
Juvelook vs Rejuran — skin booster คอลลาเจนเหมือนกัน แต่แตกต่างกันอย่างไร
Juvelook vs Rejuran — skin booster คอลลาเจนเหมือนกัน แต่แตกต่างกันอย่างไร
Juvelook vs Rejuran — skin booster คอลลาเจนเหมือนกัน แต่แตกต่างกันอย่างไร
เห็นผลลัพธ์ใน 1-2 สัปดาห์สำหรับ Rejuran และ 4-6 สัปดาห์สำหรับ Juvelook ส่วนความคงทนอยู่ที่ 4-6 เดือน VS 12-24 เดือน สรุปความแตกต่างของทั้งสอง skin booster ให้เข้าใจง่ายในครั้งเดียวแล้วค่ะ
Juvelook vs Rejuran — สกินบูสเตอร์คอลลาเจนเหมือนกัน แต่แตกต่างกันอย่างไร
📚 เจาะลึก Juvelook · สารบัญซีรีส์ 1. Juvelook คืออะไร? ├─ 1.1 ประวัติของ Juvelook └─ 1.2 หลักการทำงาน (PDLLA + HA) 2. ไลน์อัพทั้งหมด ├─ 2.1 งานผิวหน้า 3 รุ่น (Juvelook·Volume·Skin) └─ 2.2 เฉพาะจุด (Eye·Glam) 3. การจับคู่ทำหัตถการ ├─ 3.1 คู่กับ CureJet (รักษาแผลเป็นแบบไร้เข็ม) ├─ 3.2 คู่กับ Microneedle (แผลเป็นลึก) └─ 3.3 คู่กับ Potenza (RF + Pumping Tip) 4. การเปรียบเทียบและการเลือก ├─ 4.1 Juvelook vs Rejuran ← บทความปัจจุบัน └─ 4.2 Rejuran HB vs Juvelook Intradermal Injection
📚 เจาะลึก Juvelook · สารบัญซีรีส์ 1. Juvelook คืออะไร? ├─ 1.1 ประวัติของ Juvelook └─ 1.2 หลักการทำงาน (PDLLA + HA) 2. ไลน์อัพทั้งหมด ├─ 2.1 งานผิวหน้า 3 รุ่น (Juvelook·Volume·Skin) └─ 2.2 เฉพาะจุด (Eye·Glam) 3. การจับคู่ทำหัตถการ ├─ 3.1 คู่กับ CureJet (รักษาแผลเป็นแบบไร้เข็ม) ├─ 3.2 คู่กับ Microneedle (แผลเป็นลึก) └─ 3.3 คู่กับ Potenza (RF + Pumping Tip) 4. การเปรียบเทียบและการเลือก ├─ 4.1 Juvelook vs Rejuran ← บทความปัจจุบัน └─ 4.2 Rejuran HB vs Juvelook Intradermal Injection
🔗 ลิงก์ไปยังบทความอื่น
Juvelook คืออะไร? — 1.1 ประวัติของ Juvelook · 1.2 หลักการทำงาน (PDLLA + HA)
ไลน์อัพทั้งหมด — 2.1 งานผิวหน้า 3 รุ่น (Juvelook·Volume·Skin) · 2.2 เฉพาะจุด (Eye·Glam)
การจับคู่ทำหัตถการ — 3.1 คู่กับ CureJet (รักษาแผลเป็นแบบไร้เข็ม) · 3.2 คู่กับ Microneedle (แผลเป็นลึก) · 3.3 คู่กับ Potenza (RF + Pumping Tip)
การเปรียบเทียบและการเลือก — 4.2 Rejuran HB vs Juvelook Intradermal Injection
ขอสรุปให้ฟังตั้งแต่ต้นเลยนะคะว่า ทั้ง Juvelook และ Rejuran ต่างก็เป็น skin booster กลุ่มงานคอลลาเจนทั้งคู่ แต่มีกลไกการทำงานที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงค่ะ โดย Juvelook จะใช้สาร ※ PDLLA เข้าไปจับตัวในชั้นผิวจริง (dermis) เพื่อกระตุ้นคอลลาเจน ในขณะที่ Rejuran จะใช้ ※ PN (Polynucleotide) ในการช่วยฟื้นฟูเซลล์ผิวและซ่อมแซม DNA โดยตรง แม้ว่าทั้งคู่จะเป็นหัตถการที่ "สั่งให้ผิวสร้างคอลลาเจนของตัวเองขึ้นมา" แต่ระยะเวลาในการเห็นผล ความคงทน และสภาพผิวที่เหมาะสมนั้นแตกต่างกันมากค่ะ
PDLLA (Poly-D,L-lactic acid): เป็นพอลิเมอร์สังเคราะห์ที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ โดยจะค่อยๆ สลายตัวในผิวและกระตุ้นอย่างเป็นระบบเพื่อเหนี่ยวนำให้เกิดการสร้างคอลลาเจน Type 1 และ Type 3 ซึ่งเป็นส่วนผสมหลักของ Juvelook ค่ะ
PN (Polynucleotide): เป็นชิ้นส่วน DNA ที่สกัดจากอสุจิของปลาแซลมอน ช่วยเข้าไปในเซลล์ผิวเพื่อฟื้นฟูเซลล์ที่เสื่อมสภาพ และเพิ่มความสามารถในการอุ้มน้ำของชั้นผิวจริง ซึ่งเป็นส่วนผสมหลักของ Rejuran ค่ะ
สองหัตถการที่มีกลไกการทำงานต่างกัน
Juvelook จัดเป็นสกินบูสเตอร์ประเภท กระตุ้นจากภายนอก (stimulation type) เมื่ออนุภาค PDLLA เข้าไปอยู่ในชั้นผิวแท้ ร่างกายของเราจะรับรู้ว่า "มีสิ่งแปลกปลอมอยู่ตรงนี้" ทำให้เซลล์ภูมิคุ้มกัน (macrophages) มารวมตัวกัน และส่งสัญญาณให้เซลล์สร้างเส้นใย (fibroblasts) ผลิตคอลลาเจนใหม่ขึ้นมา พูดง่ายๆ ก็คือ ตัว PDLLA เองไม่ได้เปลี่ยนไปเป็นคอลลาเจน แต่ทำหน้าที่เปิดสัญญาณสั่งให้ผิวสร้างคอลลาเจนทิ้งไว้นาน 1-2 ปีค่ะ
ส่วน Rejuran เป็นสกินบูสเตอร์กลุ่ม ฟื้นฟูเซลล์ผิว (cell regeneration type) จาก งานวิจัยที่สรุปถึงวิธีที่ Polynucleotide (PN) ช่วยเสริมการสังเคราะห์คอลลาเจนในมาโครฟาจที่เสื่อมสภาพ พบว่า PN จะซึมเข้าสู่เซลล์ผิวโดยตรง เพื่อฟื้นฟูเซลล์ที่ถูกทำลายและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นในชั้นผิวแท้ ทำให้ผิวดู "สุขภาพดี" ขึ้นจากภายใน ส่วนการสร้างคอลลาเจนใหม่นั้นเป็นผลลัพธ์ที่ตามมาจากกระบวนการฟื้นฟูนี้เองค่ะ
จุดต่างตรงนี้เองที่ทำให้ผลลัพธ์ของทั้งสองตัวออกมาไม่เหมือนกัน โดย Juvelook จะโดดเด่นในเรื่อง การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง (ผิวหนาขึ้นและยืดหยุ่นขึ้น) ส่วน Rejuran จะเด่นในเรื่อง การฟื้นฟูสภาพผิว (ผิวเรียบเนียนขึ้น โทนผิวกระจ่างใสขึ้น และผิวดูฉ่ำน้ำขึ้นค่ะ)

ระยะเวลาเริ่มเห็นผลและความคงทนของผลลัพธ์
ความต่างที่รู้สึกได้ชัดเจนที่สุดคือระยะเวลาเริ่มเห็นผลค่ะ เมื่อรวบรวมข้อมูลจาก การรีวิวภาพรวมของ PDLLA ในงานศัลยกรรมความงาม และรายงานทางคลินิก พบผลลัพธ์ดังนี้ค่ะ
Juvelook — เริ่มเห็นผลใน 4-6 สัปดาห์, เห็นผลสูงสุดใน 2-3 เดือน, ผลลัพธ์อยู่ได้นาน 12-24 เดือน
Rejuran — เริ่มเห็นผลใน 1-2 สัปดาห์, เห็นผลสูงสุดใน 1-2 เดือน, ผลลัพธ์อยู่ได้นาน 4-6 เดือน
Rejuran จะเห็นผลไวแต่สลายเร็ว ส่วน Juvelook จะค่อยๆ เห็นผลแต่ให้ผลลัพธ์ที่ยาวนานกว่าค่ะ ดังนั้น สำหรับใครที่บ่นว่า "อยากหน้าปังในหนึ่งเดือน" Rejuran อาจจะตอบโจทย์กว่า แต่ถ้าเกลียดการมาคลินิกบ่อยๆ และ "อยากได้หัตถการที่อยู่ได้ยาวๆ 1-2 ปี" Juvelook จะเหมาะกว่าค่ะ
อย่างไรก็ตาม แบรนด์สูตร PN เหมือนกันอย่าง Rejuran เองก็มีระยะเวลาคงผลลัพธ์แตกต่างกันไปตามรุ่นค่ะ อย่างเช่น Rejuran HB ที่เราจะพูดถึงในบทความถัดไป จะมีส่วนผสมของ Hyaluronic Acid (HA) เพิ่มเข้ามา ทำให้สามารถฉีดเข้าชั้นผิวที่ลึกกว่า และคงผลลัพธ์ได้ยาวนานกว่าเล็กน้อยค่ะ

ใครเหมาะกับหัตถการไหนบ้าง?
วิธีเลือกง่ายๆ ให้ดูจาก ช่วงอายุและสภาพผิว เป็นหลักค่ะ สรุปได้ดังนี้เลย:
ช่วงวัยยี่สิบปลายๆ ถึงสี่สิบต้นๆ ที่มีผิวแห้ง/แพ้ง่าย/ผิวเสีย และต้องการปรับให้ผิวสว่างใส → เหมาะกับ Rejuran
อายุ 35 ปีขึ้นไป ที่เริ่มเจอปัญหาผิวขาดความยืดหยุ่น/หย่อยคล้อย/มีริ้วรอยลึก/รอยแผลเป็น → เหมาะกับ Juvelook
ผู้ที่มีปัญหารอยแผลเป็นจากสิว/รูขุมขนกว้าง → เหมาะกับ Juvelook (เด่นเรื่องการปรับเปลี่ยนโครงสร้างผิว)
ผู้ที่ต้องการฟื้นฟูผิวหลังทำเลเซอร์/ปลอบประโลมผิว → เหมาะกับ Rejuran (เด่นเรื่องการสมานและฟื้นฟูผิว)
ผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้า/เพิ่มวอลลุ่มให้ใบหน้า → เหมาะกับ Juvelook Volume
คนไข้หลายคนก็นิยมทำทั้งสองตัวเลยนะคะ แต่ไม่ได้ทำพร้อมกันในวันเดียวกันค่ะ จะแบ่งทำคนละช่วงเวลาตามจุดประสงค์ที่ต่างกัน เช่น ช่วงใบไม้ผลิฉีด Juvelook เพื่อกระตุ้นคอลลาเจน พอเข้าช่วงใบไม้ร่วงก็ฉีด Rejuran เพื่อฟื้นบำรุงผิว สำหรับทั้งสองโปรแกรมนี้ แทนที่จะมองว่าแข่งกัน ให้คิดซะว่าพวกเขาเจอกันเพื่อ ทำหน้าที่คนละอย่างกัน จะถูกต้องกว่าค่ะ

ระดับความเจ็บและระยะเวลาพักหน้า (Downtime)
เนื่องจาก Juvelook มีโมเลกุลของ PDLLA อยู่ด้วย ตอนที่เดินยาคนไข้จึงอาจจะรู้สึกตึงๆ เล็กน้อย และอาจคลำเจอแนวตุ่มเล็กๆ ใต้ผิวได้ในช่วงไม่กี่วันแรกหลังฉีด โดยทั่วไปจะมี downtime อยู่ที่ประมาณ 1-3 วันค่ะ
ส่วน Rejuran จะมาในรูปแบบของเหลวใส ความเจ็บและ downtime จึงแทบไม่มีเลยค่ะ หลังฉีดเสร็จทันทีอาจเห็นรอยตุ่มนูนเล็กๆ (embossing) บ้างประมาณ 1-2 วันแล้วก็จะยุบหายไปเอง ด้วยความที่ฟื้นตัวเร็วมาก จึงเหมาะกับคนที่ต้องการดูแลผิวแต่ติดตารางงานสำคัญในวันรุ่งขึ้นค่ะ
อย่างไรก็ตาม ทั้งสองโปรแกรม แนะนำให้ทำเป็นซีรีส์ต่อเนื่อง 3-5 ครั้ง จึงจะได้ผลดีที่สุดนะคะ การทำเพียงครั้งเดียวอาจไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนนัก เพราะเป็นหัตถการที่เน้นสะสมคอลลาเจนใต้ผิวไปเรื่อยๆ ควรเว้นระยะห่างทุก 4-6 สัปดาห์ค่ะ หากคุณกำลังลังเลระหว่างสองตัวนี้ ให้ลองเลือกจากปัญหาอันดับ 1 ในใจก่อนเลยค่ะ ว่าต้องการเน้นเรื่องความยืดหยุ่น, สภาพผิวหน้า, หรือการฟื้นฟูผิว แล้วจะเลือกง่ายขึ้นเยอะเลยค่ะ

คำถามที่พบบ่อย
Q. สามารถฉีด Juvelook และ Rejuran พร้อมกันในวันเดียวกันได้ไหมคะ?
สามารถทำได้ค่ะ แต่ไม่ค่อยแนะนำเท่าไหร่ เพราะทั้งสองตัวเป็นสารที่ออกฤทธิ์ในชั้นผิวแท้เหมือนกัน หากใส่เข้าไปในบริเวณเดียวกันพร้อมกัน จะทำให้ประเมินผลลัพธ์ของแต่ละตัวได้ยากค่ะ โดยทั่วไปแนะนำให้ฉีดคนละช่วงเวลาจะดีที่สุด หรือหากต้องการทำในวันเดียวกันจริงๆ คุณหมอจะแบ่งบริเวณในการฉีดให้แยกกันค่ะ
Q. ตัวไหนราคาแพงกว่ากันคะ?
ขึ้นอยู่กับบริเวณที่ฉีดและจำนวนครั้งค่ะ แต่โดยทั่วไปแล้วค่าบริการต่อครั้งของ Juvelook จะสูงกว่า Rejuran ค่ะ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากผลลัพธ์ของ Juvelook อยู่ได้นานถึง 1-2 ปี หากลองคำนวณเปรียบเทียบเป็นรายปีดูแล้ว ค่าใช้จ่ายโดยรวมต่างกันไม่มากเลยค่ะ
Q. ทั้งสองโปรแกรมปลอดภัยไหมคะ?
ทั้งสองผลิตภัณฑ์ได้รับการรับรองจาก KFDA (อย. เกาหลี) เรียบร้อยแล้วค่ะ โดย PN ใน Rejuran เป็นสารสกัดธรรมชาติจากปลาแซลมอน ส่วน PDLLA ใน Juvelook ก็เป็นพอลิเมอร์สังเคราะห์ที่ใช้ในไหมละลายทางการแพทย์มาอย่างยาวนานและผ่านการพิสูจน์แล้วว่าปลอดภัยค่ะ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับทั้งสองหัตถการคือความแม่นยำในระดับความลึกและปริมาณยาที่คุณหมอฉีดเข้าไปค่ะ
บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม
Rejuran vs Juvelook แบบไหนที่ใช่สำหรับผิวเรา? | Beautystone Hongdae
ก่อนจะไปฉีด Rejuran พรุ่งนี้ แอบเซิร์ชกันใช่ไหมล่ะคะว่าฉีดแบบไหนเจ็บน้อยที่สุด
เหตุผลที่แท้จริงว่าทำไมดูแค่ราคา Juvelook ต่อครั้งแล้วจะเสียใจทีหลัง | Beautystone Hongdae
ปัญหาตุ่มนูน Juvelook อย่าเพิ่งเชื่อคำที่บอกว่าจะหายไปเองนะคะ | Beautystone Hongdae
Juvelook vs Rejuran — สกินบูสเตอร์คอลลาเจนเหมือนกัน แต่แตกต่างกันอย่างไร
📚 เจาะลึก Juvelook · สารบัญซีรีส์ 1. Juvelook คืออะไร? ├─ 1.1 ประวัติของ Juvelook └─ 1.2 หลักการทำงาน (PDLLA + HA) 2. ไลน์อัพทั้งหมด ├─ 2.1 งานผิวหน้า 3 รุ่น (Juvelook·Volume·Skin) └─ 2.2 เฉพาะจุด (Eye·Glam) 3. การจับคู่ทำหัตถการ ├─ 3.1 คู่กับ CureJet (รักษาแผลเป็นแบบไร้เข็ม) ├─ 3.2 คู่กับ Microneedle (แผลเป็นลึก) └─ 3.3 คู่กับ Potenza (RF + Pumping Tip) 4. การเปรียบเทียบและการเลือก ├─ 4.1 Juvelook vs Rejuran ← บทความปัจจุบัน └─ 4.2 Rejuran HB vs Juvelook Intradermal Injection
🔗 ลิงก์ไปยังบทความอื่น
Juvelook คืออะไร? — 1.1 ประวัติของ Juvelook · 1.2 หลักการทำงาน (PDLLA + HA)
ไลน์อัพทั้งหมด — 2.1 งานผิวหน้า 3 รุ่น (Juvelook·Volume·Skin) · 2.2 เฉพาะจุด (Eye·Glam)
การจับคู่ทำหัตถการ — 3.1 คู่กับ CureJet (รักษาแผลเป็นแบบไร้เข็ม) · 3.2 คู่กับ Microneedle (แผลเป็นลึก) · 3.3 คู่กับ Potenza (RF + Pumping Tip)
การเปรียบเทียบและการเลือก — 4.2 Rejuran HB vs Juvelook Intradermal Injection
ขอสรุปให้ฟังตั้งแต่ต้นเลยนะคะว่า ทั้ง Juvelook และ Rejuran ต่างก็เป็น skin booster กลุ่มงานคอลลาเจนทั้งคู่ แต่มีกลไกการทำงานที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงค่ะ โดย Juvelook จะใช้สาร ※ PDLLA เข้าไปจับตัวในชั้นผิวจริง (dermis) เพื่อกระตุ้นคอลลาเจน ในขณะที่ Rejuran จะใช้ ※ PN (Polynucleotide) ในการช่วยฟื้นฟูเซลล์ผิวและซ่อมแซม DNA โดยตรง แม้ว่าทั้งคู่จะเป็นหัตถการที่ "สั่งให้ผิวสร้างคอลลาเจนของตัวเองขึ้นมา" แต่ระยะเวลาในการเห็นผล ความคงทน และสภาพผิวที่เหมาะสมนั้นแตกต่างกันมากค่ะ
PDLLA (Poly-D,L-lactic acid): เป็นพอลิเมอร์สังเคราะห์ที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ โดยจะค่อยๆ สลายตัวในผิวและกระตุ้นอย่างเป็นระบบเพื่อเหนี่ยวนำให้เกิดการสร้างคอลลาเจน Type 1 และ Type 3 ซึ่งเป็นส่วนผสมหลักของ Juvelook ค่ะ
PN (Polynucleotide): เป็นชิ้นส่วน DNA ที่สกัดจากอสุจิของปลาแซลมอน ช่วยเข้าไปในเซลล์ผิวเพื่อฟื้นฟูเซลล์ที่เสื่อมสภาพ และเพิ่มความสามารถในการอุ้มน้ำของชั้นผิวจริง ซึ่งเป็นส่วนผสมหลักของ Rejuran ค่ะ
สองหัตถการที่มีกลไกการทำงานต่างกัน
Juvelook จัดเป็นสกินบูสเตอร์ประเภท กระตุ้นจากภายนอก (stimulation type) เมื่ออนุภาค PDLLA เข้าไปอยู่ในชั้นผิวแท้ ร่างกายของเราจะรับรู้ว่า "มีสิ่งแปลกปลอมอยู่ตรงนี้" ทำให้เซลล์ภูมิคุ้มกัน (macrophages) มารวมตัวกัน และส่งสัญญาณให้เซลล์สร้างเส้นใย (fibroblasts) ผลิตคอลลาเจนใหม่ขึ้นมา พูดง่ายๆ ก็คือ ตัว PDLLA เองไม่ได้เปลี่ยนไปเป็นคอลลาเจน แต่ทำหน้าที่เปิดสัญญาณสั่งให้ผิวสร้างคอลลาเจนทิ้งไว้นาน 1-2 ปีค่ะ
ส่วน Rejuran เป็นสกินบูสเตอร์กลุ่ม ฟื้นฟูเซลล์ผิว (cell regeneration type) จาก งานวิจัยที่สรุปถึงวิธีที่ Polynucleotide (PN) ช่วยเสริมการสังเคราะห์คอลลาเจนในมาโครฟาจที่เสื่อมสภาพ พบว่า PN จะซึมเข้าสู่เซลล์ผิวโดยตรง เพื่อฟื้นฟูเซลล์ที่ถูกทำลายและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นในชั้นผิวแท้ ทำให้ผิวดู "สุขภาพดี" ขึ้นจากภายใน ส่วนการสร้างคอลลาเจนใหม่นั้นเป็นผลลัพธ์ที่ตามมาจากกระบวนการฟื้นฟูนี้เองค่ะ
จุดต่างตรงนี้เองที่ทำให้ผลลัพธ์ของทั้งสองตัวออกมาไม่เหมือนกัน โดย Juvelook จะโดดเด่นในเรื่อง การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง (ผิวหนาขึ้นและยืดหยุ่นขึ้น) ส่วน Rejuran จะเด่นในเรื่อง การฟื้นฟูสภาพผิว (ผิวเรียบเนียนขึ้น โทนผิวกระจ่างใสขึ้น และผิวดูฉ่ำน้ำขึ้นค่ะ)

ระยะเวลาเริ่มเห็นผลและความคงทนของผลลัพธ์
ความต่างที่รู้สึกได้ชัดเจนที่สุดคือระยะเวลาเริ่มเห็นผลค่ะ เมื่อรวบรวมข้อมูลจาก การรีวิวภาพรวมของ PDLLA ในงานศัลยกรรมความงาม และรายงานทางคลินิก พบผลลัพธ์ดังนี้ค่ะ
Juvelook — เริ่มเห็นผลใน 4-6 สัปดาห์, เห็นผลสูงสุดใน 2-3 เดือน, ผลลัพธ์อยู่ได้นาน 12-24 เดือน
Rejuran — เริ่มเห็นผลใน 1-2 สัปดาห์, เห็นผลสูงสุดใน 1-2 เดือน, ผลลัพธ์อยู่ได้นาน 4-6 เดือน
Rejuran จะเห็นผลไวแต่สลายเร็ว ส่วน Juvelook จะค่อยๆ เห็นผลแต่ให้ผลลัพธ์ที่ยาวนานกว่าค่ะ ดังนั้น สำหรับใครที่บ่นว่า "อยากหน้าปังในหนึ่งเดือน" Rejuran อาจจะตอบโจทย์กว่า แต่ถ้าเกลียดการมาคลินิกบ่อยๆ และ "อยากได้หัตถการที่อยู่ได้ยาวๆ 1-2 ปี" Juvelook จะเหมาะกว่าค่ะ
อย่างไรก็ตาม แบรนด์สูตร PN เหมือนกันอย่าง Rejuran เองก็มีระยะเวลาคงผลลัพธ์แตกต่างกันไปตามรุ่นค่ะ อย่างเช่น Rejuran HB ที่เราจะพูดถึงในบทความถัดไป จะมีส่วนผสมของ Hyaluronic Acid (HA) เพิ่มเข้ามา ทำให้สามารถฉีดเข้าชั้นผิวที่ลึกกว่า และคงผลลัพธ์ได้ยาวนานกว่าเล็กน้อยค่ะ

ใครเหมาะกับหัตถการไหนบ้าง?
วิธีเลือกง่ายๆ ให้ดูจาก ช่วงอายุและสภาพผิว เป็นหลักค่ะ สรุปได้ดังนี้เลย:
ช่วงวัยยี่สิบปลายๆ ถึงสี่สิบต้นๆ ที่มีผิวแห้ง/แพ้ง่าย/ผิวเสีย และต้องการปรับให้ผิวสว่างใส → เหมาะกับ Rejuran
อายุ 35 ปีขึ้นไป ที่เริ่มเจอปัญหาผิวขาดความยืดหยุ่น/หย่อยคล้อย/มีริ้วรอยลึก/รอยแผลเป็น → เหมาะกับ Juvelook
ผู้ที่มีปัญหารอยแผลเป็นจากสิว/รูขุมขนกว้าง → เหมาะกับ Juvelook (เด่นเรื่องการปรับเปลี่ยนโครงสร้างผิว)
ผู้ที่ต้องการฟื้นฟูผิวหลังทำเลเซอร์/ปลอบประโลมผิว → เหมาะกับ Rejuran (เด่นเรื่องการสมานและฟื้นฟูผิว)
ผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้า/เพิ่มวอลลุ่มให้ใบหน้า → เหมาะกับ Juvelook Volume
คนไข้หลายคนก็นิยมทำทั้งสองตัวเลยนะคะ แต่ไม่ได้ทำพร้อมกันในวันเดียวกันค่ะ จะแบ่งทำคนละช่วงเวลาตามจุดประสงค์ที่ต่างกัน เช่น ช่วงใบไม้ผลิฉีด Juvelook เพื่อกระตุ้นคอลลาเจน พอเข้าช่วงใบไม้ร่วงก็ฉีด Rejuran เพื่อฟื้นบำรุงผิว สำหรับทั้งสองโปรแกรมนี้ แทนที่จะมองว่าแข่งกัน ให้คิดซะว่าพวกเขาเจอกันเพื่อ ทำหน้าที่คนละอย่างกัน จะถูกต้องกว่าค่ะ

ระดับความเจ็บและระยะเวลาพักหน้า (Downtime)
เนื่องจาก Juvelook มีโมเลกุลของ PDLLA อยู่ด้วย ตอนที่เดินยาคนไข้จึงอาจจะรู้สึกตึงๆ เล็กน้อย และอาจคลำเจอแนวตุ่มเล็กๆ ใต้ผิวได้ในช่วงไม่กี่วันแรกหลังฉีด โดยทั่วไปจะมี downtime อยู่ที่ประมาณ 1-3 วันค่ะ
ส่วน Rejuran จะมาในรูปแบบของเหลวใส ความเจ็บและ downtime จึงแทบไม่มีเลยค่ะ หลังฉีดเสร็จทันทีอาจเห็นรอยตุ่มนูนเล็กๆ (embossing) บ้างประมาณ 1-2 วันแล้วก็จะยุบหายไปเอง ด้วยความที่ฟื้นตัวเร็วมาก จึงเหมาะกับคนที่ต้องการดูแลผิวแต่ติดตารางงานสำคัญในวันรุ่งขึ้นค่ะ
อย่างไรก็ตาม ทั้งสองโปรแกรม แนะนำให้ทำเป็นซีรีส์ต่อเนื่อง 3-5 ครั้ง จึงจะได้ผลดีที่สุดนะคะ การทำเพียงครั้งเดียวอาจไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนนัก เพราะเป็นหัตถการที่เน้นสะสมคอลลาเจนใต้ผิวไปเรื่อยๆ ควรเว้นระยะห่างทุก 4-6 สัปดาห์ค่ะ หากคุณกำลังลังเลระหว่างสองตัวนี้ ให้ลองเลือกจากปัญหาอันดับ 1 ในใจก่อนเลยค่ะ ว่าต้องการเน้นเรื่องความยืดหยุ่น, สภาพผิวหน้า, หรือการฟื้นฟูผิว แล้วจะเลือกง่ายขึ้นเยอะเลยค่ะ

คำถามที่พบบ่อย
Q. สามารถฉีด Juvelook และ Rejuran พร้อมกันในวันเดียวกันได้ไหมคะ?
สามารถทำได้ค่ะ แต่ไม่ค่อยแนะนำเท่าไหร่ เพราะทั้งสองตัวเป็นสารที่ออกฤทธิ์ในชั้นผิวแท้เหมือนกัน หากใส่เข้าไปในบริเวณเดียวกันพร้อมกัน จะทำให้ประเมินผลลัพธ์ของแต่ละตัวได้ยากค่ะ โดยทั่วไปแนะนำให้ฉีดคนละช่วงเวลาจะดีที่สุด หรือหากต้องการทำในวันเดียวกันจริงๆ คุณหมอจะแบ่งบริเวณในการฉีดให้แยกกันค่ะ
Q. ตัวไหนราคาแพงกว่ากันคะ?
ขึ้นอยู่กับบริเวณที่ฉีดและจำนวนครั้งค่ะ แต่โดยทั่วไปแล้วค่าบริการต่อครั้งของ Juvelook จะสูงกว่า Rejuran ค่ะ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากผลลัพธ์ของ Juvelook อยู่ได้นานถึง 1-2 ปี หากลองคำนวณเปรียบเทียบเป็นรายปีดูแล้ว ค่าใช้จ่ายโดยรวมต่างกันไม่มากเลยค่ะ
Q. ทั้งสองโปรแกรมปลอดภัยไหมคะ?
ทั้งสองผลิตภัณฑ์ได้รับการรับรองจาก KFDA (อย. เกาหลี) เรียบร้อยแล้วค่ะ โดย PN ใน Rejuran เป็นสารสกัดธรรมชาติจากปลาแซลมอน ส่วน PDLLA ใน Juvelook ก็เป็นพอลิเมอร์สังเคราะห์ที่ใช้ในไหมละลายทางการแพทย์มาอย่างยาวนานและผ่านการพิสูจน์แล้วว่าปลอดภัยค่ะ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับทั้งสองหัตถการคือความแม่นยำในระดับความลึกและปริมาณยาที่คุณหมอฉีดเข้าไปค่ะ
บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม
Rejuran vs Juvelook แบบไหนที่ใช่สำหรับผิวเรา? | Beautystone Hongdae
ก่อนจะไปฉีด Rejuran พรุ่งนี้ แอบเซิร์ชกันใช่ไหมล่ะคะว่าฉีดแบบไหนเจ็บน้อยที่สุด
เหตุผลที่แท้จริงว่าทำไมดูแค่ราคา Juvelook ต่อครั้งแล้วจะเสียใจทีหลัง | Beautystone Hongdae
ปัญหาตุ่มนูน Juvelook อย่าเพิ่งเชื่อคำที่บอกว่าจะหายไปเองนะคะ | Beautystone Hongdae
บทความแนะนำ
บทความแนะนำ
โพสต์ล่าสุด
โพสต์ล่าสุด


ผิว
Juvelook มีต้นกำเนิดมาจากไหน ทําความรู้จักผลิตภัณฑ์จากเกาหลีที่เปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่แห่งยุคของ คอลลาเจน บูสเตอร์
Sculptra 에서 아쉬웠던 부분을 한국의 Juvelook이 어떻게 채워줬을까요? HA 결합으로 즉각적인 효과와 장기적인 콜라겐 재생을 동시에 선사하는 K-beauty skin booster 이야기를 만나보세요.


ผิว
Juvelook เข้าไปทำหน้าที่อะไรในชั้นผิวหนังของเราบ้างคะ
ทำไมหลังทำทันทีถึงยังไม่ค่อยเห็นผล แต่ผ่านไป 1 เดือนผิวกลับดูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด? และทำไมแม้ตัวยา PDLLA จะสลายไปแล้ว แต่คอลลาเจนยังคงอยู่? — ถ้าเข้าใจหลักการทำงานแล้วจะร้องอ๋อเลยค่ะ


โครงหน้า&วอลลุ่ม
Juvelook Face 3 แบบ — Original, Volume, skin booster แตกต่างกันอย่างไร
Juvelook (30μm), Juvelook Volume (ประมาณ 40μm) และ Juvelook skin ทั้ง 3 แบบนี้มีความแตกต่างกันที่ขนาดโมเลกุลและความเข้มข้นค่ะ วันนี้เราสรุปมาให้แบบเข้าใจง่ายในครั้งเดียวเลยว่า ควรใช้ไลน์ไหนกับบริเวณไหนดีนะ


ร่างกาย
Juvelook Volume (Glam) และ Juvelook Eye — สองไลน์พิเศษที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับรอบดวงตาและผิวกาย
สำหรับรอยคล้ำและริ้วรอยเล็กๆ รอบดวงตาต้อง Juvelook Eye ส่วนปัญหาผิวหย่อนคล้อยบริเวณสะโพกและต้นขาต้อง Juvelook Glam นี่คือไลน์อัพสุดพิเศษของ Juvelook ที่คุณควรทำความรู้จักต่อจากโปรแกรมดูแลผิวหน้า 3 ขั้นตอนค่ะ


ผิว
CureJet + Juvelook — วิธีรักษาแผลเป็นจากสิวแบบไม่ต้องใช้เข็ม
สำหรับรอยแผลเป็นสิวชนิดหลุมลึก ทั้งแบบ 롤링 (rolling scar) และ 박스카 (boxcar scar) การจับคู่กันของ CureJet + Juvelook ถือว่าตอบโจทย์มากๆ ค่ะ เมื่อเทียบกับการทำ 서브시전 (subcision) ด้วยเข็มแบบเดิมแล้ว ระดับความเจ็บ (VAS) ลดลงจาก 5.4 เหลือเพียง 2.9 แถมยังช่วยลด downtime แบบไม่มีรอยช้ำกวนใจอีกด้วย


ผิว
Microneedle + Juvelook — การจับคู่ที่ช่วยดูแลรอยแผลเป็นลึก
สำหรับรอยแผลเป็นหลุมลึกแบบกล่อง (boxcar) และแผลเป็นคีลอยด์หดรัดแบบผสม การรักษาด้วย Micro-needling ร่วมกับ Juvelook เป็นคู่ที่เข้ากันได้ดีมากเลยค่ะ โดยหลักการทำงานจะช่วยกระตุ้นทั้งกระบวนการรักษาแผล (wound healing) ควบคู่ไปกับการกระตุ้นของสาร PDLLA พร้อมๆ กัน
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1
💬 สามารถปรึกษาแบบ 1:1 ผ่าน KakaoTalk ได้
🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1



![[บิวตี้สโตน] ฟิลเลอร์ใต้ตาคล้ำ: 0.3cc เปลี่ยนผลลัพธ์](https://framerusercontent.com/images/F4Q84TUWgjbZJV6MNheLnWHnaw.jpg?width=1080&height=1080)
