สรุปผล Ulthera ว่าเริ่มเห็นเมื่อไหร่ อยู่นานแค่ไหน ตามเกณฑ์ 90 วันและ 6 เดือน พร้อมจุดสังเกตค่ะ
เผยแพร่ -
อัปเดต -

Author
Wi Young-jin · Chief director
Seoul National University College of Medicine · Seoul National University Hospital Specialist
→
หลายคนมักจะเผลอใช้ปลายนิ้วยกกระชับแนวคางที่หน้ากระจกเบาๆ แต่พอปล่อยมือปุ๊บก็กลับมาคล้อยเหมือนเดิมทันที จนต้องรีบเปิดอินเทอร์เน็ตหาข้อมูลกันใช่ไหมคะ? แต่ข้อมูลที่เจอกลับแบ่งออกเป็นสองเสียงอย่างชัดเจน ฝั่งหนึ่งรีวิวว่า "ทำครั้งเดียวเห็นผลทันที" ในขณะที่อีกฝั่งกลับบอกว่า "ทำแล้วก็งั้นๆ ไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยนเลย"
หากตอบแบบสั้นๆ Ulthera เป็นหัตถการที่ไม่ได้วัดผลในวันแรกที่ทำค่ะ แต่วัดผลกันที่ประมาณ 90 วันขึ้นไป เนื่องจากพลังงานคลื่นเสียงความถี่สูง (micro-focused ultrasound) จะเข้าไปกระตุ้นกระบวนการสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ ร่างกายจึงจำเป็นต้องใช้เวลาในการทำงานนี้ให้เสร็จสมบูรณ์ค่ะ
ดังนั้น หากเราประเมินผลลัพธ์ในเวลาที่ต่างกัน ผลลัพธ์ที่ได้จึงออกมาตรงกันข้าม ทั้งที่ทำโปรแกรมเดียวกันแท้ๆ คนที่ส่องกระจกตอนสัปดาห์ที่ 2 กับคนที่ส่องกระจกตอนครบ 3 เดือน จึงเขียนรีวิวออกมาต่างกันนั่นเองค่ะ
อ่านบทความนี้แล้วคุณจะได้รู้เกี่ยวกับ:
ผลลัพธ์ของ Ulthera ในแต่ละช่วงเวลาว่าจะค่อยๆ เห็นผลชัดขึ้นอย่างไร
ทำไมช่วงเวลา 90 วัน และ 6 เดือน ถึงเป็นเกณฑ์มาตรฐานในการประเมินผลลัพธ์
ปัจจัยที่ทำให้ระยะเวลาคงผลลัพธ์ของ Ulthera ในแต่ละบุคคลแตกต่างกัน
ขั้นตอนการวางแผนเพื่อกำหนดวันสำหรับทำทรีตเมนต์ในรอบถัดไป
Ulthera ส่งพลังงานลึกไปถึงชั้นผิวไหนบ้าง?
มีความเข้าใจผิดที่เจอบ่อยมากในห้องให้คำปรึกษาค่ะ นั่นคือหลายคนคิดว่า Ulthera เป็นหัตถการที่ช่วยกระชับผิวแค่บริเวณชั้นผิวภายนอก (Epidermis) เท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันคือการส่งพลังงานคลื่นเสียงความถี่สูงเข้าไปโฟกัสที่จุดเล็กๆ จุดเดียวอย่างแม่นยำ ซึ่งจะทำให้เกิดจุดความร้อนเล็กๆ (Thermal Coagulation Points*) ใต้ผิว โดยที่ผิวชั้นนอกไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เลยค่ะ
*Thermal Coagulation Point (TCP): จุดที่พลังงานคลื่นเสียงมารวมกันจนเกิดความร้อน ทำให้เนื้อเยื่อเกิดการหดตัวเล็กน้อย ซึ่งจุดนี้เองจะเป็นจุดเริ่มต้นในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ค่ะ
พลังงานไม่ได้รวมอยู่แค่จุดเดียว แต่จะแบ่งออกเป็น 3 ระดับความลึก จากรายงานการวิจัยทางคลินิกสรุปได้ว่า การยิงจะแบ่งออกเป็น 3 ระดับความลึก ได้แก่ ชั้นหนังแท้ (Dermis) ที่ความลึก 1.5 mm, ลึกลงไปอีกที่ 3.0 mm, และชั้น SMAS* ที่ความลึก 4.5 mm ซึ่งในทางศัลยกรรมตกแต่ง ชั้น 4.5 mm นี้คือชั้นผิวจริงที่ใช้ในการผ่าตัดดึงหน้า ดังนั้น การที่พลังงานส่งไปถึงชั้นนี้หรือไม่ จึงเป็นตัวตัดสินว่าเราจะรู้สึกถึงความยกกระชับได้อย่างชัดเจนหรือไม่นั่นเองค่ะ
*SMAS: ชั้นเนื้อเยื่อบางๆ ที่คลุมอยู่เหนือกล้ามเนื้อใบหน้า ทำหน้าที่เสมือนโครงสร้างหลักที่คอยพยุงกรอบหน้าไม่ให้หย่อนคล้อยค่ะ
และนี่คือเหตุผลที่เรารู้สึกเห็นผลช้า ก็เพราะคอลลาเจนในชั้นผิวนี้ต้องใช้เวลาในการสร้างขึ้นมาใหม่นั่นเองค่ะ แตกต่างจากโปรแกรมเลเซอร์ลอกผิวทั่วไปที่เน้นดูแลผิวชั้นนอก Ulthera จะไม่มีรอยแผลเปิดให้เห็นเลย วันรุ่งขึ้นหลังจากทำส่องกระจกดูจึงอาจจะยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนนั่นเองค่ะ

ผลลัพธ์ของ Ulthera เริ่มเห็นเมื่อไหร่ — ไทม์ไลน์ตั้งแต่วันแรกจนถึง 6 เดือน
คอลลาเจนไม่ได้เกิดขึ้นทันทีในจุดที่ได้รับพลังงานนะคะ จากข้อมูลทางคลินิกพบว่า ระยะเวลามาตรฐานที่จะเริ่มสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจนคือประมาณ 90 วัน และผลลัพธ์จะค่อยๆ ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ในช่วง 2-6 เดือน ดังนั้น หากตัดสินใจด่วนสรุปจากหน้าตัวเองในวันรุ่งขึ้นหลังทำ ก็อาจจะเร็วเกินไปนิดนึงค่ะ
ตามคำแนะนำของสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งสหรัฐอเมริกา (AAD) ระบุไว้ว่า การทำเพียงครั้งเดียว จะเริ่มเห็นผลลัพธ์ความยกกระชับเต่งตึงอย่างค่อยเป็นค่อยไปในช่วง 2 ถึง 6 เดือน ค่ะ
แล้วทำไมตอนสัปดาห์ที่ 2 ถึงยังไม่ค่อยเห็นความเปลี่ยนแปลงล่ะ? นั่นเป็นเพราะในช่วงเวลานั้น กระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่เพื่อเข้าไปเติมเต็มในผิวยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น จึงยังสะสมไม่มากพอที่จะแสดงออกมาให้เห็นภายนอกค่ะ แม้แต่ในผลการทดลองทางวิทยาศาสตร์ก็รายงานว่า การสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่ในจุดความร้อน (TCP) จะเริ่มแสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดที่สุดเมื่อครบ 90 วัน แม้ว่าสภาพผิวของแต่ละคนจะต่างกัน แต่ข้อมูลนี้ก็ช่วยอธิบายได้ดีว่าทำไมเราถึงต้องรอคอยกันเป็นเวลาหลายเดือนค่ะ
ระยะเวลา | การเปลี่ยนแปลงใต้ชั้นผิว | ผลลัพธ์ที่สังเกตได้ |
|---|---|---|
วันที่ทำหัตถการ | เกิดจุดความร้อน (TCP) ใต้ผิว | มีอาการบวมและรู้สึกตึงๆ ผิว |
2 สัปดาห์ | เข้าสู่ช่วงเริ่มต้นของการฟื้นฟูผิว | ยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจน |
90 วัน (3 เดือน) | ช่วงเวลามาตรฐานในการประเมินผล | เริ่มรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลง |
6 เดือน | คอลลาเจนสะสมตัวอย่างต่อเนื่อง | ผิวหน้ายกกระชับและแน่นขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ |
จากรายงานการวิจัยที่อ้างอิงข้างต้นสรุปว่า เมื่อครบกำหนด 90 วัน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าคนไข้กว่า 92% มีผิวที่ยกกระชับขึ้นอย่างชัดเจน และผลลัพธ์นี้คงอยู่ยาวนานถึง 1 ปี ยิ่งไปกว่านั้น สัดส่วนความพึงพอใจของคนไข้ที่รู้สึกได้ด้วยตัวเองเพิ่มขึ้นจาก 42% ในวันแรกๆ ไปเป็น 53% เมื่อครบ 360 วัน เนื่องจากเป็นหัตถการที่ผลลัพธ์จะค่อยๆ เพิ่มขึ้นตามเวลา หากเราด่วนตัดสินผลลัพธ์ก่อนที่กระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่ (Collagen Remodeling*) จะเสร็จสิ้น ก็อาจจะทำให้เรารู้สึกว่าผลลัพธ์ที่ได้นั้นน้อยกว่าความเป็นจริงค่ะ
*Collagen Remodeling: กระบวนการที่คอลลาเจนเก่าถูกจัดระเบียบใหม่ และคอลลาเจนใหม่ถูกสร้างขึ้นมาทดแทน ซึ่งกระบวนการนี้ต้องใช้เวลาทำงานยาวนานเป็นเดือนๆ ไม่ใช่แค่ไม่กี่วันค่ะ


ปัจจัยที่ทำให้ระยะเวลาและประสิทธิภาพของ Ulthera แตกต่างกัน
แม้ว่าคอลลาเจนจะใช้เวลาสร้างนานถึง 90 วัน แต่ผลลัพธ์ที่ได้นั้นจะอยู่คู่กับผิวเรายาวนานกว่านั้นมากค่ะ ตามคู่มืออย่างเป็นทางการของผู้ผลิตเครื่อง Ulthera ระบุว่า บริเวณที่ได้รับการรับรองประสิทธิภาพ ได้แก่ คิ้ว, ใต้คาง, ลำคอ และเนินอก โดยบริเวณใบหน้าผลลัพธ์จะอยู่ได้นาน 1 ปีขึ้นไป ส่วนบริเวณหน้าท้องและต้นแขนผลลัพธ์จะอยู่ได้นานสูงสุด 6 เดือน ค่ะ ทั้งนี้ ระยะเวลา 1 ปี ไม่ได้แปลว่าประสิทธิภาพจะหมดลงทันที แต่เป็นช่วงเวลาที่ผิวจะเริ่มกลับเข้าสู่กระบวนการหย่อนคล้อยตามธรรมชาติตามวัยอีกครั้ง นั่นเองค่ะ
สำหรับเคสที่รู้สึกว่าผลลัพธ์อยู่ได้ไม่นาน มักเกิดจากปัจจัยร่วมดังต่อไปนี้ค่ะ:
ผิวมีความหย่อนคล้อยค่อนข้างมากอยู่แล้ว ทำให้เหลือพื้นที่ในการดึงกระชับได้น้อย
น้ำหนักตัวลดลงหรือเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหลังทำ ทำให้กรอบหน้าเดิมที่เคยยกกระชับดูเปลี่ยนไป
ไม่ได้ออกแบบการยิงตามโครงสร้างใบหน้าของแต่ละบุคคล ทำให้บางจุดที่จำเป็นได้รับพลังงานไม่เพียงพอ
ประเมินผลลัพธ์เร็วเกินไป (ก่อนครบ 90 วัน) ทำให้มองข้ามการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น
ในรายงานวิจัยฉบับเดียวกันระบุว่า กลุ่มที่ได้รับการดีไซน์การยิงเพิ่มจำนวนไลน์ (Lines) ในระดับความลึกที่เหมาะสมและใช้พลังงานที่พอดี จะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าอย่างชัดเจน ส่วนคนไข้ที่มีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) มากกว่า 30 หรือผิวหนังหย่อนคล้อยรุนแรง จะจัดอยู่ในกลุ่มข้อห้ามเชิงเปรียบเทียบ (relative contraindications) ซึ่งหมายความว่าไม่ใช่ว่าทำไม่ได้นะคะ แต่ผลลัพธ์ที่คาดหวังอาจจะลดลง จึงจำเป็นต้องปรึกษาแพทย์อย่างละเอียดก่อนทำค่ะ
นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมหัวข้อเรื่อง "จำนวนช็อต (Shots)" ถึงถูกพูดถึงบ่อยมากค่ะ สำหรับรายละเอียดการแบ่งจำนวนช็อตในแต่ละบริเวณ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ [บทความวิเคราะห์การจัดสรรจำนวนช็อต](/blog/hongdae-ulthera-600-shots) และถ้าสงสัยว่าทำไมแต่ละคลินิกถึงตั้งราคาไม่เท่ากัน สามารถศึกษาต่อได้ที่ [บทความสรุปโครงสร้างราคาและค่าบริการ](/blog/ulthera-cost-clinic-different) ค่ะ ส่วนใครที่ยังลังเลว่าปัญหาผิวของตัวเองเหมาะกับเครื่องไหน สามารถอ่าน [บทความเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง Ulthera และ Shurink](/blog/shurink-vs-ulthera-which-lifting) เพื่อช่วยในการตัดสินใจได้เลยค่ะ

ทำไมต้องเลือก Beautystone สาขาฮับจอง (Hapjeong)?
ที่ Beautystone สาขาฮับจอง ก่อนที่จะแนะนำโปรแกรมใดๆ เราจะช่วยประเมินและอธิบายให้คนไข้เข้าใจก่อนเสมอค่ะว่าปัญหาความหย่อนคล้อยในปัจจุบันเริ่มต้นมาจากผิวชั้นไหน เนื่องจากเครื่อง Ulthera มีหน้าจอแสดงผลอัลตราซาวด์แบบเรียลไทม์ (Real-time Visualization) ทำให้แพทย์สามารถมองเห็นชั้นผิวจริงขณะยิงได้ เราจึงทำการพูดคุยเพื่อประเมินจำนวนช็อตและค่าใช้จ่ายที่คาดการณ์ไว้ร่วมกับคนไข้ก่อนเริ่มทำเสมอค่ะ และด้วยความที่เราเป็นคลินิกขนาดอบอุ่นตั้งอยู่ใกล้สถานีฮับจอง (Hapjeong Station) เดินทางสะดวก เราจึงสามารถใส่ใจและออกแบบการรักษาเฉพาะบุคคลตามตำแหน่งความหย่อนคล้อยของคนไข้แต่ละท่านได้อย่างละเอียดถี่ถ้วนค่ะ

ขั้นตอนการประเมินผลลัพธ์ของ Ulthera และการวางแผนทำครั้งถัดไป
อย่างที่อธิบายไปข้างต้นว่า เกณฑ์มาตรฐานคือ 90 วัน ดังนั้นทั้งการดูผลลัพธ์และการนัดหมายรอบถัดไปจึงยึดช่วงเวลานี้เป็นหลักค่ะ การวางแผนล่วงหน้าอย่างเป็นขั้นตอน จะช่วยลดความกังวลใจในช่วงแรก และป้องกันการตัดสินใจที่ล่าช้าเกินไปได้ดีที่สุดค่ะ
ถ่ายภาพเก็บไว้ทั้งมุมตรงและมุมข้างก่อนทำ เพราะการเปรียบเทียบด้วยความจำอาจทำให้เรามองข้ามการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ไปได้ง่ายค่ะ
ช่วง 2 สัปดาห์แรก ให้สังเกตแค่เรื่องอาการบวมหรือรอยแดงเท่านั้น ช่วงนี้ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินความยกกระชับของใบหน้าค่ะ
เมื่อครบ 90 วัน ถ่ายรูปในมุมเดิมและแสงเดิมเพื่อนำมาเปรียบเทียบกัน นี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการวัดผลลัพธ์ค่ะ
เมื่อครบ 6 เดือน ค่อยมาพิจารณาว่าจะทำรอบถัดไปเมื่อไหร่ โดยประเมินจากอัตราการหย่อนคล้อยตามธรรมชาติของผิวเพื่อกำหนดระยะห่างที่เหมาะสมค่ะ
หลังทำเสร็จ หากมีอาการบวมเล็กน้อยหรือรู้สึกตึงผิวอยู่ 2-3 วัน ถือเป็นอาการปกติที่พบได้ทั่วไปค่ะ อย่างไรก็ตาม เพื่อความปลอดภัยและแยกแยะระหว่างอาการปกติกับสัญญาณเตือนที่ต้องระวัง แนะนำให้ลองศึกษาที่ [บทความเช็กลิสต์ผลข้างเคียงและการดูแลตัวเองหลังทำ](/blog/ulthera-side-effects-checklist) เพื่อช่วยในการสังเกตอาการได้ง่ายขึ้นค่ะ นอกจากนี้ สำหรับผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ หรือมีภาวะอักเสบในบริเวณที่จะทำ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ควรเลื่อนการทำหัตถการออกไปก่อน ก็สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในบทความนั้นเช่นเดียวกันค่ะ
*บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น การประเมินความเหมาะสมในการรับบริการ ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นรายบุคคลเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดค่ะ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q. ผลลัพธ์ของ Ulthera เริ่มเห็นเมื่อไหร่ สามารถประเมินตอนสัปดาห์ที่ 2 เลยได้ไหม?
A. ยังไม่แนะนำค่ะ สัปดาห์ที่ 2 ถือว่าเร็วเกินไปที่จะตัดสินผลลัพธ์ เนื่องจากกระบวนการสร้างและจัดเรียงคอลลาเจนใหม่ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น ผิวจึงยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่สังเกตเห็นได้ชัดเจนจากภายนอก โดยทั่วไปความยกกระชับจะค่อยๆ แสดงผลชัดขึ้นในช่วง 2-6 เดือน และปริมาณคอลลาเจนที่เพิ่มขึ้นใต้ชั้นผิวจะเห็นได้ชัดเจนที่สุดช่วงประมาณ 90 วันค่ะ ในช่วงสัปดาห์ที่ 2 แนะนำให้สังเกตแค่ว่าอาการบวมและรอยแดงลดลงตามปกติหรือไม่ก็เพียงพอแล้วค่ะ
Q. ทำ Ulthera เพื่อแก้ปัญหาแก้มและเหนียงหย่อนคล้อย แต่ทำไมรู้สึกว่าผลลัพธ์อยู่ได้ไม่นาน ควรเช็กจากอะไรดี?
A. เริ่มต้นด้วยการนำรูปก่อนทำและรูปหลังทำครบ 90 วันในมุมเดียวกันมาเปรียบเทียบกันก่อนค่ะ จากนั้นให้ตรวจสอบ 3 ข้อนี้: ① จำนวนช็อตที่ใช้และบริเวณที่ยิงเน้นบริเวณกรอบหน้าจริงหรือไม่, ② ปัญหาความหย่อนคล้อยเกิดจากชั้น SMAS* (ลึก 4.5 mm) จริงไหม, และ ③ ระยะเวลาที่ประเมินผลเกิน 90 วันแล้วหรือยัง การตรวจสอบสามข้อนี้จะช่วยให้ทราบได้ชัดเจนค่ะว่าเกิดจากขั้นตอนการออกแบบการรักษา หรือเป็นเพียงเพราะเราประเมินผลเร็วเกินไป
Q. ได้ยินมาว่าผลลัพธ์ของ Ulthera อยู่ได้นานประมาณ 1 ปี แบบนี้จำเป็นต้องกลับมาทำซ้ำทุกปีไหม?
A. ไม่จำเป็นต้องทำเป็นตารางฟิกซ์ตายตัวทุกปีค่ะ แม้ว่าคู่มือผู้ผลิตจะระบุว่าผลลัพธ์บนใบหน้าจะอยู่ได้นาน 1 ปีขึ้นไป แต่เนื่องจากอัตราความหย่อนคล้อยและไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนไม่เท่ากัน แนะนำให้เข้ามาพบแพทย์เพื่อประเมินสภาพผิวอีกครั้งตอนครบ 6 เดือนค่ะ หากผิวของคุณยังคงกระชับดีและหย่อนคล้อยช้า ก็สามารถยืดระยะเวลาออกไปได้อีก แต่หากมีปัจจัยเช่นน้ำหนักตัวเปลี่ยนแปลงมาก ก็อาจพิจารณาทำเร็วขึ้นได้ตามความเหมาะสมค่ะ
Q. เป็นคนแก้มตอบและเนื้อแก้มค่อนข้างน้อย แต่มีปัญหาเหนียงใต้คางหย่อนคล้อย แบบนี้ทำ Ulthera จะช่วยได้ไหม?
A. ทำได้แน่นอนค่ะ แต่เป็นเคสที่ต้องอาศัยการออกแบบการยิงที่ละเอียดและแม่นยำสูงมาก เนื่องจากใต้คางและลำคอเป็นบริเวณที่เครื่อง Ulthera ได้รับการรับรองประสิทธิภาพอย่างเป็นทางการอยู่แล้ว แต่สำหรับคนแก้มตอบ หากใช้พลังงานสูงในจุดที่มีไขมันน้อยเกินไป อาจทำให้แก้มดูตอบลงกว่าเดิมได้ แพทย์จึงต้องแบ่งสัดส่วนการยิงอย่างรอบคอบว่าจะเน้นที่บริเวณเหนียงใต้คางหรือแนวขากรรไกรในระดับความลึกเท่าใด สำหรับคนแก้มตอบ การปรับระดับความลึกและจุดที่ยิงให้ตรงจุดจะปลอดภัยและได้ผลดีกว่าการเน้นเพิ่มจำนวนช็อตค่ะ ซึ่งที่ Beautystone สาขาฮับจอง เราจะมีการพูดคุยและวิเคราะห์สัดส่วนนี้ให้คนไข้ฟังอย่างละเอียดก่อนทำทุกครั้งค่ะ
บทความที่เกี่ยวข้องน่าอ่าน
รีวิว Ulthera สำหรับผู้ชาย — การเปลี่ยนแปลงของกรอบหน้าและจำนวนช็อตที่แนะนำ | คลินิกผิวหนังย่านฮงแด
5 เช็กลิสต์เพื่อความปลอดภัย ป้องกันอุบัติเหตุจากการดมยาสลบขณะทำ Ulthera
รวม 10 คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับ Shurink Universe ตอบชัดทุกประเด็นโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
[Ulthera 300 ช็อต เห็นผลจริงไหม? เจาะลึกเฉพาะบริเวณโหนกแก้มโดยแพทย์เฉพาะทางโซล](https://beautystone1.com/blog/ulthera-300shots-effect-2)

กำจัดขน
레이저 제모 1회에도 남는 몫이 있어요 — 밀도를 모자이크로 보는 법

ลบรอยสัก
ลบรอยสักนิ้ว ข้อมือ ข้อเท้า ทำไมต้องใช้เวลานานกว่าที่อื่น?

ลบรอยสัก
ลบรอยสัก ราคาต่างกันได้แค่ไหน? เข้าใจก่อนตัดสินใจ

ลบรอยสัก
จ่ายครบ 10 ครั้งแล้ว ถ้ารอยสักหายก่อน เงินที่เหลือจะหายไปด้วยไหม?

ยกกระชับ
ร้อยไหมหน้าผาก ยกได้แค่ไหน เปลี่ยนแนวทางเมื่อไหร่

ผิว
สกินบูสเตอร์ราคาต่างกันทุกคลินิก เช็กอะไรก่อน?



