ขนอ่อนบนใบหน้าทำให้ผิวดูหม่น เลเซอร์กำจัดขนช่วยให้หน้าสว่างขึ้นได้จริง พร้อมข้อควรระวัง
เผยแพร่
อัปเดต

Author
Wi Young-jin · Chief director
Seoul National University College of Medicine · Seoul National University Hospital Specialist
→

เคยไหมคะ เวลาถ่ายรูปกลางแดดแล้วขอบหน้าดูฟุ้ง ๆ ทั้งที่เพิ่งล้างหน้าเสร็จ หรือลงรองพื้นแล้วสีที่ออกมาหม่นกว่าสีในขวดอยู่หนึ่งเฉดเสมอ หลายคนโทษว่าเป็นเพราะสีผิวตัวเองหมองหรือเลือกรองพื้นผิดเบอร์ แต่ตัวการที่ถูกมองข้ามบ่อยที่สุดคือ ขนอ่อนบนใบหน้า เส้นเล็ก ๆ ที่กระจายอยู่ทั่วแก้ม หน้าผาก เหนือริมฝีปาก และแนวจอนผม
ขนอ่อนไม่หายไปด้วยการโกนหรือการแว็กซ์ เพราะสองวิธีนั้นจัดการแค่ส่วนที่โผล่พ้นผิว แล้วเส้นขนก็กลับขึ้นมาใหม่ในไม่กี่วัน จุดที่การดูแลด้วยตัวเองไปต่อไม่ไหว จึงเป็นจุดที่เลเซอร์เข้ามาช่วยได้ เพราะพลังงานทำงานลงไปถึงระดับรากขน บทความนี้ Beautystone Clinic จะพาคุณไปดูว่าขนอ่อนเกี่ยวอะไรกับความหมองคล้ำ ต้องทำกี่ครั้ง ใครควรระวังเป็นพิเศษ และดูแลผิวหลังทำอย่างไรค่ะ
ขนอ่อนบนใบหน้าทำให้ผิวดูหม่นลงได้ยังไง
คำตอบสั้น ๆ คือขนอ่อนไม่ได้เปลี่ยนสีผิวของเราจริง แต่เปลี่ยนวิธีที่แสงตกกระทบผิว ขนอ่อนบนใบหน้าแม้จะเป็นเส้นละเอียดมาก ก็มักมีโทนสีเข้มกว่าที่คิด เมื่อเส้นเล็ก ๆ เหล่านี้เรียงกันอยู่นับหมื่นเส้นทั่วใบหน้า แสงจะสะท้อนออกไปแบบกระจัดกระจาย ไม่ได้สะท้อนเรียบเป็นแผ่นเดียวกัน ผลที่ตาเรามองเห็นคือผิวดูหม่นลงหนึ่งระดับ ทั้งที่เม็ดสีในชั้นผิวไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย
พูดง่าย ๆ คือเหมือนกระดาษวาดเขียนสีขาวที่ถูกดินสอจิ้มจุดเล็ก ๆ ลงไปเป็นพันจุด ส่องดูทีละจุดแทบไม่มีความหมาย แต่พอถอยออกมามองทั้งแผ่น กระดาษที่เคยขาวกลับดูเป็นสีเทาอ่อน ๆ สัญญาณที่มักเจอบ่อยจึงเป็นแบบนี้
รองพื้นหรือคุชชั่นออกสีหม่นกว่าสีในขวดหนึ่งเฉด ทั้งที่เลือกเบอร์ถูกแล้ว
แต่งหน้าแล้วเห็นเป็นขุยหรือคราบเกาะตามแนวขนบริเวณแก้มและกรอบหน้า
ถ่ายรูปย้อนแสงแล้วขอบหน้าดูฟุ้ง ไม่คมเท่าที่เห็นในกระจก
โกนหรือแว็กซ์แล้วผิวดูสว่างขึ้นจริง แต่กลับมาหม่นเหมือนเดิมภายในไม่กี่วัน
ข้อสุดท้ายคือหลักฐานที่ดีว่าปัญหาอยู่ที่เส้นขน ไม่ใช่ที่เม็ดสีในชั้นผิว ถ้าโกนแล้วหน้าดูสว่างขึ้นทันทีแม้เพียงไม่กี่วัน แปลว่าสิ่งที่บังความสว่างอยู่คือเงาของเส้นขนบนพื้นผิว ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับ ฝ้า (Melasma) หรือจุดด่างดำที่ฝังอยู่ในชั้นผิวและต้องใช้แนวทางดูแลคนละแบบ
เลเซอร์กำจัดขนอ่อนทำงานยังไง แล้วทำไมผิวถึงดูสว่างขึ้น
เลเซอร์กำจัดขนทำงานโดยจับกับเมลานิน (Melanin) ซึ่งเป็นเม็ดสีที่ทำให้เส้นขนมีสีเข้ม พลังงานแสงจะถูกดูดซับโดยเม็ดสีในเส้นขน เปลี่ยนเป็นความร้อน แล้วส่งความร้อนนั้นลงไปทำให้เซลล์ที่สร้างขนบริเวณรากขนทำงานได้น้อยลง กระบวนการนี้เรียกว่า Selective Photothermolysis หรือพูดแบบบ้าน ๆ คือการเลือกทำลายเฉพาะสิ่งที่มีสีเข้มด้วยความร้อน โดยรบกวนเนื้อเยื่อรอบข้างให้น้อยที่สุด

ส่วนที่คนมักไม่ทันคิดคือ เมื่อเส้นขนที่เคยตั้งอยู่บนผิวหายไป พื้นผิวหน้าจะเรียบขึ้นในเชิงกายภาพจริง ๆ แสงจึงสะท้อนออกไปได้สม่ำเสมอขึ้น ผลที่ตามองเห็นคือผิวดูสว่างขึ้น ทั้งที่โทนสีผิวจริงไม่ได้เปลี่ยน และเมื่อไม่มีเส้นขนคั่นกลาง เนื้อรองพื้นก็แนบไปกับผิวโดยตรง สีที่ออกมาจึงใกล้เคียงกับสีในขวดมากขึ้น เมคอัพติดทนขึ้นและเห็นเป็นคราบตามแนวขนน้อยลง ตรงนี้ไม่ใช่ความรู้สึกไปเอง แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงของพื้นผิวที่จับต้องได้
แต่ข้อจำกัดก็มาจากกลไกเดียวกันนี้ เพราะการที่เลเซอร์ตอบสนองต่อเมลานิน แปลว่ามีโอกาสที่มันจะตอบสนองต่อเมลานินในชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) ของเราเองได้ด้วย นี่คือเหตุผลที่การเลือกความยาวคลื่นและการตั้งค่าพลังงานสำคัญมาก และเป็นเหตุผลที่ผิวโทนคล้ำต้องใช้แนวทางต่างจากผิวโทนสว่าง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะเป็นผู้ประเมินค่าพลังงานเป็นรายบุคคล ไม่ใช่ใช้ค่าเดียวกันทั้งใบหน้า เพราะแม้แต่บนหน้าเดียวกัน ผิวเหนือริมฝีปากกับผิวแถวกรอบหน้าก็หนาไม่เท่ากัน
คำถามที่ตามมาเสมอคือ ถ้าทำแล้วหน้าดูสว่างขึ้น มันเหมือน Laser Toning หรือเปล่า คำตอบคือไม่เหมือน เพราะสองอย่างนี้ทำงานคนละชั้นผิวกัน
หัวข้อ | เลเซอร์กำจัดขนอ่อน | Laser Toning |
|---|---|---|
สิ่งที่จัดการ | เม็ดสีในเส้นขนที่อยู่บนพื้นผิว | เม็ดสีที่ฝังอยู่ในชั้นผิว |
ชั้นที่ทำงาน | รากขนและพื้นผิวหน้า | ชั้นหนังกำพร้าถึงหนังแท้ตอนบน |
ผลที่มองเห็น | พื้นผิวเรียบขึ้น แสงสะท้อนสม่ำเสมอ หน้าดูสว่างขึ้น | เม็ดสีที่ฝังอยู่ดูจางลง |
เหมาะกับ | ขนอ่อนเยอะ เมคอัพไม่ติด กรอบหน้าดูฟุ้ง | ฝ้า กระ จุดด่างดำ รอยดำ |
เมื่อทำงานคนละชั้น สองแนวทางนี้จึงไม่ได้แทนกัน เคสที่กังวลทั้งความหมองจากขนอ่อนและเม็ดสีในชั้นผิวไปพร้อมกัน คุณหมอมักวางแผนทำทีละเรื่องแล้วประเมินผลเป็นระยะ มากกว่าจะรวบทุกอย่างไว้ในวันเดียว เพราะถ้าเกิดปฏิกิริยาขึ้นมา จะแยกไม่ออกว่ามาจากขั้นตอนไหน
ขนอ่อนแต่ละแบบ ควรเลือกแนวทางไหน และใครที่ยังไม่เหมาะ
แต่ละเคสไม่เหมือนกัน แต่ถ้าแบ่งตามที่เจอบ่อยในห้องตรวจ จะได้ประมาณสามกลุ่ม และแต่ละกลุ่มใช้แนวทางต่างกันพอสมควร
กลุ่มที่ 1 ขนอ่อนเส้นเล็ก สีอ่อน แต่ปริมาณมาก ขนกลุ่มนี้มีเมลานินน้อย เลเซอร์จึงจับได้ยากกว่าปกติ Diode Laser ที่ใช้กันทั่วไปอาจให้ผลไม่ชัดเท่าที่ควร บางเคสความยาวคลื่นกลุ่ม Nd:YAG หรือ Alexandrite จะเหมาะกว่า แพลตฟอร์มอย่าง GentleMax Pro ที่รวมความยาวคลื่น 755 nm และ 1064 nm ไว้ในเครื่องเดียว จึงช่วยให้สลับแนวทางได้ภายในคอร์สเดียว แต่ก็ไม่ใช่คำตอบตายตัว เพราะต้องดูสภาพผิวควบคู่กับสีของเส้นขนเสมอ
กลุ่มที่ 2 ขนอ่อนสีเข้ม ร่วมกับผิวโทนคล้ำ กลุ่มนี้ต้องดูแลอย่างระมัดระวังที่สุด เพราะเลเซอร์อาจตอบสนองต่อเมลานินในเส้นขนและเมลานินในชั้นผิวไปพร้อมกัน แนวทางที่ปลอดภัยกว่าคือใช้พลังงานต่ำลงแล้วแบ่งทำหลายครั้ง แทนการเร่งให้จบเร็วด้วยพลังงานสูง เคสที่เคยทำจากที่อื่นมาแล้วเล่าว่าเกิดรอยดำหรือฝ้าขึ้นแทน ส่วนใหญ่มักเป็นกลุ่มนี้ที่ถูกตั้งพลังงานเกินกว่าที่ผิวรับไหว
กลุ่มที่ 3 ขนอ่อนร่วมกับรูขุมขนกว้าง ถ้าโครงสร้างของขนอ่อนกำลังอุดรูขุมขนอยู่ การจัดการเส้นขนก่อนแล้วค่อยตามด้วยทรีตเมนต์ผิว เช่น สกินบูสเตอร์ (Skin Booster) หรือ Rejuran มักให้ผลดีกว่าการทำอย่างใดอย่างหนึ่งเดี่ยว ๆ ลำดับที่แนะนำคือกำจัดขนก่อน เพราะเมื่อพื้นผิวถูกเคลียร์แล้ว การดูดซึมของขั้นตอนถัดไปจะดีขึ้นตามไปด้วย ส่วนระยะห่างระหว่างสองขั้นตอน แพทย์จะเป็นผู้ประเมินเป็นรายบุคคล
ส่วนคนที่ควรชะลอไว้ก่อน หรือต้องแจ้งแพทย์ให้ทราบก่อนเสมอ มีดังนี้
กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
มีแผลเปิด ผื่นอักเสบ หรือสิวอักเสบกำลังกำเริบบริเวณที่จะทำ
เพิ่งอาบแดดหรือผิวไหม้แดดภายใน 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
กำลังรับประทานยากลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอ หรือยาที่ทำให้ผิวไวต่อแสง
มีประวัติแผลเป็นคีลอยด์ หรือมีปัญหาเม็ดสีผิวที่ยังควบคุมไม่ได้
เพิ่งถอนหรือแว็กซ์ขนบริเวณที่จะทำ เพราะเลเซอร์ต้องอาศัยเส้นขนที่ยังมีรากอยู่
รายการนี้ไม่ได้แปลว่าทำไม่ได้ตลอดไป หลายข้อเป็นเรื่องของจังหวะเวลามากกว่า เช่น รอให้ผิวที่ไหม้แดดฟื้นตัว หรือรอให้สิวที่กำลังอักเสบสงบลงก่อน แล้วค่อยเริ่มคอร์สได้ตามปกติ สิ่งที่ไม่แนะนำคือปิดข้อมูลเหล่านี้ไว้ เพราะค่าพลังงานที่ปลอดภัยของผิวแต่ละสภาพต่างกันมาก
ต้องทำกี่ครั้ง เว้นระยะเท่าไหร่ และเริ่มช่วงไหนดี
ต้องบอกตรง ๆ ก่อนว่าไม่มีใครระบุจำนวนครั้งแบบฟันธงได้ตั้งแต่วันแรก เพราะความหนาแน่นและความหนาของเส้นขนต่างกันในแต่ละคน แม้แต่บนใบหน้าเดียวกัน ขนเหนือริมฝีปากกับขนแถวจอนผมก็ยังไม่เท่ากัน ใครที่บอกตัวเลขตายตัวได้ทันทีโดยยังไม่ได้ดูผิว ควรฟังไว้เป็นเพียงการประมาณเท่านั้น

สิ่งที่พอบอกได้คือกรอบเวลา เส้นขนมีวงจรการเติบโตเป็นรอบ และเลเซอร์จะทำงานได้ดีกับขนที่อยู่ในระยะกำลังเติบโตเท่านั้น ขนที่กำลังพักตัวอยู่ในวันที่ทำจะยังไม่ตอบสนอง ต้องรอให้มันขึ้นมาใหม่แล้วค่อยจัดการในรอบถัดไป จึงมักเว้นระยะประมาณ 4-6 สัปดาห์ต่อครั้ง และโดยทั่วไป คนที่มาด้วยเรื่องขนอ่อนบนใบหน้ามักเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนราวครั้งที่ 4-6
ตรงนี้มีตัวเลขอีกชุดที่มักถูกหยิบมาวางคู่กันจนสับสน คือช่วง 6-10 ครั้ง ซึ่งเป็นช่วงที่ความหนาแน่นของเส้นขนลดลงราวครึ่งหนึ่ง สองตัวเลขนี้ไม่ได้ขัดกัน เพราะวัดคนละอย่าง ช่วง 4-6 ครั้งคือจุดที่เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงบนใบหน้าด้วยตาเปล่า ส่วนช่วง 6-10 ครั้งคือจุดที่ปริมาณขนลดลงราวครึ่งหนึ่ง และถ้าเป้าหมายคือเรียบเนียนจนแทบไม่ต้องจัดการเอง ก็มักต้องเติมต่ออีกหลายครั้งหลังจากนั้น ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแลตัวเอง
ส่วนเรื่องจังหวะ ถ้าเลือกได้ ช่วงที่แดดไม่แรงจะทำให้การดูแลหลังทำง่ายกว่ามาก เพราะผิวหลังเลเซอร์จะไวต่อแสงแดดเป็นพิเศษ ในช่วงที่ต้องเจอ UV หนัก ๆ ทุกวัน โอกาสเกิดรอยดำหลังการอักเสบก็สูงขึ้นตามไปด้วย คนที่เริ่มคอร์สช่วงปลายฝนถึงหน้าหนาวจึงมักพอใจกับผลลัพธ์มากกว่า แต่ถ้าจำเป็นต้องเริ่มในหน้าร้อนก็ยังทำได้ตามปกติ เพียงแต่ต้องเข้มงวดเรื่องครีมกันแดดและการหลบแดดมากขึ้น
เรื่องค่าใช้จ่าย ราคาต่อครั้งขึ้นอยู่กับสามอย่างที่ทุกคลินิกมีเหมือนกัน คือบริเวณที่ทำ จำนวนครั้ง และความยาวคลื่นที่เลือกใช้ แต่ยังมีเกณฑ์ที่สี่ที่มักไม่ค่อยถูกพูดถึง นั่นคือการเก็บบันทึกรายครั้ง ถ้าไม่มีบันทึกว่าครั้งก่อนใช้ความยาวคลื่นไหน พลังงานเท่าไร และผิวตอบสนองอย่างไร รอบถัดไปก็ต้องเริ่มเดาใหม่ทุกครั้ง ที่ Beautystone เราบันทึกค่าที่ตั้งไว้และปฏิกิริยาของผิวในทุกรอบ เพื่อนำไปปรับการตั้งค่าครั้งถัดไป จำนวนครั้งที่ไม่จำเป็นจึงลดลง และค่าใช้จ่ายรวมทั้งคอร์สก็ลดตามไปด้วย ทั้งนี้ราคาที่คลินิกในกรุงโซลอาจเปลี่ยนแปลงได้ แนะนำให้สอบถามก่อนนัดหมาย
ผลข้างเคียงที่พบได้ การดูแลหลังทำ และสรุปก่อนตัดสินใจ
หลังทำอาจมีรอยแดงหรือบวมเล็กน้อยรอบรูขุมขน บางคนรู้สึกอุ่น ๆ คล้ายผิวโดนแดดอ่อน ๆ ซึ่งมักหายได้เองภายใน 1-3 วัน หากมีอาการผิดปกติ เช่น ตุ่มน้ำ อาการแสบร้อนที่ไม่ทุเลาลง หรือรอยด่างที่ขยายวงกว้างขึ้น ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที ไม่ควรซื้อยามาทาเองก่อน เพราะยาบางกลุ่มอาจทำให้ผิวที่กำลังฟื้นตัวระคายเคืองหนักขึ้น
โดยรวมแล้วโอกาสเกิดผลข้างเคียงถือว่าน้อย เมื่อค่าพลังงานถูกตั้งให้เหมาะกับสภาพผิว แต่สิ่งที่ทำให้ผลลัพธ์ต่างกันมากที่สุดหลังออกจากห้องทำหัตถการ คือการดูแลตัวเองในหนึ่งสัปดาห์แรก
ทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่วันแรก และเลี่ยงแดดจัดช่วงกลางวันเท่าที่ทำได้
งดการขัดผิว ผลิตภัณฑ์กรดผลัดผิว และเรตินอลประมาณ 3-5 วัน หรือจนกว่าผิวจะหายระคายเคือง
เลี่ยงซาวน่า อบไอน้ำ และการออกกำลังกายหนักที่ทำให้เหงื่อออกมากใน 24-48 ชั่วโมงแรก
เน้นมอยส์เจอไรเซอร์สูตรอ่อนโยน เพื่อให้ผิวคืนความชุ่มชื้นได้เร็วขึ้น
ไม่แกะหรือถอนเส้นขนที่ยังค้างอยู่ ปล่อยให้หลุดออกเองภายใน 1-2 สัปดาห์
สรุปสั้น ๆ ขนอ่อนบนใบหน้าไม่ได้เปลี่ยนสีผิวจริง แต่เปลี่ยนวิธีที่แสงสะท้อน จนทำให้หน้าดูหม่นและเมคอัพไม่ค่อยติด เลเซอร์กำจัดขนอ่อนจึงให้ผลสองชั้นในคราวเดียว คือลดปริมาณเส้นขน และทำให้พื้นผิวเรียบขึ้นจนดูสว่างขึ้นตามมา แต่เพราะกลไกทำงานกับเมลานิน การเลือกความยาวคลื่นและพลังงานให้ตรงกับสภาพผิวจึงสำคัญกว่าการเร่งให้จบเร็ว ทั้งนี้ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินก่อนตัดสินใจ
หากคุณกำลังกังวลว่ารองพื้นออกสีหม่น หรือกรอบหน้าดูฟุ้งทุกครั้งที่ถ่ายรูป ลองให้คุณหมอดูสภาพผิวและสีของเส้นขนก่อนตัดสินใจก็ได้นะคะ ปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย แอด LINE มาปรึกษาคุณหมอได้เลยค่ะ ทีมแพทย์ของ Beautystone Clinic ย่านฮับจอง กรุงโซล ยินดีประเมินและวางแผนให้เป็นรายบุคคลค่ะ
ดูรายละเอียด เลเซอร์กำจัดขน GentleMax Pro Plus
โปรโมชันเดือนนี้: GentleMax Pro Plus
คำถามที่พบบ่อย
เลเซอร์กำจัดขนอ่อนบนใบหน้า เจ็บไหม
ส่วนใหญ่บอกว่าพอทนได้ค่ะ ความรู้สึกมักถูกเปรียบว่าเหมือนถูกหนังยางดีดเบา ๆ เป็นจังหวะ และเพราะขนบนใบหน้าเส้นเล็กกว่าขนตามลำตัว จึงใช้พลังงานไม่สูงเท่า เครื่องส่วนใหญ่ยังมีระบบทำความเย็นที่หัวจ่ายช่วยลดความรู้สึกร้อนไปพร้อมกัน หากกังวล สามารถแจ้งเพื่อขอทายาชาก่อนเริ่มได้ และระหว่างทำก็บอกได้ตลอดถ้ารู้สึกร้อนเกินไป แพทย์จะปรับพลังงานลงให้ค่ะ
หลังทำแต่งหน้าได้เลยไหม ต้องรอกี่ชั่วโมง
ยังไม่แนะนำให้แต่งหน้าเต็มในวันเดียวกันค่ะ ผิวหลังทำจะยังไวต่อสิ่งกระตุ้น ควรรออย่างน้อย 12 ชั่วโมง และถ้าเป็นไปได้ให้เริ่มหลัง 24 ชั่วโมงจะสบายใจกว่า ส่วนครีมกันแดดต้องทาตั้งแต่วันแรกเลยนะคะ เพราะผิวหลังเลเซอร์ไวต่อแสงแดดเป็นพิเศษ ถ้าละเลยช่วงนี้ไป อาจกลายเป็นรอยดำแทนความสว่างที่ตั้งใจไว้ค่ะ
ผู้ชายทำได้ไหม ถ้าอยากจัดแนวเคราด้วยต้องทำกี่ครั้ง
ทำได้ค่ะ คนไข้ผู้ชายที่มาด้วยเรื่องขนแถวจอนผมหรือใต้โหนกแก้มมีมากกว่าที่หลายคนคิด แต่ต้องแยกให้ชัดว่าขนอ่อนกับเคราเป็นคนละงาน เคราหนาและหนาแน่นกว่ามาก จึงใช้ค่าพลังงานเดียวกับขนอ่อนไม่ได้ และจำนวนครั้งก็ต่างกัน จากบันทึกการทำหัตถการของคุณหมอ ผู้ชายทั่วไปมักจบคอร์สเคราราวครั้งที่ 13 โดยประมาณ ซึ่งมากกว่าช่วง 6-10 ครั้งที่เป็นจุดที่ความหนาแน่นลดลงราวครึ่งหนึ่ง เพราะกว่าจะถึงจุดที่ไม่ต้องโกนทุกวันยังต้องเติมอีกหลายครั้ง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความหนาของเส้นขนแต่ละบุคคลค่ะ
ต้องทำทั้งหน้า หรือเลือกทำเฉพาะจุดดีกว่า
เลือกทำเฉพาะจุดได้ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเหนือริมฝีปาก แก้ม หน้าผาก หรือแนวจอนผม แต่ถ้าเทียบความคุ้มค่า การทำทั้งหน้าในรอบเดียวมักได้เปรียบกว่า เพราะโทนสีผิวจะสม่ำเสมอทั้งใบหน้า ไม่เกิดรอยต่อระหว่างบริเวณที่ทำกับบริเวณที่ไม่ได้ทำ ทั้งนี้แต่ละจุดอาจต้องตั้งค่าพลังงานต่างกัน ตอนเข้ามาปรึกษาครั้งแรก ลองบอกจุดที่กังวลที่สุดให้คุณหมอทราบ จะช่วยให้วางแผนได้ตรงจุดขึ้นค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ฟิลเลอร์ Hip dip รูปก่อน-หลัง ดูยังไงว่าสาเหตุเหมือนสะโพกเรา?

ร่างกาย
Potenza ต้องห่างกันกี่สัปดาห์ ร่นเป็น 2 สัปดาห์หรือเว้น 2 เดือนได้ไหม?

ยกกระชับ
รูปก่อน-หลัง Ulthera ควรดูรูปที่ถ่ายหลังทำกี่วันถึงเทียบได้?

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ราคา Belotero Revive 2cc ครั้งละเท่าไหร่ ต้องฉีดกี่ครั้ง?

ผิว
เลเซอร์ลดเม็ดสีริมฝีปาก ปากคล้ำแบบเราจะจางลงได้ไหมนะ?

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ฟิลเลอร์หน้าผากผู้ชาย ทำครั้งแรก หน้าผากแบบไหนถึงเหมาะ?






