โบท็อกซ์ลดโหนกแก้ม ทำไมความลึกและจุดฉีดสำคัญ? ป้องกันมุมปากเบี้ยว ฉีดแม่นยำโดยผู้เชี่ยวชาญ

💡 เช็กตรงนี้ก่อนอ่านสักนิดนะคะ
Q. ฉีดโบท็อกซ์โหนกแก้มแล้วมุมปากเบี้ยว ถือเป็นเรื่องปกติไหมคะ?
A. ไม่ปกติค่ะ สำหรับใครที่กล้ามเนื้อข้างโหนกแก้มปูดเด่นเวลาที่ยิ้ม
หากฉีดลงลึกไม่พอหรือจับตำแหน่งจุดฉีดพลาด ก็อาจทำให้มุมปากเบี้ยวผิดรูปได้ค่ะ
ซึ่งนี่ไม่ใช่ผลข้างเคียงทั่วไป แต่เป็นผลลัพธ์จากการดีไซน์จุดฉีดที่ผิดพลาดค่ะ
Q. โบท็อกซ์โหนกแก้ม แค่ฉีดตรงกล้ามเนื้อเคี้ยง (กราม)
อย่างเดียวไม่ได้เหรอคะ?
A. หากปัญหาอยู่ที่โหนกแก้มด้านข้าง 'ด้านนอก'
จะมีกล้ามเนื้ออื่นที่ไม่ใช่แค่กล้ามเนื้อเคี้ยวเข้ามาร่วมด้วยค่ะ
การเลือกว่าจะฉีดจุดไหน และฉีดลึกเท่าไหร่ จึงเป็นจุดเปลี่ยนของผลลัพธ์โดยสิ้นเชิงค่ะ
📌 สรุปประเด็นสำคัญของบทความนี้
สำหรับคนที่มีกล้ามเนื้อโหนกแก้มด้านข้างปูดนูนเด่นชัดเวลายิ้ม
หากฉีดโบท็อกซ์โหนกแก้มตื้นเกินไป อาจทำให้มุมปากเบี้ยวได้ค่ะ
คนกลุ่มนี้จึงจำเป็นต้องใช้เข็มที่ยาวขึ้น
เพื่อส่งตัวยาลงลึกไปยังชั้นกล้ามเนื้อเป้าหมายที่อยู่ลึกกว่าค่ะ

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญมากสำหรับคนที่มีโหนกแก้มด้านข้างปูดนูนเวลามีรอยยิ้ม
มาลองฟังเหตุผลกันค่ะ
เวลาที่ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับโบท็อกซ์โหนกแก้ม
หมอมักจะเจอคำถามนี้บ่อยมากๆ เลยค่ะ
"หนูไปฉีดที่อื่นมาแล้วเวลายิ้มหรือแสดงสีหน้ามันดูแปลกๆ ฝืนๆ ค่ะ
เป็นเพราะอะไรเหรอคะ?"
โดยเฉพาะคนไข้กลุ่มนี้ หมอจะต้องถามคำถามหนึ่งเสมอเลยค่ะ
"เวลายิ้มโหนกแก้มด้านข้างจะนูนแข็งขึ้นมาเป็นก้อนเลยไหมคะ?"
คำถามนี้เพียงข้อเดียว ก็สามารถเคลียร์สาเหตุส่วนใหญ่ได้เกือบหมดเลยค่ะ
เพราะในบริเวณโหนกแก้มด้านข้างของใบหน้า มีกล้ามเนื้อหลายมัดเรียงตัวซ้อนกันเป็นชั้นๆ ค่ะ
และตัวการที่นูนเด่นขึ้นมาตอนเรายิ้มก็คือ
กล้ามเนื้อที่ชื่อว่า 'Zygomaticus minor' และ 'Zygomaticus major'
ซึ่งถ้าอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือกล้ามเนื้อที่ช่วยดึงมุมปากขึ้นเพื่อให้เรายิ้มนั่นเองค่ะ
ในเคสของบางคน กล้ามเนื้อมัดที่ใช้ยิ้มเหล่านี้
จะพาดผ่านด้านข้างโหนกแก้มในระดับที่อยู่ค่อนข้างตื้นใกล้ผิวชั้นบน
แต่จุดสำคัญมันอยู่ตรงนี้ค่ะ
ถ้าเข็มที่ใช้ฉีดโบท็อกซ์เพื่อลดขนาดโหนกแก้มนั้นสั้นเกินไปและแทงลงไปตื้นๆ
ตัวยาก็อาจจะกระจายไปโดนกล้ามเนื้อที่ใช้ในการยิ้มเหล่านี้ได้ค่ะ
แล้วผลลัพธ์จะเป็นยังไงต่อล่ะ?
พอกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ดึงมุมปากให้อ่อนตัวลง
เวลายิ้ม ปากข้างหนึ่งก็อาจจะยกขึ้นได้น้อยกว่า หรือทำให้มุมปากเบี้ยวดูไม่ธรรมชาตินั่นเองค่ะ
คำถามที่ว่า "หน้ายิ้มแปลกๆ ฝืนๆ" ก็เกิดจากเคสแบบนี้แหละค่ะ
บอกตามตรงนะคะ
สำหรับคนไข้กลุ่มนี้ จะนำวิธีฉีดโบท็อกซ์โหนกแก้มแบบมาตรฐานทั่วไป
มาใช้ตรงๆ ไม่ได้เด็ดขาดค่ะ
เพราะคนที่มีกล้ามเนื้อโหนกแก้มข้างแก้มเด่นชัดเวลายิ้ม
ส่วนใหญ่แล้วโครงสร้างชั้นเนื้อเยื่อต่างๆ จะมีการจัดเรียงตัวที่แตกต่างออกไปค่ะ
สำหรับกรณีแบบนี้ เราต้องใช้เข็มที่ยาวขึ้น
เพื่อเล็งเป้าหมายไปยังชั้นที่ลึกกว่าอย่างแม่นยำค่ะ
เพราะการเข้าไปบล็อกข้อต่อกล้ามเนื้อส่วนนอกโหนกแก้มในชั้นลึก
(รวมถึงกล้ามเนื้อบดเคี้ยวส่วนบนและกล้ามเนื้อใต้โหนกแก้ม) โดยตรงเท่านั้น
ที่จะช่วยลดโอกาสที่โบท็อกซ์จะไหลซึมไปโดนกล้ามเนื้อยิ้มยิงยาวที่อยู่ตื้นๆ ได้ค่ะ
👨⚕️ สรุปประเด็นสำคัญจากหมอวี ยองจิน
คนไข้ที่เวลายิ้มแล้วโหนกแก้มข้างแก้มปูดขึ้นมาเด่นชัด
มักมีกล้ามเนื้อสำหรับยิ้มในชั้นตื้นอยู่ใกล้ผิวมากค่ะ
ถ้าฉีดโบท็อกซ์โหนกแก้มด้วยเข็มตื้นๆ ในเคสแบบนี้
อาจส่งผลให้รอยยิ้มเบี้ยวหรือปากเบี้ยวได้ง่ายค่ะ
ดังนั้น จึงต้องอาศัยเทคนิคการใช้เข็มส่งยาเข้าไปยังชั้นผิวที่ลึกกว่า
เพื่อลดขนาดโหนกแก้มลงได้ โดยไม่กระทบต่อการแสดงสีหน้าปรกติค่ะ

ถ้าอย่างนั้น ฉันเป็นคนไข้ประเภทไหนกันล่ะ
มีวิธีเช็กด้วยตัวเองอย่างไรบ้าง?
มีวิธีเช็กง่ายๆ มาฝากกันค่ะ
ลองยืนหน้ากระจกแล้วยิ้มกว้างๆ ดูนะคะ
ถ้ามองเห็นบริเวณข้างโหนกแก้มหรือค่อนไปทางหน้าใบหู
มีกล้ามเนื้อแข็งๆ เกร็งปูดนูนเด่นชัดขึ้นมา
สำหรับเคสแบบนี้ หมอจะบอกทันทีว่า "ต้องเปลี่ยนขนาดเข็มแล้วล่ะครับ"
จุดนี้อาจจะมีคนสับสนอยู่บ้างค่ะ
เพราะเจ้าตัวมักกังวลแค่ว่า 'โหนกแก้มกว้างจัง'
แต่ความจริงแล้ว ต้องดูให้ออกว่าเกิดจากโครงสร้างกระดูก, ปริมาตรกล้ามเนื้อ
หรือว่าเป็นโครงสร้างที่เด่นชัดเฉพาะตอนหัวเราะยิ้มแย้ม
ซึ่งจุดนี้จะส่งผลให้ประสิทธิภาพของโบท็อกซ์แสดงผลได้ต่างกันค่ะ
เพราะโบท็อกซ์ทำงานกับชั้นกล้ามเนื้อเป็นหลัก
หากกระดูกมีขนาดใหญ่ หรือส่วนนั้นเป็นชั้นผิวหนังที่หนา โบท็อกซ์ก็อาจจะไม่เห็นผลเท่าที่ควรค่ะ
แม้ผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล
แต่โดยส่วนใหญ่ หมอจะแบ่งประเภทคนไข้ไว้ประมาณนี้ค่ะ
① เทมเพลตที่โหนกแก้มดูนูนเฉียงออกมาแม้เวลาใบหน้านิ่งเฉย
→ มักเป็นผลร่วมกันระหว่าง
โครงสร้างกระดูก + ปริมาตรของกล้ามเนื้อบดเคี้ยวส่วนบน (upper masseter) ค่ะ
การใช้โบท็อกซ์ลดขนาดในส่วนของกล้ามเนื้อบดเคี้ยวส่วนบนจะช่วยลดความกระด้างของกรอบหน้าได้ในระดับหนึ่ง
แต่หากกระดูกโหนกแก้มกางกว้างออกด้านนอกมากๆ ผลลัพธ์ที่ได้ก็อาจจะมีข้อจำกัดค่ะ
② เทมเพลตที่โหนกแก้มปูดโด่งชัดเจนเฉพาะเวลาหัวเราะยิ้มหรือเกร็งหน้า
→ นี่คือเคสตัวอย่างหลักที่เรากำลังคุยกันในบทความนี้เลยค่ะ
เนื่องจากกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีการทำงานของกล้ามเนื้อแข็งแรงมากๆ
ผลลัพธ์หลังฉีดโบท็อกซ์จึงมักจะออกมาค่อนข้างน่าพึงพอใจและเห็นผลดีค่ะ
แต่หัวใจสำคัญคือ ต้องกำหนดจุดฉีดและระดับความลึกให้ถูกต้องแม่นยำด้วยนะคะ
③ หน้ากว้าง แต่ส่วนโหนกแก้มเหมือนจะเต็มไปด้วย 'ไขมันหรือเนื้อแก้ม' มากกว่ากล้ามเนื้อ
→ คนไข้กลุ่มนี้หากทำแค่ฉีดโบท็อกซ์อย่างเดียว อาจจะรู้สึกไม่ค่อยพึงพอใจค่ะ
เป็นเคสที่จำเป็นต้องพิจารณาแนวทางการรักษาอื่นเพิ่มครบคู่กันไปค่ะ
เรื่องที่คุ้นเคยแต่คนชอบเข้าใจผิดกันเยอะก็คือ
โบท็อกซ์โหนกแก้มไม่ใช่ทางออกครอบจักรวาลสำหรับทุกปัญหาโหนกแก้มหรอกนะคะ
แต่มันจะตอบโจทย์และให้ผลลัพธ์ที่ดีสำหรับคนไข้ในกลุ่มประเภทที่ ② อย่างเห็นได้ชัด
ซึ่งในเคสจริงที่หมอดูแล หลังจากฉีดผ่านไปราวๆ 3-4 สัปดาห์
จะเห็นเลยว่าความกว้างของใบหน้าโดยรวมเมื่อวัดจากจุดกึ่งกลางใต้จมูก
ดูแคบกระชับและรับกับใบหน้าขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเลยค่ะ
อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไข 'จุดฉีดที่ถูกต้อง และระดับความลึกที่เหมาะสม' เท่านั้นค่ะ

และมีอีกเรื่องสำคัญหนึ่งเรื่องที่หมออยากจะบอกไว้ตรงนี้เลยค่ะ
การฉีดโบท็อกซ์โหนกแก้มไม่ได้มีแต่ด้านดีเสมอไปนะคะ
หากเราปล่อยให้กล้ามเนื้อเคี้ยวหรือกล้ามเนื้อโหนกแก้มหยุดทำงานเป็นเวลานานเกินไป
กล้ามเนื้ออาจลีบเล็กลงจนทำให้ผิวเกิดความหย่อนคล้อยบริเวณแก้มตอบได้ค่ะ
โดยเฉพาะท่านที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป หรือคนไข้เดิมที่มีเนื้อแก้มไม่ค่อยเยอะอยู่แล้ว
จำเป็นต้องวางแผนร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในประเด็นนี้ให้ดีๆ เลยค่ะ
อย่างไรก็ดี ความเปลี่ยนแปลงเรื่องแก้มตอบหรือหย่อนคล้อยเช่นนี้
มักจะเกิดขึ้นในกลุ่มที่ฉีดโบท็อกซ์ซ้ำต่อเนื่องติดต่อกันนานหลายปีเป็นหลัก
สำหรับผู้ที่เริ่มฉีดเป็นครั้งแรกหรือเพิ่งเคยฉีดเพียง 1-2 ครั้ง
โอกาสที่จะเกิดปัญหาแก้มหย่อยคล้อยกะทันหันนั้นไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ ค่ะ
แต่ถึงอย่างนั้น การเข้ามาประเมินโวลุ่มและสภาพผิวหน้าโดยละเอียดก่อนทำ
ก็ยังเป็นการตัดสินใจที่รอบคอบและดีที่สุดอยู่ดีค่ะ
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
Q1. โบท็อกซ์โหนกแก้ม ต้องฉีดบ่อยแค่ไหนคะ?
A. โดยทั่วไปผลลัพธ์จะอยู่ได้นานประมาณ 3-6 เดือนค่ะ
หากมีวัตถุประสงค์เพื่อลดขนาดของโหนกแก้มลง
แนะนำให้เริ่มฉีดซ้ำทุกๆ 6 เดือน สักประมาณ 2-3 ครั้งในระยะแรกก่อน
เพื่อสังเกตการตอบสนองของกล้ามเนื้อแก้มควบคู่กันไปค่ะ
หลังจากนั้น หลายๆ ท่านค่อยขยายช่วงเวลาห่างของการฉีดเพื่อรักษาผลลัพธ์ออกไป
การฝืนฉีดถี่ๆ ไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องเสมอไปนะคะ
Q2. ฉีดโบท็อกซ์โหนกแก้มแล้ว จะเห็นผลทันทีเลยไหมคะ?
A. ไม่ใช่ทันทีค่ะ โบท็อกซ์จะทำงานด้วยฤทธิ์การคลายตัวของกล้ามเนื้ออย่างค่อยเป็นค่อยไป
จากนั้นขนาดกล้ามเนื้อจึงค่อยๆ เล็กลง
ผลลัพธ์ที่สังเกตเห็นได้ชัดเจนทางสายตาจะเริ่มเห็นหลังรับบริการไปแล้วประมาณ 3-4 สัปดาห์ค่ะ
มีหลายท่านถามหมอเข้ามาเยอะเลยค่ะว่า "ทำไมหลังฉีดเสร็จทันทีแล้วหน้ายังไม่เปลี่ยนเลย?"
เพราะวิธีนี้ไม่ได้เป็นการเติมเต็มพื้นที่ในทันทีเหมือนสารเติมเต็มหรือฟิลเลอร์
แต่เป็นการอาศัยเวลาให้กล้ามเนื้อได้พักและเรียวเล็กลงตามระยะเวลาของยาค่ะ
Q3. มีคนบอกมาว่าถึงจะฉีดโบท็อกซ์ไปก็ไม่เห็นผลหรอก
ความจริงเป็นเพราะอะไรคะ?
A. โดยส่วนใหญ่จะมีความเป็นไปได้จากสองสาเหตุหลักๆ ค่ะ
อย่างแรกคือ ปัญหาของใบหน้าไม่ได้เกิดจากกล้ามเนื้อแต่แรก
แต่มีสาเหตุมาจากโครงสร้างกระดูกหรือความหนาของผิวหนังค่ะ
และสาเหตุที่สอง คือ การระบุพิกัดหรือจุดยิงของเข็มคลาดเคลื่อนไปค่ะ
ในคนไข้ของหมอก็มีบ่อยครั้งเลยค่ะ ที่เคยฉีดจากคลินิกอื่นมาแล้วไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง
แต่พอมาปรับเปลี่ยนพิกัดการวางตัวยาและชั้นความลึกที่ Beautystone
ก็เริ่มสัมผัสได้ถึงผลลัพธ์และความเปลี่ยนแปลงเป็นครั้งแรกค่ะ
ดังนั้น ก่อนจะตัดสินใจสรุปเอาเองว่าร่างกายเราไม่ตอบสนองต่อโบท็อกซ์
ควรหาสาเหตุที่แท้จริงร่วมกับคุณหมอผู้เชี่ยวชาญก่อนเป็นอันดับแรกนะคะ
หากมีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถทักไลน์มาสอบถามหรือโทรศัพท์คุยกันได้สบายๆ เลยนะคะ
ทั้งหมดนี้คือข้อมูลดีๆ จากหมอวี ยองจิน แห่ง Beautystone Clinic สาขาฮงแด ครับ
บทความน่าอ่านอื่นๆ
▶ลบรอยสักด้วย Picoway ต้องเลเซอร์เฉลี่ยกี่ครั้งถึงจะจางหายไปหมด?
▶ศึกประชัน Saxenda vs Mounjaro สรุปงานนี้ Mounjaro ชนะขาดลอยค่ะ
▶รักษาหลุมสิวและรอยแผลเป็นก่อนแต่งงาน ทำไมช่วงเวลา 6 เดือนก่อนเข้าพิธีถึงเป็นนาทีทองที่ดีที่สุด
▶รอบการเปลี่ยนแผ่นแปะแผล Duoderm รู้แค่เคล็ดลับนี้ก็พอแล้ว
▶ผลลัพธ์ของ Picotoning เลเซอร์กี่รอบฝ้ากระถึงจะจางลง? สรุปพัฒนาการการเปลี่ยนแปลงทั้ง 4 ขั้นตอน
ปรึกษาผ่านช่องทาง KakaoTalk
อยากรู้ว่าหัตถการนี้เหมาะกับสภาพผิวหน้าของคุณไหม? คุณหมอเจ้าของคลินิกเข้ามาช่วยดูแลประเมินให้ด้วยตัวเองเลยค่ะ

ผู้ชาย
ที่บอกว่าขนผู้ชายเส้นหนาแล้วจะทำเลเซอร์ได้ผลดี อันนี้จริงแค่ครึ่งเดียวค่ะ
คำกล่าวที่ว่า 'ขนของผู้ชายเส้นหนาเลยเลเซอร์ออกง่าย' นั้น ถูกแค่ครึ่งเดียวค่ะ วันนี้เราสรุปเหตุผลที่ทำให้จำนวนครั้งในการทำเลเซอร์แตกต่างกันไปตามความหนาแน่น ความลึก และโทนสีผิว รวมถึงวิธีการดูแลในแต่ละส่วนมาฝากกันค่ะ

ผู้ชาย
รอยหนวดเขียวครึ้มแม้จะโกนแล้วก็ยังเห็นอยู่ สามารถทำให้จางลงได้ด้วยการทำเลเซอร์นะคะ
หนวดเขียวครึ้มที่โกนเท่าไหร่ก็ยังเห็นชัด แท้จริงแล้วไม่ได้อยู่ที่ผิวภายนอก แต่เป็นปัญหาที่รากขนค่ะ วันนี้เราสรุปวิธีช่วยให้รอยเขียวดูจางลงด้วยเลเซอร์กำจัดขน พร้อมกับผลลัพธ์ที่คุณสามารถคาดหวังได้จริงมาฝากกันค่ะ

กำจัดขน
เลเซอร์กําจัดขนอ่อนระหว่างคิ้ว จะปลอดภัยต่อดวงตาไหมคะ?
เลเซอร์กำจัดขนคิ้วที่อยู่ใกล้กับดวงตา สามารถทำได้ถึงขั้นตอนไหนกันนะ? เราได้รวบรวมมาตรฐานความปลอดภัย, หลักการทำงาน, จำนวนครั้งที่ต้องทำ และการออกแบบทรงคิ้ว (eyebrow line design) มาไว้ให้แล้วค่ะ

กำจัดขน
กำจัดขนที่ skin clinic ต่างจากการแว็กซ์ (waxing) ยังไงบ้างคะ?
กำจัดขนที่คลินิกผิวหนังต่างจากวิธีอื่นยังไงนะ? เราได้สรุปความต่างของหลักการทำงานระหว่างการแว็กซ์ เครื่องกำจัดขนแบบโฮมยูส และความปลอดภัยสำหรับแต่ละโทนสีผิวมาให้แล้วค่ะ

กำจัดขน
กำจัดขนทั่วเรือนร่าง (body hair removal) จะทำเสร็จหมดในครั้งเดียวได้ไหมนะ?
การเลเซอร์กำจัดขนทั่วตัว (Whole Body Hair Removal) ไม่ได้เสร็จสิ้นเรียนร้อยในครั้งเดียวนะคะ แต่เป็นการสะสมจำนวนครั้งในแต่ละส่วนค่ะ วันนี้เราสรุปความแตกต่างของจำนวนครั้งที่ต้องทำในแต่ละจุด พร้อมแพลนการรักษาตามจริงมาฝากกันค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ฉีดสกินโบท็อกซ์ (Skin Botox) แล้วผิวจะดีขึ้นทันทีเลยไหมคะ?
ผลลัพธ์ของ สกินโบท็อกซ์ (Skin Botox) จะเริ่มเห็นผลเมื่อไหร่ และคงอยู่ได้นานแค่ไหน? เราได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับกลไกการทำงานที่แตกต่างจากโบท็อกซ์ทั่วไป รวมถึงผลลัพธ์ที่คุณคาดหวังได้จริงมาฝากค่ะ



