• Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด

ทำ Radiesse แล้วไม่เห็นผล? สาเหตุอาจมาจาก 3 สิ่งนี้: ตัวผลิตภัณฑ์, การออกแบบการรักษา หรือข้อบ่งชี้ที่ไม่เหมาะสม

ทำ Radiesse แล้วไม่เห็นผล? สาเหตุอาจมาจาก 3 สิ่งนี้: ตัวผลิตภัณฑ์, การออกแบบการรักษา หรือข้อบ่งชี้ที่ไม่เหมาะสม

ทำ Radiesse แล้วไม่เห็นผล? สาเหตุอาจมาจาก 3 สิ่งนี้: ตัวผลิตภัณฑ์, การออกแบบการรักษา หรือข้อบ่งชี้ที่ไม่เหมาะสม

เมื่อรู้สึกว่าทำ Radiesse แล้วไม่เห็นผล เราได้แบ่งสาเหตุออกเป็นส่วนๆ เพื่อให้คุณเช็กว่าเกิดจากตัวผลิตภัณฑ์ ความเข้มข้น เทคนิคการฉีด หรือการประเมินปัญหาผิวที่ไม่ตรงจุด พร้อมทั้งเตรียมประโยคคำถามเอาไว้ให้คุณใช้ถามคุณหมอในการปรึกษาครั้งต่อไปก่อนตัดสินใจทำซ้ำค่ะ

เผยแพร่ -

อัปเดต -

Beautystone Clinic, Wi Young-jin, Chief director

Author

Wi Young-jin · Chief director

Seoul National University College of Medicine · Seoul National University Hospital Specialist

→

ฉีด Radiesse แล้วไม่เห็นผล? สาเหตุแบ่งออกเป็น 3 ประการหลักๆ ค่ะ

คนไข้หลายคนมักจะมาปรึกษาหมอที่คลินิกว่า ฉีด Radiesse ไปได้ไม่กี่สัปดาห์แล้ว แต่พอส่องกระจกดู กลับไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงเลย จากนั้นคำถามที่ตามมามักจะมีอยู่สองอย่างคือ ตัวผลิตภัณฑ์มีปัญหา หรือว่าคุณหมอใส่ปริมาณยาน้อยเกินไปหรือเปล่า

แต่จริงๆ แล้ว สถานการณ์ที่ทำให้รู้สึกว่า 'ทำแล้วไม่เห็นผล' นั้นไม่ได้มีแค่สาเหตุเดียวค่ะ หากแบ่งกว้างๆ จะพบว่ามีถึง 3 สาเหตุหลักๆ ด้วยกัน ตั้งแต่ตัวผลิตภัณฑ์และขั้นตอนการเตรียมยา (Dilution), การวางแผนการฉีด (Injection technique), ไปจนถึงปัญหาดั้งเดิมของเรานั้นตรงกับจุดเด่นของหัตถการนี้จริงๆ หรือเปล่า ซึ่งทั้ง 3 สาเหตุนี้ มีแนวทางการแก้ไขที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงค่ะ

หากเราไม่แยกแยะสาเหตุให้ชัดเจน แล้วไปเข้ารับการฉีดซ้ำแบบเดิมอีก ผลลัพธ์ที่ได้ก็อาจจะกลับมาเป็นแบบเดิมค่ะ ลองมาเช็กตามขั้นตอนด้านล่างนี้ดูนะคะว่า เคสของคุณจัดอยู่ในประเภทไหน จะช่วยให้มองเห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้นค่ะ


레디어스 효과 없음, 원인은 세 갈래로 나뉩니다

 

สาเหตุแรก: ความเข้มข้นและขั้นตอนการเตรียมยา สำคัญกว่าชื่อผลิตภัณฑ์

Radiesse คือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของอนุภาคแคลเซียมขนาดเล็ก (CaHA) แขวนลอยอยู่ในเจลอุ้มน้ำ โดยเจลจะช่วยเติมเต็มวอลลุ่มในทันที ส่วนอนุภาคแคลเซียมที่เหลืออยู่จะค่อยๆ กระตุ้นการตอบสนองของเนื้อเยื่อเพื่อสร้างคอลลาเจนใหม่เมื่อเวลาผ่านไป ดังนั้น แม้จะเป็นผลิตภัณฑ์เดียวกัน แต่ผลลัพธ์ที่ได้จะแตกต่างกันไปตามวิธีการเตรียมยา (Dilution) ค่ะ

หากใช้สูตรเข้มข้นสูง จะเน้นไปที่การยกกระชับและการเติมเต็มวอลลุ่มในจุดที่ฉีด แต่หากผสมน้ำเกลือหรือยาชาเพื่อให้เจือจางลง (Diluted Radiesse) แล้วกระจายฉีดเป็นเลเยอร์บางๆ ในบริเวณกว้าง ผลลัพธ์จะเน้นไปที่การปรับปรุงผิวสัมผัส (skin booster) และความยืดหยุ่นของผิวแทน ในกรณีที่เป็นสูตรเจือจางสูง การที่วันแรกๆ ไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงของวอลลุ่มอย่างชัดเจน ถือเป็นเรื่องปกติที่คาดเดาไว้แล้วค่ะ หากเรามองว่านี่คือความล้มเหลว ก็อาจจะเป็นการประเมินผลที่คลาดเคลื่อนไป

ดังนั้น สิ่งแรกที่ต้องตรวจสอบไม่ใช่ชื่อผลิตภัณฑ์ แต่คือ 'บันทึกการรักษา' ค่ะ คุณหมอฉีดด้วยความเข้มข้นเท่าไหร่ ปริมาณกี่ cc และฉีดที่บริเวณไหนบ้าง ข้อมูลเหล่านี้ต้องมีระบุอยู่ในชาร์ตคนไข้ ถึงจะนำมาใช้วิเคราะห์เพื่อวางแผนขั้นต่อไปได้ หากไม่มีข้อมูล 3 บรรทัดนี้ เวลาไปปรึกษาที่คลินิกอื่นก็อาจจะต้องเดาสาเหตุกันซ้ำไปซ้ำมาค่ะ


첫째 갈래: 제품 자체보다 농도와 준비 과정

 

สาเหตุที่สอง: การวางแผนการฉีดผิดชั้นผิวและผิดตำแหน่ง

ผลิตภัณฑ์นี้เมื่อฉีดเข้าไปในชั้นผิวที่ลึก จะทำหน้าที่เป็นเหมือนเสาค้ำยันที่ดีเยี่ยม โดยต้องฉีดเข้าไปในชั้นไขมันลึก (Deep fat pad) หรือบริเวณใกล้ๆ กระดูก เพื่อช่วยพยุงและยกกระชับเนื้อเยื่อขึ้น ในทางกลับกัน หากฉีดตื้นเกินไปใกล้ชั้นผิวหนัง นอกจากจะไม่ได้วอลลุ่มตามที่ต้องการแล้ว อาจทำให้เกิดปัญหาตามมา เช่น คลำเจอเป็นก้อนแข็ง หรือเห็นเป็นเส้นสีขาวๆ ใต้ผิวได้ค่ะ

การเลือกตำแหน่งที่ฉีดก็สำคัญไม่แพ้กันค่ะ หากเราเลือกเติมเฉพาะจุดที่ดูยุบตัวลงไป เนื้อเยื่อที่คล้อยลงมาก็ยังคงคล้อยอยู่เหมือนเดิม การฉีดควรจะเน้นไปที่จุดยึดเกาะผิว (Anchor points) เช่น ขมับ, แก้มส้มด้านนอก, และกรอบหน้า เพื่อสร้างแรงยกดึงผิวขึ้น นี่คือเหตุผลว่าทำไมคนที่เลือกเติมเฉพาะแก้มส้มด้านในอย่างเดียว ถึงรู้สึกว่าใบหน้าดูแบนและกว้างขึ้นแทนที่จะดูเรียวกระชับขึ้นค่ะ

ปริมาณยาที่ใช้ (Volume) ก็เป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนค่ะ หากใช้ปริมาณที่น้อยเกินไปแต่กระจายฉีดไปทั่วใบหน้าทั้งสองข้าง ปริมาณยาในแต่ละจุดก็จะไม่เพียงพอ ทำให้มองไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง การตัดสินใจค่อยๆ เติมทีละน้อยเพื่อดูผลลัพธ์ไม่ใช่เรื่องที่ผิดค่ะ แต่คุณหมอควรจะมีการอธิบายให้คนไข้เข้าใจตั้งแต่แรกว่านี่คือแผนการรักษาแบบค่อยเป็นค่อยไป (Step-by-step)

อย่างไรก็ตาม หากมีอาการคลำเจอเป็นก้อนแข็งที่จับตัวกันแน่น, มีอาการปวดระบมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพียงข้างเดียว, หรือสีผิวบริเวณที่ฉีดเริ่มซีดลง หรือเปลี่ยนเป็นสีแดงคล้ำ อาการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องของการเห็นผลหรือไม่เห็นผลนะคะ แต่เป็นสัญญาณเตือนที่ควรรีบไปพบแพทย์ที่คลินิกที่ทำ หรือโรงพยาบาลใกล้บ้านทันทีโดยไม่ต้องรอค่ะ


둘째 갈래: 층과 부위가 어긋난 설계

 

สาเหตุที่สาม: ปัญหาผิวของเราไม่ใช่ข้อบ่งชี้ (Indication) ของหัตถการนี้

นี่คือสาเหตุที่คนไข้มักจะมองข้ามกันมากที่สุดค่ะ Radiesse จะทำงานได้ดีที่สุดกับปัญหาเรื่องร่องลึกที่เกิดจากการสูญเสียคอลลาเจนและวอลลุ่ม, ร่องแก้มลึก, และกรอบหน้าที่หย่อนคล้อย แต่สำหรับปัญหาผิวที่บางจนเกิดริ้วรอยเล็กๆ (Fine lines), ผิวหยาบกร้าน หรือผิวที่หย่อนคล้อยลงมาตามแรงโน้มถ่วงจากน้ำหนักของไขมันสะสม ปัญหาเหล่านี้จำเป็นต้องใช้การรักษาด้วยวิธีอื่นที่ตรงจุดมากกว่าค่ะ

ในกรณีที่คนไข้มีไขมันสะสมบนใบหน้าค่อนข้างเยอะอยู่แล้ว และผิวหย่อนคล้อยลงมาเพราะน้ำหนักตัวของไขมัน การเติมวอลลุ่มเพิ่มเข้าไปอีกอาจจะยิ่งทำให้ใบหน้าดูแน่นและหนักอึ้งขึ้นได้ค่ะ สำหรับเคสแบบนี้ แทนที่จะเน้นการเติมเต็ม ควรเปลี่ยนมาพิจารณาหัตถการประเภทกระชับผิวและยกดึงผิวขึ้นก่อนเป็นอันดับแรกค่ะ

  • หากเป็นปัญหาร่องลึกที่ทำให้หน้าดูโทรมและกรอบหน้าไม่ชัด การเน้นเติมเต็มวอลลุ่มถือว่าตอบโจทย์ที่สุดค่ะ

  • หากเป็นปัญหาริ้วรอยเล็กๆ และผิวบาง แผนการรักษาจะเปลี่ยนเป็นการเจือจางยาให้อ่อนลงแล้วกระจายฉีดเป็นบริเวณกว้างเพื่อฟื้นฟูผิวสัมผัสแทน

  • หากเป็นปัญหาแก้มคล้อยจากน้ำหนักไขมัน ควรเลือกทำโปรแกรมยกกระชับผิวก่อนที่จะพิจารณาเรื่องการเติมเต็มค่ะ

แม้จะเป็นกลุ่มสารกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน (Biostimulators) เหมือนกัน แต่ผลิตภัณฑ์แต่ละตัวก็มีคุณสมบัติเฉพาะตัวที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับว่าคนไข้ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงของกรอบหน้าทันที หรือต้องการเน้นเรื่องการสะสมความหนาแน่นของชั้นผิวเมื่อเวลาผ่านไป ซึ่งความแตกต่างระหว่าง Radiesse และ Sculptra นี้ หมอเคยเขียนอธิบายเปรียบเทียบไว้อย่างละเอียดในอีกบทความหนึ่งแล้ว สามารถลองไปอ่านเพิ่มเติมได้นะคะ


셋째 갈래: 내 고민이 이 시술의 적응증이 아니었을 때

 

การประเมินผลที่เร็วเกินไป อาจทำให้รู้สึกเหมือนไม่เห็นผล

วอลลุ่มที่เห็นทันทีหลังฉีด ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากตัวเจลอุ้มน้ำที่อยู่ในผลิตภัณฑ์ค่ะ ซึ่งเจลตัวนี้จะค่อยๆ ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายและสลายตัวไปตามธรรมชาติ ดังนั้น ในช่วงระยะเวลาหนึ่งหลังฉีด คนไข้อาจจะรู้สึกว่าแก้มที่เคยฟูดูยุบตัวลงไปมากกว่าตอนแรกเล็กน้อย

หลังจากนั้น ตัวอนุภาคแคลเซียมที่เหลืออยู่ใต้ผิวจึงจะเริ่มทำหน้าที่กระตุ้นให้ร่างกายสร้างเนื้อเยื่อและคอลลาเจนใหม่ขึ้นมา ซึ่งช่วงเวลาที่ผลลัพธ์นี้จะแสดงให้เห็นชัดเจนจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับอายุ, ความหนาของผิว, ตลอดจนชั้นผิวและปริมาณยาที่ฉีดเข้าไปค่ะ หากเราถ่ายรูปประเมินผลเฉพาะในช่วงที่เจลกำลังสลายตัว ก็จะทำให้รู้สึกคล้อยตามได้ง่ายๆ ว่าทำแล้วไม่ได้ผล

เพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิดนี้ หมอแนะนำให้กำหนดช่วงเวลาประเมินผลร่วมกับคุณหมอไว้ล่วงหน้าก่อนเริ่มทำค่ะ โดยถ่ายรูปก่อนทำเก็บไว้ในมุมกล้องและแสงเดียวกัน แล้วนัดหมายวันที่จะกลับมาประเมินผลลัพธ์ร่วมกันอีกครั้ง ส่วนข้อมูลเรื่องระยะเวลาผลลัพธ์ที่หลายคนพูดถึงว่าอยู่ได้นานแค่ไหน หมอได้รวบรวมข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคำเล่าลือที่ว่า 'Radiesse อยู่ได้นานถึง 2 ปี' ไว้ในอีกบทความหนึ่งแล้วค่ะ


평가 시점이 이르면 없는 효과로 보입니다

 

เช็กให้ชัวร์ด้วยตัวเอง ก่อนตัดสินใจฉีดซ้ำ

ลองตอบคำถาม 4 ข้อนี้ดูนะคะ จะช่วยบีบวงให้แคบลงได้ว่าเคสของคุณเข้าข่ายสาเหตุข้อไหน

  • ในบันทึกการรักษามีการระบุความเข้มข้น, ปริมาณยา และบริเวณที่ฉีดไว้อย่างชัดเจนไหม

  • จุดที่คุณกังวลจริงๆ คือบริเวณที่ยุบตัวลงไป หรือบริเวณที่หย่อนคล้อยลงมา

  • จุดที่คุณหมอฉีดจริง กับจุดที่คุณคาดหวังอยากให้เปลี่ยน คือจุดเดียวกันหรือไม่

  • ช่วงเวลาที่คุณประเมินว่า 'ไม่เห็นผล' คือช่วงกี่สัปดาห์หรือกี่เดือนหลังฉีด

หากไม่มีบันทึกประวัติการรักษา และจุดที่ฉีดจริงกับจุดที่คาดหวังไม่ตรงกัน มีความเป็นไปได้สูงว่าเกิดจากการวางแผนการฉีดค่ะ แต่ถ้ามีบันทึกประวัติชัดเจน ตำแหน่งฉีดก็ถูกต้อง แต่ยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง อาจต้องย้อนกลับไปมองว่า ปัญหาผิวเดิมของเราอาจจะไม่ตรงกับข้อบ่งชี้ของตัวยาตั้งแต่แรกค่ะ

 

เวลาเข้าปรึกษาคุณหมอ แนะนำให้ถามด้วย 3 ประโยคนี้ค่ะ

ข้อแรก: 'ช่วยประเมินให้หน่อยได้ไหมคะว่า ปัญหาหลักบนใบหน้าของหนูคือเรื่องร่องลึกหรือความหย่อนคล้อย และเหมาะกับข้อบ่งชี้ของหัตถการนี้จริงๆ หรือเปล่า' ข้อสอง: 'ถ้าเหมาะสม คุณหมอวางแผนจะใช้ความเข้มข้นเท่าไหร่ ปริมาณกี่ cc และจะฉีดในชั้นผิวและบริเวณไหนบ้างคะ' ข้อสาม: 'ควรเริ่มทำทันทีเลย หรือควรรอให้ฟิลเลอร์หรือหัตถการเดิมที่เคยทำสลายตัวดีก่อนคะ'

หากข้อมูลทั้ง 3 ข้อนี้ได้รับการบันทึกไว้ในชาร์ตคนไข้หรือเอกสารอย่างชัดเจน เวลาที่เรากลับมาติดตามผลการรักษา เราจะสามารถประเมินย้อนหลังได้ทันทีว่าสิ่งไหนที่ทำแล้วเวิร์กและสิ่งไหนที่คลาดเคลื่อนไป การทำหัตถการโดยไม่มีบันทึกรายละเอียด ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะผ่านไปโดยไม่มีอะไรให้ใช้อ้างอิงในอนาคตค่ะ

สุดท้ายแล้ว สิ่งที่กำหนดว่าผลลัพธ์จะออกมาปังหรือไม่ ไม่ใช่แค่เรื่องของชื่อยี่ห้อผลิตภัณฑ์ แต่คือ 'การเลือกใช้ยาให้ตรงกับปัญหาผิว' (Indication) ค่ะ คนไข้หลายคนที่เดินทางมาปรึกษาหมอวี ยองจิน จากแถวฮงแด ฮับจอง หรือยองดึงโพ หมอก็จะอธิบายด้วยลำดับขั้นตอนแบบนี้เสมอค่ะ เริ่มจากการเช็กก่อนว่าปัญหาที่เรากังวลตรงกับจุดเด่นของหัตถการนี้ไหม จากนั้นค่อยมาดีไซน์และวางแผนการฉีดร่วมกันในขั้นตอนต่อไปค่ะ

คอนเทนต์

  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด โดยบิวตี้ส์ด็อกเตอร์
  • Beautystone Clinic บิวตี้สโตนคลินิก สาขาฮงแด