• Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด

ฉีดโบท็อกซ์โหนกแก้ม มุมปากเบี้ยว? ต้องเปลี่ยนเข็ม

ฉีดโบท็อกซ์โหนกแก้ม มุมปากเบี้ยว? ต้องเปลี่ยนเข็ม

ฉีดโบท็อกซ์โหนกแก้ม มุมปากเบี้ยว? ต้องเปลี่ยนเข็ม

โบท็อกซ์ลดโหนกแก้ม ทำไมความลึกและจุดฉีดสำคัญ? ป้องกันมุมปากเบี้ยว ฉีดแม่นยำโดยผู้เชี่ยวชาญ

เผยแพร่ -

อัปเดต -

Beautystone Clinic, Wi Young-jin, Chief director

Author

Wi Young-jin · Chief director

Seoul National University College of Medicine · Seoul National University Hospital Specialist

ผลข้างเคียงโบท็อกซ์โหนกแก้ม เหตุผลที่มุมปากเบี้ยวไม่สมมาตรหลังฉีด

 

 

💡 เช็กตรงนี้ก่อนอ่านสักนิดนะครับ

 

Q. ฉีดโบท็อกซ์โหนกแก้มแล้วมุมปากเบี้ยว ถือเป็นเรื่องปกติไหมคะ?

 

A. ไม่ปกติครับ สำหรับใครที่กล้ามเนื้อข้างโหนกแก้มปูดเด่นเวลาที่ยิ้ม

หากฉีดลงลึกไม่พอหรือจับตำแหน่งจุดฉีดพลาด ก็อาจทำให้มุมปากเบี้ยวผิดรูปได้ครับ

ซึ่งนี่ไม่ใช่ผลข้างเคียงทั่วไป แต่เป็นผลลัพธ์จากการดีไซน์จุดฉีดที่ผิดพลาดครับ

 

Q. โบท็อกซ์โหนกแก้ม แค่ฉีดตรงกล้ามเนื้อเคี้ยง (กราม)

อย่างเดียวไม่ได้เหรอคะ?

 

A. หากปัญหาอยู่ที่โหนกแก้มด้านข้าง 'ด้านนอก'

จะมีกล้ามเนื้ออื่นที่ไม่ใช่แค่กล้ามเนื้อเคี้ยวเข้ามาร่วมด้วยครับ

การเลือกว่าจะฉีดจุดไหน และฉีดลึกเท่าไหร่ จึงเป็นจุดเปลี่ยนของผลลัพธ์โดยสิ้นเชิงครับ

 

📌 สรุปประเด็นสำคัญของบทความนี้

สำหรับคนที่มีกล้ามเนื้อโหนกแก้มด้านข้างปูดนูนเด่นชัดเวลายิ้ม

หากฉีดโบท็อกซ์โหนกแก้มตื้นเกินไป อาจทำให้มุมปากเบี้ยวได้ครับ

 

คนกลุ่มนี้จึงจำเป็นต้องใช้เข็มที่ยาวขึ้น

เพื่อส่งตัวยาลงลึกไปยังชั้นกล้ามเนื้อเป้าหมายที่อยู่ลึกกว่าครับ

โบท็อกซ์ลดโหนกแก้มได้ผลจริงไหม? วิธีแก้โหนกแก้มที่นูนเวลายิ้ม

 

 

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญมากสำหรับคนที่มีโหนกแก้มด้านข้างปูดนูนเวลามีรอยยิ้ม

มาลองฟังเหตุผลกันครับ

เวลาที่ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับโบท็อกซ์โหนกแก้ม

หมอมักจะเจอคำถามนี้บ่อยมากๆ เลยครับ

 

"หนูไปฉีดที่อื่นมาแล้วเวลายิ้มหรือแสดงสีหน้ามันดูแปลกๆ ฝืนๆ ค่ะ

เป็นเพราะอะไรเหรอคะ?"

 

โดยเฉพาะคนไข้กลุ่มนี้ หมอจะต้องถามคำถามหนึ่งเสมอเลยครับ

"เวลายิ้มโหนกแก้มด้านข้างจะนูนแข็งขึ้นมาเป็นก้อนเลยไหมคะ?"

คำถามนี้เพียงข้อเดียว ก็สามารถเคลียร์สาเหตุส่วนใหญ่ได้เกือบหมดเลยครับ

 

เพราะในบริเวณโหนกแก้มด้านข้างของใบหน้า มีกล้ามเนื้อหลายมัดเรียงตัวซ้อนกันเป็นชั้นๆ ครับ

 

และตัวการที่นูนเด่นขึ้นมาตอนเรายิ้มก็คือ

กล้ามเนื้อที่ชื่อว่า 'Zygomaticus minor' และ 'Zygomaticus major'

ซึ่งถ้าอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือกล้ามเนื้อที่ช่วยดึงมุมปากขึ้นเพื่อให้เรายิ้มนั่นเองครับ

 

ในเคสของบางคน กล้ามเนื้อมัดที่ใช้ยิ้มเหล่านี้

จะพาดผ่านด้านข้างโหนกแก้มในระดับที่อยู่ค่อนข้างตื้นใกล้ผิวชั้นบน

 

แต่จุดสำคัญมันอยู่ตรงนี้ครับ

 

ถ้าเข็มที่ใช้ฉีดโบท็อกซ์เพื่อลดขนาดโหนกแก้มนั้นสั้นเกินไปและแทงลงไปตื้นๆ

ตัวยาก็อาจจะกระจายไปโดนกล้ามเนื้อที่ใช้ในการยิ้มเหล่านี้ได้ครับ

 

แล้วผลลัพธ์จะเป็นยังไงต่อล่ะ?

 

พอกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ดึงมุมปากให้อ่อนตัวลง

เวลายิ้ม ปากข้างหนึ่งก็อาจจะยกขึ้นได้น้อยกว่า หรือทำให้มุมปากเบี้ยวดูไม่ธรรมชาตินั่นเองครับ

 

คำถามที่ว่า "หน้ายิ้มแปลกๆ ฝืนๆ" ก็เกิดจากเคสแบบนี้แหละครับ

 

บอกตามตรงนะครับ

สำหรับคนไข้กลุ่มนี้ จะนำวิธีฉีดโบท็อกซ์โหนกแก้มแบบมาตรฐานทั่วไป

มาใช้ตรงๆ ไม่ได้เด็ดขาดครับ

 

เพราะคนที่มีกล้ามเนื้อโหนกแก้มข้างแก้มเด่นชัดเวลายิ้ม

ส่วนใหญ่แล้วโครงสร้างชั้นเนื้อเยื่อต่างๆ จะมีการจัดเรียงตัวที่แตกต่างออกไปครับ

 

สำหรับกรณีแบบนี้ เราต้องใช้เข็มที่ยาวขึ้น

เพื่อเล็งเป้าหมายไปยังชั้นที่ลึกกว่าอย่างแม่นยำครับ

 

เพราะการเข้าไปบล็อกข้อต่อกล้ามเนื้อส่วนนอกโหนกแก้มในชั้นลึก

(รวมถึงกล้ามเนื้อบดเคี้ยวส่วนบนและกล้ามเนื้อใต้โหนกแก้ม) โดยตรงเท่านั้น

ที่จะช่วยลดโอกาสที่โบท็อกซ์จะไหลซึมไปโดนกล้ามเนื้อยิ้มยิงยาวที่อยู่ตื้นๆ ได้ครับ

 

👨‍⚕️ สรุปประเด็นสำคัญจากหมอวี ยองจิน

 

คนไข้ที่เวลายิ้มแล้วโหนกแก้มข้างแก้มปูดขึ้นมาเด่นชัด

มักมีกล้ามเนื้อสำหรับยิ้มในชั้นตื้นอยู่ใกล้ผิวมากครับ

 

ถ้าฉีดโบท็อกซ์โหนกแก้มด้วยเข็มตื้นๆ ในเคสแบบนี้

อาจส่งผลให้รอยยิ้มเบี้ยวหรือปากเบี้ยวได้ง่ายครับ

 

ดังนั้น จึงต้องอาศัยเทคนิคการใช้เข็มส่งยาเข้าไปยังชั้นผิวที่ลึกกว่า

เพื่อลดขนาดโหนกแก้มลงได้ โดยไม่กระทบต่อการแสดงสีหน้าปรกติครับ

โบท็อกซ์โหนกแก้ม ลักษณะของคนที่มักเสียใจทีหลังถ้าฉีดด้วยเข็มสั้น (ft. เทสต์หน้ากระจก)

 

 

ถ้าอย่างนั้น ฉันเป็นคนไข้ประเภทไหนกันล่ะ

มีวิธีเช็กด้วยตัวเองอย่างไรบ้าง?

มีวิธีเช็กง่ายๆ มาฝากกันครับ

ลองยืนหน้ากระจกแล้วยิ้มกว้างๆ ดูนะครับ

 

ถ้ามองเห็นบริเวณข้างโหนกแก้มหรือค่อนไปทางหน้าใบหู

มีกล้ามเนื้อแข็งๆ เกร็งปูดนูนเด่นชัดขึ้นมา

สำหรับเคสแบบนี้ หมอจะบอกทันทีว่า "ต้องเปลี่ยนขนาดเข็มแล้วล่ะครับ"

 

จุดนี้อาจจะมีคนสับสนอยู่บ้างครับ

เพราะเจ้าตัวมักกังวลแค่ว่า 'โหนกแก้มกว้างจัง'

แต่ความจริงแล้ว ต้องดูให้ออกว่าเกิดจากโครงสร้างกระดูก, ปริมาตรกล้ามเนื้อ

หรือว่าเป็นโครงสร้างที่เด่นชัดเฉพาะตอนหัวเราะยิ้มแย้ม

ซึ่งจุดนี้จะส่งผลให้ประสิทธิภาพของโบท็อกซ์แสดงผลได้ต่างกันครับ

 

เพราะโบท็อกซ์ทำงานกับชั้นกล้ามเนื้อเป็นหลัก

หากกระดูกมีขนาดใหญ่ หรือส่วนนั้นเป็นชั้นผิวหนังที่หนา โบท็อกซ์ก็อาจจะไม่เห็นผลเท่าที่ควรครับ

 

แม้ผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

แต่โดยส่วนใหญ่ หมอจะแบ่งประเภทคนไข้ไว้ประมาณนี้ครับ

 

① คนที่โหนกแก้มดูนูนเฉียงออกมาแม้เวลาใบหน้านิ่งเฉย

 

→ มักเป็นผลร่วมกันระหว่าง

โครงสร้างกระดูก + ปริมาตรของกล้ามเนื้อบดเคี้ยวส่วนบน (upper masseter) ครับ

 

การใช้โบท็อกซ์ลดขนาดในส่วนของกล้ามเนื้อบดเคี้ยวส่วนบนจะช่วยลดความกระด้างของกรอบหน้าได้ในระดับหนึ่ง

แต่หากกระดูกโหนกแก้มกางกว้างออกด้านนอกมากๆ ผลลัพธ์ที่ได้ก็อาจจะมีข้อจำกัดครับ

 

② คนที่โหนกแก้มปูดโด่งชัดเจนเฉพาะเวลาหัวเราะยิ้มหรือเกร็งหน้า

 

→ นี่คือเคสตัวอย่างหลักที่เรากำลังคุยกันในบทความนี้เลยครับ

เนื่องจากกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีการทำงานของกล้ามเนื้อแข็งแรงมากๆ

ผลลัพธ์หลังฉีดโบท็อกซ์จึงมักจะออกมาค่อนข้างน่าพึงพอใจและเห็นผลดีครับ

แต่หัวใจสำคัญคือ ต้องกำหนดจุดฉีดและระดับความลึกให้ถูกต้องแม่นยำด้วยนะครับ

 

③ หน้ากว้าง แต่ส่วนโหนกแก้มเหมือนจะเต็มไปด้วย 'ไขมันหรือเนื้อแก้ม' มากกว่ากล้ามเนื้อ

 

→ คนไข้กลุ่มนี้หากทำแค่ฉีดโบท็อกซ์อย่างเดียว อาจจะรู้สึกไม่ค่อยพึงพอใจครับ

เป็นเคสที่จำเป็นต้องพิจารณาแนวทางการรักษาอื่นเพิ่มครบคู่กันไปครับ

 

เรื่องที่คุ้นเคยแต่คนชอบเข้าใจผิดกันเยอะก็คือ

โบท็อกซ์โหนกแก้มไม่ใช่ทางออกครอบจักรวาลสำหรับทุกปัญหาโหนกแก้มหรอกนะครับ

 

แต่มันจะตอบโจทย์และให้ผลลัพธ์ที่ดีสำหรับคนไข้ในกลุ่มประเภทที่ ② อย่างเห็นได้ชัด

ซึ่งในเคสจริงที่หมอดูแล หลังจากฉีดผ่านไปราวๆ 3-4 สัปดาห์

จะเห็นเลยว่าความกว้างของใบหน้าโดยรวมเมื่อวัดจากจุดกึ่งกลางใต้จมูก

ดูแคบกระชับและรับกับใบหน้าขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเลยครับ

 

อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไข 'จุดฉีดที่ถูกต้อง และระดับความลึกที่เหมาะสม' เท่านั้นครับ

แก้มบุ๋ม สีหน้าดูฝืนๆ... วิธีฉีดโบท็อกซ์ลดโหนกแก้มโดยไม่ต้องกังวลผลข้างเคียง

และมีอีกเรื่องสำคัญหนึ่งเรื่องที่หมออยากจะบอกไว้ตรงนี้เลยครับ

การฉีดโบท็อกซ์โหนกแก้มไม่ได้มีแต่ด้านดีเสมอไปนะครับ

 

หากเราปล่อยให้กล้ามเนื้อเคี้ยวหรือกล้ามเนื้อโหนกแก้มหยุดทำงานเป็นเวลานานเกินไป

กล้ามเนื้ออาจลีบเล็กลงจนทำให้ผิวเกิดความหย่อนคล้อยบริเวณแก้มตอบได้ครับ

 

โดยเฉพาะท่านที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป หรือคนไข้เดิมที่มีเนื้อแก้มไม่ค่อยเยอะอยู่แล้ว

จำเป็นต้องวางแผนร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในประเด็นนี้ให้ดีๆ เลยครับ

 

อย่างไรก็ดี ความเปลี่ยนแปลงเรื่องแก้มตอบหรือหย่อนคล้อยเช่นนี้

มักจะเกิดขึ้นในกลุ่มที่ฉีดโบท็อกซ์ซ้ำต่อเนื่องติดต่อกันนานหลายปีเป็นหลัก

สำหรับผู้ที่เริ่มฉีดเป็นครั้งแรกหรือเพิ่งเคยฉีดเพียง 1-2 ครั้ง

โอกาสที่จะเกิดปัญหาแก้มหย่อยคล้อยกะทันหันนั้นไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ ครับ

 

แต่ถึงอย่างนั้น การเข้ามาประเมินโวลุ่มและสภาพผิวหน้าโดยละเอียดก่อนทำ

ก็ยังเป็นการตัดสินใจที่รอบคอบและดีที่สุดอยู่ดีครับ

 

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

 

Q1. โบท็อกซ์โหนกแก้ม ต้องฉีดบ่อยแค่ไหนครับ?

 

A. โดยทั่วไปผลลัพธ์จะอยู่ได้นานประมาณ 3-6 เดือนครับ

หากมีวัตถุประสงค์เพื่อลดขนาดของโหนกแก้มลง

แนะนำให้เริ่มฉีดซ้ำทุกๆ 6 เดือน สักประมาณ 2-3 ครั้งในระยะแรกก่อน

เพื่อสังเกตการตอบสนองของกล้ามเนื้อแก้มควบคู่กันไปครับ

 

หลังจากนั้น หลายๆ ท่านค่อยขยายช่วงเวลาห่างของการฉีดเพื่อรักษาผลลัพธ์ออกไป

การฝืนฉีดถี่ๆ ไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องเสมอไปนะครับ

 

Q2. ฉีดโบท็อกซ์โหนกแก้มแล้ว จะเห็นผลทันทีเลยไหมคะ?

A. ไม่ใช่ทันทีครับ โบท็อกซ์จะทำงานด้วยฤทธิ์การคลายตัวของกล้ามเนื้ออย่างค่อยเป็นค่อยไป

จากนั้นขนาดกล้ามเนื้อจึงค่อยๆ เล็กลง

ผลลัพธ์ที่สังเกตเห็นได้ชัดเจนทางสายตาจะเริ่มเห็นหลังรับบริการไปแล้วประมาณ 3-4 สัปดาห์ครับ

 

มีหลายท่านถามหมอเข้ามาเยอะเลยครับว่า "ทำไมหลังฉีดเสร็จทันทีแล้วหน้ายังไม่เปลี่ยนเลย?"

เพราะวิธีนี้ไม่ได้เป็นการเติมเต็มพื้นที่ในทันทีเหมือนสารเติมเต็มหรือฟิลเลอร์

แต่เป็นการอาศัยเวลาให้กล้ามเนื้อได้พักและเรียวเล็กลงตามระยะเวลาของยาครับ

 

Q3. มีคนบอกมาว่าถึงจะฉีดโบท็อกซ์ไปก็ไม่เห็นผลหรอก

ความจริงเป็นเพราะอะไรครับ?

 

A. โดยส่วนใหญ่จะมีความเป็นไปได้จากสองสาเหตุหลักๆ ครับ

อย่างแรกคือ ปัญหาของใบหน้าไม่ได้เกิดจากกล้ามเนื้อแต่แรก

แต่มีสาเหตุมาจากโครงสร้างกระดูกหรือความหนาของผิวหนังครับ

และสาเหตุที่สอง คือ การระบุพิกัดหรือจุดยิงของเข็มคลาดเคลื่อนไปครับ

 

ในคนไข้ของหมอก็มีบ่อยครั้งเลยครับ ที่เคยฉีดจากคลินิกอื่นมาแล้วไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง

แต่พอมาปรับเปลี่ยนพิกัดการวางตัวยาและชั้นความลึกที่ Beautystone

ก็เริ่มสัมผัสได้ถึงผลลัพธ์และความเปลี่ยนแปลงเป็นครั้งแรกครับ

 

ดังนั้น ก่อนจะตัดสินใจสรุปเอาเองว่าร่างกายเราไม่ตอบสนองต่อโบท็อกซ์

ควรหาสาเหตุที่แท้จริงร่วมกับคุณหมอผู้เชี่ยวชาญก่อนเป็นอันดับแรกนะครับ

 

หากมีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถทักไลน์มาสอบถามหรือโทรศัพท์คุยกันได้สบายๆ เลยนะครับ

ทั้งหมดนี้คือข้อมูลดีๆ จากหมอวี ยองจิน แห่ง Beautystone Clinic สาขาฮงแด ครับ

 

บทความน่าอ่านอื่นๆ

ลบรอยสักด้วย Picoway ต้องเลเซอร์เฉลี่ยกี่ครั้งถึงจะจางหายไปหมด?

ศึกประชัน Saxenda vs Mounjaro สรุปงานนี้ Mounjaro ชนะขาดลอยครับ

รักษาหลุมสิวและรอยแผลเป็นก่อนแต่งงาน ทำไมช่วงเวลา 6 เดือนก่อนเข้าพิธีถึงเป็นนาทีทองที่ดีที่สุด

รอบการเปลี่ยนแผ่นแปะแผล Duoderm รู้แค่เคล็ดลับนี้ก็พอแล้ว

ผลลัพธ์ของ Picotoning เลเซอร์กี่รอบฝ้ากระถึงจะจางลง? สรุปพัฒนาการการเปลี่ยนแปลงทั้ง 4 ขั้นตอน

ปรึกษาผ่านช่องทาง LINE

อยากรู้ว่าหัตถการนี้เหมาะกับสภาพผิวหน้าของคุณไหม? คุณหมอเจ้าของคลินิกเข้ามาช่วยดูแลประเมินให้ด้วยตัวเองเลยครับ

▶ พูดคุยปรึกษาแบบ 1:1 ผ่าน LINE คลิกเลย

  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด โดยบิวตี้ส์ด็อกเตอร์
  • Beautystone Clinic บิวตี้สโตนคลินิก สาขาฮงแด
ปรึกษาทาง LINE

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1

💬 ปรึกษาผ่าน Line

🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1