คู่มือผลลัพธ์และผลข้างเคียงของเรเดียส (Radiesse) ฟิลเลอร์ที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
ก่อนฉีดฟิลเลอร์ Radiesse
3 เรื่องสำคัญที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจ

ช่วงนี้สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยมากเลยนะคะ
ตอนเช้าอากาศเย็นแต่ตอนกลางวันอบอุ่นในฤดูกาลแบบนี้
น่าจะมีหลายๆ คนที่รู้สึกว่า
สภาพผิวและร่างกายโดยรวมค่อนข้างแปรปรวนกันใช่ไหมคะ
หัวข้อของวันนี้คือ
Radiesse ค่ะ
หลายคนคงน่าจะเคยได้ยินชื่อนี้กันมาบ่อยๆ
แถมยังเป็นผลิตภัณฑ์จากบริษัทชื่อดัง
ที่ผลิต Ulthera อีกด้วยค่ะ ฮ่าๆ
แต่ว่าเจ้าตัวนี้
แตกต่างจากฟิลเลอร์ตัวอื่นยังไง
มีคนสับสนตรงนี้กันเยอะกว่าที่คิดเลยค่ะ
วันนี้เราเลยจะมาสรุปประเด็นสำคัญๆ ให้ฟังกันค่ะ
Q. Radiesse
เหมือนกับฟิลเลอร์กลุ่ม Hyaluronic Acid
หรือเปล่าคะ?
A. ไม่เหมือนค่ะ ส่วนประกอบต่างกันโดยสิ้นเชิงเลยค่ะ
วันนี้จะมาอธิบายความแตกต่างอย่างละเอียดในเนื้อหาด้านล่างนะคะ
Q. ฉีด Radiesse ครั้งหนึ่ง
จะอยู่ได้นานแค่ไหนคะ?
A. จากประสบการณ์ของหมอ
โดยทั่วไปจะอยู่ได้นานประมาณ 12-18 เดือนค่ะ
อยู่ได้ค่อนข้างนานเลยค่ะ เพราะตัวนี้จะเข้าไปกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่
อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปตามบริเวณที่ฉีดและแต่ละบุคคลนะคะ
ซึ่งหมอจะมาสรุปในส่วนนี้ให้ฟังเพิ่มเติมในเนื้อหากันค่ะ
Q. Radiesse สามารถฉีดสลายได้ไหมคะ?
A. ไม่ได้ค่ะ
เนื่องจากตัวยา Hyaluronidase (ยาสลายฟิลเลอร์)
ไม่สามารถสลาย Radiesse ได้ค่ะ
นี่คือจุดสำคัญที่สุดเลยค่ะ
อยากให้ทุกคนลองอ่านข้อมูลด้านล่างนี้ให้ดีนะคะ
ทำไม Radiesse
ถึงแตกต่างจากฟิลเลอร์ทั่วไป

พอบอกว่าฉีดฟิลเลอร์ ปกติแล้วเรามักจะ
นึกถึงฟิลเลอร์กลุ่ม Hyaluronic Acid (HA) เป็นอย่างแรกๆ ใช่ไหมคะ
แต่สำหรับ Radiesse นั้น มีส่วนผสมที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงเลยค่ะ
โดยมีส่วนประกอบสำคัญคือ CaHA
หรือ Calcium Hydroxylapatite ค่ะ
พอดูจากชื่อแล้ว หลายคนอาจจะแอบกังวลและกลัวว่า
กำลังจะฉีดสารที่มีลักษณะเป็นของแข็งเข้าไปหรือเปล่า
แต่จริงๆ แล้ว สารสกัดตัวนี้เป็นสารที่มีอยู่แล้วในร่างกายของเราค่ะ
เป็นแร่ธาตุธรรมชาติ
ที่มีอยู่ตามกระดูกและฟันของเรานั่นเอง
โดยจะถูกฉีดเข้าไปในรูปแบบของไมโครสเฟียร์
ที่กระจายตัวอยู่ในสารละลายเนื้อเจลค่ะ
ถ้าหากฟิลเลอร์กลุ่ม Hyaluronic Acid
ทำงานโดยการดึงโมเลกุลของน้ำเข้ามาเพื่อสร้างวอลลุ่มเติมเต็มผิว
สำหรับ Radiesse แล้ว
ในช่วงแรกจะช่วยเติมเต็มวอลลุ่มได้ทันที
และเมื่อเวลาผ่านไป อนุภาค CaHA
ก็จะเข้าไปทำหน้าที่กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนตามธรรมชาติค่ะ
สรุปง่ายๆ ก็คือ ได้ทั้งการเติมเต็มวอลลุ่มและช่วยสร้างผิวใหม่
ไปพร้อมกันในครั้งเดียวเลยค่ะ
บริเวณที่เหมาะกับ Radiesse
และบริเวณที่ไม่แนะนำให้ฉีด

บริเวณที่ฉีด Radiesse แล้วเห็นผลลัพธ์ได้อย่างดีเยี่ยม ได้แก่
บริเวณแก้ม, กรอบหน้า, ร่องแก้ม, และหลังมือค่ะ
เนื่องจากแก้มเป็นบริเวณที่กว้างและต้องการแรงพยุงผิวที่ดี
คุณสมบัติของตัวยา CaHA จึงเข้ากันได้ดีมากในจุดนี้ค่ะ
ถึงแม้ว่าจะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละเคส
แต่ปกติคุณหมอมักจะประเมินแบบนี้ค่ะ
สำหรับคนที่มีปัญหาแก้มหย่อนคล้อยและความยืดหยุ่นของผิว
ดูลดลงในภาพรวมทั้งหมด
หมอจะแนะนำ Radiesse ให้เป็นตัวเลือกแรกๆ เลยค่ะ
เหมาะมากๆ สำหรับผู้ที่มีอายุเพิ่มขึ้น
คนที่มองหาทั้งการเติมวอลลุ่มและ
ต้องการเอฟเฟกต์การยกกระชับไปพร้อมกันด้วย
แต่ตรงนี้มีเรื่องสำคัญที่ต้องรู้อยู่อย่างหนึ่งค่ะ
พวกเราจะไม่นำ Radiesse ไปฉีดบริเวณรอบดวงตา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณร่องน้ำตาเด็ดขาดค่ะ
เนี่องจากเป็นจุดที่มีเส้นเลือดฝอยอยู่เป็นจำนวนมาก
และผิวบริเวณนั้นมีความบอบบางเป็นพิเศษ
อนุภาคของ CaHA อาจจะก่อให้เกิดปัญหาตามมาได้ค่ะ
ดังนั้น บริเวณรอบดวงตานี้ การเลือกใช้ฟิลเลอร์กลุ่ม Hyaluronic Acid
จึงเป็นวิธีที่ปลอดภัยและเหมาะสมกว่ามากค่ะ
เป็นจุดที่หลายคนยังคงเข้าใจผิดกันค่อนข้างบ่อยค่ะ
ถึงแม้ว่า Radiesse จะมีอายุการใช้งานที่ยาวนานและดีมากเพียงใด
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถนำไปฉีดได้กับทุกส่วนนะคะ
เรายังสามารถใช้ Radiesse ในการเติมวอลลุ่มบริเวณหลังมือได้ด้วยค่ะ
ซึ่งจุดนี้จะตอบโจทย์และให้ความพึงพอใจสูงมาก
สำหรับคนที่มีผิวหลังมือที่บางและมีปัญหาเห็นเส้นเลือดชัดเจนค่ะ
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมือเป็นอวัยวะที่มีการขยับเขยื้อนตลอดเวลา
จึงอาจทำให้มีรอยช้ำหลงเหลืออยู่นานกว่าจุดอื่น หรือเกิดอาการบวม
ต่อเนื่องได้ประมาณ 2-3 วันค่ะ
ซึ่งเรื่องนี้ หมอจะคอยบอกคนไข้ล่วงหน้าก่อนเสมอค่ะ
บันทึกจากประสบการณ์จริงของหมอ คิม กาอึล:
จุดสำคัญที่สุดของ Radiesse
ก็คือ "ไม่มีเข็มฉีดยาสลาย" ค่ะ
ฟิลเลอร์กลุ่ม Hyaluronic Acid สามารถฉีดสลายออกได้อย่างรวดเร็ว
หากทำออกมาแล้วได้รูปทรงที่ไม่ถูกใจหรือเกิดผลข้างเคียง
แต่สำหรับ Radiesse นั้น ไม่สามารถทำได้ค่ะ
ด้วยเหตุผลในจุดนี้ สำหรับผู้ที่เริ่มฉีดเป็นครั้งแรก
หมอจึงแนะนำให้เริ่มทดลองฉีดในปริมาณน้อยๆ อย่างระมัดระวังก่อน
และยังเป็นกลุ่มฟิลเลอร์ที่จำเป็นต้องอาศัย
ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของแพทย์ผู้ทำการรักษาเป็นอย่างมากเลยค่ะ
จากประสบการณ์ของหมอ การเริ่มฉีดในปริมาณที่น้อยก่อนในรอบแรก
แล้วค่อยกลับมาเติมเพิ่มอีกทีในอีก 2-4 สัปดาห์ถัดไป จะเป็นวิธีที่ปลอดภัยสูงสุดค่ะ
ก่อนและหลังฉีด Radiesse
เรื่องจริงที่ต้องเตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้ก่อน

พูดกันตามตรงเลยนะคะ Radiesse นั้น
จะมีการตอบสนองของผิวในช่วงแรกค่อนข้างรุนแรงกว่าฟิลเลอร์ทั่วไปเล็กน้อยค่ะ
อาจจะมีอาการบวมและรอยช้ำอยู่ประมาณ 2-3 วัน
โดยเฉพาะผู้ที่ฉีดเป็นครั้งแรก
อาจจะรู้สึกกังวลใจว่า "มันปกติหรือเปล่านะ?" ได้ค่ะ
โดยทั่วไปทันทีหลังทำเสร็จ ใบหน้าอาจจะดูบวมเป่งเกินจริงจากการอุ้มน้ำของสารเจลนำทาง
และเมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 1-2 สัปดาห์
ทุกอย่างจะค่อยๆ เคลื่อนที่เข้าที่และเริ่มเข้าสู่ความเป็นธรรมชาติมากขึ้นค่ะ
หลังจากนั้น ในช่วงระยะเวลาอีกหลายเดือนต่อมา
เมื่ออนุภาคของตัวยาดำเนินการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่
ถึงแม้จะมีช่วงที่รู้สึกเหมือนวอลลุ่มนั้นยุบตัวลงไปบ้างเล็กน้อย
แต่ความยืดหยุ่นและการยกกระชับของผิวโดยรวมจะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดค่ะ
และนี่ก็เป็นอีกข้อจำกัดหนึ่งที่น่าเสียดายค่ะ
เนื่องจากบางครั้งเมื่อไปตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI)
Radiesse อาจจะปรากฏให้เห็นเป็นจุดสีขาวบนฟิล์มสแกนได้ค่ะ
เพราะอาจทำให้แพทย์แผนกรังสีเกิดล่ำลาและสับสนได้
ดังนั้น ต้องแจ้งประวัติการฉีดฟิลเลอร์ชนิดนี้ให้เจ้าหน้าที่ทราบก่อนเข้าอุโมงค์ MRI ทุกครั้งนะคะ
และอีกข้อเสียก็คือเรื่องของราคาค่ะ ^^..
เนื่องจากมีต้นทุนราคาที่สูงกว่ากลุ่มฟิลเลอร์ Hyaluronic Acid ค่อนข้างมาก
หากเปรียบเทียบในเรทราคาต่อ 1cc แล้วละก็ ถือว่ามีความแตกต่างอยู่พอสมควรเลยค่ะ
ถึงอย่างนั้นก็ดี ด้วยระยะเวลาผลลัพธ์ที่อยู่ได้ยาวนาน
บวกกับประสิทธิภาพในการกระตุ้นการผลิตคอลลาเจนของผิว
หลายๆ คนจึงมองว่าเป็นการลงทุนในระยะยาวที่คุ้มค่ากว่าเมื่อเทียบกันแล้วค่ะ
Radiesse
เหมาะกับใครบ้างนะ?
1 คนที่มีปัญหาแก้มหย่อนคล้อยและต้องการเอฟเฟกต์ยกกระชับหน้าไปพร้อมๆ กัน
2 คนที่เคยฉีดฟิลเลอร์ทั่วไปมาแล้ว
แต่รู้สึกว่าฟิลเลอร์ HA สลายตัวเร็วเกินไป ไม่ทันใจ
3 คนที่มีปัญหาเนื้อหลังมือฝ่อตัวลงจนมองเห็นเส้นเลือดชัดเจน
4 คนที่เน้นการปรับโครงหน้าในโซน Mid-face มากกว่าบริเวณร่องน้ำตา
ในทางกลับกัน กลุ่มคนต่อไปนี้
ขอแนะนำให้ลองพิจารณาตัวเลือกอื่นแทนค่ะ
1 คนที่ไม่เคยลองฉีดฟิลเลอร์มาก่อนเลยในชีวิต
(แนะนำให้ลองเริ่มต้นและดูการตอบสนองจากฟิลเลอร์ HA ดูก่อน)
2 คนที่มีเป้าหมายหลักในการแก้ไขปัญหารอบดวงตา
3 คนที่ต้องการทางเลือกในการสามารถสลายออกได้ทันทีหากไม่ชอบผลลัพธ์หลังทำ
สิ่งที่หมอให้ความสำคัญมากที่สุดก็คือ
ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกใช้ Radiesse
คนไข้ต้องเข้าใจอย่างชัดเจนก่อนว่า ทำไมเคสของเราถึงเหมาะกับ Radiesse ค่ะ
คำถามที่พบบ่อย
Q1. สำหรับคนที่พึ่งเคยฉีดฟิลเลอร์เป็นครั้งแรก
จะฉีดตัวนี้ได้ไหมคะ?
เนื่องจากไม่มีตัวยาสำหรับฉีดสลาย ความแม่นยำในการคาดการณ์ผลลัพธ์จึงสำคัญมาก
หากตัวคนไข้เองยังไม่เคยมีประสบการณ์
ในการตอบสนองต่อฟิลเลอร์มาก่อนเลยแม้แต่ครั้งเดียว
การเลือกฉีดตัวนี้เป็นตัวแรกสุด
อาจมีความเสี่ยงที่สูงเกินไปค่ะ
Q2. หากหมดฤทธิ์ของฟิลเลอร์แล้ว
ใบหน้าจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมเลยไหม?
A. เมื่อเวลาผ่านไปสารเหล่านี้จะสลายไปเองตามธรรมชาติ
ทำให้วอลลุ่มที่เคยเต็มขึ้นเริ่มลดลงไปค่ะ
อย่างไรก็ดี เนื่องจากผลลัพธ์จากการกระตุ้นการผลิตคอลลาเจนสะสมไปแล้ว
ในหลายๆ เคสจึงพบว่าผิวไม่ได้ทรุดโทรมลงไป
จนกลายไปคล้ายกับจุดเริ่มต้นก่อนฉีด 100% ซะทีเดียวค่ะ
Q3. สามารถฉีดโบท็อกซ์
ในวันเดียวกันได้เลยไหมคะ?
A. ทำได้แน่นอนค่ะ หากเป็นบริเวณที่ไม่ได้ทับซ้อนกัน
แต่ว่าผลข้างเคียงเรื่องอาการบวมและหน้าช้ำอาจจะทับซ้อนกันได้
ดังนั้น ลำดับขั้นตอนของการทำทรีตเมนต์และการจับคู่การทำงาน
หมอจะต้องพิจารณาตามการประเมินสภาพใบหน้าของแต่ละคนหน้างานด้วยตนเองอีกครั้งค่ะ
หากมีข้อสงสัยใดๆ เพิ่มเติม สามารถส่งข้อความถามไถ่
เข้ามาปรึกษาได้อย่างสะดวกทาง LINE หรือโทรเข้าเบอร์คลินิกได้เลยนะคะ
สามารถสอบถามแชทคุยกันทาง LINE ล่วงหน้าก่อนเข้าชมคลินิกจริงได้เช่นกันค่ะ
และทั้งหมดนี้คือเรื่องราวดีๆ จากคุณหมอ คิม กาอึล ค่ะ
✦ คอนเทนต์น่าอ่านเพิ่มเติม
อาการหน้าแก่โทรมลงอย่างกะทันหันหลังลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว การดึงหน้ายกกระชับสามารถแก้ปัญหาได้จริงไหม?
ฉีดฟิลเลอร์หน้าผากที่โซลย่านฮงแด ทำแค่ครั้งเดียวจะเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหนนะ?
ฉีดยาสลายไขมันย่านฮับจองและฮงแดในโซล จะได้ผลลัพธ์จริงหรือเปล่า?
โบท็อกซ์กราม 50U หรือ 100U ดี? ของเกาหลีกับ Xeomin ต่างกันยังไง? เจาะลึกที่ Beautystone คลินิก ฮงแด

ร่างกาย
온다 마이크로웨이브 (Onda Microwave) ช่วยเรื่องเซลลูไลท์ด้วยไหม และทำงานกับไขมันและเนื้อเยื่อเกี่ยวพันอย่างไรบ้างคะ?
온다 마이크로웨이브 (Onda Microwave) เป็นเทคโนโลยีที่ส่งความร้อนลงลึกถึงชั้นไขมันและเนื้อเยื่อพังผืดเพื่อช่วยรีโมเดลคอลลาเจนค่ะ เราได้สรุปความแตกต่างของชั้นผิวที่เป็นเป้าหมายในการทำ face lifting และการลดเซลลูไลท์ รวมถึงปฏิกิริยาการฟื้นฟูผิวหลังทำมาให้เรียบร้อยแล้วค่ะ

กำจัดขน
ทำเลเซอร์กำจัดขนด้วย GentleMax แล้วทำไมถึงเป็นรูขุมขนอักเสบ? มีวิธีดูแลตัวเองอย่างไรดี?
อาการสิวขึ้นหลังจากเลเซอร์กำจัดขนด้วย GentleMax Pro มักจะเป็นภาวะรูขุมขนอักเสบ (Folliculitis) ที่เกิดขึ้นในระหว่างกระบวนการที่เส้นขนกำลังจะหลุดร่วงค่ะ ซึ่งเราได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับอาการทั่วไปที่พบได้ปกติ สัญญาณเตือนที่ต้องกลับมาพบแพทย์ และวิธีการดูแลตัวเองง่ายๆ ที่บ้านมาให้แล้วค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ทำไมฟิลเลอร์ถึงเคลื่อนที่ผิดตำแหน่ง และเราต้องระวังเรื่องไหนบ้างเพื่อลดการเคลื่อนตัวของฟิลเลอร์คะ?
การที่ฟิลเลอร์เคลื่อนที่เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งชั้นผิวที่ฉีด ปริมาณฟิลเลอร์ และการขยับของใบหน้าในบริเวณนั้นค่ะ เราได้รวบรวมเงื่อนไขที่ทำให้ฟิลเลอร์เคลื่อนตัวได้ง่าย วิธีการป้องกัน และสัญญาณเตือนเมื่อสงสัยว่าฟิลเลอร์อาจจะเคลื่อนที่มาให้แล้วค่ะ

ผิว
ริ้วรอยจากการแสดงอารมณ์และริ้วรอยแห่งวัยมีความแตกต่างกันอย่างไร และทำไมถึงต้องใช้วิธีการดูแลรักษาที่ต่างกันคะ?
ริ้วรอยจากการแสดงอารมณ์ (Dynamic wrinkles) เกิดจากกล้ามเนื้อที่ใช้แสดงสีหน้า ส่วนริ้วรอยร่องลึก (Static wrinkles) เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างผิว เราสรุปความต่างของสาเหตุและแนวทางการดูแลรักษารวมถึงความเข้าใจผิดที่พบบ่อยของริ้วรอยทั้งสองแบบนี้ไว้ให้แล้วค่ะ

ผิว
แผลเป็นคีลอยด์ (keloid) กับแผลเป็นนูนหนา (hypertrophic scar) แตกต่างกันอย่างไร และทำไมวิธีการดูแลรักษาถึงไม่เหมือนกันนะ?
แผลเป็นคีลอยด์ (keloid) จะโตเกินขอบเขตแผลเดิมและกลับมาเป็นซ้ำได้บ่อย ในขณะที่แผลเป็นนูนหนา (hypertrophic scar) จะโตอยู่เฉพาะในขอบเขตแผลเดิมและมักจะค่อยๆ คงที่ค่ะ เราได้รวบรวมความต่างของกลไกการเกิด วิธีการดูแลรักษาของทั้งสองแบบ รวมถึงความเข้าใจผิดที่พบบ่อยมาไว้ให้แล้วค่ะ

ผิว
ฝ้า กระ จุดด่างดำวัยชรา หรือปานโอตะเทียม เม็ดสีผิวของเราเหมาะกับเลเซอร์ตัวไหนดีนะ?
เม็ดสีแต่ละชนิดมีทั้งแบบที่อยู่บนชั้นผิวกำพร้า (epidermis) และที่ฝังลึกในชั้นหนังแท้ (dermis) ซึ่งเลเซอร์คลื่นสั้นและคลื่นยาวจะจับเป้าหมายที่ความลึกต่างกัน เรามาดูแนวทางการรักษาตามประเภทของเม็ดสีกันค่ะ



