คิดว่าเลเซอร์แรงตัวเดียวลบจุดด่างดำฝ้าได้หมด แต่ทำไมสีผิวกลับมาอีก? ไขเข้าใจผิดที่ควรเช็กก่อนเลือก
เผยแพร่ -
อัปเดต -

Author
Wi Young-jin · Chief director
Seoul National University College of Medicine · Seoul National University Hospital Specialist
→

คงมีหลายคนที่เปิดบทความนี้ด้วยความรู้สึกผิดหวัง เพราะทำเลเซอร์มาครั้งหนึ่งแล้วฝ้ากลับดูเข้มขึ้นกว่าเดิม ทั้งที่บอกไปว่า "ขอแบบแรงที่สุดเลย" แล้วทำไมกระถึงจางลง แต่ฝ้ากลับขึ้นมาใหม่อีก ถ้าจะสรุปตั้งแต่ต้นเลยก็คือ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เลือกความแรงผิด แต่มีแนวโน้มสูงว่าเลือกวิธีที่ไม่เข้ากับชนิดของเม็ดสีมากกว่า
บทความนี้จะไม่ขออธิบายเลเซอร์โทนนิ่ง พิโค และ IPL ซ้ำอีกครั้ง แต่จะพาไปทบทวนความเข้าใจผิดที่พบบ่อย 4 ข้อ ที่ทำให้การรักษาเม็ดสีพลาดเป้า ทีละข้อ พร้อมอธิบายว่าความเข้าใจผิดเหล่านั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร และก่อนจะเลือกทำหัตถการครั้งต่อไป ควรตรวจสอบอะไรบ้างเพื่อไม่ให้พลาดซ้ำแบบเดิม
ทำไมการเลือก "เลเซอร์แรงที่สุด" ถึงนำไปสู่ความล้มเหลว
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดคือการจัดอันดับหัตถการรักษาเม็ดสีตามความแรง หลายคนคิดว่ายิ่งเลเซอร์แรงเท่าไหร่ก็ยิ่งลบเม็ดสีได้ทุกชนิด แต่ความจริงแล้วเม็ดสีแต่ละประเภทฝังตัวอยู่ในระดับความลึกและกระจายเป็นบริเวณกว้างต่างกัน ผลลัพธ์จึงขึ้นอยู่กับ "วิธีที่เหมาะสม" ไม่ใช่ "ความแรง" แม้ภายนอกจะดูเป็นจุดสีน้ำตาลบนใบหน้าเหมือนกันหมด แต่เม็ดสีแต่ละจุดฝังตัวอยู่ในระดับความลึกและลักษณะที่ต่างกันไป
โดยเฉพาะฝ้าเป็นเม็ดสีที่บอบบางและกระจายตัวเป็นวงกว้างทั้งในชั้นหนังกำพร้าและหนังแท้ การเข้าไปทำลายด้วยความแรงในครั้งเดียวจึงอาจกลายเป็นการกระตุ้นให้เม็ดสีกลับมาเข้มขึ้นแทน ข้อมูลทางผิวหนังระบุว่าฝ้าเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งแสงแดด ฮอร์โมน และพันธุกรรม อีกทั้งยังฝังตัวอยู่ทั้งชั้นหนังกำพร้าและหนังแท้ จึงกำจัดให้หมดในครั้งเดียวได้ยาก นี่คือเหตุผลที่ชัดเจนว่าทำไมแม้จะใช้เลเซอร์ตัวเดียวกัน ก็ยังต้องปรับวิธีการรักษาให้เหมาะกับชนิดของเม็ดสีแต่ละแบบ
ดังนั้นหากใครเคยมีประสบการณ์ที่กระจางลงแต่ฝ้ากลับขึ้นมาใหม่ ส่วนใหญ่แล้วไม่ใช่เพราะฝีมือของแพทย์ แต่เป็นเพราะหัตถการที่แรงเกินไปไม่เข้ากับเม็ดสีที่บอบบางแบบฝ้า การขอ "แบบแรงที่สุด" นั้นเอง ก็คือทิศทางที่ไม่เหมาะกับเม็ดสีที่บอบบางตั้งแต่แรกแล้ว


ทำไมกระจางหายไป แต่ฝ้ากลับมาใหม่อีกครั้ง
เป็นเรื่องปกติที่กระและฝ้าจะตอบสนองต่อการรักษาแบบเดียวกันไม่เหมือนกัน กระมักเป็นจุดเม็ดสีที่รวมตัวกันชัดเจนอยู่ในชั้นหนังกำพร้า เนื่องจากอยู่ตื้นและขอบเขตชัดเจน จึงมักตอบสนองดีตั้งแต่ครั้งแรก ส่วนกระน้ำตาลที่เกิดจากพันธุกรรมและแสงแดด เป็นจุดเล็กๆ กระจายอยู่ในชั้นหนังกำพร้าเช่นกัน แต่มีลักษณะต่างออกไปอีกแบบ ในขณะที่ฝ้าเป็นเม็ดสีที่กระจายตัวกว้างและลึก แม้จะได้รับพลังงานเท่ากันก็ยังไวต่อการกระตุ้นมากกว่า
ด้วยเหตุนี้ การตั้งค่าความแรงที่ได้ผลดีกับกระ อาจกลับไปกระตุ้นเม็ดสีของฝ้าให้เข้มขึ้นมาใหม่ได้ หลักการง่ายๆ ก็คือ ยิ่งเม็ดสีอยู่ตื้นและขอบเขตชัดเจน ยิ่งตอบสนองดีในครั้งเดียว แต่ยิ่งเม็ดสีอยู่ลึกและกระจายกว้าง ยิ่งต้องค่อยๆ รักษาแบบอ่อนโยนหลายครั้งถึงจะปลอดภัย
หากพยายามเพิ่มความแรงเพื่อจัดการกระและฝ้าให้หมดไปพร้อมกันในครั้งเดียว มักจะได้จุดกึ่งกลางที่แรงเกินไปสำหรับกระ แต่ยังเสี่ยงเกินไปสำหรับฝ้า เพราะแม้แต่ในใบหน้าเดียวกัน ความลึกของเม็ดสีในแต่ละจุดก็ยังต่างกัน การแยกวิเคราะห์ชนิดของเม็ดสีตั้งแต่แรกจึงช่วยลดโอกาสที่ฝ้าจะกลับมาใหม่ได้

ทำไมการรักษาฝ้าแบบอ่อนโยนหลายครั้งถึงปลอดภัยกว่า
วิธีที่เหมาะกับเม็ดสีบอบบางอย่างฝ้าคือเลเซอร์โทนนิ่ง ซึ่งเป็นการยิงพลังงานต่ำหลายครั้งเพื่อค่อยๆ ทำให้เม็ดสีจางลงทีละน้อย แทนที่จะทำลายด้วยความแรงในครั้งเดียว วิธีนี้จึงเหมาะกับการดูแลเม็ดสีที่กระจายตัวเป็นวงกว้าง เพราะช่วยลดการระคายเคืองด้วยการทำซ้ำอย่างนุ่มนวล
แต่แทนที่จะจบในหนึ่งหรือสองครั้ง ต้องทำต่อเนื่องหลายครั้งเพื่อให้เห็นผลลัพธ์สะสม และการป้องกันแสงแดดในช่วงระหว่างการรักษาก็มีผลต่อผลลัพธ์อย่างมาก หากไม่ทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอทั้งก่อนและหลังทำหัตถการ เม็ดสีที่จางลงด้วยความพยายามอาจกลับมาเข้มขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากเป็นแนวทางที่ปรับโทนสีผิวอย่างค่อยเป็นค่อยไป หากต้องการกำจัดกระที่เป็นจุดชัดเจนเพียงจุดเดียว วิธีอื่นอาจให้ผลลัพธ์ที่เร็วกว่า
นี่คือเหตุผลว่าทำไมถ้าเริ่มต้นด้วยความคาดหวังว่าจะ "เปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดในครั้งเดียว" จึงมักผิดหวังได้ง่าย หากเข้าใจตั้งแต่แรกว่าเลเซอร์รักษาเม็ดสีเป็นหัตถการที่ค่อยๆ ปรับโทนผิวผ่านการสะสมหลายครั้ง มากกว่าจะเปลี่ยนอย่างน่าทึ่งในครั้งเดียว ก็จะสามารถทำต่อเนื่องได้อย่างมั่นใจ แม้ระหว่างทางผลลัพธ์จะดูช้าไปบ้างก็ตาม

ก่อนจะทำซ้ำอีกครั้ง ควรตรวจสอบอะไรก่อนเลือก
เมื่อจะเลือกหัตถการอีกครั้ง สิ่งที่ควรตรวจสอบก่อนไม่ใช่ "เลเซอร์ตัวไหนแรงที่สุด" แต่คือ "เม็ดสีของเราเป็นชนิดไหน" เพราะวิธีที่เหมาะสมจะต่างกันไปตามว่าเป็นกระหรือฝ้า อยู่ตื้นแบบรวมตัวกันชัดเจนหรือกระจายตัวเป็นวงกว้าง ลองดูตารางเปรียบเทียบชนิดเม็ดสีกับวิธีการรักษาด้านล่างนี้ จะเห็นว่าทำไมวิธีเดียวถึงแก้ปัญหาทั้งหมดไม่ได้
ประเภท | เลเซอร์โทนนิ่ง | เลเซอร์พิโค | IPL |
|---|---|---|---|
วิธีการ | พลังงานต่ำแบบทำซ้ำ | สลายเม็ดสีในเวลาสั้นๆ | แสงช่วงคลื่นกว้าง |
เม็ดสีที่เหมาะสม | ฝ้าที่กระจายตัวเป็นวงกว้าง | กระที่เป็นจุดชัดเจน | กระจางๆ และผิวแดงเรื่อ |
จำนวนครั้ง | หลายครั้งต่อเนื่อง | ค่อนข้างน้อยครั้ง | หลายครั้ง |
จุดเด่น | ระคายเคืองน้อย ค่อยเป็นค่อยไป | มีประสิทธิภาพกับเม็ดสีที่ชัดเจน | ปรับโทนผิวและผิวแดงไปพร้อมกัน |
เลเซอร์พิโคเป็นวิธีที่สลายเม็ดสีให้แตกละเอียดในเวลาอันสั้นมาก จึงจัดการกระที่รวมตัวกันชัดเจนหรือเม็ดสีที่สะสมมานานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วน IPL ไม่ใช่เลเซอร์ แต่เป็นการยิงแสงช่วงคลื่นกว้างเพื่อลดทั้งเม็ดสีและรอยแดงไปพร้อมกัน จึงเหมาะกับการปรับโทนผิวที่มีทั้งกระจางๆ และผิวแดงเรื่อปะปนกัน หากมีทั้งกระและฝ้าปะปนกัน แนวทางที่พบบ่อยคือแยกรักษากระที่ชัดเจนด้วยเลเซอร์พิโค ฝ้าที่กระจายตัวกว้างด้วยเลเซอร์โทนนิ่ง แล้วปรับโทนผิวโดยรวมด้วย IPL

ฮับจอง Beautystone ทบทวนเรื่องราวความล้มเหลวอย่างไร
ฮับจอง Beautystone ไม่แนะนำ "เลเซอร์ที่แรงกว่าเดิม" ให้กับผู้ที่กลับมาอีกครั้ง แต่จะเริ่มจากการวิเคราะห์ใหม่ว่าเม็ดสีบนใบหน้าของแต่ละคนประกอบด้วยชนิดใดบ้าง เนื่องจากความลึกของเม็ดสีในแต่ละจุดบนใบหน้าเดียวกันก็ยังต่างกัน จึงมักแยกกระและฝ้าออกจากกันในการรักษา หรือปรับลำดับขั้นตอนให้เหมาะสม
เป็นคลินิกขนาดเล็กที่เดินถึงได้จากสถานีฮับจอง จึงสามารถติดตามการตอบสนองของเม็ดสีระหว่างแต่ละครั้ง แล้วปรับพลังงานและรูปแบบการรักษาให้เหมาะสมได้อย่างต่อเนื่อง หากทบทวนร่วมกันว่าครั้งก่อนใช้การตั้งค่าแบบไหนและจุดไหนที่กลับมาเป็นซ้ำ ก็จะช่วยหาทิศทางที่ไม่พลาดซ้ำแบบเดิมได้ง่ายขึ้น

คำถามที่พบบ่อย
หลังทำเลเซอร์ครั้งก่อน ฝ้าเข้มขึ้นกว่าเดิม จะทิ้งรอยแผลเป็นไหมคะ?
ส่วนใหญ่แล้วไม่ใช่รอยแผลเป็นครับ แต่มักเป็นเพราะหัตถการที่แรงเกินไปไปกระตุ้นเม็ดสีของฝ้าที่บอบบางให้กลับขึ้นมาใหม่ ฝ้าเป็นเม็ดสีที่ปลอดภัยกว่าเมื่อรักษาแบบอ่อนโยนหลายครั้ง มากกว่าแรงเพียงครั้งเดียว หากครั้งหน้าเปลี่ยนวิธีการรักษา ผลลัพธ์ก็อาจแตกต่างไปครับ แต่ถ้ามีรอยแดงที่ไม่หายไปนาน หรือมีตุ่มน้ำ สะเก็ดรุนแรง ควรปรึกษาแพทย์ที่ทำหัตถการให้โดยตรงครับ
ผิดหวังจนเลิกทำไปแล้ว ถ้าจะเริ่มใหม่อีกครั้ง ควรเริ่มจากอะไรดีคะ?
แทนที่จะเพิ่มความแรงอีกครั้ง สิ่งแรกที่ควรทำคือปรึกษาแพทย์เพื่อแยกให้ชัดว่าเม็ดสีของเราเป็นกระหรือฝ้าครับ เมื่อพิจารณาความลึกของเม็ดสีแล้วค่อยกำหนดวิธีการรักษา ก็จะช่วยแก้จุดที่พลาดไปจากครั้งก่อนได้ครับ หากจำการตั้งค่าที่ใช้ในครั้งก่อนได้ ก็จะเป็นประโยชน์ในการปรับแผนการรักษาครับ
เพราะได้ผลกับกระแล้ว ทำหัตถการแบบเดิมกับฝ้าต่อไปเลยไม่ได้เหรอคะ?
การตั้งค่าที่ได้ผลดีกับกระ อาจกลายเป็นการกระตุ้นฝ้าให้แย่ลงแทนได้ครับ เพราะกระอยู่ตื้นและมีขอบเขตชัดเจน จึงตอบสนองเร็ว แต่ฝ้ากระจายตัวเป็นวงกว้าง แม้ได้รับความแรงเท่ากันก็ยังไวต่อการกระตุ้นมากกว่า การแยกวิธีการรักษาตามแต่ละบริเวณจะปลอดภัยกว่าครับ
ต้องทำกี่ครั้งถึงจะปรับโทนผิวได้สำเร็จโดยไม่พลาดคะ?
จำนวนครั้งที่แน่นอนบอกล่วงหน้าได้ยากครับ เพราะขึ้นอยู่กับชนิดและสภาพของเม็ดสีแต่ละคน เม็ดสีที่ต้องรักษาอย่างอ่อนโยนอย่างฝ้าจะเห็นผลเมื่อสะสมหลายครั้งอย่างต่อเนื่อง ส่วนกระที่ชัดเจนมักตอบสนองดีในจำนวนครั้งที่น้อยกว่า การติดตามผลระหว่างแต่ละครั้งแล้วปรับแผนไปเรื่อยๆ คือแนวทางที่ช่วยลดโอกาสพลาดได้ดีที่สุดครับ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ราคา InMode ทำไมแต่ละที่ไม่เท่ากัน เหนียงจุดเดียวใช้กี่หัว

กำจัดขน
ราคากำจัดขนหนวดด้วยเลเซอร์ ดูแค่ราคาต่อครั้งไม่พอ

ผิว
프락셀 효과, 각질 벗겨지고 3개월까지가 진짜 구간이에요?

ยกกระชับ
เหนียงกับกรอบหน้า ยกกระชับได้ถึงชั้นไหน

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ฟิลเลอร์ปาก Juvederm: Volbella กับ Ultra ต่างกันยังไง

ผิว
포텐자 효과가 안 보인다고요? 콜라겐이 다시 차는 데 4~6주가 걸려요



