สิ่งที่แพทย์รู้สึกได้จากการสั่งจ่าย Saxenda ด้วยตัวเอง

ช่วงนี้เป็นฤดูกาลที่
มีคนสอบถามเรื่องการลดน้ำหนักเข้ามาเยอะมากเลยค่ะ
วันนี้เราจะมารวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ Saxenda แบบเจาะลึกกันนะคะ
รวมไปถึงเรื่องโยโย่เอฟเฟกต์ และประเด็นอื่นๆ ด้วยค่ะ
จากประสบการณ์ที่หมอเคยสั่งจ่ายยาตัวนี้โดยตรง
ทั้งในเคสที่ได้ผลดี
และเคสที่น่าเสียดาย
หมอจะมาเล่าให้ฟังกันแบบหมดเปลือกเลยนะคะ
ก่อนอื่นเรามาเริ่มจาก
3 คำถามยอดฮิตที่หลายคนสงสัยกันก่อนดีกว่าค่ะ
Q. Saxenda
ช่วยลดน้ำหนักได้จริงไหมคะ?
A. จริงค่ะ ลดได้แน่นอน แต่ความเร็วในการลดน้ำหนัก
ของแต่ละคนจะไม่เท่ากันนะคะ
Q. Saxenda
ต่างจากยาลดความอยากอาหารทั่วไปยังไงคะ?
A. ต่างกันค่ะ กลไกการออกฤทธิ์
จัดเป็นยากลุ่มที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิงเลยค่ะ
Q. ถ้าหยุดใช้ Saxenda แล้ว
น้ำหนักจะโยโย่ไหมคะ?
A. ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองค่ะ
ซึ่งจุดนี้ถือเป็นคีย์เวิร์ดที่สำคัญที่สุดเลยค่ะ
Saxenda คืออะไร?
มาทำความเข้าใจกันแบบง่ายๆ ค่ะ
Saxenda คือยากลุ่ม GLP-1 receptor agonist ค่ะ
อธิบายง่ายๆ ก็คือ เป็นยาที่เลียนแบบฮอร์โมน
ที่ร่างกายของเราจะหลั่งออกมาตามธรรมชาติหลังรับประทานอาหารค่ะ
ฮอร์โมนตัวนี้จะส่งสัญญาณบอกสมองว่า "อิ่มแล้วนะ"
และช่วยควบคุมการหลั่งอินซูลินค่ะ
สรุปคือ เป็นวิธีที่ช่วยสร้างความรู้สึกอิ่มขึ้นมา
เพื่อช่วยให้เราทานได้น้อยลงนั่นเองค่ะ
และนี่คือจุดที่หลายคนมักเข้าใจผิดบ่อยๆ
เพราะ Saxenda ไม่ใช่ยา
ที่ช่วยไปสลายไขมันโดยตรงนะคะ
ซึ่งความเข้าใจในจุดนี้ จะส่งผลต่อแนวทาง
การวางแผนการรักษาของหมออย่างมากเลยค่ะ
ข้อดีที่โดดเด่นมากของมันเมื่อเทียบกับยาลดความอยากอาหารกลุ่มที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทแบบเดิมคือ
ไม่ทำให้เกิดการดื้อยาหรือติดยา
และสามารถใช้ติดต่อกัน
ในระยะยาวได้อย่างปลอดภัยค่ะ
เคสที่ใช้แล้วได้ประสิทธิภาพดีที่สุด
จากประสบการณ์ตรงของหมอเองค่ะ

แต่สารภาพตามตรงนะคะว่า Saxenda
ก็ไม่ได้ให้ผลลัพธ์ที่สมบูรณ์แบบเหมือนกันกับทุกคนหรอกค่ะ
ทว่าหากย้อนดูจากเคสที่หมอเคยดูแลมา
คนไข้ที่ได้ผลลัพธ์การลดน้ำหนักที่ดีมากๆ
มักจะมีจุดร่วมที่คล้ายกันดังนี้ค่ะ
1 คนที่รู้สึกว่าควบคุมความอยากอาหารของตัวเองได้ยากเป็นพิเศษ
2 คนที่มีพฤติกรรมชอบทานมื้อดึก หรือมีสภาวะทานอาหารมากเกินไป (Binge Eating) ซ้ำๆ
3 คนที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดพุ่งสูง (Blood Sugar Spike) บ่อยครั้ง
4 คนที่มีค่า BMI ตั้งแต่ 27 ขึ้นไป และมีโรคประจำตัวที่เกี่ยวข้องกับน้ำหนักตัว
แต่ห้ามลืมสิ่งสำคัญข้อนี้เป็นอันขาดเลยนะคะ
นั่นก็คือ "ความเร็วในการปรับเพิ่มปริมาณยา" ค่ะ
เราต้องเริ่มจากปริมาณต่ำสุดที่ 0.6mg แล้วค่อยๆ ปรับขึ้นอย่างช้าๆ
หากใจร้อนรีบปรับเพิ่มยาเร็วเกินไป
จะทำให้มีอาการคลื่นไส้อย่างรุนแรง จนต้องยอมแพ้และล้มเลิกไปในที่สุดค่ะ
ปกติหมอจะคอยสังเกตอาการข้างเคียงของคนไข้
แล้วค่อยๆ ปรับเพิ่มยาให้อย่างช้าๆ ที่สุดค่ะ
เพราะการรีบร้อนมีแต่จะทำให้ได้ไม่คุ้มเสียนะคะ
บันทึกเคสจริงจากคุณหมอคิมกาอึล:
จากประสบการณ์ของหมอ หากหลังเริ่มใช้ยาไปแล้ว 4 สัปดาห์
แล้วคนไข้ยังไม่มีการตอบสนองใดๆ
ถึงแม้จะดึงดันใช้ยาในระยะยาวต่อไป ผลลัพธ์ส่วนใหญ่
ก็มักจะไม่สู้ดีหรือไม่ได้แตกต่างจากเดิมมากนักค่ะ
และโปรดจำไว้เสมอว่า Saxenda ไม่ใช่ยา
มหัศจรรย์ที่จะช่วยสลายความอ้วนให้คุณได้เอง
แต่มันคือ "ตัวช่วย" ที่คอยพยุงให้เราควบคุมอาหารได้ง่ายขึ้นต่างหากค่ะ
ดังนั้นถ้าพึ่งพาแต่ยา แต่พฤติกรรมการกินยังเหมือนเดิม
ประสิทธิภาพของยาก็จะลดลงไปเกินครึ่งแน่นอนค่ะ
ข้อเสียเพียงอย่างเดียวอาจจะเป็นเรื่องของราคาค่ะ
เนื่องจากเป็นนวัตกรรมที่มีค่าใช้จ่ายพอสมควร
หมอจึงอยากให้คนไข้ตัดสินใจร่วมกัน
โดยเตรียมความตั้งใจและวินัยในตัวเองมาให้พร้อมด้วยนะคะ
ส่วนเรื่องผลข้างเคียง แม้จะเป็นจุดที่น่ากังวลใจอยู่บ้าง
แต่อาการที่พบได้บ่อยที่สุดจากการใช้ Saxenda
มักจะเป็นเพียงความรู้สึกไม่สบายตัวในระบบย่อยอาหารค่ะ
1 อาการพะอืดพะอม (คลื่นไส้)
2 อาเจียน หรือแสบร้อนกลางอก (กรดไหลย้อน)
3 ท้องผูก หรือท้องเสีย
4 รู้สึกอ่อนเพลีย ไม่มีแรง
อาการเหล่านี้ส่วนใหญ่จะค่อยๆ บรรเทาลงและหายไปเอง
ภายใน 2-4 สัปดาห์หลังจากร่างกายเริ่มปรับตัวได้ค่ะ
อย่างไรก็ตาม หากคุณมีประวัติเป็นโรคตับอ่อนอักเสบ
หรือมีบุคคลในครอบครัวเป็นโรคมะเร็งต่อมไทรอยด์ชนิดเมดัลลารี (MTC)
จะไม่สามารถสั่งจ่ายยาตัวนี้ได้เด็ดขาดนะคะ
ดังนั้น ตอนเข้ามาปรึกษาหมอ
ต้องแจ้งข้อมูลประวัติสุขภาพตรงนี้ให้ครบถ้วนด้วยนะคะ
จริงไหมคะที่ว่าพอหยุดยาแล้ว
น้ำหนักจะตีกลับมาโยโย่ทันที?

นี่คือคำถามสุดคลาสสิกที่หมอโดนถามบ่อยที่สุดเลยค่ะ
ถ้าตอบกันแบบตรงไปตรงมาเลยก็คือ
เมื่อเราหยุดใช้ Saxenda ความอยากอาหารก็จะกลับมาเหมือนเดิมค่ะ
เพราะมันเป็นเรื่องธรรมชาติที่เมื่อร่างกายไม่มีตัวยาคอยส่งสัญญาณ
บอกสมองว่าอิ่มแล้ว เราก็จะกลับมารู้สึกหิวได้ปกติค่ะ
เพราะฉะนั้น คนที่จะประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง
คือคนที่ใช้ช่วงเวลาที่ใช้ยา Saxenda ในการ "ปรับพฤติกรรมการกินและสร้างนิสัยการกินเพื่อสุขภาพที่ดีแบบใหม่" ให้กับตนเองค่ะ
สุดท้ายผลลัพธ์ก็จะยังคงอยู่เมื่อหยุดยาค่ะ
ในการดูแลคนไข้ของหมอ
หมอไม่ได้แค่จ่ายยาให้ไปใช้อย่างเดียวนะคะ
แต่เราจะร่วมกันวางแผนการดูแลเป็นขั้นตอน
ว่าจะเริ่มลดปริมาณในจังหวะไหน และต้องค่อยๆ ทำอย่างไรบ้าง
เพื่อให้คุณสามารถหยุดยาได้อย่างราบรื่นและปลอดภัยที่สุดค่ะ
เพราะการหยุดยาทันทีแบบปุบปับ
อาจก่อให้เกิดปฏิกิริยาตีกลับ (rebound effect) ตามมาได้ค่ะ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q1. ในแต่ละวัน
ควรฉีดยาตอนไหนดีที่สุดคะ?
A. สามารถฉีดได้ทุกเวลาโดยไม่ต้องคำนึงถึงมื้ออาหารค่ะ
แต่ควรเป็นช่วงเวลาเดียวกันในทุกๆ วัน และทำการฉีดเข้าชั้นไขมันใต้ผิวหนัง
บริเวณหน้าท้อง ต้นขา หรือต้นแขน และที่สำคัญที่สุดคือตัวยาต้องเก็บรักษาไว้ในตู้เย็นเสมอค่ะ
Q2. Wegovy กับ Saxenda
แตกต่างกันอย่างไรคะ?
A. ยาทั้งสองชนิดอยู่ในกลุ่มเดียวกันค่ะ
แต่ Wegovy จะสะดวกกว่าเพราะฉีดเพียงสัปดาห์ละ 1 ครั้ง
และจากรายงานทางการแพทย์พบว่าอาจช่วยให้น้ำหนักลดลงได้มากกว่าด้วยค่ะ
สำหรับสถานะการพร้อมจ่ายยาในเกาหลีปัจจุบัน
หมอขออนุญาตแจกแจงรายละเอียดและตรวจสอบให้อีกครั้งเมื่อคนไข้เดินทางเข้ามาที่คลินิกนะคะ
Q3. ถ้าไม่ได้เป็นเบาหวาน
ก็สามารถใช้ยานี้ได้ใช่ไหมคะ?
A. ได้แน่นอนค่ะ เพราะตัวยาได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการ
เพื่อใช้ในการรักษาโรคอ้วนโดยเฉพาะอยู่แล้วค่ะ
เพียงแค่ผ่านขั้นตอนการคัดกรองเบื้องต้นกับหมอ
เพื่อเช็กความพร้อมทางร่างกายก็เริ่มใช้ได้เลยค่ะ
สรุปแล้ว Saxenda ถือเป็นเครื่องมือที่ยอดเยี่ยมมากนะคะ
แต่สุดท้ายแล้ว หัวใจสำคัญที่สุดก็คือพฤติกรรมการกินของตัวคุณเองค่ะ
หากคุณมีข้อสงสัยตรงไหนเพิ่มเติม สามารถสอบถามเข้ามาได้เลยนะคะ
ยินดีให้คำปรึกษาผ่านช่องทาง LINE หรือโทรศัพท์ได้ตลอดเลยค่ะ
หรือจะส่งข้อความมาสอบถามก่อนเดินทางมาคลินิกก็ได้เลยนะคะ
วันนี้หมอคิมกาอึลขอตัวลาไปก่อนนะคะ สวัสดีค่ะ
✦ บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม
โบท็อกซ์ ย่านฮงแด-ฮับจ็อง ทำไมผลลัพธ์ของคลินิกที่คุณหมอลงมือฉีดเองถึงแตกต่างและได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า?
รีวิวเจาะลึก Ulthera ต้องฉีดกี่ช็อต (shots) ถึงจะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนและเป๊ะปังที่สุด?
ฉีดฟิลเลอร์งานผิว water glow ย่านฮงแด กับ 5 ข้อสำคัญที่คุณต้องรู้ก่อนตัดสินใจทำ
แนะนำ 5 เกณฑ์ในการเลือกคลินิกผิวหนังย่านฮงแด จากปากคำแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง
ปัญหาหน้าแก่ก่อนวัยหลังลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว การทำหัตถการยกกระชับ (lifting) จะช่วยแก้ไขได้จริงไหม?

ยกกระชับ
ตั้งแต่วัย 20 ไปจนถึง 50 ปี ควรเริ่มทำโปรแกรมยกกระชับ (lifting) ตอนไหน และเริ่มจากตัวไหนดีนะ?
จุดเริ่มต้นของการทำ Lifting นั้น ขึ้นอยู่กับสัญญาณเตือนของผิวมากกว่าเลขอายุนะคะ วันนี้เรามาเช็กโรดแมปในแต่ละช่วงวัย พร้อมเกณฑ์ในการเลือกวิธีที่ใช่ และไขข้อข้องใจยอดฮิตกันค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
เมื่อรู้สึกหนักหนังตาและคิ้วดูตก การทำอัลตร้าซาวด์ 리프팅 (lifting) บริเวณหน้าผากและคิ้วจะช่วยได้ไหมคะ?
สำหรับผู้ที่มีปัญหาตาดูหนักและล้าซึ่งมีสาเหตุมาจากคิ้วและหน้าผากหย่อนคล้อย นี่คือข้อมูลสรุปเกี่ยวกับหลักการทำงานของการทำอัลตราซาวด์ยกกระชับ (Ultrasonic Lifting) เคสที่เหมาะกับการทำทรีตเมนต์นี้ รวมถึงสัญญาณการฟื้นฟูของผิวและระยะเวลาที่จะเริ่มเห็นผลลัพธ์ค่ะ

ยกกระชับ
เมื่อกังวลเรื่องริ้วรอยที่คอและไลน์กรอบคอที่เริ่มหย่อนคล้อย การทำกิ๊ฟติ้งด้วยคลื่นวิทยุ (High-Frequency Lifting) จะช่วยได้อย่างไรบ้างคะ?
คู่มือนี้รวบรวมตั้งแต่สาเหตุของรอยเหี่ยวย่นบริเวณลำคอและกรอบคอที่ดูหย่อนคล้อย ไปจนถึงหลักการทำงานของคลื่นวิทยุความถี่สูง (RF) สำหรับการยกกระชับ รวมถึงการดูแลรักษาตามลักษณะริ้วรอยแต่ละประเภท และสัญญาณแห่งการฟื้นฟูผิวค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
เมื่อเริ่มรู้สึกว่าบริเวณขมับและหน้าผากดูยุบตัวลง Juvelook Volume จะสามารถช่วยเติมเต็มได้อย่างไรบ้างคะ?
คู่มือสรุปสาเหตุของปัญหาขมับและหน้าผากตอบ พร้อมอธิบายหลักการทำงานของ Juvelook Volume ที่ช่วยกระตุ้นคอลลาเจนให้ค่อยๆ เติมเต็มผิวอย่างเป็นธรรมชาติ รวมถึงเกณฑ์ในการพิจารณาว่าเหมาะกับเคสแบบไหน และสัญญาณการฟื้นฟูผิวหลังทำค่ะ

ร่างกาย
ออนดาช่วยเรื่องเซลลูไลท์ได้ไหม ทำงานกับไขมันอย่างไร
ออนดา (ไมโครเวฟ) ทำงานกับไขมันและเนื้อเยื่อเกี่ยวพันอย่างไร เกี่ยวข้องกับเซลลูไลท์แค่ไหนค่ะ

กำจัดขน
รูขุมขนอักเสบหลังกำจัดขนเกิดจากอะไร ดูแลอย่างไร
รูขุมขนอักเสบหลังเลเซอร์กำจัดขนเกิดจากอะไร อาการทั่วไป สัญญาณที่ควรพบแพทย์ และวิธีดูแลค่ะ



