
Rejuran HB vs Juvelook ฉีดชั้นผิวหนังแท้ — ความลึกต่างกันอย่างไร ได้ผลลัพธ์แบบไหนบ้าง
Rejuran HB vs Juvelook ฉีดชั้นผิวหนังแท้ — ความลึกต่างกันอย่างไร ได้ผลลัพธ์แบบไหนบ้าง
Rejuran HB vs Juvelook ฉีดชั้นผิวหนังแท้ — ความลึกต่างกันอย่างไร ได้ผลลัพธ์แบบไหนบ้าง
Rejuran HB (4-6 เดือน) และ Juvelook การฉีดชั้นใต้ผิวหนัง (12-24 เดือน) แนะนำตำแหน่งที่เหมาะสมของทั้งสอง skin booster กระตุ้นคอลลาเจนที่มีระยะเวลาการออกฤทธิ์ที่ต่างกัน
Rejuran HB vs Juvelook ฉีดชั้นใต้ผิวหนัง (Subcutaneous) — เจาะลึกระดับความลึกและผลลัพธ์ที่แตกต่าง
📚 เจาะลึก Juvelook · สารบัญซีรีส์ 1. Juvelook คืออะไร? ├─ 1.1 ประวัติของ Juvelook └─ 1.2 หลักการทำงาน (PDLLA + HA) 2. Lineup ทั้งหมด ├─ 2.1 งานผิวหน้า 3 รุ่น (Juvelook · Volume · Skin) └─ 2.2 รุ่นเฉพาะจุด (Eye · Glam) 3. การทำหัตถการร่วมกัน (Combination) ├─ 3.1 ทำร่วมกับ CureJet (รักษาแผลเป็นแบบไร้เข็ม) ├─ 3.2 ทำร่วมกับ Microneedle (สำหรับแผลเป็นลึก) └─ 3.3 ทำร่วมกับ Potenza (RF + Pumping Tip) 4. เปรียบเทียบเพื่อเลือกสิ่งที่ดีที่สุด ├─ 4.1 Juvelook vs Rejuran └─ 4.2 Rejuran HB vs Juvelook ฉีดชั้นใต้ผิวหนัง ← บทความปัจจุบัน
📚 เจาะลึก Juvelook · สารบัญซีรีส์ 1. Juvelook คืออะไร? ├─ 1.1 ประวัติของ Juvelook └─ 1.2 หลักการทำงาน (PDLLA + HA) 2. Lineup ทั้งหมด ├─ 2.1 งานผิวหน้า 3 รุ่น (Juvelook · Volume · Skin) └─ 2.2 รุ่นเฉพาะจุด (Eye · Glam) 3. การทำหัตถการร่วมกัน (Combination) ├─ 3.1 ทำร่วมกับ CureJet (รักษาแผลเป็นแบบไร้เข็ม) ├─ 3.2 ทำร่วมกับ Microneedle (สำหรับแผลเป็นลึก) └─ 3.3 ทำร่วมกับ Potenza (RF + Pumping Tip) 4. เปรียบเทียบเพื่อเลือกสิ่งที่ดีที่สุด ├─ 4.1 Juvelook vs Rejuran └─ 4.2 Rejuran HB vs Juvelook ฉีดชั้นใต้ผิวหนัง ← บทความปัจจุบัน
🔗 ลิงก์ไปยังบทความอื่น ๆ
Juvelook คืออะไร? — 1.1 ประวัติของ Juvelook · 1.2 หลักการทำงาน (PDLLA + HA)
Lineup ทั้งหมด — 2.1 งานผิวหน้า 3 รุ่น (Juvelook · Volume · Skin) · 2.2 รุ่นเฉพาะจุด (Eye · Glam)
การทำหัตถการร่วมกัน (Combination) — 3.1 ทำร่วมกับ CureJet (รักษาแผลเป็นแบบไร้เข็ม) · 3.2 ทำร่วมกับ Microneedle (สำหรับแผลเป็นลึก) · 3.3 ทำร่วมกับ Potenza (RF + Pumping Tip)
เปรียบเทียบเพื่อเลือกสิ่งที่ดีที่สุด — 4.1 Juvelook vs Rejuran
ขอสรุปให้ฟังสั้น ๆ ก่อนเลยนะคะว่า ทั้ง Rejuran HB และ Juvelook แบบฉีดชั้นใต้ผิวหนัง (Subcutaneous Injection) ล้วนเป็นหัตถการที่เน้นชั้น "ผิวหนังแท้ส่วนลึก (Deep Dermis) หรือต่ำกว่านั้น" เหมือนกัน แต่ผลลัพธ์ที่คาดหวังจะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงค่ะ โดย Rejuran HB จะเน้นการเติมความชุ่มชื้นและสร้างความฉ่ำวาวทันทีด้วยส่วนผสมของ PN + Hyaluronic Acid ในขณะที่ Juvelook แบบฉีดใต้ผิวหนังจะใช้ PDLLA เพื่อกระตุ้นคอลลาเจนในระยะยาวและปรับโครงสร้างผิว แม้จะฉีดในระดับความลึกที่ใกล้เคียงกัน แต่ระยะเวลาการเห็นผลนั้นแตกต่างกันอย่างชัดเจนค่ะ
PN + Hyaluronic Acid (Rejuran HB): เป็นสูตรที่นำเอาสาร PN (ชิ้นส่วน DNA ที่สกัดจากอสุจิปลาแซลมอน) ของ Rejuran สูตรดั้งเดิมมาผสมเข้ากับ Hyaluronic Acid (HA) ค่ะ โดย PN จะทำหน้าที่ฟื้นฟูเซลล์ผิว ส่วน HA จะช่วยเติมความชุ่มชื้นและเพิ่มความฉ่ำวาวให้ผิวแบบสับ ๆ ทันที แถมยังมีส่วนผสมของยาชา Lidocaine ร่วมด้วย จึงมักถูกเรียกว่า "Rejuran สูตรไม่เจ็บ" นั่นเองนะคะ
จุดต่างระหว่าง Rejuran HB กับ Rejuran รุ่นฮิตดั้งเดิม
Rejuran รุ่นดั้งเดิม (Rejuran Healer) จะมีเฉพาะสาร PN เพียงอย่างเดียวค่ะ แม้จะช่วยเรื่องฟื้นฟูผิวได้อย่างล้ำเลิศ แต่ในแง่ของความชุ่มชื้นและการเห็นผลลัพธ์แบบทันใจอาจจะยังไม่ชัดเจนเท่าไหร่ ตัว Rejuran HB จึงได้เพิ่ม Hyaluronic Acid เข้าไปเพื่อให้ตอบโจทย์ทั้งสองด้านพร้อม ๆ กันค่ะ
Rejuran HB (Rejuran Healer Bright/Booster): เป็นสูตรที่พัฒนามาจาก Rejuran Healer โดยการเพิ่ม Hyaluronic Acid และยาชา Lidocaine เข้าไปค่ะ ทำให้ได้ทั้งประสิทธิภาพการฟื้นฟูเซลล์ผิวจาก PN พร้อมทั้งความชุ่มชื้นทันทีจาก HA แถมยังช่วยลดความเจ็บขณะฉีดด้วยฤทธิ์ของยาชา มีรายงานว่าช่วยลดความเจ็บลงได้ถึงประมาณ 50% เมื่อเทียบกับ Rejuran รุ่นปกติเลยค่ะ
อ้างอิงจาก ผลการศึกษาเชิงสังเกตของการฉีด Polynucleotide (PN) เพื่อลดริ้วรอยเล็ก ๆ รอบดวงตา พบว่า สาร PN จะเข้าไปฝังตัวในชั้นผิวหนังแท้เพื่อฟื้นฟูเซลล์และช่วยปรับผิวให้เรียบเนียนกระจ่างใสขึ้น ซึ่งตัว Rejuran HB มีการเพิ่ม HA เข้าไป จึงช่วยเติมความชุ่มชื้นและความฉ่ำวาวให้กับผิวหนังแท้ชั้นกลางถึงบนได้ทันที จุดต่างที่ชัดเจนที่สุดเมื่อเทียบกับ Rejuran ทั่วไปคือ จะรู้สึกได้ถึงผิวที่โกลว์ใสทันทีหลังฉีดเสร็จค่ะ
และที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คือ สาร HB (Hyaluronic Acid + Booster) ใน Rejuran HB นั้น ทำหน้าที่ในคอนเซปต์คล้ายกับ "PDLLA + HA" ของ Juvelook แต่เป็นเวอร์ชันของสาร PN นั่นเองค่ะ เพราะทั้งคู่ใช้หลักการเดียวกันคือ "สารหลักเพื่อผลลัพธ์ระยะยาว + HA เพื่อผลลัพธ์ความชุ่มชื้นทันใจ"

ศิลปะการฉีด Juvelook ในชั้นใต้ผิวหนัง (Subcutaneous Injection)
ปกติแล้ว Juvelook จะถูกฉีดเข้าไปในชั้นหนังแท้ (Dermis) แต่ในบางส่วนของใบหน้าและบางจุดประสงค์ ก็สามารถใช้เทคนิค ฉีดเข้าชั้นใต้ผิวหนัง (Subcutaneous/Subdermal Layer) ได้เช่นกันค่ะ ซึ่งเราจะเรียกเทคนิคนี้ว่า Juvelook ฉีดชั้นใต้ผิวหนัง โดยส่วนใหญ่จะใช้ผลิตภัณฑ์รุ่น Juvelook Volume เพื่อเติมเต็มริ้วรอยร่องลึกและปรับส่วนเว้าแหว่งหรือมุมต่าง ๆ บนใบหน้าค่ะ
ชั้นใต้ผิวหนังคือชั้นไขมันและเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่อยู่ลึกลงไปถัดจากชั้นผิวหนังแท้ เมื่อสาร PDLLA เข้าไปอยู่ในชั้นนี้ มันจะสามารถ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน + เติมเต็มปริมาตรผิวตามโครงสร้างธรรมชาติ ไปพร้อมกันได้ หากการฉีดในชั้นหนังแท้ทั่วไปเน้นการดูแลเนื้อผิว (skin texture) และริ้วรอยเล็ก ๆ การฉีดในชั้นใต้ผิวหนังจะเน้นไปที่การปรับกรอบหน้า จุดที่ตอบยุบตัว และร่องแก้มลึกเป็นหลักค่ะ
ใน แนวทางการรักษาทางคลินิกเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้และการเตรียมสารของไมโครพาร์ติเคิล PDLLA ในด้านความงาม แนะนำว่า ความลึกที่เหมาะสมในการฉีด Juvelook คือชั้นผิวหนังแท้ส่วนลึกหรือชั้นใต้ผิวหนังค่ะ เพราะหากฉีดตื้นเกินไปในระดับผิวชั้นบน อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดตุ่มนูนแดง (nodules) หรือผิวขรุขระไม่เรียบเนียนได้ง่ายขึ้น ดังนั้น การฉีดใต้ผิวหนังจึงต้องอาศัยฝีมือ ประสบการณ์ และความแม่นยำในเรื่องตำแหน่งความลึกของแพทย์ผู้ทำหัตถการเป็นสำคัญที่สุดค่ะ

เปรียบเทียบจุดร่วมและจุดต่างของทั้งสองหัตถการ
แม้ว่าหัตถการทั้งสองจะเน้น แก้ปัญหาที่ชั้นลึกของผิว เหมือนกัน แต่ความลึกที่ว่านั้นมีความหมายคนละแบบค่ะ ความลึกของ Rejuran HB จะอยู่ในช่วงชั้นหนังแท้ระดับกลางถึงลึก (Mid to Deep Dermis) ในขณะที่ความลึกของ Juvelook แบบฉีดชั้นใต้ผิวหนังจะลงไปลึกกว่านั้นคือเลยชั้นหนังแท้ลงไปถึงชั้นใต้ผิวหนัง (Subcutaneous Layer) สรุปง่าย ๆ คือ Juvelook จะฉีดลึกกว่าค่ะ
หากจำแนกตามผลลัพธ์ทีได้ จะแบ่งได้ดังนี้ค่ะ
Rejuran HB → เติมโมเลกุลน้ำและความโกลว์ใสทันใจ + ฟื้นฟูผิวใน 1-2 สัปดาห์ ผลลัพธ์อยู่ได้นานประมาณ 4-6 เดือน
Juvelook ฉีดชั้นใต้ผิวหนัง → กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในระยะเวลา 1-3 เดือน + ช่วยเติมเต็มวอลลุ่มตามธรรมชาติ ผลลัพธ์อยู่ได้นานถึง 12-24 เดือน
บริเวณที่แนะนำให้ทำก็ต่างกันค่ะ Rejuran HB เหมาะสำหรับฉีดทั่วใบหน้าเพื่อปรับโทนสีผิว ผิวเรียบเนียน และเล่นแสงเงาแบบกระจก ส่วน Juvelook แบบฉีดใต้ผิวหนังจะเหมาะมากในการแก้ปัญหาร่องแก้มลึก ขมับตอบ แก้มตอบ หรือต้องการยกกระชับกรอบหน้า ดังนั้น ทั้งสองสิ่งนี้จึงไม่ใช่คู่แข่งที่ต้องเอามาสู้กันในกลุ่มเดียวกันนะคะ แต่เป็น หัตถการเสริมฤทธิ์กัน (Complementary) ที่ช่วยดูแลผิวคนละระดับชั้นและต่างระยะเวลา กันค่ะ

แบบไหนที่ใช่สำหรับตัวเรา?
การตัดสินใจเลือกขึ้นอยู่กับ ปัญหาผิวที่คุณกังวล เลยค่ะ
เน้นผิวชุ่มชื้นฉ่ำวาวทันที ผิวโกลว์สว่างใส และปรับสีผิวสม่ำเสมอ → Rejuran HB
เน้นปัญหากรอบหน้า แก้มตอบ ร่องลึกลงไปถึงโครงสร้างผิว คาดหวังผลลัพธ์ระยะยาว → Juvelook แบบฉีดใต้ผิวหนัง (เน้นตระกูล Volume)
เน้นการฟื้นฟู ปรับสมดุลผิว และบำรุงล้ำลึกระดับปานกลาง → Rejuran Healer สูตรดั้งเดิม
เน้นรูขุมขนจิก ผิวดูละเอียดขึ้น ริ้วรอยตื้นขึ้น → Juvelook Original สำหรับฉีดผิวชั้นตื้น
แต่ความจริงแล้ว มีลูกค้าเยอะมากที่เลือกทำควบคู่กันทั้งสองโปรแกรมเลยค่ะ เช่น ในช่วงรอยต่อฤดูใบไม้ร่วงหรือฤดูหนาว จะเลือกฉีด Juvelook ใต้ผิวหนังเพื่อกระชับใบหน้าและเติมเต็มส่วนเว้าแหว่งก่อน จากนั้นช่วงใบไม้ผลิหรือฤดูร้อน ค่อยมาฉีด Rejuran HB เติมความโกลว์กระแทกตากันต่อ เพราะการดูแลผิวแบบค่อยเป็นค่อยไป หวังผลลัพธ์ที่สะสมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทีละนิด มักจะให้ผลการรักษาที่เป็นธรรมชาติและน่าพึงพอใจสูงสุดค่ะ
สำหรับเรื่องราวของ Juvelook ซีรีส์นี้คงต้องขอจบลงตรงนี้แล้วนะคะ เราได้เจาะลึกกันตั้งแต่ประวัติความเป็นมา หลักการทำงาน ไลน์อัปทั้ง 5 รุ่น การมิกซ์แอนด์แมตช์หัตถการ ไปจนถึงเปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์ใกล้เคียงอย่างละเอียด หวังว่าจะช่วยให้ทุกคนเข้าใจปัญหาผิวของตัวเองได้ชัดเจนขึ้น และสามารถนำข้อมูลนี้ไปปรึกษากับหมอวี ยองจิน เพื่อเลือกสูตรความสวยที่สมบูรณ์แบบตอบโจทย์คุณที่สุดในการทำสวยทริปหน้านะคะ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q. สามารถฉีด Rejuran HB และ Juvelook ในวันเดียวกันได้ไหมคะ?
สามารถทำได้หากฉีดในบริเวณผิวที่แตกต่างกันค่ะ เช่น ใช้ Juvelook ฉีดชั้นใต้ผิวหนังเพื่อปรับวอลลุ่มกรอบหน้า และฉีด Rejuran HB ทั่วหน้าเพื่อเล่นแสงและเน้นผิวฉ่ำวาว แต่อย่างไรก็ตาม ไม่แนะนำให้ฉีดผลิตภัณฑ์ทั้งสองชนิดทับซ้อนกันในบริเวณเดียวกันและวันเดียวกันนะคะ เพราะจะทำให้ประเมินผลลัพธ์ได้ยากและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ได้ค่ะ
Q. Rejuran HB ดีกว่า Rejuran Healer รุ่นปกติในทุกมิติเลยไหมคะ?
ไม่ใช่เสมอไปค่ะ Rejuran HB จะดีมาก ๆ สำหรับผู้ที่เน้นผลลัพธ์ในเรื่องผิวชุ่มฉ่ำเปล่งประกายโกลว์ใสทันใจ แต่หากเป้าหมายหลักมีแค่การฟื้นฟูบำบัดเซลล์ผิวและให้ผิวแข็งแรงขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง Rejuran Healer แบบดั้งเดิมจะตอบโจทย์ตรงนี้มากกว่าค่ะ และเนื่องจากมีส่วนผสมของ HA เพิ่มเข้ามาราคาของ Rejuran HB จึงจะสูงขึ้นกว่าด้วย แนะนำให้ปรึกษากับคุณหมอเพื่อเลือกสูตรที่ตรงกับงบประมาณและพึงพอใจที่สุดนะคะ
Q. การฉีด Juvelook เข้าชั้นใต้ผิวหนัง มีความเสี่ยงในการเกิดตุ่มนูนแดง (nodules) มากกว่าหรือเปล่าคะ?
หากได้รับการฉีดในระดับความลึกที่ถูกต้องและแม่นยำจริง ๆ ความจริงแล้วการฉีดชั้นใต้ผิวหนังมีอัตราการเกิดตุ่มนูนต่ำกว่าการฉีดในระดับตื้นนะคะ แต่หากตำแหน่งการฉีดคลาดเคลื่อนแม้เพียงเล็กน้อย ก็จะเสี่ยงต่อการเกิดตุ่มหรือผิวขรุขระเป็นคลื่นขึ้นมาทันที ดังนั้น เทคนิคการฉีดใต้ผิวหนังจึงจัดเป็นงานละเอียดที่จำเป็นอย่างยิ่งต้องอาศัยแพทย์ผิวหนังผู้เชี่ยวชาญที่มีทักษะและคร่ำหวอดในวงการอย่างแท้จริงค่ะ
บทความแนะนำสำหรับอ่านเพิ่มเติม
Rejuran HB vs Juvelook ฉีดชั้นใต้ผิวหนัง (Subcutaneous) — เจาะลึกระดับความลึกและผลลัพธ์ที่แตกต่าง
📚 เจาะลึก Juvelook · สารบัญซีรีส์ 1. Juvelook คืออะไร? ├─ 1.1 ประวัติของ Juvelook └─ 1.2 หลักการทำงาน (PDLLA + HA) 2. Lineup ทั้งหมด ├─ 2.1 งานผิวหน้า 3 รุ่น (Juvelook · Volume · Skin) └─ 2.2 รุ่นเฉพาะจุด (Eye · Glam) 3. การทำหัตถการร่วมกัน (Combination) ├─ 3.1 ทำร่วมกับ CureJet (รักษาแผลเป็นแบบไร้เข็ม) ├─ 3.2 ทำร่วมกับ Microneedle (สำหรับแผลเป็นลึก) └─ 3.3 ทำร่วมกับ Potenza (RF + Pumping Tip) 4. เปรียบเทียบเพื่อเลือกสิ่งที่ดีที่สุด ├─ 4.1 Juvelook vs Rejuran └─ 4.2 Rejuran HB vs Juvelook ฉีดชั้นใต้ผิวหนัง ← บทความปัจจุบัน
🔗 ลิงก์ไปยังบทความอื่น ๆ
Juvelook คืออะไร? — 1.1 ประวัติของ Juvelook · 1.2 หลักการทำงาน (PDLLA + HA)
Lineup ทั้งหมด — 2.1 งานผิวหน้า 3 รุ่น (Juvelook · Volume · Skin) · 2.2 รุ่นเฉพาะจุด (Eye · Glam)
การทำหัตถการร่วมกัน (Combination) — 3.1 ทำร่วมกับ CureJet (รักษาแผลเป็นแบบไร้เข็ม) · 3.2 ทำร่วมกับ Microneedle (สำหรับแผลเป็นลึก) · 3.3 ทำร่วมกับ Potenza (RF + Pumping Tip)
เปรียบเทียบเพื่อเลือกสิ่งที่ดีที่สุด — 4.1 Juvelook vs Rejuran
ขอสรุปให้ฟังสั้น ๆ ก่อนเลยนะคะว่า ทั้ง Rejuran HB และ Juvelook แบบฉีดชั้นใต้ผิวหนัง (Subcutaneous Injection) ล้วนเป็นหัตถการที่เน้นชั้น "ผิวหนังแท้ส่วนลึก (Deep Dermis) หรือต่ำกว่านั้น" เหมือนกัน แต่ผลลัพธ์ที่คาดหวังจะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงค่ะ โดย Rejuran HB จะเน้นการเติมความชุ่มชื้นและสร้างความฉ่ำวาวทันทีด้วยส่วนผสมของ PN + Hyaluronic Acid ในขณะที่ Juvelook แบบฉีดใต้ผิวหนังจะใช้ PDLLA เพื่อกระตุ้นคอลลาเจนในระยะยาวและปรับโครงสร้างผิว แม้จะฉีดในระดับความลึกที่ใกล้เคียงกัน แต่ระยะเวลาการเห็นผลนั้นแตกต่างกันอย่างชัดเจนค่ะ
PN + Hyaluronic Acid (Rejuran HB): เป็นสูตรที่นำเอาสาร PN (ชิ้นส่วน DNA ที่สกัดจากอสุจิปลาแซลมอน) ของ Rejuran สูตรดั้งเดิมมาผสมเข้ากับ Hyaluronic Acid (HA) ค่ะ โดย PN จะทำหน้าที่ฟื้นฟูเซลล์ผิว ส่วน HA จะช่วยเติมความชุ่มชื้นและเพิ่มความฉ่ำวาวให้ผิวแบบสับ ๆ ทันที แถมยังมีส่วนผสมของยาชา Lidocaine ร่วมด้วย จึงมักถูกเรียกว่า "Rejuran สูตรไม่เจ็บ" นั่นเองนะคะ
จุดต่างระหว่าง Rejuran HB กับ Rejuran รุ่นฮิตดั้งเดิม
Rejuran รุ่นดั้งเดิม (Rejuran Healer) จะมีเฉพาะสาร PN เพียงอย่างเดียวค่ะ แม้จะช่วยเรื่องฟื้นฟูผิวได้อย่างล้ำเลิศ แต่ในแง่ของความชุ่มชื้นและการเห็นผลลัพธ์แบบทันใจอาจจะยังไม่ชัดเจนเท่าไหร่ ตัว Rejuran HB จึงได้เพิ่ม Hyaluronic Acid เข้าไปเพื่อให้ตอบโจทย์ทั้งสองด้านพร้อม ๆ กันค่ะ
Rejuran HB (Rejuran Healer Bright/Booster): เป็นสูตรที่พัฒนามาจาก Rejuran Healer โดยการเพิ่ม Hyaluronic Acid และยาชา Lidocaine เข้าไปค่ะ ทำให้ได้ทั้งประสิทธิภาพการฟื้นฟูเซลล์ผิวจาก PN พร้อมทั้งความชุ่มชื้นทันทีจาก HA แถมยังช่วยลดความเจ็บขณะฉีดด้วยฤทธิ์ของยาชา มีรายงานว่าช่วยลดความเจ็บลงได้ถึงประมาณ 50% เมื่อเทียบกับ Rejuran รุ่นปกติเลยค่ะ
อ้างอิงจาก ผลการศึกษาเชิงสังเกตของการฉีด Polynucleotide (PN) เพื่อลดริ้วรอยเล็ก ๆ รอบดวงตา พบว่า สาร PN จะเข้าไปฝังตัวในชั้นผิวหนังแท้เพื่อฟื้นฟูเซลล์และช่วยปรับผิวให้เรียบเนียนกระจ่างใสขึ้น ซึ่งตัว Rejuran HB มีการเพิ่ม HA เข้าไป จึงช่วยเติมความชุ่มชื้นและความฉ่ำวาวให้กับผิวหนังแท้ชั้นกลางถึงบนได้ทันที จุดต่างที่ชัดเจนที่สุดเมื่อเทียบกับ Rejuran ทั่วไปคือ จะรู้สึกได้ถึงผิวที่โกลว์ใสทันทีหลังฉีดเสร็จค่ะ
และที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คือ สาร HB (Hyaluronic Acid + Booster) ใน Rejuran HB นั้น ทำหน้าที่ในคอนเซปต์คล้ายกับ "PDLLA + HA" ของ Juvelook แต่เป็นเวอร์ชันของสาร PN นั่นเองค่ะ เพราะทั้งคู่ใช้หลักการเดียวกันคือ "สารหลักเพื่อผลลัพธ์ระยะยาว + HA เพื่อผลลัพธ์ความชุ่มชื้นทันใจ"

ศิลปะการฉีด Juvelook ในชั้นใต้ผิวหนัง (Subcutaneous Injection)
ปกติแล้ว Juvelook จะถูกฉีดเข้าไปในชั้นหนังแท้ (Dermis) แต่ในบางส่วนของใบหน้าและบางจุดประสงค์ ก็สามารถใช้เทคนิค ฉีดเข้าชั้นใต้ผิวหนัง (Subcutaneous/Subdermal Layer) ได้เช่นกันค่ะ ซึ่งเราจะเรียกเทคนิคนี้ว่า Juvelook ฉีดชั้นใต้ผิวหนัง โดยส่วนใหญ่จะใช้ผลิตภัณฑ์รุ่น Juvelook Volume เพื่อเติมเต็มริ้วรอยร่องลึกและปรับส่วนเว้าแหว่งหรือมุมต่าง ๆ บนใบหน้าค่ะ
ชั้นใต้ผิวหนังคือชั้นไขมันและเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่อยู่ลึกลงไปถัดจากชั้นผิวหนังแท้ เมื่อสาร PDLLA เข้าไปอยู่ในชั้นนี้ มันจะสามารถ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน + เติมเต็มปริมาตรผิวตามโครงสร้างธรรมชาติ ไปพร้อมกันได้ หากการฉีดในชั้นหนังแท้ทั่วไปเน้นการดูแลเนื้อผิว (skin texture) และริ้วรอยเล็ก ๆ การฉีดในชั้นใต้ผิวหนังจะเน้นไปที่การปรับกรอบหน้า จุดที่ตอบยุบตัว และร่องแก้มลึกเป็นหลักค่ะ
ใน แนวทางการรักษาทางคลินิกเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้และการเตรียมสารของไมโครพาร์ติเคิล PDLLA ในด้านความงาม แนะนำว่า ความลึกที่เหมาะสมในการฉีด Juvelook คือชั้นผิวหนังแท้ส่วนลึกหรือชั้นใต้ผิวหนังค่ะ เพราะหากฉีดตื้นเกินไปในระดับผิวชั้นบน อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดตุ่มนูนแดง (nodules) หรือผิวขรุขระไม่เรียบเนียนได้ง่ายขึ้น ดังนั้น การฉีดใต้ผิวหนังจึงต้องอาศัยฝีมือ ประสบการณ์ และความแม่นยำในเรื่องตำแหน่งความลึกของแพทย์ผู้ทำหัตถการเป็นสำคัญที่สุดค่ะ

เปรียบเทียบจุดร่วมและจุดต่างของทั้งสองหัตถการ
แม้ว่าหัตถการทั้งสองจะเน้น แก้ปัญหาที่ชั้นลึกของผิว เหมือนกัน แต่ความลึกที่ว่านั้นมีความหมายคนละแบบค่ะ ความลึกของ Rejuran HB จะอยู่ในช่วงชั้นหนังแท้ระดับกลางถึงลึก (Mid to Deep Dermis) ในขณะที่ความลึกของ Juvelook แบบฉีดชั้นใต้ผิวหนังจะลงไปลึกกว่านั้นคือเลยชั้นหนังแท้ลงไปถึงชั้นใต้ผิวหนัง (Subcutaneous Layer) สรุปง่าย ๆ คือ Juvelook จะฉีดลึกกว่าค่ะ
หากจำแนกตามผลลัพธ์ทีได้ จะแบ่งได้ดังนี้ค่ะ
Rejuran HB → เติมโมเลกุลน้ำและความโกลว์ใสทันใจ + ฟื้นฟูผิวใน 1-2 สัปดาห์ ผลลัพธ์อยู่ได้นานประมาณ 4-6 เดือน
Juvelook ฉีดชั้นใต้ผิวหนัง → กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในระยะเวลา 1-3 เดือน + ช่วยเติมเต็มวอลลุ่มตามธรรมชาติ ผลลัพธ์อยู่ได้นานถึง 12-24 เดือน
บริเวณที่แนะนำให้ทำก็ต่างกันค่ะ Rejuran HB เหมาะสำหรับฉีดทั่วใบหน้าเพื่อปรับโทนสีผิว ผิวเรียบเนียน และเล่นแสงเงาแบบกระจก ส่วน Juvelook แบบฉีดใต้ผิวหนังจะเหมาะมากในการแก้ปัญหาร่องแก้มลึก ขมับตอบ แก้มตอบ หรือต้องการยกกระชับกรอบหน้า ดังนั้น ทั้งสองสิ่งนี้จึงไม่ใช่คู่แข่งที่ต้องเอามาสู้กันในกลุ่มเดียวกันนะคะ แต่เป็น หัตถการเสริมฤทธิ์กัน (Complementary) ที่ช่วยดูแลผิวคนละระดับชั้นและต่างระยะเวลา กันค่ะ

แบบไหนที่ใช่สำหรับตัวเรา?
การตัดสินใจเลือกขึ้นอยู่กับ ปัญหาผิวที่คุณกังวล เลยค่ะ
เน้นผิวชุ่มชื้นฉ่ำวาวทันที ผิวโกลว์สว่างใส และปรับสีผิวสม่ำเสมอ → Rejuran HB
เน้นปัญหากรอบหน้า แก้มตอบ ร่องลึกลงไปถึงโครงสร้างผิว คาดหวังผลลัพธ์ระยะยาว → Juvelook แบบฉีดใต้ผิวหนัง (เน้นตระกูล Volume)
เน้นการฟื้นฟู ปรับสมดุลผิว และบำรุงล้ำลึกระดับปานกลาง → Rejuran Healer สูตรดั้งเดิม
เน้นรูขุมขนจิก ผิวดูละเอียดขึ้น ริ้วรอยตื้นขึ้น → Juvelook Original สำหรับฉีดผิวชั้นตื้น
แต่ความจริงแล้ว มีลูกค้าเยอะมากที่เลือกทำควบคู่กันทั้งสองโปรแกรมเลยค่ะ เช่น ในช่วงรอยต่อฤดูใบไม้ร่วงหรือฤดูหนาว จะเลือกฉีด Juvelook ใต้ผิวหนังเพื่อกระชับใบหน้าและเติมเต็มส่วนเว้าแหว่งก่อน จากนั้นช่วงใบไม้ผลิหรือฤดูร้อน ค่อยมาฉีด Rejuran HB เติมความโกลว์กระแทกตากันต่อ เพราะการดูแลผิวแบบค่อยเป็นค่อยไป หวังผลลัพธ์ที่สะสมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทีละนิด มักจะให้ผลการรักษาที่เป็นธรรมชาติและน่าพึงพอใจสูงสุดค่ะ
สำหรับเรื่องราวของ Juvelook ซีรีส์นี้คงต้องขอจบลงตรงนี้แล้วนะคะ เราได้เจาะลึกกันตั้งแต่ประวัติความเป็นมา หลักการทำงาน ไลน์อัปทั้ง 5 รุ่น การมิกซ์แอนด์แมตช์หัตถการ ไปจนถึงเปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์ใกล้เคียงอย่างละเอียด หวังว่าจะช่วยให้ทุกคนเข้าใจปัญหาผิวของตัวเองได้ชัดเจนขึ้น และสามารถนำข้อมูลนี้ไปปรึกษากับหมอวี ยองจิน เพื่อเลือกสูตรความสวยที่สมบูรณ์แบบตอบโจทย์คุณที่สุดในการทำสวยทริปหน้านะคะ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q. สามารถฉีด Rejuran HB และ Juvelook ในวันเดียวกันได้ไหมคะ?
สามารถทำได้หากฉีดในบริเวณผิวที่แตกต่างกันค่ะ เช่น ใช้ Juvelook ฉีดชั้นใต้ผิวหนังเพื่อปรับวอลลุ่มกรอบหน้า และฉีด Rejuran HB ทั่วหน้าเพื่อเล่นแสงและเน้นผิวฉ่ำวาว แต่อย่างไรก็ตาม ไม่แนะนำให้ฉีดผลิตภัณฑ์ทั้งสองชนิดทับซ้อนกันในบริเวณเดียวกันและวันเดียวกันนะคะ เพราะจะทำให้ประเมินผลลัพธ์ได้ยากและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ได้ค่ะ
Q. Rejuran HB ดีกว่า Rejuran Healer รุ่นปกติในทุกมิติเลยไหมคะ?
ไม่ใช่เสมอไปค่ะ Rejuran HB จะดีมาก ๆ สำหรับผู้ที่เน้นผลลัพธ์ในเรื่องผิวชุ่มฉ่ำเปล่งประกายโกลว์ใสทันใจ แต่หากเป้าหมายหลักมีแค่การฟื้นฟูบำบัดเซลล์ผิวและให้ผิวแข็งแรงขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง Rejuran Healer แบบดั้งเดิมจะตอบโจทย์ตรงนี้มากกว่าค่ะ และเนื่องจากมีส่วนผสมของ HA เพิ่มเข้ามาราคาของ Rejuran HB จึงจะสูงขึ้นกว่าด้วย แนะนำให้ปรึกษากับคุณหมอเพื่อเลือกสูตรที่ตรงกับงบประมาณและพึงพอใจที่สุดนะคะ
Q. การฉีด Juvelook เข้าชั้นใต้ผิวหนัง มีความเสี่ยงในการเกิดตุ่มนูนแดง (nodules) มากกว่าหรือเปล่าคะ?
หากได้รับการฉีดในระดับความลึกที่ถูกต้องและแม่นยำจริง ๆ ความจริงแล้วการฉีดชั้นใต้ผิวหนังมีอัตราการเกิดตุ่มนูนต่ำกว่าการฉีดในระดับตื้นนะคะ แต่หากตำแหน่งการฉีดคลาดเคลื่อนแม้เพียงเล็กน้อย ก็จะเสี่ยงต่อการเกิดตุ่มหรือผิวขรุขระเป็นคลื่นขึ้นมาทันที ดังนั้น เทคนิคการฉีดใต้ผิวหนังจึงจัดเป็นงานละเอียดที่จำเป็นอย่างยิ่งต้องอาศัยแพทย์ผิวหนังผู้เชี่ยวชาญที่มีทักษะและคร่ำหวอดในวงการอย่างแท้จริงค่ะ
บทความแนะนำสำหรับอ่านเพิ่มเติม
บทความแนะนำ
บทความแนะนำ
โพสต์ล่าสุด
โพสต์ล่าสุด


ผิว
Juvelook มีต้นกำเนิดมาจากไหน ทําความรู้จักผลิตภัณฑ์จากเกาหลีที่เปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่แห่งยุคของ คอลลาเจน บูสเตอร์
Sculptra 에서 아쉬웠던 부분을 한국의 Juvelook이 어떻게 채워줬을까요? HA 결합으로 즉각적인 효과와 장기적인 콜라겐 재생을 동시에 선사하는 K-beauty skin booster 이야기를 만나보세요.


ผิว
Juvelook เข้าไปทำหน้าที่อะไรในชั้นผิวหนังของเราบ้างคะ
ทำไมหลังทำทันทีถึงยังไม่ค่อยเห็นผล แต่ผ่านไป 1 เดือนผิวกลับดูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด? และทำไมแม้ตัวยา PDLLA จะสลายไปแล้ว แต่คอลลาเจนยังคงอยู่? — ถ้าเข้าใจหลักการทำงานแล้วจะร้องอ๋อเลยค่ะ


โครงหน้า&วอลลุ่ม
Juvelook Face 3 แบบ — Original, Volume, skin booster แตกต่างกันอย่างไร
Juvelook (30μm), Juvelook Volume (ประมาณ 40μm) และ Juvelook skin ทั้ง 3 แบบนี้มีความแตกต่างกันที่ขนาดโมเลกุลและความเข้มข้นค่ะ วันนี้เราสรุปมาให้แบบเข้าใจง่ายในครั้งเดียวเลยว่า ควรใช้ไลน์ไหนกับบริเวณไหนดีนะ


ร่างกาย
Juvelook Volume (Glam) และ Juvelook Eye — สองไลน์พิเศษที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับรอบดวงตาและผิวกาย
สำหรับรอยคล้ำและริ้วรอยเล็กๆ รอบดวงตาต้อง Juvelook Eye ส่วนปัญหาผิวหย่อนคล้อยบริเวณสะโพกและต้นขาต้อง Juvelook Glam นี่คือไลน์อัพสุดพิเศษของ Juvelook ที่คุณควรทำความรู้จักต่อจากโปรแกรมดูแลผิวหน้า 3 ขั้นตอนค่ะ


ผิว
CureJet + Juvelook — วิธีรักษาแผลเป็นจากสิวแบบไม่ต้องใช้เข็ม
สำหรับรอยแผลเป็นสิวชนิดหลุมลึก ทั้งแบบ 롤링 (rolling scar) และ 박스카 (boxcar scar) การจับคู่กันของ CureJet + Juvelook ถือว่าตอบโจทย์มากๆ ค่ะ เมื่อเทียบกับการทำ 서브시전 (subcision) ด้วยเข็มแบบเดิมแล้ว ระดับความเจ็บ (VAS) ลดลงจาก 5.4 เหลือเพียง 2.9 แถมยังช่วยลด downtime แบบไม่มีรอยช้ำกวนใจอีกด้วย


ผิว
Microneedle + Juvelook — การจับคู่ที่ช่วยดูแลรอยแผลเป็นลึก
สำหรับรอยแผลเป็นหลุมลึกแบบกล่อง (boxcar) และแผลเป็นคีลอยด์หดรัดแบบผสม การรักษาด้วย Micro-needling ร่วมกับ Juvelook เป็นคู่ที่เข้ากันได้ดีมากเลยค่ะ โดยหลักการทำงานจะช่วยกระตุ้นทั้งกระบวนการรักษาแผล (wound healing) ควบคู่ไปกับการกระตุ้นของสาร PDLLA พร้อมๆ กัน
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1
💬 สามารถปรึกษาแบบ 1:1 ผ่าน KakaoTalk ได้
🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1



![[บิวตี้สโตน] ฟิลเลอร์ใต้ตาคล้ำ: 0.3cc เปลี่ยนผลลัพธ์](https://framerusercontent.com/images/F4Q84TUWgjbZJV6MNheLnWHnaw.jpg?width=1080&height=1080)
