อัตราส่วนเจือจาง Radiesse 1:1 vs 1:2 ส่งผลต่อความอิ่มฟู คอลลาเจน และระยะคงอยู่ต่างกันอย่างไร
![[위영진 칼럼] 레디어스 희석 비율의 과학: 볼륨과 피부결을 결정하는 한 끗 차이](https://framerusercontent.com/images/FtXYhEsvzxeQoFdg4jY93nWazE.jpg)
สวัสดีครับ หมอวี ยองจิน จาก Beautystone ครับ
เช็คตรงนี้ก่อนอ่านนะครับ
Q. ถ้าผสมเจือจางเยอะๆ
ผลลัพธ์จะลดลงหรือเปล่าครับ?
A. ไม่ใช่แค่การทำให้เจือจางลงธรรมดาๆ ครับ
เพราะสัดส่วนการผสมที่ต่างกัน จะทำให้ขอบเขตการกระตุ้นคอลลาเจน
และวิธีคงตัวของวอลลุ่มเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงครับ
Q. ถ้าอย่างนั้น สัดส่วนแบบไหนดีกว่ากันครับ?
A. ไม่มีคำว่า "สัดส่วนที่ดีกว่า" หรอกครับ
เพราะคำตอบที่ถูกต้องจะขึ้นอยู่กับบริเวณที่ฉีดและผลลัพธ์ที่ต้องการครับ
พอยท์สำคัญของบทความนี้
วิทยาศาสตร์เบื้องหลังอัตราการเจือจางของ Radiesse — ความต่างของสัดส่วน 1:1 และ 1:2
ที่มีผลต่อผิวของคุณ

Radiesse คืออะไร?
Radiesse คือ
ฟิลเลอร์ที่มีอนุภาคขนาดเล็กของ Calcium Hydroxylapatite (CaHA)
แขวนลอยอยู่ในเจลนำพา (Gel Carrier) ครับ
ซึ่งจะต่างจากฟิลเลอร์ไฮยาลูโรนิก (HA)
ตรงที่เมื่อฉีดเข้าไปแล้ว ตัวเจลจะค่อยๆ ถูกดูดซึมไปเอง
และอนุภาค CaHA จะเข้าไปกระตุ้นให้เนื้อเยื่อรอบๆ
สร้างคอลลาเจนของตัวเองขึ้นมาใหม่ครับ
ดังนั้น มันจึงทำหน้าที่เป็นทั้ง "ฟิลเลอร์เพิ่มวอลลุ่ม" และ
"คอลลาเจนบูสเตอร์ (Collagen Booster)" ไปพร้อมๆ กันครับ
แต่จุดสำคัญอยู่ตรงนี้ครับ
เราสามารถใช้ Radiesse แบบเข้มข้นเลยก็ได้ แต่ในความเป็นจริง
มักนิยมนำมาผสมกับน้ำเกลือปราศจากเชื้อ (Normal Saline) หรือยาชา Lidocaine
เพื่อเจือจางก่อนใช้งานมากกว่าครับ
และสัดส่วนการเจือจางนี่แหละครับ
ที่จะทำให้ผลลัพธ์หลังทำแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ที่สัดส่วนการผสมเปลี่ยนผลลัพธ์ได้
หลายคนมักเข้าใจผิดว่า
"เจือจาง = ประสิทธิภาพลดลง" แต่จริงๆ ไม่ใช่แบบนั้นครับ
สารสำคัญหลักของ Radiesse คือ
อนุภาคขนาดเล็ก CaHA ครับ
ให้จินตนาการว่าแต่ละอนุภาค
คือน้ำยาเร่งโตที่จะเข้าไปปลูกต้นคอลลาเจนครับ
พอนำมาเจือจาง ตัวอนุภาคเหล่านี้
ก็จะกระจายตัวได้กว้างขึ้นและสม่ำเสมอขึ้นครับ
ในทางกลับกัน ถ้าเจือจางน้อย
อนุภาคเหล่านั้นก็จะกระจุกตัวอยู่รวมกันในจุดเดียวครับ
พูดตรงๆ เลยก็คือ
แม้จะใช้ Radiesse 1cc เท่ากัน แต่การผสมแบบ 1:1 กับ 1:2
จะให้ผลลัพธ์และการตอบสนองของผิว
ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงครับ
สัดส่วน 1:1 (Radiesse : สารเจือจาง = 1 : 1)
ความหนาแน่นของอนุภาค CaHA จะค่อนข้างสูง
เห็นวอลลุ่มหลังฉีดได้ชัดเจนทันที
และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนแบบกระจุกตัวในจุดที่ฉีดครับ
เหมาะสำหรับบริเวณที่
"ต้องการปั้นโครงหน้าให้ชัดเจน" เช่น แก้ม หรือคาง ครับ
스ัดส่วน 1:2 (Radiesse : สารเจือจาง = 1 : 2)
อนุภาค CaHA จะกระจายตัวเป็นวงกว้าง
วอลลุ่มหลังฉีดทันทีอาจจะไม่ชัดเจนมากนัก
แต่คอลลาเจนจะถูกสร้างขึ้นในชั้นผิวที่บางกว่าและครอบคลุมพื้นที่กว้างกว่าครับ
มักใช้สำหรับบริเวณที่ต้องการ
"ฟื้นฟูและปรับสภาพผิวพรรณโดยตรง" เช่น ริ้วรอยที่คอ, หลังมือ หรือหน้าผากครับ
เรื่องที่น่าสนใจคือ
เมื่อเปลี่ยนสัดส่วน ความหนืดข้นของยาก็จะเปลี่ยนไปด้วยครับ
แบบ 1:1 จะมีความหนืดมากกว่า
จึงเกาะตัวอยู่ตรงจุดที่ฉีดได้ดี
ส่วนแบบ 1:2 จะเหลวกว่า จึงกระจายตัวได้ดีกว่าครับ
ด้วยเหตุนี้ แม้จะเป็นตัวยา Radiesse เหมือนกัน
แต่แค่เปลี่ยนสัดส่วนการผสม ก็สามารถกลายร่างเป็น "ฟิลเลอร์"
หรือกลายเป็น "skin booster" ได้เลยครับ
ปกติหมอมักจะอธิบายแบบนี้ครับ
"แบบ 1:1 คือการสร้างตึกสูงขึ้นมา
ส่วนแบบ 1:2 คือการปรับหน้าดินให้เรียบเนียนสม่ำเสมอครับ"
กลายเป็นการรักษาที่มีจุดประสงค์ต่างกันโดยสิ้นเชิงเลยครับ
เปรียบเทียบสัดส่วนการผสม Radiesse ให้เห็นภาพง่ายๆ
ประเภท | เจือจาง 1:1 | เจือจาง 1:2 |
ความหนาแน่นของ CaHA | สูง (เน้นเฉพาะจุด) | ต่ำ (กระจายตัวกว้าง) |
วอลลุ่มทันทีหลังทำ | เห็นชัดเจน | ดูเป็นธรรมชาติ (ละมุนๆ) |
ขอบเขตการสร้างคอลลาเจน | แคบและลึก | กว้างและตื้น |
ความหนืด (ความข้น) | สูง (คงตัวตรงจุดที่ฉีด) | ต่ำ (กระจายตัวได้ดีเยี่ยม) |
บริเวณที่นิยมฉีด | แก้ม, คาง, จมูก (เน้นโครงหน้า) | คอ, หลังมือ, หน้าผาก (งานผิว) |
ระยะเวลาผลลัพธ์ | ประมาณ 12~18 เดือน | ประมาณ 8~12 เดือน |
สไตล์การรักษา | ฟิลเลอร์เพิ่มวอลลุ่ม | skin booster |
สรุปใจความสำคัญโดย หมอวี ยองจิน
สัดส่วนการเจือจางไม่ใช่แค่เรื่องของ "จะผสมให้อ่อนลงเท่าไหร่"
แต่เป็นเรื่องของ "เราต้องการจัดวางตำแหน่งอนุภาค CaHA ให้มีความหนาแน่นระดับไหน"
ต่างหากครับ
เน้นวอลลุ่มเลือก 1:1, เน้นงานผิวเลือก 1:2
การปรับเปลี่ยนสัดส่วนให้ตรงกับความต้องการและบริเวณที่กังวล
จึงเป็นหน้าที่และศิลปะของแพทย์ผู้รักษาครับ

เกณฑ์การเลือกสัดส่วนตามบริเวณและผลลัพธ์ที่ต้องการ
สำหรับผู้ที่กังวลเรื่องแก้มตอบ
→ ใช้สัดส่วน 1:1 ฉีดเข้าไปในชั้นลึกครับ
คุณจะรู้สึกได้ถึงวอลลุ่มที่เต็มขึ้นทันที และเมื่อเวลาผ่านไป
คอลลาเจนที่สร้างขึ้นใหม่ก็จะเข้ามาเติมเต็มตรงส่วนนนั้นอย่างเป็นธรรมชาติครับ
สำหรับผู้ที่กังวลเรื่องริ้วรอยที่คอหรือผิวหลังมือร่วงโรย
→ ใช้สัดส่วน 1:2 ฉีดกระจายตัวเป็นบริเวณกว้างครับ
เมื่อตาข่ายคอลลาเจนก่อตัวขึ้นใต้ชั้นผิวตื้นๆ
สัมผัสและเท็กเจอร์ของผิวจะดูเนียนละเอียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเลยครับ
สำหรับผู้ที่อยากได้ทั้งลดริ้วรอยหน้าผาก + เติมวอลลุ่มเบาๆ ไปพร้อมกัน
→ บางครั้งหมอก็เลือกใช้สูตรผสมครึ่งๆ กลางๆ อย่าง 1:1.5 ครับ
เพราะการปรับแต่งเพียงเล็กน้อยสามารถเปลี่ยนผลลัพธ์ได้มหาศาล
จากเคสหน้าผากที่หมอใช้สัดส่วน 1:1.5 ส่วนใหญ่
คนไข้จะแฮปปี้มากเพราะได้ทั้งความอิ่มฟูและริ้วรอยเล็กๆ
ดูจางลงไปพร้อมกันครับ
แต่ผลลัพธ์ที่ดีนี้ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ กับทุกคนนะครับ
มีเรื่องสำคัญอย่างหนึ่งที่หมออยากจะย้ำให้ฟัง
นั่นคือ Radiesse ไม่สามารถฉีดสลายออกได้เหมือนฟิลเลอร์ประเภท HA ครับ
หมายความว่าฉีดเข้าไปแล้ว จะ "ย้อนกลับ" ทันทีไม่ได้นั่นเอง
ดังนั้น หากเลือกสัดส่วนการผสมผิดพลาดหรือเทคนิคไม่ดีพอ
ก็อาจส่งผลให้ผิวดูเป็นคลื่น ขรุขระ หรือจับตัวเป็นก้อนแข็ง (nodule) ได้ครับ
อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้สามารถป้องกันได้ล่วงหน้า หากรับบริการกับแพทย์ที่มีประสบการณ์สูง
ที่เข้าใจเรื่องการเลือกชั้นผิวและปริมาณยาที่เหมาะสมครับ

คำถามที่พบบ่อย
Q1. เวลาผสมเจือจาง Radiesse
สามารถผสมยาชา Lidocaine เข้าไปด้วยได้ไหม?
A. ได้ครับ ในการรักษาจริง แพทย์มักผสมยาชา Lidocaine ร่วมด้วย
เพื่อช่วยบรรเทาความเจ็บระหว่างฉีดและช่วยเจือจางไปในตัวครับ
ซึ่งสัดส่วนของยาชาที่ใส่เข้าไปจะส่งผลต่อความหนืดข้นของตัวยาด้วย
ดังนั้นตรงนี้จึงเป็นเทคนิคเฉพาะตัวของแพทย์แต่ละท่านในการปรับสูตรครับ
Q2. ค่าใช้จ่ายต่อการทำ 1 ครั้งประมาณเท่าไหร่
และควรทำทั้งหมดกี่ครั้งถึงจะเห็นผลดีที่สุดครับ?
A. เนื่องจากปริมาณยาที่ใช้จะแตกต่างกันไปตามสัดส่วนการผสม
ทำให้ค่าใช้จ่ายรวมของแต่ละบุคคลอาจจะไม่เท่ากันครับ
หากทำเพื่อ目的เป็น skin booster แนะนำทำต่อเนื่อง 2-3 ครั้งเป็นพื้นฐานครับ
แต่หากทำเพื่อวัตถุประสงค์เพิ่มวอลลุ่ม แค่ครั้งเดียวก็เห็นผลลัพธ์ชัดเจนในหลายๆ เคสแล้วครับ
Q3. หลังทำจะมีอาการบวมหรือระบมกี่วันครับ?
A. โดยทั่วไปจะมีอาการบวมเล็กน้อยประมาณ 3~7 วันครับ
สำหรับบริเวณที่ผิวบางมากๆ เช่น หลังมือ หรือลำคอ
อาจเกิดรอยเขียวช้ำได้ง่ายขึ้นนิดหน่อย
หมอจึงแนะนำให้หลีกเลี่ยงการทำกะทันหันก่อนวันงานสำคัญอย่างน้อย 1 สัปดาห์ครับ
หมออยากแนะนำให้เข้ามาปรึกษาอย่างละเอียดก่อน
แล้วค่อยตัดสินใจร่วมกันนะครับ
ทั้งหมดนี้คือข้อมูลจากหมอวี ยองจิน ครับ
บทความน่าอ่านเพิ่มเติม
▶สรุปครบในที่เดียว! เอฟเฟกต์ ผลลัพธ์ และระยะเวลาคงตัวของฟิลเลอร์คาง
▶รีวิวฟิลเลอร์หน้าผากย่านฮงแด ร้านไหนฝีมือดีและปังสุด?
▶ฉีดคอลลาเจน ต่างกับ ฟิลเลอร์ ทั่วไปอย่างไร?
▶ฉีดครั้งเดียวจบจริงไหม? ส่องสูตรเจือจางและประสิทธิภาพที่แท้จริงของ Radiesse

โครงหน้า&วอลลุ่ม
RTTE RF ทำงานอย่างไรกับพุงแก้มที่หย่อนคล้อยข้างโหนกแก้มเพื่อช่วยเพิ่มวอลลุ่มให้ใบหน้าส่วนกลาง และจะเหมาะกับใครบ้างนะ?
สรุปหลักการทำงานของ Alite RF ในการคืนความยืดหยุ่นให้กับใบหน้าส่วนกลาง พร้อมช่วงเวลาที่เริ่มเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน และความแตกต่างระหว่างหัตถการนี้กับโปรแกรมยกกระชับอื่นๆ หรือการฉีดฟิลเลอร์ค่ะ

ยกกระชับ
เลือกคลินิกอย่างไรดี? สำหรับการทำหัตถการยกกระชับแบบผสมผสานระหว่าง Ultherapy และ Thermage
สรุปความต่างของระดับความลึกในการทำงานระหว่าง Ulthera และ Thermage พร้อมเกณฑ์การเลือกคลินิกสำหรับทำโปรแกรมยกกระชับแบบผสมผสาน ทั้งในเรื่องของเครื่องมือ ประสบการณ์ของแพทย์ และการวางโปรแกรมรักษามาให้แล้วค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
สำหรับใครที่กำลังสงสัยว่า InMode FX ช่วยแก้ปัญหาเหนียงสองชั้นและแก้มห้อยได้ผลดีจริงไหม แล้วจะเหมาะกับผิวแบบไหนมากที่สุด?
สรุปหลักการทำงาน ผลลัพธ์ และข้อจำกัดของ InMode FX ที่ช่วยคืนความกระชับให้กรอบหน้าและแก้มที่หย่อนคล้อย พร้อมเปรียบเทียบความต่างกับหัตถการอื่นๆ ให้ดูกันค่ะ

ผิว
skin booster กลุ่มกระตุ้นคอลลาเจน (collagen booster) ควรเริ่มทำตั้งแต่อายุเท่าไหร่ดี? แล้วผลลัพธ์ที่คาดหวังในแต่ละช่วงวัยจะแตกต่างกันอย่างไรบ้างคะ?
เราได้รวบรวมหลักการทำงานของคอลลาเจนบูสเตอร์ (collagen booster) ในการช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว พร้อมทั้งเป้าหมายและผลลัพธ์ที่คาดหวังซึ่งจะแตกต่างกันไปตามแต่ละช่วงวัยมาฝากกันค่ะ

ผิว
รอยดำ ฝ้า และกระ แต่ละชนิดจะเหมาะกับเลเซอร์ที่แตกต่างกัน แล้วแบบนี้เราควรเลือกทำเลเซอร์ตัวไหนดีนะ?
เราได้รวบรวมและเปรียบเทียบเกณฑ์การเลือกเลเซอร์รักษาที่แตกต่างกันไปตามความลึกของจุดด่างดำ ฝ้า กระ และประเภทของเม็ดสีผิวไว้ให้แล้วค่ะ

ผิว
หลังจากทำ Thermage แล้ว จะเริ่มเห็นผลลัพธ์ตั้งแต่เมื่อไหร่ และผลลัพธ์นั้นจะอยู่ได้นานแค่ไหนกันนะ?
เราได้รวบรวมข้อมูลแบบเจาะลึกมาให้แล้วค่ะ ว่าทำไมหลังทำ Thermage ทันทีถึงยังไม่เห็นผลลัพธ์แบบชัดเจนทันตา และเจาะลึกช่วงเวลาสำคัญในช่วง 2-3 เดือนหลังทำ ซึ่งเป็นช่วงที่คอลลาเจนกำลังถูกกระตุ้นให้สร้างขึ้นใหม่จนเห็นการเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจนที่สุด



