ฉีด Merz Belotero Revive ใต้ผิวสะสมอาจทำให้หน้าใหญ่ขึ้นเล็กน้อย เทียบรีจูรัน HB ว่าตัวไหนเหมาะกับคุณ

Author
Wi Young-jin · Chief director
→
สรุปให้ฟังแบบเข้าใจง่ายๆ ก่อนเลยนะครับ ทั้งสองโปรแกรมนี้จัดอยู่ในหมวดหมู่ "เติมความชุ่มชื้น·ปรับผิวเรียบเนียน·ผิวโกลว์" เหมือนกัน แต่มี ระดับความลึกในการฉีดที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ครับ โดย รีจูรัน HB จะถูกฉีดลงไปในชั้น dermis* (ผิวแท้) ระดับกลางตอนบนไปจนถึงระดับลึก เพื่อกระตุ้นการฟื้นฟูเซลล์ผิวพร้อมเติมความชุ่มชื้นทันที ส่วน Belotero Revive จะเน้นฉีดลึกลงไปจนถึงชั้น subdermal* (ใต้ผิวแท้) เพื่อกักเก็บความชุ่มชื้นอย่างล้ำลึก ช่วยให้ผิวเนียนละเอียด และมอบมิติความอิ่มฟูแบบเบาๆ หากฉีดซ้ำๆ ในบริเวณเดิม ผลลัพธ์ที่ได้จะต่างกันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะ Belotero Revive ที่อาจทำให้ใบหน้าดูมีมิติอิ่มเอิบขึ้นเล็กน้อยครับ
dermis*: คือชั้นผิวหนังแท้ที่อยู่ใต้ผิวหนังกำพร้า อุดมไปด้วยคอลลาเจนและอีลาสติน ความหนาและความยืดหยุ่นของผิวเกือบทั้งหมดขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของผิวชั้นนี้ครับ
subdermal*: เป็นชั้นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันและไขมันที่อยู่ใต้ชั้นผิวหนังแท้ มีหน้าที่สร้างรูปหน้าและโวลุ่มของใบหน้า เมื่อฉีดสารที่มีคุณสมบัติหนืดยืดหยุ่น (viscoelastic) เข้าไปในชั้นนี้ นอกจากได้ความชุ่มชื้นแล้ว จะตามมาด้วยเอฟเฟกต์ผิวดูอิ่มฟูขึ้นเล็กน้อยครับ
จุดเปลี่ยนสำคัญของทั้ง 2 หัตถการ — ระดับความลึกในการฉีด
รีจูรัน HB จะกระจายตัวอยู่ในชั้น dermis ส่วนกลางบนไปจนถึงส่วนลึก โดยตัวสาร PN (Polynucleotide)* จะเข้าไปฝังตัวอยู่ในชั้นหนังแท้ระดับลึกเพื่อกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ ในขณะที่ Hyaluronic Acid (HA) และยาชา Lidocaine ที่ผสมอยู่ด้วยกัน จะทำงานอยู่ในชั้นหนังแท้ส่วนกลางไปจนถึงส่วนบน เพื่อเน้นเติมความชุ่มชื้น ให้ผิวโกลว์สวย และช่วยบรรเทาความเจ็บขณะฉีด จุดสำคัญคือเน้นทำงานในชั้น dermis เป็นหลัก และแทบจะไม่ลงลึกไปถึงชั้น subdermal เลยครับ
PN*(Polynucleotide): คือชิ้นส่วน DNA ที่สกัดจากอสุจิปลาแซลมอน ช่วยซึมเข้าสู่เซลล์ผิวและเข้าไปกระตุ้นการฟื้นฟูเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพรวมถึงการสังเคราะห์คอลลาเจนโดยตรง ถือเป็นส่วนผสมหลักของไลน์ รีจูรัน เลยครับ
ส่วน Belotero Revive นั้นแตกต่างกันไปคนละ ทิศทาง เลยครับ ตามคู่มืออย่างเป็นทางการของ Merz Aesthetics ระบุว่าเป็นการฉีดเข้าสู่ชั้น dermis ระดับกลางถึงลึก (mid-to-deep dermis) แต่สำหรับเทคนิคทางการแพทย์ของเกาหลีใต้ที่เป็นมาตรฐาน จะใช้เข็มขนาดเล็กพิเศษ 33G ฉีดลงลึกไปจนถึงระดับใต้ผิวหนังแท้ทันที (immediate subdermal layer) ตัวผลิตภัณฑ์ได้รับการออกแบบโดยนำ HA แบบประสานพันธะระดับอ่อน (lightly cross-linked HA) มาผสานเข้ากับกลีเซอรอล (Glycerol) เพื่อช่วยล็อกและกักเก็บน้ำในผิวได้ยาวนานยิ่งขึ้น ตัวกลีเซอรอลนี่เองที่ทำหน้าที่เหมือนระบบ moisture lock ส่งผลให้ประสิทธิภาพการเติมความชุ่มชื้นอยู่ได้นานกว่า skin booster ที่มีแค่ HA ทั่วไปครับ
แม้จะอยู่ในประเภทเดียวกัน (skin booster·เติมความชุ่มชื้น·ผิวโกลว์) แต่การที่โปรแกรมหนึ่งเน้น ฉีดในชั้น dermis (ผิวแท้) ส่วนอีกโปรแกรมเน้น ฉีดในชั้น subdermal (ใต้ผิวแท้) จึงเป็นจุดสำคัญที่ทำให้ผลลัพธ์หลังทำนั้นแตกต่างกันครับ

การฉีด Belotero Revive ลงชั้นใต้ผิวแท้ (subdermal) ส่งผลต่อใบหน้าอย่างไร?
นี่เป็นประเด็นที่มักจะถูกมองข้ามบ่อยที่สุดเมื่อนำทั้งสองโปรแกรมมาเปรียบเทียบกัน ในคู่มือการใช้งานอย่างเป็นทางการ (IFU) ของ Merz ได้ระบุคุณสมบัติของ Belotero Revive ไว้ชัดเจนว่าให้ "subtle volume-filling effect" (เอฟเฟกต์การเติมเต็มปริมาตรผิวอย่างเป็นธรรมชาติ) พร้อมแจ้งเตือนว่าอาจเกิด "potential unwanted volume changes in unintended areas" หรืออาจมีการเปลี่ยนแปลงของความอิ่มฟูในบริเวณที่ไม่ต้องการได้เช่นกันครับ
หลักการนั้นง่ายมากครับ ชั้น subdermal จะมีช่องว่างมากกว่าชั้น dermis และเมื่อตัวครอสลิงก์ HA เข้าไปจับตัวอยู่ ตัวมันเองก็จะทำหน้าที่แทนที่และสร้างปริมาตรขึ้นมา แม้การฉีดเพียงครั้งเดียวจะแทบมองไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน แต่หากทำสะสมครบตาม โปรแกรมคอนทินิว 3 ครั้ง บริเวณที่ฉีดก็อาจจะดูอิ่มฟูขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ โดยบริเวณที่ได้รับผลกระทบง่ายคือช่วงโหนกแก้มแก้มส้ม แก้มตอบตัวกลาง และแนวกรอบหน้าครับ จาก แนวทางไกด์ไลน์ร่วม PDLLA + HA เกี่ยวกับการทำงานของฟิลเลอร์ HA ในแต่ละระดับชั้นผิว ก็สรุปไว้เช่นกันว่าการฉีด HA ในระดับ subdermal นั้น นอกจากช่วยเรื่องความอุ้มน้ำชุ่มชื้นแล้ว ยังให้ผลลัพธ์เรื่องความเต่งตึงอิ่มฟูเบาๆ ร่วมด้วย
เรื่องนี้ไม่ได้ถือว่าเป็นข้อเสียนะครับ แต่มันคือ จุดที่คุณต้องเลือก ตามความต้องการมากกว่าครับ
ความต้องการของคุณ | คำแนะนำ |
|---|---|
อยากได้เฉพาะความชุ่มชื้น ผิวละเอียด โกลว์สวยใส แต่ไม่อยากให้รูปหน้าหรือขนาดหน้าเปลี่ยนไปเลย | รีจูรัน HB (หรือ รีจูรัน Healer) |
ต้องการความชุ่มชื้น ผิวเนียนละเอียด และอยากได้ความอิ่มฟูดูหน้าเด็กขึ้นเล็กน้อย | Belotero Revive |
ต้องการเพิ่มโวลุ่ม เติมเต็มแก้มตอบ ขมับตอบ หรือปรับรูปหน้าอย่างเห็นได้ชัด | ลำพังแค่ Belotero Revive อาจไม่พอ แนะนำกลุ่มโพลีเมอร์กระตุ้นคอลลาเจนอย่าง จูวีลุค Volume (PDLLA) ฉีดชั้นใต้ผิวแท้จะเหมาะสมกว่าครับ |
โดยเฉพาะใครที่เซนซิทีฟเรื่องหน้าดูกลมหรือกลัวหน้าบวมง่าย ต้องพิจารณาอย่างพิถีพิถันก่อนตัดสินใจฉีด Belotero Revive ซ้ำๆ สะสมบริเวณโหนกแก้มหรือแก้มส้มนะครับ ขั้นตอนแรกที่ดีที่สุดคือการให้คำปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อระบุให้ชัดเจนว่า "ต้องการเน้นแค่ความชุ่มชื้น หรือโอเคกับการได้ความอิ่มฟูเพิ่มขึ้นด้วย" ครับ

จุดเด่นของ รีจูรัน HB — การฟื้นฟูผิวและลดความเจ็บขณะทำ
สิ่งที่ทำให้ รีจูรัน HB แตกต่างจาก รีจูรัน รุ่นออริจินัล (Healer) มีอยู่ 2 ข้อหลักๆ ครับ ข้อแรกคือ มีการผสม Hyaluronic Acid เข้าไปด้วย ทำให้ผิวได้รับความชุ่มชื้นเปล่งปลั่งและดูโกลว์ขึ้นทันตา ข้อสองคือ มีการผสมยาชา Lidocaine ช่วยลดความเจ็บได้ถึงประมาณ 50% เนื่องจาก รีจูรัน รุ่นปกติจะมีเพียงตัวยา PN เพียวๆ ทำให้ตอนฉีดค่อนข้างเจ็บพอสมควรเลยครับ
จาก การศึกษาเชิงสังเกตการณ์เกี่ยวกับการฉีด Polynucleotide เพื่อแก้ปัญหาริ้วรอยเล็กๆ รอบดวงตา พบว่าสาร PN จะช่วยกระตุ้นเซลล์สร้างคอลลาเจน (Fibroblast) ให้ฟื้นฟู สังเคราะห์คอลลาเจนใหม่ พร้อมทั้งเปิดสัญญาณช่วยต้านการอักเสบและเร่งการฟื้นตัวของผิว และใน รีจูรัน HB ก็คือการนำคุณสมบัตินี้มารวมเข้ากับผลลัพธ์ความชุ่มชื้นฉ่ำน้ำแบบเร่งด่วนของ HA นั่นเองครับ
เนื่องจาก รีจูรัน HB ทำงานอยู่ในชั้น dermis (ผิวแท้) เท่านั้น จึงแทบไม่ส่งผลต่อโวลุ่มหรือขนาดของใบหน้า หลังฉีดอาจมีตุ่มนูนเล็กๆ (embossing) ปรากฏอยู่ประมาณ 1-2 วันแล้วจะค่อยๆ ยุบหายไปเอง จุดยืนที่เด่นชัดของตัวนี้คือ "เน้นความชุ่มฉ่ำ โกลว์ใส โดยที่รูปหน้าคงเดิม" ครับ
อย่างไรก็ตาม มีความเห็นทางคลินิกบางส่วนระบุว่า แม้ รีจูรัน HB จะเจ็บน้อยลงมาก แต่ ผลลัพธ์ในเรื่องการฟื้นฟูผิวระดับลึกอาจจะซอฟต์กว่ารุ่น รีจูรัน Healer ดั้งเดิมเล็กน้อย เนื่องจากในขนาดโมเลกุลที่เท่ากัน ความเข้มข้นของ PN จะต้องถูกเฉลี่ยแบ่งพื้นที่ให้กับ HA และยาชาร่วมด้วย หากคุณให้ความสำคัญกับงานกู้ผิวฟื้นฟูเร่งด่วนเป็นอันดับ 1 รุ่น Healer ออริจินัลจะตอบโจทย์ที่สุด แต่หากต้องการความสบายตอนทำ เจ็บน้อย และได้ชุ่มชื้นฉ่ำวาวทันใจ HB คือตัวเลือกอันดับ 1 ครับ

สรุปแล้วคุณเหมาะกับโปรแกรมไหนมากที่สุด?
คำกล่าวที่ว่า ปัญหาผิวที่เป็นกังวลที่สุดอันดับแรก จะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในการตัดสินใจครับ สรุปสรวบยอดได้ดังนี้ครับ
เติมน้ำผิวฉ่ำทันที + ผิวโกลว์ + หน้าไม่เปลี่ยนมิติ → รีจูรัน HB
ความชุ่มชื้นยาวนาน + ผิวเนียนละเอียดปรับสีผิว + ชอบความอิ่มฟูเบาๆ ดูหน้าเด็ก → Belotero Revive
เน้นกู้ผิวเสีย ฟื้นฟูเร่งด่วน + ลดการอักเสบ → รีจูรัน รุ่นปกติ (Healer)
ต้องการความอิ่มฟู เติมเต็มโวลุ่มอย่างชัดเจน → กลุ่มกระตุ้นคอลลาเจนอย่าง จูวีลุค Volume (เขยิบไปอีกหมวดหมู่)
กังวลเรื่องใบหน้าดูอวบอิ่มเกินไป หรือบวมง่าย → ให้ระมัดระวังในการฉีด Belotero Revive ซ้ำๆ ในตำแหน่งเดิม
ถึงแม้จะอยู่ในหมวดงานผิวเหมือนกัน แต่ระดับความลึกของการฉีดและสูตรผสมเฉพาะตัวทำให้ผลลัพธ์ออกมาแตกต่างกันครับ ในบทความ [เปรียบเทียบ รีจูรัน HB vs จูวีลุค แบบฉีดระดับใต้ผิวแท้] ของเรา ก็เคยมีการคุยกันในเรื่องระดับความลึกของผิวที่คล้ายกันนี้ แต่อันนั้นจะเป็นการเปรียบเทียบกับ การกระตุ้นคอลลาเจนระยะยาว (PDLLA) ส่วนบทความนี้จะเป็น การประชันกันในกลุ่มสกินบูสเตอร์เน้นงานผิวฉ่ำน้ำโดยเฉพาะ ครับ แม้จะใช้คำค้นหาว่าฉีดชั้นใต้ผิวแท้เหมือนกัน แต่สเกลระยะเวลาและเป้าหมายของผลลัพธ์ด้านในก็ยังมีความแตกต่างกันอยู่ดีครับ
ก่อนจะเข้าไปคุยกับคุณหมอ แนะนำให้จดโน้ตสั้นๆ 1-2 บรรทัดเกี่ยวกับความกังวลของตัวเองติดมือไปด้วยนะครับ เช่น "เน้นแก้ปัญหาผิวแห้งขาดน้ำเป็นหลัก หรือเน้นเรื่องผิวไม่เรียบเนียน และหากหน้าจะดูอิ่มฟูขึ้นนิดหน่อยโอเคไหม" — เพียงระบุสามข้อนี้ให้ชัดเจน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญก็จะสามารถเลือกโปรแกรมที่ถูกต้องที่สุดให้กับคุณได้อย่างแม่นยำแน่นอนครับ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q. ถ้าฉีด Belotero Revive ครบ 3 ครั้ง หน้าจะดูใหญ่ขึ้นจริงไหมคะ?
ใช้คำว่า หน้าดูอวบอิ่ม สุขภาพดีขึ้นเล็กน้อย จะตรงกับความเป็นจริงมากกว่าคำว่าหน้าใหญ่ขึ้นครับ ซึ่งข้อมูลของแบรนด์ Merz เองก็ระบุถึงเอฟเฟกต์การสร้างวอลลุ่มแบบดูเป็นธรรมชาตินี้ไว้ชัดเจน หากฉีดบริเวณแก้มส้มหรือแก้มตอบ ใบหน้าบริเวณนั้นก็จะดูอิ่มเต็มขึ้นอย่างละมุน หากคุณต้องการเลี่ยงความหนาอิ่มฟูนี้ สามารถแจ้งคุณหมอก่อนเริ่มทำเพื่อปรับเทคนิคการฉีดให้ตื้นขึ้นหรือลดปริมาณยาลงได้ครับ
Q. สามารถฉีด รีจูรัน HB ร่วมกับ Belotero Revive พร้อมกันได้ไหม?
สามารถทำได้หากแยกฉีดคนละบริเวณครับ ตัวอย่างเช่น ฉีด รีจูรัน HB บริเวณโหนกแก้ม (เพื่อเลี่ยงไม่ให้โหนกแก้มหนาขึ้น) และฉีด Belotero Revive บริเวณหน้าแก้มหรือข้างแก้มที่ผิวค่อนข้างแห้งกร้าน แต่อย่างไรก็ตาม ไม่แนะนำให้ฉีดผสมหรือฉีดซ้ำซ้อนในตำแหน่งเดียวกันในวันเดียวกันนะครับ เพราะจะทำให้ประเมินผลลัพธ์ของแต่ละตัวได้ยาก และอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงโดยไม่จำเป็นครับ
Q. เห็นบอกว่าระยะเวลาผลลัพธ์พอๆ กัน แล้วราคาต่างกันเยอะไหมคะ?
ราคาต่อครั้งอาจต่างกันไปตามแต่ละคลินิกและปริมาณซีซีที่ใช้ แต่โดยทั่วไปตามมาตรฐานแล้ว Belotero Revive มักจะมีราคาต่อครั้งสูงกว่า รีจูรัน HB เล็กน้อยครับ ทว่าทั้งสองหลักสูตรมักแนะนำให้ทำต่อเนื่องเป็นชุดซีรีส์ 3 ครั้งเหมือนกัน เมื่อเทียบงบประมาณรวมทั้งหมดแล้วจึงไม่ได้หนีกันมากนัก แนะนำให้ตัดสินใจเลือกจากปัญหาผิวหลักที่ต้องการแก้ไขที่สุดจะคุ้มค่าที่สุดครับ
บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม

ยกกระชับ
หลังทำ Sofwave คลำเจอก้อนแข็ง ผิดปกติหรือเปล่า?
คลำเจอก้อนแข็งใต้ผิวหลังทำ Sofwave ไม่ได้แปลว่าผิดปกติเสมอไป มาดูสาเหตุ ระยะเวลาที่ก้อนมักนิ่มลง วิธีดูแลระหว่างรอ และสัญญาณที่ควรกลับไปพบแพทย์

ผิว
ผิวเพิ่งไหม้แดด ทำเลเซอร์ฝ้ากระได้เลยไหม รอนานแค่ไหน?
ผิวที่เพิ่งโดนแดดจัดเปลี่ยนจุดที่พลังงานเลเซอร์ลงไปทำงาน มาดูว่าควรรอนานแค่ไหนก่อนทำเลเซอร์ฝ้ากระ ทำไมต้องรอ และดูยังไงว่าผิวพร้อมแล้ว

ลบรอยสัก
กำลังลบตาตูด้วย Pico laser อยู่ค่ะ แต่ตรงส่วนที่เป็นสีเนื้อกลับคล้ำลงกว่าเดิม เป็นเพราะหมึกสีขาวหรือเปล่าคะ?
อธิบายถึงสิ่งที่คุณต้องเช็คและข้อมูลที่ต้องเตรียมไว้ปรึกษาในการรักษาเซสชันถัดไป เมื่อพยายามลบรอยสักแบบ cover-up แล้วกลับพบว่าสีผิวกลับเข้มขึ้นกว่าเดิม

ผิว
หลังจากทำ Thermage แล้ว สามารถกลับไปเข้าซาวน่า สปาร้อน หรือออกกำลังกายได้ตั้งแต่วันไหนคะ?
เราได้อธิบายรายละเอียดอย่างเจาะลึก โดยแบ่งออกเป็นสองส่วน คือกระบวนการฟื้นฟูผิวที่เกิดขึ้นในชั้นผิวแท้ทันทีหลังทำ Thermage และกระบวนการที่การกระตุ้นด้วยความร้อนทำให้เกิดรอยแดงเป็นเวลานานค่ะ

ผิว
ต่อขนตาอยู่ทำหัตถการรอบดวงตาได้ไหม ถอดเมื่อไหร่ดี
ต่อขนตาอยู่จะทำ HIFU ยกกระชับ สกินบูสเตอร์ หรือเลเซอร์รอบดวงตาได้ไหม มาดูว่าหัตถการไหนต้องถอดขนตาออกก่อน และควรต่อใหม่เมื่อไหร่ดีค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
หากต้องเลือกคอลลาเจน skin booster เพียงอย่างเดียวระหว่าง Radiesse กับ Juvelook จะตัดสินใจเลือกอย่างไรดี?
หากคุณกำลังลังเลระหว่าง Radiesse และ Juvelook เพื่อเป็น คอลลา겐 booster เราได้สรุปตั้งแต่ความแตกต่างของตัวยา ไปจนถึงเหตุผลว่าทำไมฝีมือของแพทย์ผู้ให้บริการจึงเป็นสิ่งสำคัญมาให้แล้วค่ะ



