เป็นเบาหวาน ความดัน หรือกินยาละลายลิ่มเลือด ทำหัตถการความงามได้ไหม? มาดูสิ่งที่ต้องบอกคุณหมอกันค่ะ
เผยแพร่ -
อัปเดต -

Author
Wi Young-jin · Chief director
Seoul National University College of Medicine · Seoul National University Hospital Specialist
→
เคยกังวลไหมว่า "มีโรคประจำตัวอยู่ จะทำหัตถการความงามได้หรือเปล่า?" โดยเฉพาะคนที่เป็นเบาหวาน ความดันสูง หรือต้องกินยาประจำทุกวัน พอคิดจะทำฟิลเลอร์ ทำเลเซอร์ หรือฉีดสกินบูสเตอร์ ก็มักจะลังเลว่ามันจะปลอดภัยกับเราไหม
จริง ๆ แล้วเรื่องนี้ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะมองข้ามได้ สิ่งที่อันตรายที่สุดคือการหยุดยาเองหรือปิดบังข้อมูลสุขภาพจากคุณหมอ บทความนี้ Beautystone Clinic จะพาคุณไปดูว่าโรคประจำตัวและยาที่กินอยู่ ส่งผลต่อความปลอดภัยของหัตถการอย่างไร พร้อมแนะนำว่าตอนปรึกษาควรบอกอะไรกับคลินิกบ้างค่ะ
มีโรคประจำตัว ทำหัตถการความงามไม่ได้จริงไหม?
คำตอบคือ ส่วนใหญ่ยังทำได้ค่ะ การมีโรคประจำตัวอย่างเบาหวานหรือความดันสูง ไม่ได้แปลว่าจะทำหัตถการความงามไม่ได้เลย คนจำนวนมากยังสามารถทำได้ ภายใต้การประเมินและการดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
แต่โรคเรื้อรังเหล่านี้อาจมีผลต่อการฟื้นตัวหลังทำ หรือความเสี่ยงเรื่องเลือดออกและรอยช้ำได้ พูดง่าย ๆ คือ ตัวโรคเองไม่ได้น่ากลัวเท่ากับ "โรคที่คลินิกไม่รู้" เพราะฉะนั้นก่อนทำ ควรบอกสภาพร่างกายและโรคประจำตัวตามจริง เพื่อให้แพทย์วางแผนได้อย่างเหมาะสม ต่อไปเรามาดูทีละกลุ่มกันว่าแต่ละโรคและยาต้องระวังอะไรบ้าง
ยาละลายลิ่มเลือดกับความเสี่ยงเรื่องรอยช้ำ
ถ้าคุณกินยาที่ช่วยให้เลือดไม่แข็งตัวง่าย ส่วนนี้ต้องอ่านให้ดีเลยนะคะ ยาต้านการแข็งตัวของเลือดและยาต้านเกล็ดเลือด เช่น Warfarin, DOAC (ยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดกิน), Aspirin และ Clopidogrel จะทำให้เลือดแข็งตัวช้าลง ซึ่งช่วยป้องกันลิ่มเลือดในผู้ป่วยหลายคน แต่ก็ทำให้หัตถการกลุ่มฉีดหรือกลุ่มใช้พลังงาน มีโอกาสเกิดรอยช้ำหรือเลือดออกได้มากกว่าปกติ
ยกตัวอย่างเช่น การฉีดฟิลเลอร์ (Filler) หรือสกินบูสเตอร์ อาจมีรอยช้ำเล็กน้อยได้ ซึ่งโดยทั่วไปมักหายเองภายในไม่กี่วันถึงหนึ่งสัปดาห์ แต่ในคนที่กินยาละลายลิ่มเลือด รอยช้ำอาจกว้างขึ้นหรือใช้เวลาจางนานกว่าเดิม ทั้งนี้ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับชนิดยาและสภาพร่างกาย
เรื่องการจัดการยาต้านการแข็งตัวของเลือดช่วงก่อนทำหัตถการ ถือเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความละเอียด งานวิจัยเกี่ยวกับการจัดการยาต้านการแข็งตัวของเลือดช่วงผ่าตัด ชี้ว่าการจะหยุดยาหรือกินต่อ ขึ้นอยู่กับชนิดของยาและประเภทหัตถการเป็นสำคัญ (งานวิจัยการจัดการยาต้านการแข็งตัวของเลือด)
สิ่งที่สำคัญที่สุดและห้ามพลาดคือ อย่าหยุดยาเองเด็ดขาด การหยุดยาละลายลิ่มเลือดเองอาจเพิ่มความเสี่ยงเรื่องลิ่มเลือดอุดตัน ซึ่งอันตรายกว่ารอยช้ำมาก การจะหยุดยาได้หรือไม่ ต้องให้แพทย์ที่สั่งจ่ายยาเป็นผู้ประเมินเท่านั้น จากนั้นค่อยแจ้งรายการยาทั้งหมดให้คลินิกที่จะทำหัตถการทราบด้วยนะคะ

เบาหวานกับความดันสูงส่งผลอย่างไร?
สำหรับคนที่เป็นเบาหวาน ถ้าคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดีพอ แผลอาจหายช้าลงและมีโอกาสติดเชื้อได้มากขึ้น โดยเฉพาะหัตถการที่มีการเจาะผิวหรือมีช่วงพักฟื้น จุดนี้ยิ่งต้องใส่ใจ
แต่ถ้าระดับน้ำตาลของคุณคงที่และคุมได้ดี หลายคนก็ยังทำหัตถการได้ ภายใต้การประเมินของแพทย์ค่ะ การรู้ค่าน้ำตาลล่าสุดและมีรายการยาติดตัวไว้ จะช่วยให้การปรึกษาราบรื่นขึ้น
ส่วนความดันสูง ถ้าคุมได้ไม่ดี อาจทำให้เกิดรอยช้ำได้ง่ายขึ้น และบางหัตถการก็ต้องระวังเป็นพิเศษ คนที่ความดันมักขึ้นสูงในวันที่จะทำหัตถการ ควรแจ้งให้คลินิกทราบล่วงหน้าจะดีกว่า บางครั้งแค่ความกังวลตอนมาทำก็ทำให้ความดันขึ้นได้ การเตรียมตัวมาแบบสบาย ๆ ไม่เครียด จึงช่วยได้จริง ในแง่ของความปลอดภัยของหัตถการ การเข้าใจสภาพร่างกายโดยรวมของคนไข้ก่อนทำ ถือเป็นเรื่องสำคัญ (งานวิจัยด้านความปลอดภัยของหัตถการ)

ตอนปรึกษาควรบอกคลินิกเรื่องอะไรบ้าง?
การปรึกษาก่อนทำ คือจุดเริ่มต้นของความปลอดภัยที่แท้จริง มองว่าเป็นการพูดคุยสองทาง ไม่ใช่การสอบที่มีผิดถูก สิ่งที่แนะนำให้บอกกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมีดังนี้
โรคประจำตัวที่มีอยู่ เช่น เบาหวาน ความดันสูง โรคหัวใจ และคุมได้ดีแค่ไหน
ยาที่กินอยู่ทั้งหมด รวมถึงยาละลายลิ่มเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด และอาหารเสริม เพราะบางตัวก็มีผลต่อการเลือดออก
ประสบการณ์เดิม เช่น เคยมีรอยช้ำมากหรือแผลหายช้าหลังทำหัตถการมาก่อน
อาการแพ้ และประวัติการผ่าตัดหรือหัตถการในอดีต
อย่าคิดว่า "เรื่องเล็กน้อยไม่ต้องบอกก็ได้" เพราะการบอกตามจริงคือสิ่งที่ช่วยปกป้องตัวคุณเอง ในบางกรณีคลินิกอาจประสานกับแพทย์ที่ดูแลคุณอยู่ เพื่อวางแผนวิธีที่ปลอดภัยที่สุด และถ้ามีอะไรสงสัย ถามตรงนั้นได้เลยนะคะ

สรุป
การมีโรคประจำตัวไม่ได้แปลว่าจะทำหัตถการความงามไม่ได้ค่ะ คนที่กินยาละลายลิ่มเลือดจะมีโอกาสเกิดรอยช้ำและเลือดออกมากขึ้น ส่วนเบาหวานต้องระวังเรื่องแผลหายช้าและการติดเชื้อ ขณะที่ความดันสูงก็ต้องดูแลเรื่องรอยช้ำและการควบคุมระหว่างทำ
ทั้งนี้ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินก่อนตัดสินใจ และที่สำคัญที่สุดคือ อย่าหยุดยาด้วยตัวเอง ควรปรึกษาแพทย์ที่สั่งยาก่อนเสมอ
หากคุณกำลังกังวลว่ามีโรคประจำตัวหรือกินยาอยู่ แล้วจะทำหัตถการได้ไหม สามารถแอด LINE มาปรึกษาคุณหมอที่ Beautystone Clinic ย่านฮับจอง กรุงโซล ได้เลยนะคะ ปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายค่ะ
คำถามที่พบบ่อย
Q. กินยาละลายลิ่มเลือดอยู่ หยุดยาเองก่อนทำหัตถการได้ไหม?
A. ไม่ควรหยุดยาเองเด็ดขาดค่ะ การหยุดยาละลายลิ่มเลือดเองอาจเพิ่มความเสี่ยงเรื่องลิ่มเลือดอุดตัน ซึ่งอันตรายกว่ารอยช้ำมาก การจะหยุดยาได้หรือไม่ ต้องให้แพทย์ที่สั่งจ่ายยาประเมินก่อน แล้วค่อยแจ้งคลินิกที่จะทำหัตถการด้วยนะคะ
Q. เป็นเบาหวาน ทำหัตถการอะไรได้บ้าง?
A. ถ้าคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี แผลอาจหายช้าและเสี่ยงติดเชื้อมากขึ้น โดยเฉพาะหัตถการที่เจาะผิวหรือมีช่วงพักฟื้น แต่ถ้าน้ำตาลคงที่และคุมได้ดี หลายคนก็ยังทำได้ภายใต้การประเมินของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญค่ะ
Q. จำเป็นต้องบอกโรคประจำตัวไหม ถ้ารู้สึกว่าตัวเองปกติดี?
A. จำเป็นมากค่ะ แพทย์ต้องเห็นภาพรวมสุขภาพของคุณ ทั้งโรคประจำตัว ยาที่กินอยู่ทุกตัว และประสบการณ์เรื่องรอยช้ำหรือแผลหายช้า การบอกตามจริงไม่ได้ทำให้คุณโดนปฏิเสธ แต่ช่วยให้คลินิกดูแลคุณได้ปลอดภัยขึ้น
Q. ความดันสูงฉีดฟิลเลอร์ได้ไหม?
A. ส่วนใหญ่ทำได้ค่ะ ถ้าคุมความดันได้ดี แต่ถ้าคุมได้ไม่ดีอาจเกิดรอยช้ำง่ายขึ้น และบางหัตถการต้องระวังเป็นพิเศษ แนะนำให้บอกค่าความดันปกติของคุณและอาการในวันนั้น เพื่อให้แพทย์วางแผนได้เหมาะสม

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ราคา InMode ทำไมแต่ละที่ไม่เท่ากัน เหนียงจุดเดียวใช้กี่หัว

กำจัดขน
ราคากำจัดขนหนวดด้วยเลเซอร์ ดูแค่ราคาต่อครั้งไม่พอ

ผิว
프락셀 효과, 각질 벗겨지고 3개월까지가 진짜 구간이에요?

ยกกระชับ
เหนียงกับกรอบหน้า ยกกระชับได้ถึงชั้นไหน

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ฟิลเลอร์ปาก Juvederm: Volbella กับ Ultra ต่างกันยังไง

ผิว
포텐자 효과가 안 보인다고요? 콜라겐이 다시 차는 데 4~6주가 걸려요



