ฉีดคอลลาเจนกระตุ้น จูวีลุค|Sculptra|Radiesse เติมเต็มแบบธรรมชาติ ดูผลจริงก่อนตัดสินใจ
เผยแพร่แล้ว
อัปเดตแล้ว

Author
Wi Young-jin · Chief director
Seoul National University College of Medicine · Seoul National University Hospital Specialist
→

💡 เช็กก่อนอ่านสักนิดนะครับ
Q. ฉีดคอลลาเจน (collagen injection) แล้วจะดูฟูมีวอลลุ่มขึ้นทันทีเหมือนฟิลเลอร์ไหมคะ?
A. ไม่ใช่ครับ การฉีดคอลลาเจนไม่ได้มีจุดประสงค์หลักเพื่อเพิ่มวอลลุ่มในทันที
แต่เป็นการเข้าไปกระตุ้นให้ร่างกายของเราสร้างคอลลาเจนขึ้นมาเองตามธรรมชาติครับ
ดังนั้น ในช่วงแรกอาจจะยังไม่ค่อยเห็นความเปลี่ยนแปลงเท่าไหร่
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผิวจะค่อย ๆ ฟูเต็มขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่มีความรู้สึกขัดหรือเป็นก้อนเลยครับ
Q. ถ้าอย่างนั้น การที่เห็นผลช้าก็ถือเป็นข้อเสียหรือเปล่าคะ?
A. สำหรับคนที่อยากได้ผลลัพธ์แบบเร่งด่วน ก็อาจจะมองว่าเป็นข้อเสียได้ครับ
แต่สำหรับใครที่เน้น "ความสวยเป็นธรรมชาติ"
ความเร็วระดับนี้ถือเป็นข้อดีและตอบโจทย์สุด ๆ เลยล่ะครับ
📌 เจาะลึก insight โดยหมอวี ยองจิน
ด้วยหลักการกระตุ้นให้เนื้อผิวของเราสร้างขึ้นมาเติมเต็มส่วนที่ยุบหรือเป็นริ้วรอยเอง
แม้จะไม่เห็นผลปุ๊บปั๊บเหมือนฟิลเลอร์
แต่ยิ่งเวลาผ่านไป ผิวจะยิ่งดูสวยเป็นธรรมชาติแบบกลมกลืนและสบายผิวมาก ๆ ครับ

รู้ไหมคะว่าคำว่า "ผิวของเราค่อย ๆ ฟูเต็มขึ้นมาเอง"
จริง ๆ แล้วมันหมายถึงอะไร?
พอพิมพ์ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับการฉีดคอลลาเจน
ส่วนใหญ่ก็มักจะเจอคำอธิบายทำนองนี้ใช่ไหมคะ
"ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว"
แต่ฟังแล้วแอบเข้าใจยากนิดนึงเนอะ
ไม่ค่อยเห็นภาพชัดเจนเท่าไหร่ว่ามันแตกต่างจากการฉีดฟิลเลอร์เพื่อเติมเต็มผิวทั่วไปยังไง
วันนี้หมอเลยอยากจะมาอธิบายเรื่องนี้ให้เคลียร์กันไปเลยครับ
ปกติแล้วในชั้นผิวแท้ (dermis) ของเรา
จะมีเส้นใยคอลลาเจนเรียงตัวกันอย่างหนาแน่นอยู่แล้วครับ
เจ้าคอลลาเจนพวกนี้แหละที่คอยพยุงผิวไว้ให้เต่งตึงและเรียบเนียน
คอยช่วยป้องกันไม่ให้ผิวเกิดริ้วรอยต่าง ๆ
แต่พออายุเรามากขึ้น หรือโดนรังสี UV ทำร้ายบ่อย ๆ
รวมถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิต คอลลาเจนเหล่านี้ก็จะค่อย ๆ สลายตัวไป
พอกลายเป็นช่องว่างปุ๊บ ผิวบริเวณนั้นก็เริ่มยุบตัวลง
และนั่นก็คือสาเหตุของการเกิดริ้วรอยร่องลึกนั่นเองครับ
มันไม่ได้เป็นแค่เพราะผิวหย่อยคล้อยภายนอกเท่านั้นนะครับ
แต่มันคือการที่โครงสร้างพยุงผิวข้างในมันพังลงไปด้วยครับ
ถ้าเป็น ฟิลเลอร์ จะใช้วิธีฉีดสารจากภายนอก (เช่น Hyaluronic Acid)
เข้าไปเติมเต็มช่องว่างที่ยุบตัวนั้นทันที
ข้อดีคือเห็นผลเร็วทันใจ แต่เนื่องจากมันไม่ใช่ 'เนื้อผิวจริง ๆ ของเรา'
หากฉีดเยอะเกินไปก็อาจจะดูไม่เป็นธรรมชาติ
หรือรู้สึกตึงหน่วง หน้าแข็งได้ครับ
และพอเวลาผ่านไป ฟิลเลอร์เหล่านั้นก็จะค่อย ๆ สลายตัวหมดไปเองครับ
แต่สำหรับ การฉีดคอลลาเจน จะมีแนวคิดที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงครับ
ตัวยาหลักจะทำหน้าที่เข้าไปกระตุ้นชั้นผิวแท้เบา ๆ
คำว่า 'กระตุ้น' ในที่นี้ก็คือ
การส่งสัญญาณความเสียหายจำลองเล็ก ๆ ไปที่ผิวครับ
พอผิวได้รับสัญญาณนั้น
ก็จะคิดมารับมือว่า "ตรงนี้ต้องซ่อมแซมด่วน!" แล้วจึงเร่งกระบวนการ
สร้างคอลลาเจนและอีลาสติน (โปรตีนที่ช่วยเรื่องความยืดหยุ่นของผิว) ขึ้นมาเองครับ
พูดง่าย ๆ คือ ร่างกายของเราสร้างเนื้อผิวขึ้นมาเติมเต็มช่องว่างนั้นเองตามธรรมชาตินั่นเองครับ
เพราะฉะนั้น
หลังทำเสร็จใหม่ ๆ หลายคนจึงอาจจะรู้สึกว่ายังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงเท่าไหร่
แต่คีย์สำคัญมันอยู่ตรงนี้ครับ!
หลังจากผ่านไปประมาณ 4-8 สัปดาห์ คอลลาเจนจะเริ่มฟอร์มตัวขึ้นอย่างช้า ๆ
และ 'เนื้อจริงของเรา' ก็จะเริ่มเติบโตขึ้นเพื่อเติมเต็มผิวจากข้างในครับ
นี่เลยเป็นเหตุผลว่าทำไมผลลัพธ์ถึงไม่ออกมาดูเป็นก้อนปูด
หรือไม่มีความรู้สึกแข็งกระด้างเหมือนฟิลเลอร์
เพราะมันคือเนื้อเยื่อจริง ๆ ที่ผิวของเราสร้างขึ้นมาเองนั่นเองครับ
👨⚕️ สรุปประเด็นสำคัญโดยหมอวี ยองจิน
การฉีดคอลลาเจนไม่ใช่การ "สอดสารเติมเต็มเข้าไป"
แต่คือการ "กระตุ้นให้ร่างกายของเราสร้างขึ้นมาเอง" ครับ
ในขณะที่ฟิลเลอร์เน้นการเติมเต็มพื้นที่จากภายนอก แต่คอลลาเจนสกินบูสเตอร์
จะเน้นการเหนี่ยวนำให้เนื้อเยื่อจริงของคุณค่อย ๆ เติบโตขึ้นมาจากระบบข้างในผิว
ดังนั้น แม้จะต้องใช้เวลารอผลลัพธ์สักนิด
แต่พอมันเริ่มเข้าที่แล้ว จะเข้าใจเลยครับว่าทำไมผิวถึงดูเนียนนุ่ม สวยละมุน
เป็นธรรมชาติแบบไม่มีสะดุด

ถ้าอย่างนั้น การฉีดกระตุ้นคอลลาเจน
เหมาะกับใครบ้างนะ?
ถ้าให้พูดกันตามตรงเลย
การฉีดคอลลาเจนอาจจะไม่ได้ตอบโจทย์สำหรับทุกคนร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ
ขึ้นอยู่กับปัญหาผิวของแต่ละคนด้วย
ซึ่งปกติแล้วหมอจะแบ่งกลุ่มคนไข้ง่าย ๆ เพื่อช่วยในการตัดสินใจแบบนี้ครับ
[กลุ่มที่เหมาะและตอบโจทย์มาก ๆ]
— คนที่เคยฉีดฟิลเลอร์มาแล้วรู้สึกขัด ๆ ดูไม่ค่อยละมุนเป็นธรรมชาติ
— คนที่มีปัญหาริ้วรอยในบริเวณที่มีการเคลื่อนไหวแสดงอารมณ์บ่อย ๆ เช่น รอบดวงตา หรือรอบมุมปาก
— คนที่ไม่ได้รีบร้อนอยากเห็นผลทันที แต่เน้นความสวยแบบค่อยเป็นค่อยไปในระยะยาว
— คนที่เคยฉีดฟิลเลอร์ซ้ำ ๆ นาน ๆ จนผิวเริ่มรู้สึกหนา ๆ หรือตึงแข็งเป็นก้อนเหนียว
[กลุ่มที่อาจจะเหมาะกับตัวเลือกอื่นมากกว่า]
— คนที่ต้องรีบใช้หน้าด่วน เช่น กำลังจะแต่งงาน หรือมีงานสำคัญในเร็ว ๆ นี้
— คนที่อยากเน้นเพิ่มวอลลุ่มแบบจัดเต็มในจุดที่ตอบมาก ๆ เช่น บริเวณหน้าแก้ม
สำหรับกรณีข้างต้นนี้ หมอจะแนะนำให้ทำฟิลเลอร์
หรือทำควบคู่กับหัตถการอื่น ๆ จะตอบโจทย์กว่าคอลลาเจนเพียว ๆ ครับ
หลายคนยังเข้าใจผิดกันอยู่เยอะ
ว่าการฉีดคอลลาเจน = ดีที่สุดสำหรับทุกคนเสมอไป ซึ่งจริง ๆ ไม่ใช่นะครับ
แต่เป้าหมายของสิ่งนี้คือสร้างขึ้นมาเพื่อตอบสนองคนไข้ที่ต้องการ
"การเปลี่ยนแปลงที่ดูเนียนเป็นธรรมชาติและคงทนในระยะยาว" ต่างหากครับ
เป้าหมายต่างกัน การเลือกหัตถการก็ต้องต่างกันไปตามความเหมาะสมครับ
จริง ๆ แล้วที่คลินิกของเรา มีคนไข้หลายเคสเลยครับที่เคยไปเติมฟิลเลอร์จากที่อื่นซ้ำ ๆ
จนรู้สึกเนื้อผิวแข็งขัด แต่พอหมอนัดมาฉีดคอลลาเจนสกินบูสเตอร์ประมาณ 3-4 ครั้ง
คนไข้ฟี้ดแบ็กกลับมาเยอะมากเลยครับว่า ตอนนี้ผิวดูเนียนเรียบเสมอกันและดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
และต่างจากฟิลเลอร์ที่พอสลายไปแล้วผิวจะยุบกลับไปเหมือนเดิม
การฉีดคอลลาเจนจะมีระยะเวลาของผลลัพธ์เฉลี่ยอยู่ที่ 1 ถึง 2 ปีหรือมากกว่านั้นเลยครับ
แถมคนไข้ส่วนใหญ่ยังพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า
สัมผัสได้ถึง texture และคุณภาพผิวที่ละเอียดแข็งแรงขึ้นจริง ๆ ด้วยครับ
แต่มีอีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่หมออยากแชร์ให้ฟังตรง ๆ นะครับ
การฉีดคอลลาเจนก็เหมือนหัตถการเข็มทั่วไปที่อาจทำให้เกิดรอยบวมหรือรอยช้ำชั่วคราวได้หลังทำครับ
โดยเฉพาะบริเวณรอบดวงตาที่ผิวค่อนข้างบางมาก
อาจจะมีอาการบวมหลงเหลืออยู่ประมาณ 2-3 วัน
และเพื่อผลลัพธ์ที่ชัดเจนที่สุด อาจจำเป็นต้องกลับมาฉีดซ้ำ
ประมาณ 2-3 ครั้งตามโปรแกรมครับ
แต่ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากได้ผิวสวยละมุนอย่างเป็นธรรมชาติแบบไม่มีกังวลเรื่องเป็นก้อนคลื่น
หมอคิดว่าการดูแลตัวเองและเผื่อเวลาในช่วงนี้ เป็นเรื่องที่คุ้มค่าแก่การลงทุนแน่นอนครับ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q1. การฉีดคอลลาเจน, รีจูรัน,
และ Exosome แตกต่างกันอย่างไรบ้างครับ?
A. จุดประสงค์เพื่อผิวกระจ่างใสสุขภาพดีอาจจะคล้ายกัน แต่กลไกการออกฤทธิ์ต่างกันครับ
การฉีดคอลลาเจน จะเป็นการเข้าไปกระตุ้นชั้นคอลลาเจนในผิวแท้โดยตรง
เพื่อให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมาพยุงหน้า
ส่วน รีจูรัน จะเน้นส่วนผสมหลักอย่าง PN (Polynucleotide) ในการ
ส่งสัญญาณเพื่อซ่อมแซมและฟื้นฟูเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพโดยตรงครับ
ในขณะที่ Exosome จะทำหน้าที่เป็นสารสื่อประสาทระหว่างเซลล์
ส่งผ่านสารอาหารจากภายนอกเข้าไปเพื่อช่วยบูสต์การฟื้นตัวของผิวอย่างรวดเร็วครับ
แม้ว่าทั้ง 3 ตัวจะมีทิศทางเดียวกันคือ "การกู้คืนและบำรุงผิวจากภายใน"
แต่ก็ทำงานคนละแบบกันครับ
ดังนั้นการจะเลือกตัวไหนก็ขึ้นอยู่กับระดับปัญหาและสภาพผิวเฉพาะบุคคลในตอนนั้นด้วยครับ
มันไม่มีตัวไหนที่ดีที่สุดแบบครอบจักรวาลหรอกครับ มีแต่ตัวไหนที่เหมาะสมกับสภาพผิวเราที่สุดในเวลานั้นมากกว่าครับ
Q2. ผลลัพธ์จากการฉีดสารกระตุ้นคอลลาเจนจะอยู่ได้นานแค่ไหนครับ?
A. ตรงนี้จะขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแลตัวเองของแต่ละบุคคลนะครับ
แต่เฉลี่ยทั่วไปจะสามารถอยู่ได้ประมาณ 1 ปี ถึง 1 ปีครึ่งครับ
คนไข้อาวุโสหรือวัยทำงานหลายคน หลังจากฉีดบูสต์ในช่วงแรกจนครบคอร์ส 2-4 ครั้งแล้ว
มักจะนิยมกลับมาฉีดเมนเทนซ์ซ้ำทุก ๆ 6 เดือน ถึง 1 ปี เพื่อรักษาผลลัพธ์ให้อยู่ได้ยาว ๆ ครับ
เนื่องจากมันไม่ได้ใช่วิธีละลายหายไปดื้อ ๆ เหมือนฟิลเลอร์
แต่จะเป็นกระบวนการที่คอลลาเจนแท้ที่เราสร้างขึ้นมาเอง ค่อย ๆ ลดลงตามธรรมชาติ
คนไข้เลยมักจะรู้สึกว่า ผิวจะค่อย ๆ สุขภาพดีลดลงอย่างช้า ๆ แบบละมุนตา มากกว่าการแฟบหายไปทันทีครับ
หวังว่าจะช่วยเคลียร์ข้อสงสัยของสาว ๆ ได้นะครับ รักษาผิวและความงามสไตล์เกาหลีกับ หมอวี ยองจิน จาก Beautystone สาขาฮงแด ครับ
บทความที่เกี่ยวข้อง
▶ทำไมคุณหมอผิวหนังถึงแนะนำให้ทำ LDM ควบคู่กับเลเซอร์ตัวอื่น ๆ
▶[Beautystone] เจาะลึกโปรแกรมบอดี้ จูวีลุค Volume (จูวีลุค Glam) โดยหมอวี ยองจิน
▶หน้าตอบเป็นขมับยุบรูปถั่วลิสง แก้ได้ด้วยฟิลเลอร์ขมับจุดเดียวจริงไหม? รีวิวเจาะลึก
▶ฉีดโบท็อกซ์ต่อมน้ำลายใต้คาง ช่วยลดเหนียงใต้คางได้จริงอย่าเพิ่งเชื่อคำโฆษณาเพียงอย่างเดียว

ลบรอยสัก
หยุดกำจัดรอยสักกลางคัน หมึกที่เหลือไปไหน? กลับมาทำต่อต้องดูอะไรบ้าง
หยุดกำจัดรอยสักกลางคันแล้วหมึกที่เหลือจะเป็นอย่างไร? บทความนี้อธิบายว่าการหยุดกลางทางไม่รีเซ็ตทุกอย่าง และเมื่อกลับมาทำต่อควรดูสีและความลึกของหมึกที่เหลือก่อน

ร่างกาย
ฟิลเลอร์ก้น ช่วยเรื่อง Cellulite ได้ไหม? รู้จักชั้นผิวก่อนตัดสินใจ
ฟิลเลอร์ก้น (Hip Filler) เพิ่มวอลลุ่มได้ดี แต่ Cellulite เกิดจากพังผืดในชั้นต่างกัน บทความนี้อธิบายความแตกต่างและสิ่งที่คาดหวังได้

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ลดน้ำหนักหลังฉีด Juvelook Volume แล้ว วอลลุ่มบนหน้าจะหายไปด้วยไหม?
ลดน้ำหนักหลังฉีด Juvelook Volume แล้วหน้าจะยุบไหม? บทความนี้อธิบายความแตกต่างระหว่างวอลลุ่มจากคอลลาเจนกับวอลลุ่มจากไขมัน พร้อมคำแนะนำจากแพทย์

กำจัดขน
สิวไรผมขึ้นซ้ำทุกครั้งหลังสระผม เกิดจากอะไรและแก้ยังไงดี?
สิวเม็ดเล็กไรผมที่ขึ้นซ้ำหลังสระผม มักไม่ได้เกิดจากครีมล้างหน้า แต่มาจากลำดับการสระผมที่ปล่อยให้แชมพูตกค้างบนผิว บทความนี้อธิบายสาเหตุและวิธีปรับลำดับง่าย ๆ

ยกกระชับ
ปวดขมับหลังทำชูริงค์ ปกติไหม และควรกังวลตอนไหน
หลังทำชูริงค์แล้วขมับตึง กดเจ็บ หรือรู้สึกหนักหัว รวมกลไกที่ทำให้เกิดอาการ ระยะเวลาที่มักค่อย ๆ ดีขึ้น วิธีดูแลตัวเองช่วงแรก และสัญญาณที่ควรติดต่อคลินิก

ยกกระชับ
หยุดทำ Oligio X แล้วหน้าจะหย่อนกว่าเดิมจริงไหม
หยุดยกกระชับด้วยคลื่นวิทยุแล้วหน้าจะหย่อนกว่าเดิมหรือไม่ ผลจางลงเมื่อไร แยกจากความเปลี่ยนแปลงตามวัยอย่างไร พร้อมข้อควรระวังและช่วงค่าใช้จ่าย



