Rejuran HB (4–6 ด.) Juvelook ใต้ผิว (12–24 ด.) แนะนำตำแหน่งที่เหมาะของสอง booster ที่ออกฤทธิ์ต่างกัน
🔗 ไปที่บทความอื่น
Juvelook คืออะไร? — 1.1 ประวัติของ Juvelook · 1.2 หลักการทำงาน (PDLLA + HA)
ไลน์อัพทั้งหมด — 2.1 สำหรับใบหน้า 3 รุ่น (Juvelook, Volume, Skin) · 2.2 เน้นเฉพาะจุด (Eye, Glam)
สูตรผสมผสานทรีตเมนต์ — 3.1 จับคู่ CureJet (รักษาแผลเป็นแบบไร้เข็ม) · 3.2 จับคู่ Microneedle (สำหรับแผลเป็นลึก) · 3.3 จับคู่ Potenza (RF + Pumping Tip)
การเปรียบเทียบและการเลือก — 4.1 Juvelook vs Rejuran
ถ้าให้สรุปตั้งแต่แรกเลยก็คือ ทั้ง Rejuran HB และ การฉีด Juvelook ชั้นใต้ผิวหนัง (Subcutaneous injection) ต่างก็เป็นทรีตเมนต์ที่มุ่งเป้าไปที่ "ชั้นผิวแท้ส่วนลึกหรือต่ำกว่านั้น" เหมือนกัน แต่ผลลัพธ์ที่คาดหวังนั้นแตกต่างกันค่ะ โดย Rejuran HB จะเน้นให้ความชุ่มชื้นและความฉ่ำวาวในทันทีด้วย PN + Hyaluronic Acid* ส่วนการฉีด Juvelook ใต้ผิวหนังจะใช้ PDLLA เพื่อกระตุ้นคอลลาเจนในระยะยาวและสร้างการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างผิว แม้จะเป็น "การรักษาในชั้นลึก" เหมือนกัน แต่ระยะเวลาในการเห็นผลลัพธ์จะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงค่ะ
*PN + Hyaluronic Acid (Rejuran HB): เป็นสูตรที่เพิ่ม Hyaluronic Acid เข้าไปใน PN (DNA ที่สกัดจากอสุจิปลาแซลมอน) ของ Rejuran สูตรเดิม โดย PN จะทำหน้าที่ฟื้นฟูเซลล์ผิว ส่วน HA จะช่วยเรื่องความชุ่มชื้นและความฉ่ำวาวทันที แถมยังมีส่วนผสมของยาชาลิโดเคน (Lidocaine) อยู่ด้วย จึงมักถูกเรียกว่า "Rejuran สูตรไม่เจ็บ" ค่ะ
Rejuran HB แตกต่างจาก Rejuran สูตรปกติอย่างไร
Rejuran สูตรเดิม (Rejuran Healer) จะเป็นสูตร PN เดี่ยว ๆ ซึ่งเด่นเรื่องการฟื้นฟูผิวมาก แต่เรื่องความชุ่มชื้นหรือผลลัพธ์แบบทันใจอาจจะยังไม่ชัดเจนนัก ส่วน Rejuran HB* จะใส่ Hyaluronic Acid เพิ่มเข้ามาด้วย เพื่อตอบโจทย์ทั้งสองอย่างไปพร้อมกันค่ะ
*Rejuran HB (Rejuran Healer Bright/Booster): เป็นสูตรที่เพิ่ม Hyaluronic Acid และ Lidocaine เข้าไปใน Rejuran Healer สูตรเดิม ทำให้ได้ทั้งเอฟเฟกต์ฟื้นฟูเซลล์ผิวจาก PN, เอฟเฟกต์เติมน้ำให้ผิวทันทีจาก HA และเอฟเฟกต์บรรเทาความเจ็บปวดจากลิโดเคน โดยมีรายงานว่าช่วยลดความเจ็บลงไปได้ถึงประมาณ 50% เมื่อเทียบกับ Rejuran สูตรปกติค่ะ
จากข้อมูลของ งานวิจัยเชิงสังเกตการณ์เกี่ยวกับการฉีด Polynucleotide สำหรับริ้วรอยเล็ก ๆ รอบดวงตา พบว่า PN จะเข้าไปฝังตัวในชั้นผิวแท้และช่วยฟื้นฟูเซลล์ผิวพร้อมปรับผิวให้เรียบเนียนกระจ่างใส ซึ่งตัว HB นี้ได้เพิ่ม HA เข้าไปเพื่อช่วยเติมความชุ่มชื้นและเพิ่มความฉ่ำวาวให้กับผิวชั้นแท้ตอนกลางและตอนบนในทันที จุดต่างที่เห็นได้ชัดที่สุดจาก Rejuran ปกติก็คือผิวจะดูโกลวฉ่ำวาวทันทีหลังทำค่ะ
และนี่คือความน่าสนใจค่ะ ถ้าดูจากชื่อที่มีคำว่า HB (Hyaluronic Acid + Booster) แล้วล่ะก็ อาจเรียกได้ว่าตัวนี้เป็น เวอร์ชัน PN ที่ใช้คอนเซปต์ "PDLLA + HA" แบบเดียวกับ Juvelook ก็ว่าได้ค่ะ เพราะทั้งคู่มีจุดร่วมที่เหมือนกันตรงที่เป็นส่วนผสมของ "สารออกฤทธิ์ระยะยาว + HA ที่ให้ผลลัพธ์ทันที"

ความหมายของการฉีด Juvelook ชั้นใต้ผิวหนัง (Subcutaneous Injection)
ปกติแล้ว Juvelook มักจะฉีดเข้าไปในชั้นผิวแท้ (Dermis) แต่ก็มีเทคนิคการฉีดเข้าไปที่ ชั้นใต้ผิวหนัง (Subcutaneous layer) ที่อยู่ลึกกว่าผิวชั้นแท้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบริเวณและจุดประสงค์การรักษาด้วยค่ะ ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้เทคนิคนี้เมื่อฉีด Juvelook Volume เพื่อเติมเต็มส่วนที่ยุบตัวลึกหรือบริเวณกรอบหน้าค่ะ
ชั้นใต้ผิวหนังเป็นชั้นไขมันและเนื้อเยื่อเกี่ยวพันใต้ผิวแท้ เมื่อ PDLLA เข้าไปอยู่ในชั้นนี้ ก็จะกระตุ้นการสร้าง คอลลาเจนใหม่ + เพิ่มวอลลุ่มเชิงโครงสร้าง ไปพร้อมกัน หากการฉีดในชั้นผิวแท้ทั่วไปจะเน้นงานผิวและริ้วรอยตื้น ๆ การฉีดในชั้นใต้ผิวหนังจะตอบโจทย์เรื่องการปรับรูปหน้า แก้มตอบ และร่องแก้มลึกได้ดีกว่ามากค่ะ
แม้แต่ใน แนวทางปฏิบัติที่เป็นเอกฉันท์สำหรับการปรับโครงสร้างและการประยุกต์ใช้เพื่อความงามของอนุภาคขนาดเล็ก PDLLA ก็แนะนำให้ฉีด Juvelook ในระดับความลึกชั้นผิวแท้ส่วนลึกหรือชั้นใต้ผิวหนังค่ะ หากฉีดตื้นเกินไปในระดับผิวชั้นบน ความเสี่ยงในการเกิดตุ่มไต (Nodules) หรือผิวขรุขระเป็นคลื่นจะสูงขึ้นทันที ดังนั้นการฉีดใต้ผิวหนังจึงเป็นหัตถการที่ต้องอาศัยการควบคุมความลึกอย่างแม่นยำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นสำคัญที่สุดค่ะ

จุดร่วมและข้อแตกต่างของทั้งสองหัตถการ
แม้ทั้งสองทรีตเมนต์จะมีจุดร่วมเหมือนกันตรงที่ ออกฤทธิ์ในชั้นผิวส่วนลึก แต่คำว่า "ลึก" ของทั้งสองตัวนั้นมีความหมายต่างกันค่ะ ความลึกของ Rejuran HB จะอยู่ที่ชั้นผิวแท้ส่วนกลางถึงส่วนลึก ในขณะที่ความลึกของการฉีด Juvelook ใต้ผิวหนังจะลงลึกไปถึงชั้นไขมันใต้ผิวแท้ สรุปคือ Juvelook ใต้ผิวหนังจะฉีดลงไปลึกกว่านั่นเองค่ะ
หากจัดระเบียบตามผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นดังนี้ค่ะ
Rejuran HB → เติมความชุ่มชื้นและผิวฉ่ำวาวทันที + ฟื้นฟูผิวใน 1-2 สัปดาห์ อยู่ได้นาน 4-6 เดือน
Juvelook ใต้ผิวหนัง (Subcutaneous) → เห็นผลกระตุ้นคอลลาเจนใน 1-3 เดือน + เติมวอลลุ่มเชิงโครงสร้าง อยู่ได้นาน 12-24 เดือน
บริเวณที่แนะนำก็ต่างกันด้วยค่ะ Rejuran HB เหมาะสำหรับปรับโทนสีผิว เนื้อผิว และความฉ่ำวาวทั่วทั้งใบหน้า ส่วน Juvelook ใต้ผิวหนังเหมาะสำหรับแก้ปัญหาแก้มตอบ แก้มส้มยุบ ร่องแก้มลึก และบำรุงเพื่อยกกระชับกรอบหน้า ทั้งสองตัวนี้ไม่ได้แข่งกันในหมวดหมู่เดียวกัน แต่เป็น ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเสริมซึ่งกันและกันในชั้นผิวและกรอบเวลาที่ต่างกัน ค่ะ

สูตรไหนที่เหมาะกับเรานะ?
การเลือกจะขึ้นอยู่กับ ประเภทของปัญหาผิว ของแต่ละท่านค่ะ
เน้นความชุ่มชื้นทันที ฉ่ำวาว ปรับโทนสีผิวกระจ่างใส → Rejuran HB
เน้นปรับรูปหน้า แก้มตอบ ร่องลึก ผลลัพธ์อยู่ได้นาน → Juvelook ใต้ผิวหนัง (เน้นรุ่น Volume)
เน้นฟื้นฟูผิว ปลอบประโลมผิว + เติมชุ่มชื้นเบา ๆ → Rejuran Healer สูตรปกติ
เน้นงานผิว ริ้วรอยเล็ก ๆ รูขุมขนกว้าง → Mini Juvelook (รุ่น Original) ฉีดชั้นผิวแท้
อย่างไรก็ตาม มีหลายท่านที่เลือกทำทั้งสองอย่างร่วมกันนะคะ ตัวอย่างเช่น ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงถึงฤดูหนาวจะเน้นทำ Juvelook เพื่อปรับรูปหน้าและเติมวอลลุ่ม และพอเข้าช่วงฤดูใบไม้ผลิถึงฤดูร้อนก็เติม Rejuran HB เพื่อเสริมงานผิวและเพิ่มความฉ่ำวาว การไม่พยายามแก้ทุกปัญหาในครั้งเดียว แต่ค่อย ๆ วางแผนสะสมผลลัพธ์ไปเรื่อย ๆ ตามเวลา มักจะให้ผลลัพธ์ที่ดีและเป็นธรรมชาติที่สุดค่ะ
บทความซีรีส์ Juvelook จะจบลงที่ตรงนี้ค่ะ เราได้รวบรวมข้อมูลตั้งแต่ประวัติของ Juvelook, หลักการทำงาน, ไลน์อัพทั้ง 5 รุ่น, สูตรผสมผสานทรีตเมนต์ต่าง ๆ ไปจนถึงการเปรียบเทียบกับหัตถการอื่น ๆ ไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ลองพิจารณาปัญหาผิวของตัวเองอีกครั้ง และแจ้งความต้องการให้คุณหมอทราบอย่างชัดเจนตอนปรึกษาก่อนทำ จะช่วยให้เลือกไลน์อัพและสูตรผสมผสานที่เหมาะกับเราได้ง่ายขึ้นเยอะเลยค่ะ

คำถามที่พบบ่อย
Q. สามารถฉีด Rejuran HB และ Juvelook พร้อมกันในวันเดียวกันได้ไหมคะ?
ถ้าแยกฉีดคนละบริเวณก็สามารถทำได้ค่ะ เช่น ฉีด Juvelook ใต้ผิวหนังบริเวณกรอบหน้าเพื่อเติมวอลลุ่ม และฉีด Rejuran HB บริเวณแก้มหรือทั่วหน้าเพื่อเน้นงานผิวและความกระจ่างใส แต่ไม่แนะนำให้ฉีดทั้งสองตัวในบริเวณเดียวกันภายในวันเดียวกันนะคะ เพราะจะทำให้ประเมินผลลัพธ์ของแต่ละตัวได้ยาก และอาจเพิ่มความเสี่ยงของผลข้างเคียงได้ค่ะ
Q. Rejuran HB ดีกว่า Rejuran สูตรปกติเสมอไปไหมคะ?
ไม่เสมอไปค่ะ Rejuran HB จะดีมากสำหรับผู้ที่ต้องการความชุ่มชื้นฉ่ำวาวทันทีหลังทำ แต่ถ้าเน้นเรื่องการฟื้นฟูและปลอบประโลมผิวเป็นอันดับแรก Rejuran Healer สูตรดั้งเดิมจะตอบโจทย์มากกว่าค่ะ นอกจากนี้เนื่องจากมีส่วนผสมของ HA ผสมอยู่ ราคาของรุ่น HB จึงสูงกว่าด้วย ดังนั้นแนะนำให้เลือกตามปัญหาผิวที่กังวลที่สุดจะดีที่สุดค่ะ
Q. การฉีด Juvelook ใต้ผิวหนังมีความเสี่ยงที่จะเกิดตุ่มไต (Nodules) มากกว่าไหมคะ?
หากได้รับการฉีดเข้าชั้นใต้ผิวหนังอย่างแม่นยำ ความเสี่ยงในการเกิดตุ่มไตจะค่อนข้างต่ำกว่าการฉีดในชั้นผิวแท้ค่ะ อย่างไรก็ตาม หากฉีดผิดระดับความลึก ความเสี่ยงที่จะเกิดตุ่มไตหรือผิวตะปุ่มตะป่ำจะเพิ่มสูงขึ้นทันที ดังนั้นการฉีดใต้ผิวหนังจึงเป็นหัตถการที่ฝีมือและประสบการณ์ของแพทย์ผู้ทำการรักษาสำคัญที่สุดค่ะ
บทความที่แนะนำให้อ่านเพิ่มเติม

โครงหน้า&วอลลุ่ม
เห็นว่า Lituo มีส่วนผสมของเนื้อเยื่อผิวหนังมนุษย์ (human donor dermis) แบบนี้จะมั่นใจได้เรื่องความปลอดภัยไหมคะ ผ่านการพิสูจน์และรับรองความปลอดภัยมาเรียบร้อยแล้วหรือยัง
สรุปเหตุผลว่าทำไม Lituo ซึ่งเป็นสารเติมเต็มจากเนื้อเยื่อสังเคราะห์ (동종진피) ยังคงมีข้อจำกัดในการปรับปริมาณความวอลลุ่ม และทำไมข้อมูลด้านความปลอดภัยของตัวนี้ยังอยู่ในช่วงสะสมรวบรวมอยู่ค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ฉีดฟิลเลอร์สะโพกเจ็บไหม? ยาชาช่วยได้แค่ไหน
ฟิลเลอร์สะโพกเจ็บไหม ความเจ็บมาจากไหน ยาชาแบบทาและแบบฉีดช่วยลดความเจ็บได้แค่ไหน มาดูกัน

ยกกระชับ
หลังทำ InMode FX ล้างหน้าแต่งหน้าได้เมื่อไหร่
หลังทำ InMode FX ล้างหน้าและแต่งหน้าได้เมื่อไหร่ มาดูไทม์ไลน์และวิธีดูแลผิวช่วงที่ผิวยังแดงกันค่ะ

ผิว
หลัง Secret RF ล้างหน้าแต่งหน้าได้เมื่อไหร่ดี?
หลัง Secret RF ล้างหน้าแต่งหน้าได้เมื่อไหร่ สรุปตามระยะการฟื้นตัว พร้อมวิธีดูแลกันรอยดำ

ลบรอยสัก
ลบรอยสัก PicoWay สะเก็ดขึ้นและรอยสักจางเป็นขั้นตอนไหน
ลบรอยสัก PicoWay พักฟื้นอย่างไร ตั้งแต่ Frosting สะเก็ด จนรอยสักค่อย ๆ จาง สรุปให้เข้าใจง่ายค่ะ

ผิว
ทำหัตถการแล้วขึ้นเครื่องบินได้เมื่อไหร่?
หลังทำหัตถการ ขึ้นเครื่องบินได้เมื่อไหร่ดี บทความนี้รวมระยะที่ควรเว้นก่อนบินตามชนิดหัตถการไว้ให้แล้ว



