หากกังวลเรื่องการแต่งหน้าหลังทำหัตถการ อ่านบทความนี้บทความเดียวจบเลยค่ะ! เราจะมาเจาะลึกตั้งแต่ช่วงเวลาที่สามารถเริ่มแต่งหน้าได้ของแต่ละหัตถการ ไปจนถึงขั้นตอนการลงเบส เมคอัพสีสัน และการทำความสะอาดผิว (cleansing) รวมถึงสัญญาณเตือนผิวที่บอกว่าคุณพร้อมกลับมาแต่งหน้าได้อีกครั้งค่ะ
หลังจากทำหัตถการเสร็จแล้วเดินออกมา หลายคนมักจะส่องกระจกแล้วนึกถึงคำถามแรกในใจว่า "วันนี้แต่งหน้าได้ไหมนะ" หรือ "พรุ่งนี้ต้องหน้าสดไปทำงานหรือเปล่า" แต่จริงๆ แล้วสิ่งที่น่าสับสนมากกว่าตัวหัตถการเองก็คือ หลังทำเสร็จแล้วเราจะกลับไปใช้ชีวิตตามรูทีนปกติได้ตั้งแต่ตอนไหนต่างหาก
หากตอบแบบสั้นๆ เวลาในการเริ่มแต่งหน้าใหม่จะแตกต่างกันไปตามประเภทของหัตถการค่ะ เพราะความเร็วในการฟื้นฟูผิวให้กลับสู่สภาพเดิมนั้นขึ้นอยู่กับว่าเป็นหัตถการที่ใช้เข็มเจาะผ่านผิวหนัง หรือทิ้งบาดแผลไว้ที่พื้นผิวหรือไม่ สำหรับหัตถการที่ทิ้งแผลขนาดเล็กไว้บนพื้นผิวอย่างเลเซอร์ อาจต้องรอสักสองสามวัน แต่หัตถการที่แทบไม่มีการทำลายผิวภายนอกเลยอย่างโบท็อกซ์ ส่วนใหญ่แล้วเพียงไม่กี่ชั่วโมงก็สามารถแต่งหน้าเมคอัพได้แล้วค่ะ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมีเรื่องเล่าลือกันแบบเหมารวมโดยไม่แยกประเภทหัตถการว่า "ยังไงก็ต้องหน้าสด 3 วัน" การลองจัดระเบียบข้อมูลตามแต่ละหัตถการไว้สักหน่อย จะช่วยให้คุณหมดกังวลและสบายใจขึ้นมากค่ะ
> บทความนี้เป็นคอนเทนต์ที่รวบรวมข้อมูลหัตถการของ Beautystone สาขาฮับจองค่ะ
เมื่ออ่านบทความนี้แล้วคุณจะ
เข้าใจได้ทันทีว่าหัตถการแต่ละประเภทสามารถกลับมาแต่งหน้าได้ตั้งแต่วันไหน
เข้าใจหลักการฟื้นฟูของผิวว่าทำไมหัตถการแต่ละอย่างถึงเริ่มแต่งหน้าใหม่ได้ไม่พร้อมกัน
รู้วิธีการค่อยๆ กลับไปแต่งหน้า ทั้งงานสีสัน งานเบส และการคลีนซิ่ง ตามลำดับขั้นตอนที่เหมาะสมหลังทำหัตถการ
แยกแยะออกระหว่างสัญญาณเตือนที่บอกว่าแต่งหน้าได้แล้ว กับสัญญาณที่เตือนว่าควรเลื่อนการแต่งหน้าออกไปก่อน
ความกังวลเรื่องการแต่งหน้าหลังทำหัตถการ แท้จริงแล้วเป็นเรื่องของเวลาในการฟื้นฟูผิว
ความกังวลเรื่องการแต่งหน้าหลังทำหัตถการ สุดท้ายแล้วขึ้นอยู่กับว่าผิวชั้นนอกของคุณมีความบอบบางและไวต่อการระคายเคืองมากน้อยแค่ไหน เนื่องจากเครื่องสำอางมีส่วนผสมของเม็ดสี สารประสาน (Emulsifier) และสารกันเสียปะปนอยู่ หากทาลงบนผิวที่เกราะป้องกันผิว (Skin Barrier)* ยังฟื้นฟูไม่เต็มที่ ก็อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองหรือปัญหาผิวตามมาได้ค่ะ
เกราะป้องกันผิว*: คือเกราะป้องกันในผิวหนังชั้นนอกสุดที่ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นและบล็อกการระคายเคืองจากภายนอก หากอ่อนแอลงชั่วคราวจากหัตถการ ผิวจะไวต่อการระคายเคืองมากขึ้นจนกว่าจะฟื้นฟูเต็มที่
โดยเฉพาะหัตถการที่ทิ้งรอยแผลขนาดเล็กหรือรอยเข็มไว้บนพื้นผิวอย่างเลเซอร์ หรือ skin booster ผิวต้องการเวลาเพื่อให้บริเวณเหล่านั้นปิดสนิทอีกครั้ง เมื่อดูคำอธิบายที่ว่า ในกระบวนการสมานแผลของผิวหนัง เซลล์จะเริ่มเคลื่อนตัวจากขอบของบริเวณที่เสียหายเพื่อปิดผิวชั้นนอกใหม่อีกครั้ง ซึ่งปกติแล้วจะเกิดขึ้นในช่วงระหว่างวันที่ 5-7 หลังทำหัตถการ จะทำให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าทำไมยิ่งเป็นหัตถการที่มีการทำลายผิวภายนอก จึงต้องเลื่อนการแต่งหน้าออกไปสองสามวัน ในช่วงแรกผิวชั้นนอกจะปิดตัวลงบางๆ ก่อน จากนั้นเมื่อเวลาผ่านไปก็จะค่อยๆ สร้างชั้นผิวที่หนาและแข็งแรงขึ้น ในทางกลับกัน หัตถการที่แทบไม่ทิ้งบาดแผลไว้บนพื้นผิวเลยอย่างโบท็อกซ์ ขอเพียงแค่รอยแดงรอยเข็มยุบลง ก็สามารถแต่งหน้าได้เร็วขึ้นมากค่ะ


ระยะเวลาที่เริ่มแต่งหน้าได้ของแต่ละหัตถการ แตกต่างกันดังนี้ค่ะ
เนื่องจากความเร็วในการฟื้นฟูของแต่ละหัตถการนั้นไม่เท่ากัน ระยะเวลาที่สามารถกลับมาแต่งหน้าได้จึงแตกต่างกันไปด้วย หากสรุปในภาพรวมคร่าวๆ จะเป็นดังนี้ค่ะ ทั้งนี้ นี่เป็นเพียงคำแนะนำโดยเฉลี่ยเท่านั้น กำหนดเวลาจริงอาจเร็วหรือช้ากว่านี้ขึ้นอยู่กับสภาพผิวส่วนบุคคลและความเข้มข้นในการทำหัตถการค่ะ
หัตถการ | เบสเมคอัพ (งานผิว) | เมคอัพสีสัน (Color Makeup) | ข้อควรระวัง/หมายเหตุ |
|---|---|---|---|
โบท็อกซ์ | เย็นวันนั้น ~ วันรุ่งขึ้น | วันรุ่งขึ้น | หลีกเลี่ยงการถูบริเวณที่ฉีด |
ฟิลเลอร์ | วันรุ่งขึ้น | วันรุ่งขึ้น ~ วันที่ 2 | หลีกเลี่ยงการกดทับบริเวณที่ฉีด |
skin booster | วันรุ่งขึ้น | วันที่ 2 ~ 3 | แต่งได้หลังจากรอยเข็มขนาดเล็กบรรเทาลง |
ยกกระชับแบบ Non-invasive | วันนั้น ~ วันรุ่งขึ้น | วันรุ่งขึ้น | แต่งได้หลังจากความรู้สึกร้อนที่ผิวลดลง |
Fractional Laser | วันที่ 3 ~ 5 | วันที่ 5 ~ 7 | แต่งได้หลังจากสะเก็ด/ขุยผิวหลุดลอกดีแล้ว |
Ablative Laser (เลเซอร์แบบลอกผิว) | หลังจากผิวสร้างใหม่สมบูรณ์ (Re-epithelialization) | หลังจากได้รับคำแนะนำจากแพทย์ | จำเป็นต้องได้รับการยืนยันการฟื้นฟูของผิวชั้นนอก |
จากตารางจะเห็นได้ว่า ระยะเวลาจะเลื่อนออกไปตาม "ระดับการทิ้งบาดแผลไว้ที่พื้นผิว" สำหรับโบท็อกซ์และการยกกระชับที่แทบไม่มีการทำลายผิวชั้นนอกเลย จะสามารถแต่งหน้าได้ภายในเวลาประมาณ 1 วัน ส่วน skin booster และฟิลเลอร์ที่ทิ้งรอยเข็มเล็กๆ ไว้อาจใช้เวลา 2-3 วัน และเลเซอร์ที่มีการลอกผิวชั้นนอกจริงๆ อาจใช้เวลาหลายวันหรือมากกว่านั้นค่ะ
สำหรับหัตถการที่เข็มต้องเจาะผ่านผิวหนัง เช่น สารไฮยาลูโรนิกที่มักใช้ในฟิลเลอร์ มีคำเตือนว่าอาจเกิดรอยช้ำหรือรอยแดงในบริเวณที่ฉีดได้ ซึ่งก็อาจทำให้คุณรู้สึกอยากแต่งหน้าเพื่อปกปิดรอยเหล่านั้น แต่แทนที่จะรีบโบกเบสเมคอัพหนาๆ การปล่อยผิวทิ้งไว้ในสภาพที่ระคายเคืองน้อยที่สุดสักวันหนึ่ง จะช่วยให้การฟื้นฟูผิวเป็นไปอย่างมั่นคงและปลอดภัยกว่าค่ะ

ดูแลงานเบสก่อนงานสีสัน และดูแลการคลีนซิ่งก่อนงานเบส
เมื่อจะกลับมาแต่งหน้าอีกครั้ง วิธีการ "กลับมาแต่งอย่างไร" นั้นสำคัญพอๆ กับคำถามที่ว่า "แต่งได้ตั้งแต่เมื่อไหร่" เลยค่ะ หากคุณค่อยๆ เพิ่มเลเวลตามลำดับขั้นตอน ก็จะช่วยลดการระคายเคืองและกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างราบรื่นค่ะ
งานเบสก่อน งานสีสันทีหลัง — เริ่มทาครีมกันแดดหรือโทนอัพบางๆ ได้ค่อนข้างเร็ว แต่สำหรับเมคอัพสีสันสดใส รองพื้นเนื้อหนา คอนซีลเลอร์ หรืออายแชโดว์ แนะนำให้เลื่อนออกไปอีกสักวันสองวันค่ะ
คลีนซิ่งแบบไม่ถูรุนแรง — บริเวณที่ทำหัตถการมา ไม่ควรถูกล้างอย่างรุนแรง ให้ซับโฟมเบาๆ ก็พอค่ะ และควรหลีกเลี่ยงการใช้คลีนซิ่งออยล์นวดถูเป็นเวลานานในช่วงสองสามวันแรกด้วยนะ
อุปกรณ์ที่สะอาด — พัฟและแปรงแต่งหน้าที่จะสัมผัสบริเวณทำหัตถการ ควรใช้ชิ้นที่สะอาดเพื่อลดการระคายเคืองจากสัญญานของเชื้อแบคทีเรีย
พักส่วนผสมที่บำรุงเข้มข้นไว้ก่อน — ส่วนผสมขัดผิวอย่าง retinol* หรือ AHA·BHA แนะนำให้งดใช้สักสองสามวันเพื่อความปลอดภัยค่ะ
retinol*: ส่วนผสมในกลุ่มวิตามินเอที่ใช้ในการดูแลเนื้อผิวและริ้วรอย แม้ว่าจะมีประสิทธิภาพดีแต่ก็ก่อให้เกิดการระคายเคืองได้ง่าย จึงควรให้ผิวที่บอบบางได้พักสักระยะ
แม้จะเป็นคนที่ใช้ retinol หรือกรดผลไม้ขัดผิวเป็นประจำอยู่แล้ว แต่หลังทำหัตถการทันที การพักใช้สักสองสามวันจะปลอดภัยที่สุดค่ะ เนื่องจากส่วนผสมอย่าง retinol (การดูแลก่อนและหลังทำหัตถการ) อาจก่อให้เกิดอาการระคายเคือง เช่น รอยแดง ผิวลอก หรือผิวแห้งได้ และยังมีฤทธิ์ไวต่อแสงทำให้จำเป็นต้องทากันแดดในช่วงกลางวัน ดังนั้นหากผิวที่บอบบางชั่วคราวโดนกระตุ้นซ้ำเติมเข้าไปอีก อาจทำให้การฟื้นฟูดีเลย์ออกไปได้ ในช่วงสองสามวันที่เริ่มกลับมาแต่งหน้า การสกินแคร์ให้เรียบง่ายที่สุดจะช่วยให้ผิวฟื้นตัวได้ดีที่สุดค่ะ

ทำไมต้องเป็น Beautystone สาขาฮับจอง
ที่ Beautystone สาขาฮับจอง เราใส่ใจและคอยชี้แนะถึงภาพรวมการฟื้นฟูผิวหลังทำหัตถการมากกว่าแค่ตัวหัตถการเพียงอย่างเดียวค่ะ แม้จะเป็นเลเซอร์หรือฟิลเลอร์ชนิดเดียวกัน แต่ความเร็วในการฟื้นฟูของผิวชั้นนอกจะแตกต่างกันเล็กน้อยตามสภาพผิวและความเข้มข้นที่ได้รับของแต่ละบุคคล เราจึงไม่ได้กำหนดวันแต่งหน้าแบบตายตัว แต่จะคอยแนะนำโดยดูจากสภาพผิวจริงในวันนั้นๆ ค่ะ เนื่องจากเราเป็นคลินิกขนาดกะทัดรัดที่ตั้งอยู่ใกล้กับสถานีฮับจอง จึงสามารถดูแลและประเมินความเร็วในการฟื้นตัวของลูกค้าแต่ละท่านเพื่อกำหนดแผนการดูแลในขั้นต่อไปร่วมกันได้อย่างใกล้ชิดค่ะ

แยกแยะสัญญาณที่บอกว่าแต่งหน้าได้แล้ว กับสัญญาณที่ควรเลื่อนออกไปก่อน
หลังทำหัตถการ การจะกลับมาแต่งหน้าได้หรือไม่นั้น การตัดสินด้วยสัญญาณเตือนที่ผิวส่งออกมาจะมีความแม่นยำมากกว่าการนับวันเฉยๆ ค่ะ หากผิวมีสภาพดังต่อไปนี้ คุณสามารถเริ่มกลับมาแต่งหน้าได้อย่างระมัดระวังค่ะ
ไม่มีน้ำเหลืองซึมหรือไม่มีสะเก็ดแผลบนพื้นผิวแล้ว — ผิวบริเวณที่ทำเลเซอร์ปิดสนิทและเรียบเนียนดีแล้ว
รอยแดงและความรู้สึกร้อนวูบวาบลดลงอย่างเห็นได้ชัด — ลองสัมผัสแล้วไม่รู้สึกร้อนหรือแสบแสร้อนผิว
รอยบวมจากเข็มยุบลงแล้ว — รอยเข็มจาก skin booster หรือ ฟิลเลอร์ เรียบเนียนเสมอกับผิวปกติแล้ว
แทบไม่มีอาการตึงหรือแสบผิว — เมื่อลงสกินแคร์แล้วไม่รู้สึกระคายเคืองหรือแสบผิว
ในทางกลับกัน หากยังมีสัญญาณเตือนดังต่อไปนี้หลงเหลืออยู่ เพื่อความปลอดภัยควรเลื่อนการแต่งหน้าออกไปก่อน และหากมีอาการรุนแรงควรปรึกษาแพทย์ผู้ทำหัตถการค่ะ

ยังมีน้ำเหลืองซึมต่อเนื่อง หรือสะเก็ดแผลหลุดลอกออกซ้ำๆ — ผิวชั้นนอกยังฟื้นฟูไม่สมบูรณ์
รอยแดง อาการบวม หรือความร้อน ไม่ลดลงเลยแต่กลับรุนแรงขึ้น — อาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อ
อาการเจ็บปวดบริเวณที่ทำหัตถการรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
มีหนอง น้ำเหลืองสีเหลือง หรือมีไข้สูง — โปรดติดต่อคลินิกหรือแพทย์ผู้รักษาทันที
หลังทำหัตถการ ผิวจะไวต่อรังสี UV มากกว่าปกติ ดังนั้นแม้ว่าจะเริ่มแต่งหน้าได้แล้ว แต่การเน้นทาครีมกันแดดอย่างพิถีพิถันก็ยังเป็นเรื่องสำคัญมากค่ะ ตามคำแนะนำที่ว่า การเผชิญแสงแดดคือสาเหตุหลักของริ้วรอยและความเสียหายของผิว จึงพึงทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไปเป็นประจำทุกวันและทาซ้ำทุกๆ 2 ชั่วโมง สำหรับผิวในระยะฟื้นฟู การสร้างนิสัยทากันแดดสำคัญกว่าการแต่งหน้าสีสันค่ะ แทนที่จะรีบร้อนแต่งหน้า การรอให้ผิวส่งสัญญาณว่า "ตอนนี้โอเคแล้วนะ" เพิ่มอีกสักวันสองวัน จะเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้คุณกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้โดยไม่มีปัญหาผิวตามมาค่ะ ทั้งนี้ เนื่องจากบทความนี้รวบรวมข้อมูลในลักษณะทั่วไป เพื่อความปลอดภัยแนะนำให้ปรึกษากับแพทย์ผู้ทำการรักษาโดยตรงเพื่อประเมินระยะเวลาการแต่งหน้าที่เหมาะสมกับหัตถการและสภาพการฟื้นฟูของคุณค่ะ

คำถามที่พบบ่อย
Q. มีนัดด่วนในวันทำหัตถการพอดี จะแต่งหน้าไม่ได้เลยจริงๆ เหรอคะ?
A. ขึ้นอยู่กับประเภทของหัตถการค่ะ สำหรับหัตถการที่ไม่มีแผลภายนอกอย่างโบท็อกซ์หรือการยกกระชับแบบ Non-invasive ขอเพียงแค่ความรู้สึกร้อนที่ผิวบรรเทาลง ก็สามารถลงเบสบางๆ ได้ค่ะ อย่างไรก็ตาม สำหรับหัตถการที่ทิ้งรอยแผลขนาดเล็กไว้บนผิวอย่างเลเซอร์หรือ skin booster เพื่อความปลอดภัยควรหลีกเลี่ยงการแต่งหน้าสีสันในวันนั้นค่ะ หากมีสถานการณ์เร่งด่วน แนะนำให้ปรึกษากับแพทย์เพื่อปรับตารางเวลาก่อนรับบริการจะดีที่สุดค่ะ
Q. ถ้าเว้นเฉพาะบริเวณที่ทำหัตถการ แล้วแต่งหน้าส่วนอื่นแทนได้ไหมคะ?
A. ได้ค่ะ มีหลายท่านใช้วิธีนี้ เช่น หากไปฉีดฟิลเลอร์ใต้ตามา ก็จะเว้นรอบดวงตาไว้ แล้วแต่งแก้มหรือทาลิปสติกบางๆ แทน หากไม่ได้ไปสัมผัสหรือระคายเคืองบริเวณที่ทำหัตถการโดยตรง การแต่งหน้าในส่วนอื่นก็สามารถทำได้ค่อนข้างอิสระค่ะ แต่ตอนล้างเครื่องสำอาง ต้องระวังไม่ให้เครื่องสำอางไหลเลอะไปโดนบริเวณที่ทำหัตถการนะคะ
Q. กลับมาแต่งหน้าแล้วมีปัญหาผิวผุดขึ้นมา ควรทำอย่างไรดีคะ?
A. อันดับแรกให้หยุดแต่งหน้าก่อน แล้วปรับรูทีนบำรุงผิวให้เรียบง่ายโดยเน้นไปที่การเติมความชุ่มชื้นที่ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองค่ะ เพราะมีความเป็นไปได้ว่าสารเคมีในเครื่องสำอางไปกระตุ้นผิวที่กำลังบอบบางอยู่ หากพักผิวไปสองสามวันแล้วยังไม่ดีขึ้นหรือกลับแย่ลง ควรปรึกษาแพทย์ผู้ทำการรักษาเพื่อความปลอดภัยค่ะ
Q. หลังทำเลเซอร์แล้วมีสะเก็ดแผลขึ้น สามารถแต่งหน้าปิดทับได้ไหมคะ?
A. ในตอนที่ยังมีสะเก็ดเกาะอยู่ แนะนำว่าควรหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางกลบค่ะ เพราะหากเครื่องสำอางเข้าไปอุดตันตามซอกสะเก็ดอาจทำให้เกิดการระคายเคือง และตอนล้างออกอาจไปดึงรั้งให้สะเก็ดหลุดลอกก่อนกำหนดจนทิ้งรอยแผลไว้ได้ ควรรอให้สะเก็ดหลุดออกไปเองตามธรรมชาติและผิวข้างใต้สมานตัวเนียนดีแล้ว ค่อยเริ่มแต่งหน้าจะปลอดภัยที่สุดค่ะ
บทความที่แนะนำให้อ่านเพิ่มเติม

ยกกระชับ
หลังทำ Ulthera และ Thermage บวมกี่วัน? จะยุบบวมตอนไหนบ้าง? มาเช็กอาการหลังทำทันที, 1 สัปดาห์ และ 2 สัปดาห์กันเลยค่ะ
ไทม์ไลน์การฟื้นตัวจากอาการบวมหลังทำ เลเซอร์ยกกระชับ — สรุปตั้งแต่วันแรกที่บวมมากที่สุด ไปจนถึงช่วงเข้าที่ในสัปดาห์ที่ 1 และ 2 พร้อมเจาะลึกความแตกต่างของอาการบวมระหว่าง Ulthera และ Thermage รวมถึงการดูแลตัวเองให้ฟื้นตัวสบายที่สุด และสัญญาณเตือนที่ควรปรึกษาแพทย์ในแต่ละช่วงเวลา

ยกกระชับ
ทำ Sofwave lifting ครั้งแรก ต้องรู้อะไรไว้ก่อนบ้างจะได้ไม่เด๋อ?
เจาะลึกว่า Sofwave ใช้เทคโนโลยีคลื่นอัลตราซาวด์แบบไหนในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ และมีความแตกต่างจากโปรแกรมยกกระชับด้วยอัลตราซาวด์อื่นๆ อย่างไร พร้อมสิ่งที่ควรเช็กให้ชัวร์ก่อนทำครั้งแรก

กำจัดขน
GentleMax Pro Plus กับเลเซอร์กำจัดขน Diode มีความยาวคลื่นและเหมาะกับสีผิวแตกต่างกันอย่างไรบ้างคะ?
มาเจาะลึกเกณฑ์การเลือกเลเซอร์กำจัดขนกันค่ะ ตั้งแต่หลักการทำงานที่เลเซอร์จะเข้าไปจับกับเมลานินในเส้นขน ไปจนถึงการเปรียบเทียบความเหมาะสมกับแต่ละโทนสีผิว ระหว่างเทคโนโลยีสองความยาวคลื่นของ GentleMax Pro Plus และเทคโนโลยีคลื่นเดี่ยวของ Diode

ผิว
รอยดำหลังทำ เลเซอร์ ที่คอยกวนใจ จะมีวิธีป้องกันล่วงหน้าก่อนเริ่มทำ ทรีตเมนต์ ได้อย่างไรบ้างคะ?
การป้องกันรอยดำหลังทำเลเซอร์ (PIH) — ชวนมาเจาะลึกตั้งแต่กลไกการกระตุ้นเซลล์สร้างเม็ดสี (Melanocyte) การเตรียมตัวก่อนทำหัตถการ ความเข้มข้นในการป้องกันแสงแดดในช่วงพักฟื้น ไปจนถึงแนวทางการดูแลผิวเมื่อเริ่มมีเม็ดสีเข้มขึ้นทีละขั้นตอน

โครงหน้า&วอลลุ่ม
หลังจากทำเลเซอร์ ฟิลเลอร์ หรือโบท็อกซ์แล้ว จะเริ่มกลับมาแต่งหน้าได้ตั้งแต่ตอนไหน แตกต่างกันอย่างไรในแต่ละหัตถการบ้างคะ?
หากกังวลเรื่องการแต่งหน้าหลังทำหัตถการ อ่านบทความนี้บทความเดียวจบเลยค่ะ! เราจะมาเจาะลึกตั้งแต่ช่วงเวลาที่สามารถเริ่มแต่งหน้าได้ของแต่ละหัตถการ ไปจนถึงขั้นตอนการลงเบส เมคอัพสีสัน และการทำความสะอาดผิว (cleansing) รวมถึงสัญญาณเตือนผิวที่บอกว่าคุณพร้อมกลับมาแต่งหน้าได้อีกครั้งค่ะ

ยกกระชับ
ตั้งแต่วัย 20 ไปจนถึง 50 ปี ควรเริ่มทำโปรแกรมยกกระชับ (lifting) ตอนไหน และเริ่มจากตัวไหนดีนะ?
จุดเริ่มต้นของการทำ Lifting นั้น ขึ้นอยู่กับสัญญาณเตือนของผิวมากกว่าเลขอายุนะคะ วันนี้เรามาเช็กโรดแมปในแต่ละช่วงวัย พร้อมเกณฑ์ในการเลือกวิธีที่ใช่ และไขข้อข้องใจยอดฮิตกันค่ะ



