ผู้อำนวยการ วี ยองจิน คิม กาอึล แห่งคลินิกบิวตี้สโตน ฮงแด
ฮงแด บิวตี้ด็อกเตอร์ บิวตี้สโตนคลินิก
ฮงแด บิวตี้ด็อกเตอร์ บิวตี้สโตนคลินิก

บราซิลเลียน 5 ครั้ง vs 10 ครั้ง ผลต่างกันแค่ไหน

บราซิลเลียน 5 ครั้ง vs 10 ครั้ง ผลต่างกันแค่ไหน

บราซิลเลียน 5 ครั้ง vs 10 ครั้ง ผลต่างกันแค่ไหน

กำจัดขนบราซิลเลียน สะอาด มั่นใจ แต่รูขุมขนหนาลึก ต้องทำ 5–10 ครั้งขึ้นไปเพื่อผลถาวร

브라질리언 제모 3번이면 끝난다고요? 피부과 원장이 팩트 체크해 드립니다

 

 






💡 ตรวจสอบข้อมูลตรงนี้ก่อนอ่านนะคะ

 

Q. ทำเลเซอร์กำจัดขนบราซิลเลียน (Brazilian Hair Removal)

3-5 ครั้งแล้วขนจะหายไปถาวรจริงไหมคะ?

 

A. ไม่จริงค่ะ บริเวณบราซิลเลียนนั้นมีรากขนที่หนาและลึกมาก

อย่างน้อยต้องทำ 5-10 ครั้งขึ้นไปนะคะ

ถึงจะเริ่มเห็นผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงกับการกำจัดขนถาวร

ถ้าลดจำนวนครั้งลง โอกาสที่ขนจะกลับมาขึ้นใหม่ก็ถือว่าสูงกว่าที่คิดเลยค่ะ

 

Q. แล้วทำไมแต่ละบริเวณถึงต้องใช้จำนวนครั้งไม่เท่ากันล่ะคะ?

 

A. เป็นเพราะความลึก ความหนาของรากขน และวงจรการเติบโตของเส้นขน

ในแต่ละจุดนั้นแตกต่างกันค่ะ

โดยเฉพาะบริเวณบราซิลเลียน ถือเป็นจุดที่มีรากขนลึกที่สุดจุดหนึ่งในร่างกายเลยค่ะ

 

"แม้ว่าผลลัพธ์จะน่าพึงพอใจมากในเรื่องของสุขอนามัยและความสะดวกสบาย

แต่เนื่องจากรากขนมีความหนาและลึก จึงจำเป็นต้องทำอย่างน้อย 5-10 ครั้งขึ้นไป

ถึงจะเห็นผลลัพธ์ในการกำจัดขนถาวรค่ะ"

 

— หมอวี ยองจิน จาก Beautystone

홍대 브라질리언 제모 고민이라면? 모낭 깊이와 파장까지 고려해야 합니다

 

 

ทำไมเฉพาะเลเซอร์บราซิลเลียนถึงต้องใช้เวลานานเป็นพิเศษ

— คำตอบอยู่ที่เรื่อง 'ความลึกของรากขน' ค่ะ

หลักการของการทำเลเซอร์กำจัดขนนั้นไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิดเลยค่ะ

เมื่อเรายิงแสงเลเซอร์ที่มีความยาวคลื่นเฉพาะเจาะจงลงไปยังจุดที่มีเม็ดสีเมลานิน

พลังงานนั้นจะเปลี่ยนเป็นความร้อน

แล้วเข้าไปทำลายตัวรากขนโดยตรงค่ะ

 

วิธีนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้เส้นขนกลับมาเติบโตได้อีก

แต่ตรงนี้มีจุดสำคัญจุดหนึ่งที่ต้องรู้นะคะ

 

การที่เลเซอร์จะทำงานได้ผลดีนั้น

ตัวแสงเลเซอร์จะต้องส่งพลังงานลงไป 'ถึง' ตัวรากขนค่ะ

 

ถ้ารากขนอยู่ตื้นใกล้กับผิวชั้นบน พลังงานก็จะส่งผ่านลงไปได้ง่ายมากค่ะ

 

ในทางกลับกัน ยิ่งรากขนลึกและหนามากเท่าไหร่

พลังงานเลเซอร์ก็อาจจะกระจายตัวออก และการส่งผ่านความร้อนก็อาจจะทำได้ไม่เต็มที่ค่ะ

 

บริเวณบราซิลเลียนนั้น เมื่อเทียบกับส่วนอื่น ๆ อย่างใบหน้าหรือแขนแล้ว

รากขนจะมีความหนากว่ามาก และฝังตัวอยู่ลึกใต้ชั้นผิวหนังค่ะ

 

พูดง่าย ๆ ก็คือ 'รากขนหยั่งลึกกว่ามาก' นั่นเองค่ะ

ดังนั้นการทำแค่ครั้งสองครั้ง จึงยากที่จะทำลายรากขนให้หมดจดได้ลึกถึงโคนค่ะ

 

นอกจากนี้ เส้นขนของคนเรายังมีวงจรการเติบโตด้วยนะคะ

โดยจะวนเวียนอยู่ 3 ระยะ คือ ระยะเติบโต (anagen) → ระยะหยุดเติบโต (catagen) → ระยะพักตัว (telogen)

 

ซึ่งตัวเลเซอร์จะตอบสนองและทำลายขนได้ดีที่สุดแค่อยู่ในระยะ 'เติบโต' (anagen) เท่านั้นค่ะ

 

ในการยิงเลเซอร์แต่ละครั้ง เส้นขนที่อยู่ในระยะเติบโตนี้

จะมีสัดส่วนอยู่เพียงประมาณ 20-30% ของเส้นขนทั้งหมดเท่านั้นค่ะ

 

ส่วนขนที่เหลือในระยะอื่น ๆ เลเซอร์ก็จะไม่สามารถทำอะไรได้เลยค่ะ

 

ด้วยเหตุผลทั้งสองประการนี้

นั่นคือ ลักษณะโครงสร้างเฉพาะที่ 'รากขนลึกและหนา'

บวกกับข้อจำกัดทางชีววิทยาที่ 'เลเซอร์จะตอบสนองต่อขนระยะเติบโตเท่านั้น'

 

เมื่อนำมารวมกันแล้ว จึงไม่แปลกใจเลยค่ะว่า

ทำไมถึงต้องมีจำนวนครั้งในการเข้ารับบริการตั้งแต่ 10 ครั้งขึ้นไป

 

พูดกันตรง ๆ เลยก็คือ คำว่า "ทำแค่ 3 ครั้งก็จบแล้ว"

อาจจะเป็นคำโฆษณาที่มองข้ามหลักการความจริงข้อนี้ไปนั่นเองค่ะ

 

👨‍⚕️ สรุปใจความสำคัญโดยคุณหมอวี ยองจิน

การทำเลเซอร์บราซิลเลียน ถือเป็นหัตถการที่ให้ความพึงพอใจสูงมาก

ในเรื่องของสุขอนามัยและความสะดวกสบายในชีวิตประจำวันค่ะ

 

เพียงแต่ว่ารากขนบริเวณนี้มีความหนาและ

ฝังลึกที่สุดส่วนหนึ่งในร่างกายของเรา

ดังนั้นหากคุณคาดหวังผลลัพธ์ในการกำจัดขนถาวร

แนะนำให้วางแผนระยะยาวไว้ที่อย่างน้อย 5-10 ครั้งขึ้นไปจะดีที่สุดค่ะ

 

คนไข้ส่วนใหญ่ที่เข้าใจความจริงข้อนี้ตั้งแต่แรกก่อนเริ่มทำ

มักจะไม่ล้มเลิกกลางคัน และได้ผลลัพธ์ที่พึงพอใจสูงสุดในท้ายที่สุดค่ะ

"제모 비용만 계속 나가요" 브라질리언 횟수가 자꾸 늘어나는 진짜 원인

 

 

แล้วตัวเราล่ะ ควรต้องเริ่มทำกี่ครั้งดี?

— วิธีพิจารณาตามสภาพผิวแต่ละประเภท

เรื่องนี้อาจจะต้องพิจารณารายบุคคลนะคะ

เพราะแต่ละคนมีความหนาของรากขน สีผิว และอิทธิพลจากฮอร์โมนที่ต่างกันค่ะ

ดังนั้น แม้จะทำจำนวน 10 ครั้งเท่ากัน ผลลัพธ์ที่ได้ก็อาจจะเฉดต่างกันออกไปได้ค่ะ

 

แม้จะแตกต่างกันไปตาม Case by Case

แต่โดยปกติแล้ว หมอจะแบ่งกลุ่มอธิบายให้ฟังแบบนี้ค่ะ

 

① สำหรับผู้ที่เส้นขนหนา มีสีเข้ม และมีโทนสีผิวค่อนข้างสว่าง

 

สารภาพตามตรงเลยว่าผิวโทนนี้เลเซอร์จะตอบสนองได้ดีที่สุดค่ะ

เป็นเพราะความต่างของสีระว่างเมลานินที่ชัดเจน ทำให้พลังงานเลเซอร์

พุ่งเป้าไปที่รากขนได้อย่างแม่นยำและเต็มที่ค่ะ

 

มีหลาย ๆ ท่านที่เริ่มสังเกตเห็นจำนวนขนลดลงอย่างชัดเจน

ตั้งแต่การทำในครั้งที่ 5-7 เลยค่ะ

 

อย่างไรก็ตาม หากเป้าหมายคือ 'การกำจัดขนหมดเกลี้ยงแบบถาวร'

หมอก็ยังแนะนำให้ทำต่อให้ครบ 10 ครั้งนะคะ

 

② สำหรับผู้ที่มีเส้นขนบาง หรือมีโทนสีผิวค่อนข้างเข้ม

 

นี่เป็นส่วนที่หลาย ๆ คนเข้าใจผิดกันเยอะมากค่ะ

สำหรับเคสนี้ การเลือกความยาวคลื่นของเลเซอร์ (laser wavelength) จะมีความสำคัญมากยิ่งขึ้นค่ะ

 

ยิ่งสีผิวเข้มขึ้น ตัวผิวหนังเองก็จะยิ่งดูดซับพลังงานเลเซอร์เข้าไปด้วย

ทำให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการเบิร์น (ผิวไหม้) หรือรอยดำตามมาได้ง่ายขึ้นค่ะ

 

ดังนั้นคนไข้กลุ่มนี้จึงมักต้องใช้ความยาวคลื่นที่ยาวขึ้น (เช่น Nd:YAG 1064nm)

ในการรักษาเป็นส่วนใหญ่

และแน่นอนว่าการตั้งค่าพลังงานในแต่ละครั้งก็ต้องปรับให้เหมาะเป็นพิเศษด้วยค่ะ

 

ด้วยเหตุนี้ จำนวนครั้งในการทำก็อาจจะเพิ่มขึ้นได้ค่ะ

 

ในทางปฏิบัติ หมอแนะนำให้แพลนเผื่อไว้ที่ประมาณ 8-12 ครั้งตั้งแต่เริ่มต้นจะดีที่สุดค่ะ

 

③ สำหรับผู้ที่โกน แว็กซ์ หรือใช้ครีมกำจัดขนมาเป็นระยะเวลานาน

 

แต่ขอบอกก่อนนะคะว่าพฤติกรรมนี้ไม่ได้ส่งผลดีเสมอไปค่ะ

เพราะสำหรับคนที่แว็กซ์ขนมานาน

บางครั้งเนื้อเยื่อรอบ ๆ รากขนอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างไป

ทำให้การตอบสนองต่อเลเซอร์อาจจะไม่เป็นไปตามแพทเทิร์นทั่วไปตามปกติได้ค่ะ

 

ในทางกลับกัน คนที่ใช้วิธีการโกนอย่างเดียวมาตลอด

สภาพรากขนจะยังคงมีความสมบูรณ์อยู่ค่อนข้างปกติ

ทำให้คุณหมอสามารถประเมินผลลัพธ์ได้ง่ายกว่าค่ะ

 

ไม่ว่าจะใช้วิธีไหนมาก่อนก็ตาม

จำเป็นต้องหยุดการแว็กซ์และการใช้ครีมกำจัดขนอย่างน้อย 4 สัปดาห์ก่อนเข้ารับบริการนะคะ

 

เพราะเราจำเป็นต้องมีรากขนเหลืออยู่เพื่อให้ตัวเลเซอร์เข้าไปทำงานจับพลังงานได้ค่ะ

 

และขอย้ำเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งนะคะ

บริเวณบราซิลเลียนนั้นไวต่อความรู้สึก

ทำให้รู้สึกเจ็บได้ง่ายกว่าบริเวณอื่น ๆ ตลอดการทำหัตถการค่ะ

 

ทั้งนี้ ระดับความเจ็บหรือความไม่สบายตัวจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของนวัตกรรมเครื่อง, ระบบความเย็น (cooling), และการปรับค่าพลังงานของแพทย์

ดังนั้นหมอแนะนำให้ปรึกษาโดยละเอียดก่อนเริ่มทำครั้งแรกนะคะ

 

แต่โชคดีที่ปัจจุบันเทคโนโลยี cooling พัฒนาไปไกลมากแล้วนะคะ

คนไข้ส่วนใหญ่เลยพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า

รู้สึกสบายผิวและเจ็บน้อยกว่าการแว็กซ์ขนในอดีตเยอะมากค่ะ

 

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

 

Q1. อยู่ในช่วงมีประจำเดือน สามารถทำเลเซอร์บราซิลเลียนได้ไหมคะ?

 

A. ในทางการแพทย์ไม่ได้มีข้อห้ามเด็ดขาดค่ะ

แต่ในช่วงวันนั้นของเดือน ผิวพรรณบริเวณนั้นอาจจะมีความ sensitive สูงขึ้น

กว่าวันปกติทั่วไปค่อนข้างเยอะค่ะ

ทำให้อาจจะรู้สึกเจ็บหรือระคายเคืองง่ายรุนแรงขึ้นได้

 

ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ หมอแนะนำให้ออกเลี่ยงการจองคิว

ในช่วง 3-5 วันก่อนและหลังมีประจำเดือนจะดีที่สุดค่ะ

 

หากเลี่ยงช่วงนี้ได้ นอกจากจะช่วยลดความเจ็บลงแล้ว

ยังทำให้รู้สึกสบายตัว สะอาด และผ่อนคลายระหว่างรับบริการได้มากกว่าด้วยค่ะ

 

Q2. หลังทำเลเซอร์บราซิลเลียน จะมีโอกาสเกิดรอยดำ (hyperpigmentation) ไหมคะ?

 

A. ใช่ค่ะ มีความเป็นไปได้อยู่ค่ะ

โดยเฉพาะกับคนที่มีโทนสีผิวค่อนข้างเข้ม

หรือผู้ที่เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเจอกับแสงแดดหรือรังสียูวีจัดหลังทำทันที (เช่น การไปนอนอาบแดด เป็นต้น)

อาจมีโอกาสพบอาการนี้ได้บ้างในบางกรณีค่ะ

 

หลังทำเสร็จ 2-4 สัปดาห์ ควรดูแลไม่ให้บริเวณนั้นสัมผัสกับแสงแดดโดยตรง

และควรหลีกเลี่ยงการแช่น้ำร้อนหรือซาวน่าจำพวกนี้สัก 2-3 วันด้วยนะคะ

 

แต่ถึงแม้จะเกิดรอยดำขึ้นมาจริง ๆ

ส่วนใหญ่แล้วรอยก็จะค่อย ๆ จางหายและฟื้นบำรุงกลับมาเป็นปกติได้เองภายในไม่กี่เดือนค่ะ

 

Q3. ควรเว้นระยะห่างในการทำเลเซอร์บราซิลเลียนแต่ละครั้งนานเท่าไหร่ดีคะ?

 

A. โดยปกติแล้ว หมอแนะนำให้เว้นระยะห่างประมาณ 4-6 สัปดาห์ค่ะ

เหตุผลเนื่องจากเราจำเป็นต้องทำเลเซอร์ให้ตรงกับวงจรการเติบโตของเส้นขน

เพื่อไล่เก็บรวบขนที่อยู่ในระยะเติบโตให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ค่ะ

 

หากมาทำเร็วเกินไป ประสิทธิภาพในการกำจัดรากขก็จะลดลง

แต่หากมาทำช้าเกินไป ขนก็จะก้าวไปสู่วงจรถัดไปแล้ว

ซึ่งอาจทำให้ผลลัพธ์ที่ได้จากการยิงในครั้งนั้น ๆ ลดน้อยลงได้เช่นกันค่ะ

 

หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถทักเข้ามาสอบถามทาง KakaoTalk หรือโทรติดต่อมาได้สบาย ๆ เลยนะคะ

ทั้งหมดนี้คือข้อมูลจาก หมอวี ยองจิน จาก Beautystone ค่ะ

 

บทความแนะนำให้อ่านคู่กัน

  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด โดยบิวตี้ส์ด็อกเตอร์
  • Beautystone Clinic บิวตี้สโตนคลินิก สาขาฮงแด

โพสต์ล่าสุด

โพสต์ล่าสุด

ถ้าเจลแต้มสิวหรือ Cleartin ไม่ช่วยให้อาการดีขึ้น ถึงเวลาต้องเปลี่ยนแล้วค่ะ

ผิว

ถ้าคุมสิวด้วยยาทาสิวทั่วไปอย่าง Cleartin แล้วยังไม่หาย ดีขึ้น ถึงเวลาต้องเปลี่ยนวิธีรักษาแล้วค่ะ

Salicylic acid, ยาปฏิชีวนะ, Retinoid และ Isotretinoin มีจุดออกฤทธิ์ที่แตกต่างกันนะคะ ตั้งแต่ปัญหาสิวอุดตันไปจนถึงสิวอักเสบชนิดตุ่มแดงและซีสต์ มาดูวิธีการเลือกยาทาและยารับประทานที่เหมาะกับขั้นตอนและสภาพผิวของคุณกันค่ะ

ตุ่มแดงที่คิดว่าเป็นสิว แต่อาจเป็นรูขุมขนอักเสบ (Folliculitis) ซึ่งมีวิธีรักษาที่แตกต่างกัน

ผิว

สิวเม็ดเล็กๆ ที่คิดว่าเป็นสิวธรรมดา ถ้าจริงๆ แล้วเป็น 'รูขุมขนอักเสบ' วิธีรักษาจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเลยนะคะ

สิวอุดตันกับรูขุมขนอักเสบดูคล้ายกัน แต่ต้นเหตุต่าง แยกจากอาการคัน บริเวณ หัวสิว วินิจฉัยถูกลดแผลเป็น

ถ้าสิวเริ่มเป็นไตหรือเป็นปุ่มนูนแดง (nodule) แล้ว อย่าเพิ่งบีบเองนะคะ เพราะรอยแผลเป็นจะเริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนนี้เลยค่ะ

ผิว

ตั้งแต่ตุ่มนูนแข็ง ห้ามบีบเอง แผลเป็นเริ่มตอนนี้

แผลเป็นไม่ได้เกิดจากการบีบ แต่ขึ้นกับการอักเสบลงลึกแค่ไหน ดูตารางระดับความเสี่ยงและการดูแลแต่ละขั้น

ตุ่มหนอง (pustule) ถ้าปล่อยทิ้งไว้แผลเป็นจะยิ่งใหญ่นะคะ จริงๆ แล้วมันมีเวลาที่ควรเจาะออกอยู่ค่ะ

ผิว

สิวหัวหนองปล่อยไว้แผลเป็นใหญ่ขึ้น มีช่วงที่ควรบีบ

"สิวไม่ควรบีบจะดีสุด" ถูกแค่ครึ่ง สรุปช่วงที่ควรบีบหัวหนอง วิธีที่ถูก และระยะที่ห้ามบีบ ในตารางเดียว

การฉีดรักษาสิวอักเสบ จริงๆ แล้วคือหลักการเดียวกับการลดรอยแผลเป็นจากไฟไหม้ค่ะ

ผิว

ยาฉีดสิวอักเสบ ใช้หลักการเดียวกับลดแผลรอยไหม้

ปล่อยตุ่มนูนหรือซีสต์ไว้คิดว่าจะยุบเอง? ช่วงนั้นทำลายคอลลาเจนหนังแท้ สรุปหลักการยาฉีดและข้อจำกัด

รอยสิว รอยดำ รอยแดง และรอยบุ๋มลึก ไม่สามารถรักษาให้หายได้ด้วยการใช้ยาตัวเดียวกัน

ผิว

รอยดำ รอยแดง หลุมสิว รักษาด้วยยาตัวเดียวกันไม่ได้

น้ำตาลคือเมลานิน แดงคือเส้นเลือด บุ๋มคือคอลลาเจนหาย นูนคือเกิน สรุป 4 แบบพร้อมการรักษาขั้นแรก

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1

💬 สามารถปรึกษาแบบ 1:1 ผ่าน KakaoTalk ได้

🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1