เข้าใจผิดว่า Juvelook Volume คือฟิลเลอร์อยู่ทน 4 ความผิดหวังที่พบบ่อย
เผยแพร่ -
อัปเดต -

Author
Wi Young-jin · Chief director
Seoul National University College of Medicine · Seoul National University Hospital Specialist
→

เมื่อแก้มยุบและร่องแก้มลึกขึ้นจนต้องมาหาข้อมูลเรื่อง Juvelook Volume หลายคนมักเข้าใจว่ามันเป็นแค่ "ฟิลเลอร์ที่อยู่ได้นานขึ้นอีกหน่อย" แต่ถ้าคาดหวังด้วยความรู้สึกแบบฟิลเลอร์แล้วเข้ารับการทำ พอทำเสร็จก็มักจะแปลกใจว่า "ทำไมแก้มไม่เต็มขึ้นเลย"
Juvelook Volume ไม่ใช่ฟิลเลอร์ที่ใช้เจลดันเพิ่มปริมาตร แต่เป็นหัตถการที่กระตุ้นให้ผิวของเราสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ด้วยตัวเอง ดังนั้นถ้าไขข้อเข้าใจผิดที่มาจากมาตรฐานฟิลเลอร์ให้ชัดก่อน ทั้งผลลัพธ์และความรู้สึกที่คาดหวังไว้ก็จะสบายใจขึ้นมาก มาดูกันทีละข้อกับ 4 ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย
ความผิดหวังเมื่อเข้าใจว่า "ฉีดเสร็จปุ๊บ แก้มจะเต็มทันที"
พอนึกถึงฟิลเลอร์ เรามักจะรู้สึกว่า "ฉีดเข้าไปปุ๊บ ก็เต็มทันที" ถ้าเอามาตรฐานนี้มาใช้กับ Juvelook Volume พอผ่านไปสองสามวันแล้วส่องกระจกดู อาจรู้สึกว่าแก้มดูแบนลงกว่าเดิม จนตกใจคิดว่า "ทำพลาดหรือเปล่า" แต่จริงๆ แล้วนี่คือช่วงหนึ่งของขั้นตอนปกติ ทันทีหลังทำหัตถการ ความชุ่มชื้นที่ฉีดเข้าไปพร้อมกันจะทำให้ดูมีวอลลุ่มขึ้นมาชั่วคราว เมื่อความชุ่มชื้นนั้นค่อยๆ ลดลง ก็จะมีช่วงที่แก้มกลับไปดูใกล้เคียงสภาพเดิมอยู่พักหนึ่ง

วอลลุ่มที่แท้จริงจะเริ่มขึ้นหลังจากช่วงนั้น เมื่อสาร PDLLA เข้าที่และคอลลาเจนค่อยๆ สร้างขึ้นมา วอลลุ่มจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นทีละน้อยตลอดช่วง 1-3 เดือน ดังนั้นถ้าตัดสินผลลัพธ์จากรูปลักษณ์ในวันที่ทำหรือไม่กี่วันหลังจากนั้น ก็มักจะทำให้ผิดหวังมากที่สุด แค่รู้ล่วงหน้าว่าต้องรอถึงช่วงไหน ความพึงพอใจก็เปลี่ยนไปได้มาก
ในช่วงนี้อาจมีอาการบวมเล็กน้อยหรือรอยช้ำให้เห็นได้สองสามวัน ซึ่งส่วนใหญ่จะยุบหายไปเองตามธรรมชาติ ไม่ต้องกังวลมากนัก แต่แนะนำให้ดูแลตัวเองสักหน่อยในช่วงสองสามวันแรก เพื่อให้คอลลาเจนเข้าที่อย่างสม่ำเสมอ
ในวันที่ทำหัตถการ ให้ล้างหน้าและแต่งหน้าแบบเบาๆ ในระดับที่ไม่ทำให้ผิวระคายเคือง
ในช่วงสองสามวัน อย่ากดหรือถูบริเวณที่ฉีดแรงๆ
หลีกเลี่ยงซาวน่า ออกกำลังกายหนัก และดื่มแอลกอฮอล์ประมาณหนึ่งสัปดาห์ จะช่วยลดอาการบวมและรอยช้ำได้
ระหว่างช่วงพักฟื้น หากทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ผลลัพธ์คงอยู่ได้ดีขึ้น

ความผิดพลาดจากการคิดว่า "ทำครั้งเดียวจบ" แล้วฉีดรวบยอดทีเดียว
เพราะฟิลเลอร์ให้ความรู้สึกว่าฉีดครั้งเดียวก็จบ หลายคนจึงคิดว่า Juvelook Volume ก็คงฉีดรวบครั้งเดียวให้จบได้เหมือนกัน แต่หัตถการนี้เป็นวิธีที่ต้องค่อยๆ ปรับปริมาณไปพร้อมกับดูกระบวนการที่คอลลาเจนค่อยๆ สร้างขึ้น การฉีดปริมาณมากในครั้งเดียวจึงอาจทำลายความเป็นธรรมชาติได้
โดยทั่วไปแนะนำให้ทำ 2-3 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 4-6 สัปดาห์ จำนวนครั้งจะแตกต่างกันไปตามระดับความยุบและความหนาของผิว แทนที่จะเติมให้เต็มในครั้งเดียว การแบ่งเป็นหลายครั้งแล้วดูว่าครั้งก่อนหน้าเติมขึ้นมามากแค่ไหน ก่อนปรับปริมาณของครั้งถัดไป จะทำให้ผลลัพธ์ออกมาสม่ำเสมอกว่า
หลังจากที่เข้าที่แล้ว ผลลัพธ์มักจะคงอยู่ได้ประมาณ 2 ปี เมื่อเวลาผ่านไปแล้วรู้สึกว่าวอลลุ่มลดลง ก็สามารถเติมเสริมใหม่ได้ ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ปริมาณน้อยกว่าครั้งแรกก็สามารถฟื้นความอิ่มเอิบกลับมาได้แล้ว ช่วงเวลาที่ควรทำซ้ำสามารถกำหนดได้จากการสังเกตความเปลี่ยนแปลงของวอลลุ่มบนใบหน้า

ความเข้าใจผิดที่คิดว่า "เหมือนฟิลเลอร์ทุกอย่าง" แล้วเลือกใช้ผิด
เพราะคำว่า "ฟิลเลอร์ที่อยู่ได้นาน" หลายคนจึงเข้าใจว่า Juvelook Volume เหมือนกับฟิลเลอร์กรดไฮยาลูรอนิก (HA) แต่จริงๆ แล้วหลักการเติมเต็มนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ฟิลเลอร์ HA คือเจลที่เข้าไปครองพื้นที่และเติมเต็มทันที และหากจำเป็นก็สามารถสลายกลับคืนได้ด้วยการฉีดสลาย ในทางกลับกัน Juvelook Volume ใช้สาร PDLLA ที่ค่อยๆ สลายตัวอยู่ในชั้นหนังแท้ กระตุ้นไฟโบรบลาสต์ให้ผิวของเราสร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมาเอง กล่าวคือสิ่งที่เติมเต็มไม่ใช่เจล แต่คือคอลลาเจนของเราเอง
หัวข้อเปรียบเทียบ | ฟิลเลอร์กรดไฮยาลูรอนิก | Juvelook Volume |
|---|---|---|
สิ่งที่เติมเต็ม | ตัวเจลเอง | คอลลาเจนใหม่ของผิวเรา |
ช่วงเวลาที่เห็นผล | ทันทีหลังทำ | ค่อยๆ ขึ้นตลอด 1-3 เดือน |
ระยะเวลาที่อยู่ได้ | 6-18 เดือน | ประมาณ 2 ปี |
ความรู้สึก | วอลลุ่มที่ชัดเจน | ความเป็นธรรมชาติที่ค่อยๆ เติมเต็ม |
การย้อนกลับ | ปรับได้ด้วยการฉีดสลาย | สลายตามธรรมชาติไปตามเวลา |
ดังนั้นเกณฑ์การเลือกจึงขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ หากเป็นจุดที่ต้องเติมวอลลุ่มอย่างเร่งด่วน ฟิลเลอร์ HA ที่ให้ผลทันทีจะเหมาะกว่า แต่ถ้าให้ความสำคัญกับความคงทนและความเป็นธรรมชาติ Juvelook Volume จะตอบโจทย์มากกว่า หากต้องการใช้ทั้งสองอย่างร่วมกัน สิ่งสำคัญคือต้องแยกบริเวณและช่วงเวลาให้ดี เพื่อไม่ให้ความร้อนและการกระตุ้นซ้อนทับกัน

กรณีที่มองข้ามแก้มที่ยุบ เพราะคิดว่า "แค่เติมร่องแก้มก็พอ"
หลายคนที่มากังวลเรื่องร่องแก้มมักจะขอให้ "เติมแค่ร่องแก้มก็พอ" แต่เบื้องหลังของแก้มที่ยุบและร่องแก้มที่ลึกขึ้นนั้น มาจากคอลลาเจนในชั้นหนังแท้และไขมันใต้ผิวหนังที่ลดลงตามอายุ พูดง่ายๆ คือแรงพยุงที่เคยรองรับวอลลุ่มใบหน้าจากด้านล่างอ่อนแรงลง ถ้าในสภาพแบบนี้ดันแค่ร่องแก้มขึ้นมาด้วยเจล เวลายิ้มหรือพูด บริเวณนั้นอาจดูโดดขึ้นมาอย่างไม่เป็นธรรมชาติ
Juvelook Volume ไม่ได้เน้นเติมเต็มเส้นรอยพับโดยตรง แต่เข้าหาด้วยการทำให้พื้นชั้นหนังแท้ที่ยุบและบางลงกลับมาหนาขึ้นอีกครั้ง บริเวณที่ยุบกว้างและลาดเอียงอย่างแก้ม จะกระจายสารตื้นๆ ในวงกว้างเพื่อยกทั้งพื้นผิวขึ้นมา ส่วนบริเวณที่พับเป็นรอยอย่างร่องแก้ม จะรองรับชั้นล่างที่ทำให้เกิดริ้วรอย เพื่อคลายรอยพับให้นุ่มนวลขึ้น แม้จะเป็นสารชนิดเดียวกัน แต่ออกแบบความลึกและปริมาณต่างกันไปตามแต่ละบริเวณ จึงสามารถวางแผนดูแลทั้งแก้มที่ยุบและร่องแก้มไปพร้อมกันในแผนเดียวได้
แน่นอนว่าหากเป็นริ้วรอยที่ลึกมากอยู่แล้ว หรือเป็นสถานการณ์ที่ต้องเสริมวอลลุ่มโดยเร่งด่วน บางครั้งการใช้ร่วมกับฟิลเลอร์ HA ที่ให้ผลทันที โดยแบ่งลำดับการทำ ก็อาจเหมาะสมกว่า ส่วนจะใช้สูตรผสมแบบไหนนั้น ต้องดูสภาพผิวจริงก่อนจึงจะกำหนดได้

ฮับจอง Beautystone ไขข้อเข้าใจผิดเหล่านี้อย่างไร
ฮับจอง Beautystone ไม่ได้มองหัตถการนี้ด้วยมุมมองแบบ "เติมให้เต็มที่สุดเท่าที่จะทำได้" แต่จะเริ่มจากการแบ่งลำดับความสำคัญก่อนว่า ระหว่างแก้มที่ยุบกับร่องแก้ม ควรพยุงจุดไหนก่อนถึงจะทำให้ใบหน้าดูเป็นธรรมชาติที่สุด เนื่องจากความเร็วในการสร้างคอลลาเจนแตกต่างกันไปในแต่ละคน จึงต้องดูปฏิกิริยาจากครั้งแรกก่อน แล้วค่อยปรับปริมาณและช่วงเวลาของครั้งถัดไปอีกที
ด้วยขนาดคลินิกที่ไม่ใหญ่มาก เดินถึงได้จากสถานีฮับจอง จึงสามารถดูไปด้วยกันว่าใบหน้าค่อยๆ เติมเต็มขึ้นอย่างไรในแต่ละครั้ง และปรับแผนไปทีละนิดได้ หากมีอาการบวมที่ไม่ยุบลงแม้ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ มีบริเวณใดจับเป็นก้อนแข็ง หรือมีอาการปวดและร้อนวูบวาบที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ กรุณาปรึกษาแพทย์ผู้ทำหัตถการทันที
บทความนี้เป็นการรวบรวมข้อมูลทั่วไป ส่วนว่าหัตถการนี้เหมาะกับตัวเองหรือไม่ และควรดูแลตัวเองอย่างไร ควรปรึกษาและตัดสินใจร่วมกับแพทย์ที่ตรวจรักษาโดยตรงเพื่อความปลอดภัย

คำถามที่พบบ่อย
ทำเสร็จผ่านไปไม่กี่วัน ทำไมแก้มดูยุบลงกว่าเดิมคะ ผิดปกติหรือเปล่าคะ
ไม่ใช่เรื่องผิดปกติครับ เป็นช่วงหนึ่งที่พบได้บ่อย ในช่วงสองสามวันแรก ความชุ่มชื้นที่ฉีดเข้าไปพร้อมกันจะทำให้ดูมีวอลลุ่ม พอความชุ่มชื้นนั้นลดลง ก็จะมีช่วงที่แก้มดูใกล้เคียงสภาพเดิมอยู่พักหนึ่งครับ ส่วนวอลลุ่มที่แท้จริงจะค่อยๆ ขึ้นมาหลังจากคอลลาเจนเริ่มสร้างตัวในอีกไม่กี่สัปดาห์ต่อจากนี้ ดังนั้นไม่ต้องตัดสินผลลัพธ์จากรูปลักษณ์ในช่วงนี้นะครับ
อาการบวมหรือรอยช้ำปกติจะอยู่นานแค่ไหน แล้วควรดูแลตัวเองอย่างไรดีคะ
อาจมีอาการบวมเล็กน้อยหรือรอยช้ำให้เห็นได้สักสองสามวัน แต่ส่วนใหญ่จะยุบหายไปเองตามธรรมชาติครับ ไม่ควรกดหรือถูบริเวณที่ฉีดแรงๆ และหากหลีกเลี่ยงซาวน่า ออกกำลังกายหนัก และดื่มแอลกอฮอล์ประมาณหนึ่งสัปดาห์ ก็จะช่วยลดอาการบวมและรอยช้ำได้ครับ
สามารถทำแก้มกับร่องแก้มพร้อมกันในครั้งเดียวได้ไหมคะ
ได้ครับ เพราะแม้จะใช้สารชนิดเดียวกัน แต่จะออกแบบความลึกและปริมาณแยกตามแต่ละบริเวณ จึงสามารถดูแลทั้งแก้มที่ยุบและร่องแก้มไปพร้อมกันในแผนเดียวได้ อย่างไรก็ตาม ริ้วรอยที่ลึกมากๆ อาจคลี่คลายได้ไม่เต็มที่ด้วยการสร้างคอลลาเจนเพียงอย่างเดียว จึงควรดูสภาพจริงตอนปรึกษาแล้วค่อยกำหนดสูตรที่เหมาะสมครับ
บริเวณที่เคยฉีดฟิลเลอร์ไปแล้ว สามารถทำ Juvelook Volume เพิ่มได้ไหมคะ
มีกรณีที่ใช้ร่วมกันได้ครับ แต่สิ่งสำคัญคือต้องแยกบริเวณและช่วงเวลาให้ดี เพื่อไม่ให้ความร้อนและการกระตุ้นซ้อนทับกัน ส่วนจะทำตามลำดับไหนนั้น ควรให้แพทย์ตรวจดูสภาพฟิลเลอร์ปัจจุบันและผิวร่วมกันก่อนตัดสินใจ เพื่อความปลอดภัยครับ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ราคา InMode ทำไมแต่ละที่ไม่เท่ากัน เหนียงจุดเดียวใช้กี่หัว

กำจัดขน
ราคากำจัดขนหนวดด้วยเลเซอร์ ดูแค่ราคาต่อครั้งไม่พอ

ผิว
프락셀 효과, 각질 벗겨지고 3개월까지가 진짜 구간이에요?

ยกกระชับ
เหนียงกับกรอบหน้า ยกกระชับได้ถึงชั้นไหน

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ฟิลเลอร์ปาก Juvederm: Volbella กับ Ultra ต่างกันยังไง

ผิว
포텐자 효과가 안 보인다고요? 콜라겐이 다시 차는 데 4~6주가 걸려요



