• Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด

Juvelook vs Rejuran — booster คอลลาเจน ต่างยังไง

Juvelook vs Rejuran — booster คอลลาเจน ต่างยังไง

Juvelook vs Rejuran — booster คอลลาเจน ต่างยังไง

Rejuran เห็นผล 1–2 สัปดาห์ Juvelook 4–6 สัปดาห์ คงผล 4–6 vs 12–24 เดือน สรุปความต่างในครั้งเดียว

🔗 ไปที่บทความอื่น ๆ

Juvelook คืออะไร?1.1 ประวัติความร่วมมือของ Juvelook · 1.2 หลักการทำงาน (PDLLA + HA)

ไลน์อัพทั้งหมด2.1 ผลิตภัณฑ์สำหรับใบหน้า 3 รุ่น (Juvelook, Volume, Skin) · 2.2 สำหรับบริเวณเฉพาะจุด (Eye, Glam)

หัตถการร่วม3.1 ทำร่วมกับ CureJet (รักษาแผลเป็นแบบไร้เข็ม) · 3.2 ทำร่วมกับ Microneedle (สำหรับแผลเป็นลึก) · 3.3 ทำร่วมกับ Potenza (RF + Pumping Tip)

เปรียบเทียบและเลือกสิ่งที่ดีที่สุด4.2 Rejuran HB vs Juvelook Intradermal Injection

ขอสรุปให้ฟังก่อนเลยนะคะว่า ทั้ง Juvelook และ Rejuran ต่างก็เป็น collagen booster ยอดฮิตเหมือนกัน แต่กลไกการทำงานนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดย Juvelook จะใช้ PDLLA* เข้าไปจับตัวในชั้นผิวจริง (dermis) เพื่อกระตุ้นคอลลาเจน ในขณะที่ Rejuran จะใช้ PN (Polynucleotide)* เข้าช่วยฟื้นฟูเซลล์ผิวและซ่อมแซม DNA โดยตรง แม้ว่าทั้งคู่จะเป็นหัตถการที่ช่วย "สั่งให้ผิวของเราสร้างคอลลาเจนขึ้นมาเอง" แต่ระยะเวลาในการเห็นผล ความคงทน และสภาพผิวที่เหมาะสมของทั้งสองตัวนี้แตกต่างกันค่ะ

PDLLA* (Poly-D,L-Lactic Acid): เป็นสารพอลิเมอร์สังเคราะห์ที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ โดยจะค่อย ๆ ย่อยสลายทีละนิดใต้ผิวหนังเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจน Type 1 และ Type 3 ซึ่งนี่คือส่วนประกอบหลักของ Juvelook ค่ะ

PN* (Polynucleotide): เป็นชิ้นส่วน DNA ที่สกัดจากอสุจิปลาแซลมอน จะเข้าไปในเซลล์ผิวเพื่อช่วยฟื้นฟูเซลล์ที่เสื่อมสภาพ และเพิ่มประสิทธิภาพในการกักเก็บน้ำของชั้นผิวจริง ซึ่งนี่คือส่วนประกอบหลักของ Rejuran ค่ะ

 

2 หัตถการที่กลไกทำงานแตกต่างกัน

Juvelook เป็นตัวกระตุ้นคอลลาเจนประเภท กระตุ้นจากภายนอก เมื่อโมเลกุล PDLLA เข้าไปอยู่ในชั้นผิวจริง ร่างกายเราจะรับรู้ว่า "มีสิ่งแปลกปลอมเข้ามานะ" เซลล์ภูมิคุ้มกัน (Macrophage) จะเริ่มมารวมตัวกัน และส่งสัญญาณให้เซลล์สร้างเส้นใย (Fibroblast) ผลิตคอลลาเจนตัวใหม่ขึ้นมา พูดง่าย ๆ ก็คือ ตัว PDLLA เองไม่ได้กลายเป็นคอลลาเจนโดยตรง แต่ทำหน้าที่เหมือนสวิตช์เปิดสัญญาณสั่งให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนเรื่อย ๆ เป็นเวลา 1-2 ปีค่ะ

ส่วน Rejuran เป็นตัวกระตุ้นคอลลาเจนประเภท ฟื้นฟูเซลล์ผิว จากงานวิจัยเกี่ยวกับขั้นตอนฟื้นฟูคอลลาเจนจากเซลล์ด้วย Polynucleotide (PN) พบว่า PN จะผ่านเข้าไปในเซลล์ผิวเพื่อฟื้นฟูเซลล์ที่เสียหายและกระตุ้นเส้นทางการสร้างคอลลาเจนโดยตรง แถมยังช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นในชั้นผิวจริง ทำให้ผิวโดยรวมกลับมา "แข็งแรงสุขภาพดี" ซึ่งการเกิดคอลลาเจนใหม่ก็คือผลพลอยได้จากกระบวนการฟื้นฟูนี้เองค่ะ

ความแตกต่างนี้คือจุดเปลี่ยนสำคัญของผลลัพธ์ที่ได้เลยค่ะ โดย Juvelook จะเด่นในเรื่อง การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง (ช่วยให้ผิวหนาขึ้นและยืดหยุ่นขึ้น) ส่วน Rejuran จะเก่งเรื่อง การฟื้นฟูซ่อมแซมผิว (ช่วยให้ผิวเรียบเนียน โทนสีผิวสว่างกระจ่างใส และผิวดูอิ่มน้ำฉ่ำวาวสไตล์ K-beauty)

작동 메커니즘이 다른 두 시술

 

 

ระยะเวลาเริ่มเห็นผลและความคงทนของลัพธ์

จุดที่ทุกคนสัมผัสได้ถึงความแตกต่างได้ชัดเจนที่สุดคือเวลาเริ่มเห็นผลค่ะ หากดูจากรีวิวภาพรวมการทำหัตถการความงามด้วย PDLLA และรายงานทางการแพทย์ จะสรุปได้ดังนี้ค่ะ

  • Juvelook — เริ่มเห็นผลใน 4~6 สัปดาห์, ผลลัพธ์ดีที่สุดใน 2~3 เดือน, อยู่ได้นาน 12~24 เดือน

  • Rejuran — เริ่มเห็นผลใน 1~2 สัปดาห์, ผลลัพธ์ดีที่สุดใน 1~2 เดือน, อยู่ได้นาน 4~6 เดือน

Rejuran เห็นผลเร็วแต่อยู่ได้ไม่นานนัก ส่วน Juvelook ค่อย ๆ สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงแต่ผลลัพธ์อยู่ได้ยาวนานกว่า ดังนั้นสำหรับใครที่อยาก "สวยด่วนใน 1 เดือน" Rejuran ตอบโจทย์สุด ๆ ค่ะ แต่ถ้าอยากได้ "หัตถการที่อยู่ได้ยาว ๆ 1-2 ปี" Juvelook จะยอมรับว่าใช่เลยค่ะ

อย่างไรก็ดี Rejuran ซึ่งอยู่ในกลุ่ม PN เหมือนกัน ก็มีระยะเวลาของผลลัพธ์ที่ต่างกันไปตามสูตรนะคะ เช่น Rejuran HB ที่เราจะพูดถึงในบทความถัดไป มีส่วนผสมของ Hyaluronic Acid ร่วมด้วย ทำให้ลงไปทำงานในชั้นผิวที่ลึกขึ้นและผลลัพธ์อยู่ได้นานขึ้นอีกหน่อยค่ะ

효과 발현 시점과 지속 기간

 

 

ผิวแบบคุณ เหมาะกับตัวไหนดีนะ?

การตัดสินใจเลือกขึ้นอยู่กับ ช่วงอายุและสภาพผิว เป็นหลักค่ะ สรุปให้ง่าย ๆ ดังนี้เลย

  • อายุ 20 ปลาย ๆ ถึง 40 ต้น ๆ มีปัญหาผิวแห้ง ผิวแพ้ง่าย ผิวเสีย และอยากปรับโทนสีผิวให้ใสขึ้น → แนะนำ Rejuran

  • อายุ 35 ปีขึ้นไป ผิวขาดความยืดหยุ่น หย่อนคล้อย มีริ้วรอยร่องลึก หรือมีรอยแผลเป็น → แนะนำ Juvelook

  • คนที่มีปัญหารอยแผลเป็นจากสิว รูขุมขนกว้าง → แนะนำ Juvelook (เด่นด้านการฟื้นฟูโครงสร้างผิว)

  • คนที่ต้องการฟื้นฟูผิวหรือปลอบประโลมผิวหลังทำเลเซอร์ → แนะนำ Rejuran (เด่นด้านการฟื้นบำรุงเซลล์ผิว)

  • คนที่ต้องการปรับรูปหน้าหรือเติมเต็มวอลลุ่มให้ใบหน้า → แนะนำ Juvelook Volume

หลายคนนิยมทำทั้งสองตัวเลยนะคะ แต่ไม่ใช่ทำพร้อมกันในวันเดียวกันนะ จะเป็นการทำสลับคนละช่วงเวลาตามจุดประสงค์ที่ต่างกัน เช่น ช่วงสปริงเน้นทำ Juvelook เพื่อกระตุ้นคอลลาเจน พอเข้าหน้าหนาวก็ทำ Rejuran เพื่อเติมความชุ่มชื้นฟื้นฟูผิว เรียกได้ว่าสองตัวนี้ไม่ได้เป็นคู่แข่งกันนะคะ แต่เปรียบเสมือนคู่หูที่มี หน้าที่แตกต่างกัน ช่วยเสริมกันให้ผิวเพอร์เฟกต์ยิ่งขึ้นค่ะ

어떤 사람에게 어떤 시술이 맞을까

 

 

ความเจ็บและระยะเวลาพักฟื้น (Downtime)

เนื่องจาก Juvelook มีโมเลกุล PDLLA ตอนฉีดอาจจะรู้สึกตึง ๆ ผิวเล็กน้อย และอาจจับเจอเม็ดเล็ก ๆ ใต้ผิวได้ในช่วงไม่กี่วันแรกหลังทำ โดยทั่วไประยะเวลาพักฟื้นจะอยู่ที่ 1~3 วันค่ะ

ส่วน Rejuran จะค่อนข้างเหลวเป็นน้ำ ความเจ็บและระยะเวลาพักฟื้นจึงแทบไม่มีเลยค่ะ หลังจากฉีดอาจมีตุ่มนูนเล็ก ๆ คล้ายตุ่มยุงกัดประมาณ 1~2 วันแล้วก็จะยุบหายไปเอง ใครที่มีนัดสำคัญต่อก็สามารถทำได้แบบสบายใจเลยค่ะ

อย่างไรก็ดี สูตรมาตรฐานสำหรับทั้งสองโปรแกรมคือควรทำ 3~5 ครั้ง นะคะ เพราะทำครั้งเดียวอาจจะยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน เนื่องจากเป็นการสะสมคอลลาเจนไปเรื่อย ๆ แนะนำให้ทำซ้ำทุก ๆ 4~6 สัปดาห์ค่ะ ถ้ายังลังเลเลือกไม่ถูก ลองถามตัวเองก่อนว่า ปัญหาผิวอันดับแรกที่อยากแก้ที่สุดคืออะไร ระหว่าง ความยืดหยุ่น ความเรียบเนียน หรือการฟื้นฟูผิว เพื่อให้เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเองได้ง่ายขึ้นค่ะ

시술 통증과 다운타임

 

 

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q. สามารถฉีด Juvelook และ Rejuran พร้อมกันในวันเดียวกันได้ไหมคะ?

ทำได้ค่ะแต่ไม่แนะแนวทางนี้เท่าไหร่ เพราะหัตถการทั้งสองตัวออกฤทธิ์ในชั้นผิวจริงเหมือนกัน หากฉีดลงไปในบริเวณเดียวกันพร้อมกัน อาจจะประเมินผลลัพธ์ของแต่ละตัวได้ยาก ปกติแล้วแนะนำให้ทำคนละช่วงเวลาจะดีที่สุด หรือหากต้องการทำวันเดียวกันจริง ๆ ควรแบ่งฉีดคนละบริเวณกันค่ะ

Q. ตัวไหนราคาแพงกว่ากันคะ?

ขึ้นอยู่กับตำแหน่งและจำนวนครั้งที่ทำค่ะ แต่โดยทั่วไปราคาต่อครั้งของ Juvelook จะสูงกว่า Rejuran เล็กน้อย แต่อย่าลืมว่าผลลัพธ์ของ Juvelook อยู่ได้นานถึง 1-2 ปีเลยนะคะ ดังนั้นถ้าเฉลี่ยต่อปีแล้ว ค่าใช้จ่ายโดยรวมแทบไม่ต่างกันเลยค่ะ

Q. ทั้งสองตัวนี้ปลอดภัยใช่ไหมคะ?

ปลอดภัยแน่นอนค่ะ ทั้งคู่ผ่านการรับรองจาก KFDA (อย. เกาหลี) เรียบร้อยแล้ว โดย PN ใน Rejuran เป็นสารสกัดธรรมชาติจากปลาแซลมอน และ PDLLA ใน Juvelook ก็เป็นสารสังเคราะห์ที่ผ่านการพิสูจน์แล้วว่าปลอดภัยเพราะถูกนำมาใช้ในไหมละลายทางการแพทย์เป็นเวลานาน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับทั้งสองหัตถการคือทักษะของแพทย์ ทั้งเรื่องการกำหนดระดับความลึกและปริมาณยาที่เหมาะสมค่ะ

 

บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม

  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด โดยบิวตี้ส์ด็อกเตอร์
  • Beautystone Clinic บิวตี้สโตนคลินิก สาขาฮงแด

โพสต์ล่าสุด

โพสต์ล่าสุด

ยกกระชับ

ถ้าใช้ Sofwave ในการยกหน้าผากและแนวไรผม ผิวที่หย่อนคล้อยจะดูกระชับขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติและผลลัพธ์จะอยู่ได้นานแค่ไหนคะ?

Sofwave 이마 리프팅 (รีฟท์หน้าผาก) — เจาะลึกตั้งแต่หลักการทำงานในการยกกระชับหน้าผากและแนวไรผมที่หย่อนคล้อย ไปจนถึงระยะเวลาการฟื้นตัวและช่วงเวลาที่จะเริ่มเห็นผลลัพธ์

การทำ Potenza ปกติแล้วต้องทำห่างกันกี่สัปดาห์ และต้องทำทั้งหมดกี่ครั้งถึงจะเห็นผลลัพธ์ในการยกกระชับ (lifting) ที่ชัดเจนและอยู่ตัวคะ?

ยกกระชับ

ปกติแล้วการทำ Potenza ต้องทำสู้นะคะ? ควรทำห่างกันกี่สัปดาห์ และต้องทำกี่ครั้งถึงจะเห็นผลลัพธ์เรื่องการยกกระชับ (lifting) ที่ชัดเจนและอยู่ตัวคะ?

Potenza needle RF — เจาะลึกตั้งแต่หลักการกำหนดจำนวนครั้งและระยะห่างในการทำ ไปจนถึงระยะเวลาพักฟื้นและจังหวะที่เห็นผลลัพธ์

ถ้าทำ Thermage ครั้งแรก จะเริ่มเห็นผลลัพธ์การยกกระชับ (lifting) ที่ชัดเจนตั้งแต่เมื่อไหร่ และตอนทำจะเจ็บมากไหมคะ?

ยกกระชับ

หากทำ Thermage ครั้งแรก จะเริ่มเห็นผลลัพธ์การยกกระชับ (lifting) ที่ชัดเจนตั้งแต่เมื่อไหร่ และตอนทำจะเจ็บมากไหมคะ?

Thermage ครั้งแรก — มาเช็กช่วงเวลาที่เห็นผล ระดับความเจ็บ ขั้นตอนการทำ และการพักฟื้นล่วงหน้ากันค่ะ

จริงไหมที่เขาว่ากันว่าแค่ขยันทำ ลิฟติ้ง (lifting) อย่างเดียว ก็ช่วยเติมเต็มพวงแก้มที่ตอบให้กลับมาดูอิ่มฟูขึ้นได้อย่างเป็นธรรมชาติ?

โครงหน้า&วอลลุ่ม

จริงๆ หรือเปล่าที่เขาบอกว่า... แค่ทำ 리프팅 (lifting) อย่างขยันขันแข็ง ก็จะช่วยเติมเต็มพวงแก้มที่ตอบให้กลับมาดูอิ่มฟูได้อย่างเป็นธรรมชาติ?

Lifting และการเพิ่ม volume เป็นคนละเรื่องกัน — เรามาเจาะลึกตั้งแต่ความต่างระหว่างผิวตอบและผิวหย่อนคล้อย ไปจนถึงแนวทางการรักษากันค่ะ

หลังจากฉีด skin booster ปกติแล้วอาการแดง บวม และ downtime จะอยู่ได้นานกี่วัน และมีวิธีดูแลตัวเองอย่างไรบ้างคะ?

ผิว

หลังจากฉีด skin booster ปกติแล้วรอยแดง อาการบวม และ downtime จะอยู่ได้ประมาณกี่วัน และมีวิธีดูแลตัวเองอย่างไรบ้างคะ?

skin booster downtime — มาเช็กกันตั้งแต่รอยแดงและอาการบวมว่าจะเป็นกี่วัน ไปจนถึงการดูแลตัวเองเพื่อฟื้นฟูผิว และวิธีจัดการตารางเวลาอย่างไรดี

เมื่อรู้สึกว่าหน้าผากและคิ้วเริ่มหย่อนคล้อยจนดูหนักอึ้ง Sofwave 리프팅 จะช่วยดูแลคุณได้อย่างไรบ้างคะ?

ยกกระชับ

หน้าผาก-คิ้วหย่อนคล้อย Sofwave ช่วยได้ไหม? เจาะลึกข้อควรรู้

หน้าผาก-คิ้วหย่อนจนดูหนัก Sofwave ยกกระชับด้วยคลื่นอัลตราซาวด์ช่วยได้แค่ไหน สรุปกลไกและข้อควรระวัง

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1

💬 ปรึกษาผ่าน Line

🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1