนังรูขุมขนหย่อนคล้อย
แก้มหย่อนและผิวขาดความตึงกระชับ — เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มมีปัญหาบริเวณใต้โหนกแก้มหรือกรอบหน้าหย่อนคล้อยเล็กน้อย
เนื้อผิวไม่สม่ำเสมอ — สำหรับผู้ที่เผชิญปัญหารูขุมขน ริ้วรอยเล็ก ๆ และผิวไม่เรียบเนียนพร้อม ๆ กัน
ใน รีวิวบทวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับกลุ่มหัตถการ PDLLA มีรายงานระบุไว้เช่นกันค่ะว่า หากใช้ PDLLA ร่วมกับอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานเป็นฐาน (Energy-based devices) เช่น Microneedle RF จะยิ่งช่วยเพิ่มพลังในการกระตุ้นคอลลาเจนแบบทวีคูณยิ่งขึ้น และเมื่อจับคู่กับ Juvelook ตัว PDLLA จะทำหน้าที่ดึงให้เกิดกระบวนการกระตุ้นคอลลาเจนได้อย่างต่อเนื่องยาวนานขึ้นไปอีกขั้น กล่าวคือ พลังงาน RF จะเน้นให้ผลลัพธ์ที่ตึงกระชับทันทีหลังทำ ส่วน PDLLA จะทำหน้าที่สร้างผลลัพธ์ในระยะยาวนาน 12-24 เดือนนั่นเองค่ะ
อย่างไรก็ดี หากเป็นเคสแผลเป็นหลุมสิวลึกมากระดับ Icepick, ปัญหาฝ้ากระสิว หรือผิวหน้าหย่อนคล้อยเป็นบริเวณกว้างมาก ๆ การทำ Potenza เพียงอย่างเดียวอาจจะยังมีข้อจำกัดอยู่บ้างนะคะ ในกรณีนี้ หมอแนะนำให้ปรึกษาเพื่อทำร่วมกับเทคนิคเลเซอร์จุดด่างดำ (CROSS), Laser Toning หรือการทำโปรแกรมยกกระชับอื่น ๆ ควบคู่กันไปเป็นขั้นตอนจะเห็นผลดีที่สุดค่ะ

ขั้นตอนการทำและการดูแลผิวหลังทำ (Downtime)
สำหรับโปรเซสมาตรฐานแนะนำให้เข้ามารับบริการ 3-5 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างทุก ๆ 4-6 สัปดาห์ค่ะ ในแต่ละครั้งจะเริ่มด้วยการแปะยาชาทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที และเริ่มทำการรักษาจริงประมาณ 20-30 นาทีค่ะ เนื่องจากมีการยิงพลังงานความร้อน RF ร่วมด้วย อาจจะรู้สึกจี๊ด ๆ และอุ่นมากกว่าการทำ Microneedle ทั่วไปเล็กน้อยนะคะ
หลังทำทันทีอาจมีรอยแดงเป็นจุดเล็ก ๆ (punctate erythema) คล้ายสะเก็ดจิ๋ว และบวมเบา ๆ ประมาณ 1-2 วัน และอาจมีรอยช้ำเกิดขึ้นได้บ้าง โดยปกติแล้ว ※ Downtime (ระยะเวลาพักฟื้นผิว) จะเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3-5 วันค่ะ ซึ่งจะยาวนานกว่าการทำ Microneedle ทั่วไปเล็กน้อย และนานกว่าการทำ CureJet อย่างเห็นได้ชัด เพราะผิวได้รับพลังงาน RF เข้าไปด้วย จึงจำเป็นต้องให้เวลาผิวได้ฟื้นฟูตัวเองขึ้นมาใหม่ค่ะ
Downtime: คือระยะเวลาในการฟื้นตัวของผิวหลังทำหัตถการ ก่อนที่คนไข้จะกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ (อาทิ การแต่งหน้า, ออกงานสังคม หรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง) ซึ่งแต่ละหัตถการจะใช้เวลาต่างกัน โดยจะหมายถึงช่วงเวลาที่รอยช้ำ รอยบวม แดง หรือสะเก็ดแผลต่าง ๆ ค่อย ๆ ตกสะเก็ดหรือจางหายไปค่ะ
แม้ระยะเวลาพักฟื้นจะยาวนานกว่าปกติสักนิด แต่ผลลัพธ์ต่อครั้งขอบอกเลยว่าคุ้มค่ามากค่ะ เพราะเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างการหดตัวทันทีของ RF + การทยอยสร้างคอลลาเจนใหม่ของ PDLLA ที่ทำงานไปพร้อม ๆ กัน คนไข้หลายท่านเริ่มรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนได้ตั้งแต่หลังทำติดต่อกัน 3 ครั้งขึ้นไปเลยค่ะ

แตกต่างจาก CureJet และ Microneedle ทั่วไปอย่างไร?
หมอสรุปตารางเปรียบเทียบข้อแตกต่างของทั้ง 3 หัตถการสกินบูสเตอร์ (skin booster) ยอดฮิตให้เข้าใจง่าย ๆ ดังนี้เลยค่ะ
CureJet + Juvelook → ดันตัวยาด้วยแรงดันลมความเร็วสูง (Water jet injection), เหมาะกับข้อจำกัดบริเวณผิวชั้นนอกและชั้นผิวแท้ตื้น ๆ, เจ็บน้อยมาก, แทบไม่ต้องพักฟื้นผิวเลย ตอบโจทย์ปัญหารูขุมขนกว้าง ริ้วรอยตื้น ๆ และรอยแผลเป็นตื้น ๆ
Microneedle + Juvelook → ใช้เข็มขนาดเล็กจิ้มผ่านผิวโดยปรับระดับความลึกได้ตามพิกัด, ส่งยาตรงเข้าสู่ชั้นผิวแท้ส่วนลึก, เจ็บปานกลาง, พักฟื้นผิวประมาณ 5-7 วัน ตอบโจทย์รอยแผลเป็นหลุมลึก (Boxcar) หรือแผลเป็นสะสมที่แก้ไขยาก
Potenza (RF Pumping Tip) + Juvelook → ผสานการทำงาน 3 ต่อ (เข็มขนาดเล็ก + พลังงาน RF + การฉีดดันตัวยาลงสู่ผิวขั้นสุด), เจ็บปานกลาง, พักฟื้นผิวประมาณ 3-5 วัน เหมาะสำหรับผู้ที่มีความกังวลร่วมกัน ทั้งรอยแผลเป็น รูขุมขนกว้าง และต้องการความยืดหยุ่นตึงกระชับ
คีย์เวิร์ดสำคัญคือ แม้จะใช้ Juvelook เหมือนกัน แต่ผลลัพธ์จะแตกต่างกันไปตามอุปกรณ์สั่นสะเทือนหรือเครื่องมือที่นำมาใช้ส่งผ่านตัวยานะคะ ในบทความถัดไป หมอจะพาไปเปรียบเทียบกับ Rejuran ซึ่งเป็นอีกหนึ่งหัตถการกระตุ้นคอลลาเจนยอดฮิต เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าทั้งสองตัวนี้เหมาะกับปัญหาผิวที่ต่างกันอย่างไรค่ะ

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
Q. Potenza Pumping Tip กับ Potenza ทั่วไป แตกต่างกันอย่างไรคะ?
เครื่อง Potenza ทั่วไปจะเป็นการส่งผ่านพลังงาน RF ลงสู่ชั้นผิวแท้เพียงอย่างเดียวค่ะ แต่หัว Pumping Tip จะมีการเพิ่มระบบแรงดันเพื่อผลักตัวยาลงสู่ผิวร่วมด้วย โดยจะทำการดันสกินบูสเตอร์ อย่างเช่น Juvelook ลงไปในผิวพร้อม ๆ กันกับการยิงคลื่น RF ในขั้นตอนเดียวเลยค่ะ
Q. จะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หลังทำทันทีเลยไหมคะ?
หลังทำทันทีจะรู้สึกผิวตึงกระชับขึ้นเล็กน้อยจากผลของพลังงานคลื่นความร้อน RF ค่ะ ทว่าผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงแบบจัดเต็มของจริงจะเกิดขึ้นหลังจากผ่านไป 4-8 สัปดาห์ ซึ่งเป็นช่วงที่สาร PDLLA เริ่มทำกระบวนการกระตุ้นคอลลาเจนใหม่อย่างเต็มที่ และหลังทำครบ 3 ครั้งจะเริ่มสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของรอยแผลเป็น รูขุมขนกว้าง และความยืดหยุ่นที่ชัดเจนขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยหมอแนะนำให้ประเมินผลลัพธ์สุดท้ายหลังจากผ่านไปประมาณ 6 เดือนจะชัดเจนที่สุดค่ะ
Q. ค่าบริการของหัตถการนี้ค่อนข้างสูงใช่ไหมคะ?
ราคาจะสูงกว่าการทำ Microneedle เดี่ยว ๆ ทั่วไปค่ะ เนื่องจากมีทั้งในส่วนค่าอุปกรณ์หัวเข็มเฉพาะแบรนด์และตัวยา Juvelook ร่วมด้วย อย่างไรก็ดี หากพิจารณาในแง่ของการรักษาที่ครอบคลุมทั้งสิว แผลเป็น รูขุมขน และความตึงกระชับไปพร้อม ๆ กันแล้ว การทำควบคู่กันมักจะมีราคาที่คุ้มค่ากว่าการแยกทำทีละอย่างค่ะ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าปัญหาผิวของคนไข้เป็นแบบผสมผสานหรือเป็นเฉพาะจุด สามารถเลือกตามความเหมาะสมได้เลยค่ะ
บทความที่แนะนำให้อ่านเพิ่มเติม
"คุณหมอคะ ทำไมหลังทำเสร็จใหม่ ๆ ผิวถึงดูสวยที่สุดคะ?" — ความจริงเป็นอย่างไรกันแน่?
ทำความเข้าใจทำไมบางคนทำ Juvelook ไป 1 ครั้งแล้วบอกว่า "ไม่เห็นผล" เจาะลึกเหตุผลที่แท้จริงที่นี่
[คอลัมน์พิเศษ] ผิวเป็นลูกคลื่น เป็นตะปุ่มตะป่ำหลังฉีด Juvelook ต้องรอนานแค่ไหนถึงจะหายดี?
Juvelook Eye แตกต่างกันอย่างไร และทำไมไม่ควรนำ Juvelook รุ่นปกติไปฉีดบริเวณใต้ตา?
บทความแนะนำ
บทความแนะนำ
โพสต์ล่าสุด
โพสต์ล่าสุด


ผิว
Juvelook มีต้นกำเนิดมาจากไหน ทําความรู้จักผลิตภัณฑ์จากเกาหลีที่เปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่แห่งยุคของ คอลลาเจน บูสเตอร์
Sculptra 에서 아쉬웠던 부분을 한국의 Juvelook이 어떻게 채워줬을까요? HA 결합으로 즉각적인 효과와 장기적인 콜라겐 재생을 동시에 선사하는 K-beauty skin booster 이야기를 만나보세요.


ผิว
Juvelook เข้าไปทำหน้าที่อะไรในชั้นผิวหนังของเราบ้างคะ
ทำไมหลังทำทันทีถึงยังไม่ค่อยเห็นผล แต่ผ่านไป 1 เดือนผิวกลับดูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด? และทำไมแม้ตัวยา PDLLA จะสลายไปแล้ว แต่คอลลาเจนยังคงอยู่? — ถ้าเข้าใจหลักการทำงานแล้วจะร้องอ๋อเลยค่ะ


โครงหน้า&วอลลุ่ม
Juvelook Face 3 แบบ — Original, Volume, skin booster แตกต่างกันอย่างไร
Juvelook (30μm), Juvelook Volume (ประมาณ 40μm) และ Juvelook skin ทั้ง 3 แบบนี้มีความแตกต่างกันที่ขนาดโมเลกุลและความเข้มข้นค่ะ วันนี้เราสรุปมาให้แบบเข้าใจง่ายในครั้งเดียวเลยว่า ควรใช้ไลน์ไหนกับบริเวณไหนดีนะ


ร่างกาย
Juvelook Volume (Glam) และ Juvelook Eye — สองไลน์พิเศษที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับรอบดวงตาและผิวกาย
สำหรับรอยคล้ำและริ้วรอยเล็กๆ รอบดวงตาต้อง Juvelook Eye ส่วนปัญหาผิวหย่อนคล้อยบริเวณสะโพกและต้นขาต้อง Juvelook Glam นี่คือไลน์อัพสุดพิเศษของ Juvelook ที่คุณควรทำความรู้จักต่อจากโปรแกรมดูแลผิวหน้า 3 ขั้นตอนค่ะ


ผิว
CureJet + Juvelook — วิธีรักษาแผลเป็นจากสิวแบบไม่ต้องใช้เข็ม
สำหรับรอยแผลเป็นสิวชนิดหลุมลึก ทั้งแบบ 롤링 (rolling scar) และ 박스카 (boxcar scar) การจับคู่กันของ CureJet + Juvelook ถือว่าตอบโจทย์มากๆ ค่ะ เมื่อเทียบกับการทำ 서브시전 (subcision) ด้วยเข็มแบบเดิมแล้ว ระดับความเจ็บ (VAS) ลดลงจาก 5.4 เหลือเพียง 2.9 แถมยังช่วยลด downtime แบบไม่มีรอยช้ำกวนใจอีกด้วย


ผิว
Microneedle + Juvelook — การจับคู่ที่ช่วยดูแลรอยแผลเป็นลึก
สำหรับรอยแผลเป็นหลุมลึกแบบกล่อง (boxcar) และแผลเป็นคีลอยด์หดรัดแบบผสม การรักษาด้วย Micro-needling ร่วมกับ Juvelook เป็นคู่ที่เข้ากันได้ดีมากเลยค่ะ โดยหลักการทำงานจะช่วยกระตุ้นทั้งกระบวนการรักษาแผล (wound healing) ควบคู่ไปกับการกระตุ้นของสาร PDLLA พร้อมๆ กัน
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1
💬 สามารถปรึกษาแบบ 1:1 ผ่าน KakaoTalk ได้
🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1



![[บิวตี้สโตน] ฟิลเลอร์ใต้ตาคล้ำ: 0.3cc เปลี่ยนผลลัพธ์](https://framerusercontent.com/images/F4Q84TUWgjbZJV6MNheLnWHnaw.jpg?width=1080&height=1080)
