"สินค้านำเข้าดีกว่าสินค้าในประเทศไหม?" คำถามที่ได้ยินบ่อยที่สุดในห้องให้คำปรึกษา
ฮาวทูเลือกโบท็อกซ์ที่ใช่และเหมาะกับเราที่สุด
(สรุปครบเรื่อง ดื้อยา, ผลลัพธ์, และระยะเวลาคงรักษา)

จากการให้คำปรึกษาเรื่องโบท็อกซ์บ่อยๆ
หมอเห็นว่าคนไข้หลายคนมากๆ เลยค่ะ
มักจะติดกับดักคำว่า "แบรนด์"
ถ้าเป็นกระเป๋า เราเลือกจากโลโก้ ยี่ห้อ ใช่ไหมคะ?
ฮ่าฮ่าฮ่า…
แต่ถ้าเป็นโบท็อกซ์
เราต้องเลือกจากฝีมือแพทย์ผู้ฉีดค่ะ
ก่อนที่จะจ่ายเงินแพงๆ
เพิ่มขึ้นอีกหลายแสนวอนเพราะชื่อแบรนด์
ลองสละเวลาอ่านบทความนี้แค่ 3 นาทีดูนะคะ
สิ่งที่จะกำหนดผลลัพธ์ของโบท็อกซ์
ไม่ใช่ชื่อแบรนด์หรอกค่ะ
แต่อยู่ที่ "การดีไซน์การฉีด" ผ่านปลายเข็มที่หมอจับต่างหาก
Q. ถ้าคนละแบรนด์กัน
ผลลัพธ์จะเหมือนกันไหมคะ?
จำนวนยูนิตเท่ากัน แต่อาจไม่เท่ากันเป๊ะๆ เสมอไปค่ะ
เขียนว่า 100U แต่จริงๆ บางครั้งก็อาจจะดึงยาออกมาได้ถึง 120U เลยก็มีค่ะ
Q. โบท็อกซ์เกาหลี
เห็นผลน้อยกว่าโบท็อกซ์นำเข้า (ฝั่งยุโรป/อเมริกา) ไหมคะ?
A. ไม่เสมอไปค่ะ
ขึ้นอยู่กับบริเวณที่ฉีดด้วย บางจุดโบท็อกซ์เกาหลีก็ให้ผลลัพธ์ที่ตอบโจทย์กว่าค่ะ
Q. ต้องฉีดแบรนด์ไหน
ถึงจะอยู่ได้นานที่สุดคะ?
A. ระยะเวลาความคงทน ขึ้นอยู่กับบริเวณที่ฉีด ปริมาณยา (ยูนิต)
รวมถึงสภาพร่างกายและกล้ามเนื้อของแต่ละบุคคล มากกว่าตัวแบรนด์ค่ะ
แล้วทำไมโบท็อกซ์
ถึงมีแบรนด์ให้เลือกเยอะขนาดนี้กันนะ?

จริงๆ แล้วคำว่า "โบท็อกซ์" (Botox) เป็นชื่อทางการค้าของผลิตภัณฑ์บริษัท Allergan
แต่ตอนนี้กลายเป็นคำติดปากที่ใช้เรียกสารท็อกซิน (Toxin) ทั้งหมดไปแล้วค่ะ
ปัจจุบันแบรนด์โบท็อกซ์ที่ใช้ในเกาหลี
ถ้ารวมทั้งของนำเข้าและของเกาหลีเอง ก็มีมากกว่า 10 แบรนด์เลยทีเดียวค่ะ
หลายคนสงสัยว่า "ในเมื่อเป็นสารชนิดเดียวกัน แล้วมันจะต่างกันตรงไหนนะ?"
คำตอบคือ สายพันธุ์เชื้อที่ใช้ผลิต (Strain) และขนาดของโปรตีนหุ้ม (Protein Complex)
ในแต่ละแบรนด์จะมีความแตกต่างกันเล็กน้อยค่ะ
ดังนั้น แม้จะระบุว่า '50 ยูนิต' เท่ากัน
แต่ถ้าเป็นคนละแบรนด์
ความรู้สึกถึงความตึงหรือผลหลังฉีดจริง ก็อาจจะแตกต่างกันได้ค่ะ
ส่องจุดเด่นแต่ละแบรนด์แบบเข้าใจง่าย

แล้วในความเป็นจริง แต่ละแบรนด์
มีความต่างกันอย่างไรบ้าง?
สำหรับคำถามที่ถามกันบ่อยๆ ว่า "แบรนด์ไหนดีที่สุดคะ?"
จริงๆ แล้วไม่มีคำตอบที่ตายตัวค่ะ
เพราะแต่ละบริเวณที่ฉีด
ต้องการคุณสมบัติยาที่เหมาะสมต่างกันไป
สำหรับจุดที่ต้องใช้ความละเอียดประณีตสูง เช่น หน้าผาก หรือรอบดวงตา
ยาประเภทที่กระจายตัวแคบ แม่นยำ และคาดเดาผลลัพธ์ได้ง่ายจะเหมาะสมกว่า
ในขณะที่บริเวณกล้ามเนื้อขนาดใหญ่อย่าง น่อง หรือกราม
ตัวยาที่มีการกระจายตัวได้กว้างกว่า อาจจะให้ผลลัพธ์ที่ดีและทั่วถึงกว่าค่ะ
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การกระจายตัวและขอบเขตการออกฤทธิ์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับแบรนด์เป็นหลัก
แต่อยู่ที่ เทคนิคการฉีด ปริมาณจุดที่ลง และความเชี่ยวชาญของแพทย์ผู้ฉีด ค่ะ
บันทึกจากประสบการณ์จริงของ ผอ.คิม กาอึล:
จากประสบการณ์ของหมอ คนไข้ส่วนใหญ่จะสัมผัสถึงความต่างจาก
ตำแหน่งที่ฉีดและปริมาณยา (ยูนิต) มากกว่าความแตกต่างของตัวแบรนด์ค่ะ
หากรู้สึกว่าฉีดแล้วไม่ค่อยเห็นผลเหมือนเมื่อก่อน
แทนที่จะดึงดันเพิ่มปริมาณยาอย่างเดียว หมอแนะนำให้พิจารณาดีไซน์การรักษาใหม่
โดยการ เปลี่ยนไปใช้แบรนด์ที่ผลิตจากสายพันธุ์เชื้อที่ต่างออกไป ดูก่อนค่ะ
ระยะเวลาคงสภาพ
แต่ละแบรนด์ต่างกันจริงหรือเปล่า?

โดยทั่วไปแล้ว สารท็อกซินจะอยู่ได้ประมาณ 3-6 เดือน
ซึ่งถ้าดูตามผลทางสถิติแล้ว ความต่างของแต่ละแบรนด์ถือว่าน้อยมากๆ ค่ะ
แต่สิ่งที่มีผลต่อระยะเวลาความตึงจริงๆ คือปัจจัยเหล่านี้ต่างหากค่ะ
1. การขยับของกล้ามเนื้อ (Active Muscle)
ยิ่งขยับบ่อย แสดงอารมณ์ทางใบหน้าเยอะ ยิ่งคลายตัวเร็วขึ้นค่ะ
2. ปริมาณยูนิตที่ฉีด
หากฉีดในปริมาณน้อยเกินไป ย่อมหมดฤทธิ์ไวเป็นธรรมดาค่ะ
3. สภาพร่างกายและการเผาผลาญของแต่ละคน (Metabolism)
สำหรับคนที่ระบบเผาผลาญดีมากๆ ตัวยาก็จะสลายเร็วกว่าปกติเล็กน้อยค่ะ
ดังนั้น คำกล่าวที่ว่า "แบรนด์นี้อยู่ได้นานที่สุดแน่นอน"
ในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่ยืนยันแน่ชัดขนาดนั้นค่ะ
ท้ายที่สุดแล้ว การ เข้ารับการดูแลรักษาตามระยะเวลาที่เหมาะสม
คือคีย์สำคัญที่สุดที่จะช่วยให้คุณพึงพอใจกับผลลัพธ์ในระยะยาวค่ะ
แล้วเราควรมีเกณฑ์
ในการเลือกแบรนด์โบท็อกซ์อย่างไรดี?
![[뷰티스톤 칼럼] 보톡스 브랜드가 결과를 결정하지 않는 이유](https://framerusercontent.com/images/JOfX4AL5QBpRlLenGO6ijg6Wbo.jpg)
นี่คือคำแนะนำที่หมออยากแชร์ให้ฟังเวลาให้คำปรึกษาค่ะ
1. สำหรับผู้ที่เพิ่งเคยฉีดครั้งแรก
แนะนำเป็นแบรนด์ที่มีงานวิจัยรับรองเยอะ
เพื่อให้ออกฤทธิ์ได้แม่นยำและคาดเดาผลลัพธ์ได้ง่ายค่ะ
2. สำหรับผู้ที่รู้สึกว่ารอบก่อนไม่ค่อยเห็นผล
แทนที่จะรีบเปลี่ยนแบรนด์ทันที ควรให้หมอช่วยเช็กปริมาณยูนิตและตำแหน่งที่ลงยาก่อนค่ะ
3. สำหรับผู้ที่เน้นความคุ้มค่า สบายกระเป๋า
โบท็อกซ์เกาหลีแบรนด์ที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน ก็เป็นทางเลือกที่ดีและปลอดภัยมากๆ ค่ะ
4. สำหรับผู้ที่กังวลเรื่องอาการดื้อยา
แนะนำเป็นกลุ่มสารท็อกซินบริสุทธิ์สูง ไร้โปรตีนเจือปน (เช่น Xeomin) ดีที่สุดค่ะ
สุดท้ายนี้ สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าชื่อแบรนด์ใดๆ ก็คือ
การที่แพทย์ผู้ออกแบบการรักษา สามารถคำนวณปริมาณยา
และระบุตำแหน่งที่ฉีดได้อย่างแม่นยำและตอบโจทย์ที่สุดค่ะ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q. โบท็อกซ์เกาหลี กับ โบท็อกซ์นำเข้า (ยุโรป/อเมริกา)
ผลลัพธ์ต่างกันจริงไหมคะ?
A. ในแง่ของประสิทธิภาพของตัวสาร ถือว่าอยู่ในระดับที่เท่าเทียมกันค่ะ
ความละเอียดประณีตและศิลปะในการฉีดของผู้ดูแลรักษา มีผลต่อความต่างมากกว่าแบรนด์ค่ะ
Q. ถ้าฉีดซ้ำๆ บ่อยๆ
จะเสี่ยงดื้อยาไหมคะ?
A. มีโอกาสเกิดขึ้นได้ค่ะ แต่ในความเป็นจริงพบได้ค่อนข้างน้อยมาก
เพียงแค่หลีกเลี่ยงการฉีดถี่เกินไป หรืออัดปริมาณยูนิตที่สูงเกินพอดี ก็ปลอดภัยสบายใจได้ค่ะ
Q. ถ้าอยากลดกราม
ใช้แบรนด์ไหนดีที่สุดคะ?
A. สำหรับกราม สิ่งสำคัญคือกระบวนการรักษาที่ใช้ปริมาณยูนิตที่เพียงพอเป็นอันดับแรกค่ะ
หัวใจสำคัญไม่ใช่แบรนด์ไหน แต่คือ การคำนวณปริมาณยาที่ถูกต้องและเหมาะสมกับขนาดกล้ามเนื้อ ค่ะ
ผลลัพธ์ของโบท็อกซ์ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับชื่อยี่ห้อ
แต่อยู่ที่ การดีไซน์และวางแผนการรักษาอย่างประณีต ค่ะ
หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม
แชทปรึกษาผ่าน LINE
อยากรู้ว่ารูปหน้าของเราเหมาะกับโปรแกรมไหน ผอ. (หมอวี ยองจิน) พร้อมให้คำปรึกษาและตรวจเช็กด้วยตัวเองโดยตรงเลยค่ะ
▶ ปรึกษาแบบ 1:1 ผ่าน LINE คลิกเลย
ทักปรึกษาหมอผ่าน LINE ได้ตลอดเวลาเลยนะคะ สะดวกสบายมากๆ ค่ะ
ไว้เจอกันนะคะ รักษาดูแลโดยคุณหมอคิมกาอึลค่ะ
✦ บทความที่แนะนำให้อ่านคู่กัน

ยกกระชับ
อาการบวมหลังทำ Ulthera และ Thermage ยุบเมื่อไหร่ เจาะลึกไทม์ไลน์
อาการบวมหลังทำ Ulthera และ Thermage ยุบเมื่อไหร่ ไทม์ไลน์หลังทำ 1 และ 2 สัปดาห์ พร้อมวิธีดูแลค่ะ

ยกกระชับ
Sofwave ครั้งแรกต้องรู้อะไรบ้าง เจาะลึกหลักการและการฟื้นตัว
Sofwave ครั้งแรกต้องรู้อะไร เจาะลึกหลักการยกกระชับ ความต่างจาก Ulthera และการดูแลหลังทำค่ะ

กำจัดขน
GentleMax Pro Plus กับ Diode Laser ต่างกันอย่างไร
GentleMax Pro Plus กับ Diode Laser กำจัดขนต่างกันอย่างไร ทั้งความยาวคลื่นและความเหมาะกับสีผิวค่ะ

ผิว
รอยดำหลังทำเลเซอร์ป้องกันได้ เริ่มดูแลตั้งแต่ก่อนทำ เจาะลึกครบ
รอยดำหลังทำเลเซอร์ (PIH) ป้องกันได้ตั้งแต่ก่อนทำ ด้วยการกันแดดและดูแลผิว มาดูแนวทางกันค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
หลังทำหัตถการแต่งหน้าได้เมื่อไหร่ เจาะลึกแยกตามชนิด
หลังทำเลเซอร์ ฟิลเลอร์ โบท็อกซ์ สกินบูสเตอร์ เลเซอร์ยกกระชับ แต่งหน้าได้เมื่อไหร่ พร้อมวิธีดูแลผิว

ยกกระชับ
ตั้งแต่วัย 20 ไปจนถึง 50 ปี ควรเริ่มทำโปรแกรมยกกระชับ (lifting) ตอนไหน และเริ่มจากตัวไหนดีนะ?
จุดเริ่มต้นของการทำ Lifting นั้น ขึ้นอยู่กับสัญญาณเตือนของผิวมากกว่าเลขอายุนะคะ วันนี้เรามาเช็กโรดแมปในแต่ละช่วงวัย พร้อมเกณฑ์ในการเลือกวิธีที่ใช่ และไขข้อข้องใจยอดฮิตกันค่ะ



