มาดูความแตกต่างระหว่าง ฟิลเลอร์ ที่ช่วยเติมเต็ม กับ คอลลาเจน บูสเตอร์ ที่ช่วยสร้างผิวใหม่ พร้อมเจาะลึกหลักการทำงานของ Juvelook Volume กันค่ะ
เวลาที่แก้มหรือขมับของเราดูตอบลงไป หลายคนมักจะคิดว่าง่ายๆ แค่ "ฉีดฟิลเลอร์เติมเข้าไปก็จบไม่ใช่เหรอ?" แต่พอเริ่มศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับ Juvelook Volume ดู ก็มักจะได้ยินคำพูดที่ว่า "ตัวนี้ไม่ใช่การเติมเต็มนะ แต่เป็นการสร้างขึ้นมาใหม่ต่างหาก" สองแบบนี้มันต่างกันยังไงนะ?
> บทความนี้เป็นคอนเทนต์ที่รวบรวมข้อมูลการทำหัตถการจาก Beautystone สาขาฮับจองค่ะ
ถ้าให้อธิบายสั้นๆ Juvelook Volume ไม่ใช่การเอาสารเติมเต็มเข้าไปถมสเปซที่ว่างในทันที แต่เป็นการเข้าไปกระตุ้นให้ผิวของเราค่อยๆ สร้างคอลลาเจนขึ้นมาด้วยตัวเอง เพื่อให้แก้มและขมับค่อยๆ อิ่มฟูขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ดังนั้น ผลลัพธ์จึงไม่ได้เห็นผลทันทีเหมือนฟิลเลอร์ แต่จะค่อยๆ เห็นการเปลี่ยนแปลงตามเวลาที่ผ่านไปค่ะ
อ่านบทความนี้แล้วคุณจะได้รู้เกี่ยวกับ
กลไกการทำงานของ Juvelook Volume
ความแตกต่างระหว่าง Juvelook Volume กับฟิลเลอร์ทั่วไป
ระยะเวลาในการเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนและเข้าที่
ทำไมคุณหมอถึงแนะนำให้แบ่งทำเป็นจำนวนครั้ง (sessions)
Juvelook Volume มีกลไกการทำงานอย่างไร?
Juvelook Volume สกินบูสเตอร์ที่มีส่วนผสมหลักของ PDLLA* ซึ่งจะถูกฉีดเข้าไปใต้ชั้นผิวเพื่อทำหน้าที่กระตุ้นการผลิตคอลลาเจนใหม่ ตัวสารไม่ได้เข้าไปยึดพื้นที่เพื่อเพิ่มวอลลุ่มในทันที แต่โครงสร้างของมันจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายของเราตอบสนองและสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ในบริเวณนั้นเองค่ะ
PDLLA*: สารสกัดในกลุ่มกรดแลกติก (Lactic Acid) ที่มีคุณสมบัติช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนัง จัดอยู่ในกลุ่ม คอลลาเจนบูสเตอร์ (Collagen Booster)
จากผลการศึกษาเกี่ยวกับกลไกการกระตุ้นคอลลาเจนของ PDLLA พบว่า PDLLA จะช่วยควบคุมเซลล์ภูมิคุ้มกัน (Macrophage) เพื่อเพิ่มการสังเคราะห์คอลลาเจน และประสิทธิภาพในการสร้างวอลลุ่มนี้จะคงอยู่ต่อไปอีกประมาณ 20 สัปดาห์หลังการฉีด พูดง่ายๆ ก็คือ ผิวจะค่อยๆ ฟูขึ้นผ่านกระบวนการสร้างคอลลาเจนตามธรรมชาตินั่นเองค่ะ

แตกต่างจากฟิลเลอร์ทั่วไปอย่างไร?
ฟิลเลอร์ไฮยาลูโรนิก (HA Filler) ที่เราคุ้นเคยกันดี จะทำงานโดยตัวสารฟิลเลอร์เองเข้าไปเติมเต็มพื้นที่ว่างใต้ผิวทันที ทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงว่าผิวเต็มฟูขึ้นมาได้ทันทีหลังทำ แม้จะเห็นผลทันตาแต่สารนี้ก็จะค่อยๆ สลายตัวไปตามกาลเวลา
ส่วน Juvelook Volume นั้นมาในทิศทางที่ต่างออกไป เนื่องจากเป็นสารประเภทกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ผลลัพธ์จึงค่อยๆ ปรากฏอย่างช้าๆ แต่ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้นจะเป็นคอลลาเจนที่เนื้อเยื่อผิวของเราสร้างขึ้นมาเองอย่างแท้จริงค่ะ
ฟิลเลอร์ทั่วไป: ตัวสารเติมเต็มพื้นที่ในทันที
Juvelook Volume: ค่อยๆ เติมเต็มด้วยคอลลาเจนที่ผิวสร้างขึ้นเองอย่างเป็นธรรมชาติ
ดังนั้น สปีดการเห็นผลและวิธีการเซ็ตตัวของสารจึงมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน
นี่คือแนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงตามระยะเวลาหลังจากที่คอลลาเจนใต้ผิวได้รับตัวกระตุ้น (*นี่เป็นแนวโน้มค่าเฉลี่ยทั่วไป ผลลัพธ์และการเซ็ตตัวอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลขึ้นอยู่กับสภาพผิวค่ะ)


เริ่มเห็นผลลัพธ์และเข้าที่เมื่อไหร่?
เนื่องจาก Juvelook Volume ต้องอาศัยระยะเวลาทำงานในการกระตุ้นคอลลาเจน ผลลัพธ์จึงค่อยๆ ปรากฏขึ้น โดยส่วนใหญ่ผลลัพธ์ผ่านไปหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนจะดูสวยเต็มและเนียนตากว่าช่วงหลังทำเสร็จทันทีค่ะ
จากการรีวิวทางคลินิกของคอลลาเจนบูสเตอร์กลุ่ม PLLA พบว่าสารกระตุ้นในลักษณะนี้จะเกิดการสะสมและสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่อย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยทั่วไปแล้วการฉีดซ้ำตามระยะเวลาที่แนะนำจะช่วยรักษาผลลัพธ์ให้อยู่ได้ยาวนานถึง 18 เดือนหรือมากกว่านั้นเลยทีเดียว ดังนั้น การประเมินผลหลังฉีดสัปดาห์แรกๆ อาจยังเร็วเกินไป ควรให้เวลาผิวได้ทำหน้าที่ของมันก่อนนะคะ

ที่ Beautystone สาขาฮับจอง เราไม่จำกัดจำนวนครั้งล่วงหน้าโดยไม่ได้ประเมินผิวจริง
ที่ Beautystone สาขาฮับจอง เราจะไม่มีการยัดเยียดคอร์ส "แพ็กเกจจำนวนครั้ง" ตั้งแต่แรก แต่เราแนะนำให้คุณหมอคอนเซลต์ ตรวจดูความหย่อนคล้อย ระดับความตอบของใบหน้า และติดตามผลลัพธ์การเซ็ตตัวในครั้งแรกก่อนเพื่อวางแผนการรักษาในครั้งถัดไป เพราะคอลลาเจนต้องใช้เวลาในการสร้าง การค่อยๆ เติมและดีไซน์อย่างเป็นธรรมชาติในระยะเวลาที่เหมาะสม ดีกว่าการประโคมฉีดเยอะๆ ในครั้งเดียวแน่นอนค่ะ
คลินิกเดินทางสะดวกมาง่ายมากๆ จากสถานีฮับจอง (Hapjeong Station) สามารถแวะเข้ามารับการตรวจเช็กประเมินวอลลุ่มใบหน้ากับคุณหมอก่อนทำ เพื่อดีไซน์แนวทางการทำหัตถการร่วมกันได้ค่ะ จุดเด่นของเราคือการประเมินตามการตอบสนองของผิวคนไข้จริง มากกว่าการขายจำนวนครั้งตามแพ็กเกจ

ควรรู้ก่อนทำ: หัตถการนี้ต้องอาศัย "เวลา" ในการแสดงผลลัพธ์
การเปลี่ยนแปลงของ Juvelook Volume ไม่ได้เกิดขึ้นในทันที แต่เป็นการทำงานร่วมกับกลไกผิวในการสร้างคอลลาเจน ดังนั้น แทนที่จะคาดหวังความอิ่มฟูแบบเน้นๆ ทันหลังทำ อยากให้ทำความเข้าใจว่าผลลัพธ์จะค่อยๆ สวยขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติไปเรื่อยๆ ค่ะ
ทันทีหลังทำ: ยังไม่มีการปั้นทรงที่เปลี่ยนไปมากนัก แต่อาจมีอาการบวมเล็กน้อย
ช่วง 1-2 เดือน: คอลลาเจนเริ่มถูกกระตุ้นอย่างต่อเนื่อง ใบหน้าจะเริ่มดูเต็มและตึงกระชับขึ้น
ช่วง 3 เดือนขึ้นไป: เป็นช่วงที่คอลลาเจนสร้างเต็มที่ ผลลัพธ์และทรงหน้าเริ่มเข้าที่สวยงาม
หลังจากสังเกตแนวโน้มดีขึ้นในช่วงนี้แล้ว ค่อยมาพิจารณากับคุณหมอว่าจะทำเพิ่มอีกไหมได้เลยค่ะ ทั้งนี้ ข้อมูลข้างต้นเป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อประกอบการตัดสินใจ แนะนำให้ปรึกษากับทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนทำเพื่อประเมินผลิตภัณฑ์และจำนวนครั้งที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณค่ะ

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
Q. ฉีด Juvelook Volume ปุ๊บ ผิวจะฟูขึ้นปั๊บเลยไหมคะ?
A. แตกต่างจากฟิลเลอร์ทั่วไปที่เติมเต็มสเปซทันทีค่ะ Juvelook Volume ต้องใช้เวลาในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนก่อน โดยปกติจะเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนขึ้นหลังผ่านไปหลายสัปดาห์จนถึงหลายเดือน ทั้งนี้ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลค่ะ
Q. ผลลัพธ์เหมือนกับการฉีดฟิลเลอร์ทั่วไปไหม?
A. วิธีการเติมเต็มต่างกันค่ะ บริเวณที่ต้องการวอลลุ่มแบบเร่งด่วนกับบริเวณที่ต้องการกระตุ้นคอลลาเจนให้ค่อยๆ ฟูขึ้นมาเองอย่างเป็นธรรมชาตินั้นมีวัตถุประสงค์การรักษาที่ต่างกัน แนะนำให้ปรึกษากับคุณหมอเพื่อวิเคราะห์ใบหน้าและเลือกหัตถการที่ตอบโจทย์ที่สุดก่อนทำนะคะ
Q. ปกติแล้วต้องทำทั้งหมดกี่ครั้ง?
A. เนื่องจากเป็นหัตถการประเภทกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ส่วนใหญ่จึงนิยมทำซ้ำขยับความถี่ตามที่คุณหมอแนะนำเพื่อผลลัพธ์ที่ค่อยๆ สะสมลึกใต้ผิว อย่างไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับระดับความตอบของใบหน้าและการตอบสนองของผิวแต่ละบุคคลด้วยค่ะ การเข้ามาให้อาจารย์หมอประเมินผลเป็นระยะแล้วค่อยตัดสินใจทีละสเต็ป จะได้ผลลัพธ์ที่สวยนวลเป็นธรรมชาติที่สุดค่ะ
Q. ผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหน?
A. จากรายงานวิจัยทางคลินิกพบว่าผลลัพธ์สามารถอยู่ได้ยาวนานถึง 18 เดือนหรือมากกว่านั้นในบางราย อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาในการคงอยู่ขึ้นอยู่กับสภาพผิวส่วนบุคคล การดูแลตัวเองหลังทำ และจำนวนครั้งที่ได้รับการฉีดกระตุ้นเพื่อสะสมคอลลาเจนด้วยค่ะ
บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม

โครงหน้า&วอลลุ่ม
กล้ามเนื้อหน้าผากไม่ได้แค่ทำให้เกิดริ้วรอยเท่านั้นนะคะ — แต่ยังมีส่วนช่วยในการลืมตาด้วยค่ะ
ทำไมฉีดเท่ากันที่เดียวกันแต่ผลต่างกัน? 2 บทบาทกล้ามเนื้อหน้าผาก รอยย่น + ลืมตา และสัมพันธ์กับมัดอื่น

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ฉีดโบหน้าผากแล้วตาดูเล็กลง ไม่ใช่หนังตาตกเสมอไป
ไขข้อข้องใจ 'ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากแล้วตาดูหนักๆ อึ้งๆ' กลไกการหายไปของกล้ามเนื้อหน้าผากที่ช่วยพยุง และทำไมผลลัพธ์ของแต่ละคนถึงต่างกันขึ้นอยู่กับระดับการพึ่งพากล้ามเนื้อส่วนนี้

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ก่อนฉีด Botox หน้าผาก ลองใช้นิ้วจับหน้าผากแล้วลืมตาขึ้นดูนะคะ
ฉีดโบหน้าผากให้ดีไม่ใช่ลองก่อนถึงรู้ เช็กการใช้กล้ามเนื้อเอง 30 วินาที เพื่อปรับปริมาณ ตำแหน่ง

โครงหน้า&วอลลุ่ม
Dysport เห็นผลเร็วกว่า Botox แต่ทำไมคนที่มีภาวะดื้อยา (ดื้อโบ) ถึงต้องพิจารณาอย่างระมัดระวัง
แม้ว่าจะเป็น Botulinum Toxin Type A เหมือนกัน แต่ความแตกต่างของรัศมีการกระจายตัวก็ส่งผลต่อผลลัพธ์การรักษาที่ได้ค่ะ มาดูเกณฑ์การเลือกเข้ารับบริการ Botox vs Dysport ตามระดับการใช้งานของกล้ามเนื้อหน้าผาก (Frontalis) กันเลย

โครงหน้า&วอลลุ่ม
Skin botox ไม่ใช่โบท็อกซ์หน้าผากเวอร์ชันเบาๆ นะคะ
ฉีดโบหน้าผากไม่ได้ ก็ทำ Skin Botox ได้ ใช้โบทูลินัมตัวเดียวกระจายน้อยในหนังแท้ กระชับรูขุมขน คุมมัน

โครงหน้า&วอลลุ่ม
30 분 หลังฉีด filler จมูก หากมีอาการตามสัญญาณเตือนนี้ ให้รีบมาพบแพทย์ทันที
เช็กสัญญาณเตือนอันตรายหลังทำ ฟิลเลอร์จมูก ด้วยตัวเอง — หากมีอาการปวดตื้อๆ เป็นจังหวะ, ผิวซีด, มีรอยคล้ำสีม่วงหรือน้ำเงิน, หรือมีตุ่มน้ำพองเล็กๆ ให้รีบติดต่อคลินิกที่ทำทันที ช่วงเวลาทอง (Golden Hours) คือภายใน 4-6 ชั่วโมง



