ถึงจะเป็นเทคโนโลยี Monopolar RF เหมือนกัน แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็แตกต่างกันไปตามเจเนอเรชั่นและตัวเครื่องค่ะ วันนี้เราจะมาเจาะลึกความต่างของระบบทำความเย็นและการส่งพลังงานของ Oligio X กันค่ะ
ในห้องให้คำปรึกษา หมอมักจะเจอคำถามบ่อยๆ ว่า "ถ้าทำ Oligio X จะได้ผลลัพธ์เหมือนกับการทำ Thermage เลยไหมคะ?" เพื่อให้เข้าใจง่ายๆ ทั้งคู่จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกันที่เรียกว่า Monopolar RF* แต่ไม่ได้เป็นโปรแกรมเดียวกันซะทีเดียวค่ะ ถ้าเราเข้าใจหลักการทำงานของพลังงานเหล่านี้ก่อน ก็จะช่วยให้เลือกสิ่งที่ตอบโจทย์ปัญหาผิวของตัวเองได้ดีที่สุดค่ะ
บทความนี้เป็นข้อมูลที่ Beautystone คลินิก นำมาสรุปให้ฟังบ่อยๆ เวลาที่แนะนำโปรแกรม Oligio X ค่ะ โดยจุดประสงค์หลักไม่ใช่เพื่อเชียร์ให้ทำนะคะ แต่เพื่อมาไกด์ให้ฟังว่าโปรแกรมนี้เหมาะกับสภาพผิวแบบไหนมากที่สุดค่ะ
*Monopolar RF คือ การส่งกระแสคลื่นวิทยุความถี่สูงจากผิวชั้นบนลงลึกไปสู่แผ่นรับพลังงานอีกฝั่งที่อยู่ไกลออกไป ซึ่งการไหลของกระแสพลังงานนี้จะลงไปได้ค่อนข้างลึก จึงส่งผ่านความร้อนไปยังชั้นผิวที่มีคอลลาเจนอยู่เยอะอย่างชั้นหนังแท้ (Dermis) และชั้น SMAS ได้ดีเยี่ยมค่ะ
วิธีที่ Monopolar RF ส่งความร้อนลึกถึงชั้นผิว
คอลลาเจนที่ช่วยพยุงผิวให้เต่งตึงและกระชับ จะกระจายตัวอยู่ตั้งแต่ชั้นหนังแท้ใต้ผิวหนังกำพร้าลงไปจนถึงชั้น SMAS ด้านในสุด การส่งความร้อนในระดับที่ปลอดภัยเข้าไปยังชั้นผิวที่ลึกนี้ จะช่วยกระตุ้นให้คอลลาเจนหดตัวและกระชับขึ้น และเมื่อเวลาผ่านไป ร่างกายก็จะสร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมาทดแทน ทางสมาคมศัลยกรรมผิวหนังแห่งสหรัฐอเมริกา (ASDS) เผยว่า วิธีการยกกระชับผิวแบบไม่ต้องผ่าตัด (Non-invasive skin tightening) มีหลักการทำงานคือ "เข้าไปกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ในชั้นผิวที่ลึกยิ่งขึ้น เพื่อค่อยๆ ยกกระชับส่วนที่หย่อนคล้อยเมื่อเวลาผ่านไป"
จุดเด่นของ Monopolar RF คือการส่งพลังงานลงไปได้ลึกถึงชั้นผิวดังกล่าวในครั้งเดียว ประสิทธิภาพในการยกกระชับของ Monopolar RF นั้น ได้รับการพิสูจน์ด้วยข้อมูลทางคลินิกที่สะสมมาอย่างยาวนานค่ะ ด้วยความที่เป็นโปรแกรมที่ให้ผลลัพธ์ค่อนข้างชัดเจนตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ จึงไม่จำเป็นต้องทำบ่อยๆ แต่เป็นการทำเพื่อดูแลผิวควบคู่ไปกับการเช็กสภาพผิวเป็นระยะตามช่วงเวลาที่เหมาะสมค่ะ

Oligio X แตกต่างจาก Monopolar RF ยุคแรกอย่างไร?
Oligio X ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ในกลุ่ม Monopolar RF ค่ะ หากเปรียบเทียบกับ Monopolar RF ยุคแรกๆ แล้ว จะมีจุดต่างที่พัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัดใน 2 เรื่องนี้ค่ะ
ระบบทำความเย็น (Cooling System). มีการพัฒนาระบบปกป้องผิวชั้นบนด้วยความเย็นควบคู่ไปกับการส่งความร้อนลงลึกสู่ชั้นผิวได้อย่างละเอียดแม่นยำยิ่งขึ้น ออกแบบมาเพื่อคุมอุณหภูมิของผิวชั้นนอกให้อยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย ในขณะที่ยังส่งความร้อนไปยังชั้น Dermis และ SMAS ได้อย่างเต็มที่ค่ะ
รูปแบบการส่งพลังงาน (Energy Delivery). แทนที่จะยิงพลังงานความร้อนสูงๆ ลงไปที่จุดเดียวในครั้งเดียว ระบบจะแบ่งการส่งพลังงานออกเป็นหลายๆ ครั้งย่อย ช่วยให้ระดับความเจ็บอยู่ในเกณฑ์ที่ทนได้สบายๆ ค่ะ
บนฐานข้อมูล PubMed มีงานวิจัยเปรียบเทียบเกี่ยวกับคุณลักษณะการส่งพลังงานที่ระดับความลึกต่างๆ ของ Monopolar RF เผยแพร่อยู่มากมายค่ะ สิ่งสำคัญคือ Monopolar RF ไม่ใช่ชื่อโปรแกรมเฉพาะเจาะจงชนิดใดชนิดหนึ่ง แต่เป็นชื่อประเภทเทคโนโลยี ซึ่งจะให้ผลลัพธ์และฟีลลิ่งการรักษาที่ต่างกันไปตามเจนเนอเรชัน ตัวเครื่อง และเทคนิคการรักษาค่ะ

โปรแกรมนี้เหมาะกับใครบ้าง?
โปรแกรม Oligio X เป็นตัวเลือกที่หมอมักจะแนะนำเป็นพิเศษสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวเหล่านี้ค่ะ
ผู้ที่กังวลเรื่องผิวหน้าดูหย่อนคล้อย เนื่องจากผิวเริ่มบางลง. เนื่องจากมีกระบวนการกระตุ้นเพื่อสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการให้โครงสร้างเครื่องหน้าดูกระชับและแน่นขึ้น มากกว่าแค่การเติมวอลลุ่มให้เต็มเฉยๆ ค่ะ
ผู้ที่ไม่สะดวกพักหน้าเป็นเวลานาน. ไม่เหมือนกับโปรแกรม RF Microneedles ที่อาจจะทิ้งสะเก็ดแผลเล็กๆ ไว้หลังทำ เพราะ Oligio X แทบไม่ทิ้งรอยใดๆ ไว้บนผิวหน้าเลยค่ะ คนไข้ส่วนใหญ่จึงสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันและแต่งหน้าได้ตามปกติในวันรุ่งขึ้นเลยค่ะ
ผู้ที่มีแพลนงานแต่งงานหรือคิวงานสำคัญล่วงหน้า 1-3 เดือน. เนื่องจากเป็นกระบวนการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่ ผลลัพธ์จึงไม่ใช่การเปลี่ยนทันทีหลังทำเสร็จเสร็จสรรพ แต่จะค่อยๆ เห็นความกระชับเข้ารูปชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ในช่วง 1-3 เดือนค่ะ
ในทางกลับกัน หากคุณมีปัญหาผิวกลุ่มด้านล่างนี้ แนะนำเป็นโปรแกรมอื่นจะตอบโจทย์กว่าค่ะ
เน้นแก้ปัญหารูขุมขนกว้างหรือรอยแผลเป็นจากสิวที่ผิวชั้นนอก. จุดแข็งของ Monopolar RF คือการดูแลคอลลาเจนในผิวชั้นลึกค่ะ หากต้องการปรับเรียบเนียนของผิวชั้นบน แนะนำให้จับคู่ทำร่วมกับ RF Microneedles หรือตัวเลือกอื่นๆ จะเห็นผลเป็นธรรมชาติกว่านะคะ
ผู้ที่ต้องการเติมเต็มวอลลุ่มให้ผิวดูฟูขึ้นทันที. แนะนำเป็นกลุ่ม collagen booster หรือฟิลเลอร์ HA จะตอบโจทย์ได้ตรงจุดและเป็นภาพผลลัพธ์อีกสไตล์มากกว่าค่ะ

ข้อควรรู้สักนิดก่อนตัดสินใจทำ
อย่างที่หมอเกริ่นไปแต่แรกค่ะว่า Oligio X มีจุดเด่นด้านเทคโนโลยีที่แตกต่างจาก Monopolar RF เจนฯ แรกๆ หากพิจารณาเช็กประเด็นเหล่านี้ร่วมด้วยก่อนเข้ามาปรึกษา จะช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นมากเลยค่ะ
เปรียบเทียบคลิปหรือรูปหลังทำที่ระยะ 1-3 เดือน. จุดที่เห็นผลลัพธ์ชัดเจนที่สุดไม่ใช่ทันทีหลังทำเสร็จ แต่เป็นช่วงเวลาหลังจากที่คอลลาเจนใหม่เริ่มสร้างตัวแล้วค่ะ
ระยะเวลาเว้นช่วงระหว่างการทำคือ 6-12 เดือน. เนื่องจากต้องปล่อยเวลาให้ผิวได้ฟื้นฟูและสร้างคอลลาเจนในบริเวณเดิมอย่างเต็มที่ จึงควรเว้นระยะห่างให้เหมาะสมค่ะ
การทำร่วมกับโปรแกรมบริการอื่นๆ. ไม่แนะนำให้ทำโปรแกรมกลุ่ม RF อื่นๆ ซ้ำซ้อนกันในวันเดียวกันนะคะ เพราะการยิงพลังงานที่ระดับความลึกใกล้เคียงกันอัดแน่นในจุดเดิม จะทำให้ผิวแบกรับภาระในการฟื้นตัวมากเกินไปค่ะ
หากสตรีมีครรภ์, ผู้ที่ใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ, หรือมีโลหะรากฟันเทียม. สำหรับโปรแกรม Monopolar RF จะต้องงดเว้นหรือผ่านการประเมินจากแพทย์อย่างละเอียดก่อนทำนะคะ รบกวนแจ้งประวัติการรักษาและโรคประจำตัวให้แพทย์ล่วงหน้าตอนปรึกษาได้เลยค่ะ
เนื้อหาในบทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเบื้องต้นนะคะ สำหรับการประเมินสภาพผิวจริงและการเลือกโปรแกรมรักษาที่เหมาะสมที่สุด แนะนำให้ปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรงค่ะ
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
Q. หลังทำ Oligio X วันรุ่งขึ้นจะเห็นรอยช้ำหรือรอยแดงชัดเจนไหมคะ?
A. โปรแกรมนี้จะไม่มีการทิ้งรอยแผลหรือจุดสะเก็ดทิ้งไว้บนผิวชั้นนอกค่ะ แต่อาจจะมีรอยแดงจางๆ เกิดขึ้นได้บ้าง ซึ่งส่วนใหญ่จะค่อยๆ ยุบตัวหายไปเองภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงไปจนถึง 1 วันค่ะ อย่างไรก็ตามสภาพผิวและการตอบสนองของแต่ละท่านอาจแตกต่างกัน หากมีคิวงานสำคัญในวันรุ่งขึ้น แนะนำให้แจ้งคุณหมอก่อนเริ่มทำดีที่สุดค่ะ
Q. ทำแค่ครั้งเดียวจะเห็นผลรึเปล่าคะ?
A. บางท่านอาจรู้สึกได้ถึงความตึงกระชับทันทีที่ทำเสร็จในครั้งแรก ในขณะที่บางท่านอาจต้องรอเวลาให้กระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่ใต้ผิวทำงานเต็มที่ ผลลัพธ์ของแต่ละคนอาจแตกต่างกันไป จึงนิยมนัดมาติดตามผลและประเมินในช่วง 1-3 เดือนหลังทำค่ะ ส่วนการทำซ้ำเพื่อบูสต์ผิวเพิ่มเติม จะประเมินจากสภาพผิวจริงอีกครั้งตอนครบ 6-12 เดือนค่ะ
Q. ระหว่างทำเจ็บมากไหมคะ?
A. เนื่องจาก Monopolar RF เป็นการส่งความร้อนลงลึกสู่ชั้นผิว จึงอาจมีความรู้สึกจี๊ดๆ อุ่นร้อนใต้ผิวบ้างค่ะ แต่ด้วยนวัตกรรมของ Oligio X ที่เป็นระบบกระจายพลังงาน คนไข้ส่วนใหญ่จึงบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าเจ็บน้อยกว่าและทนได้สบายกว่าเจเนอเรชันแรกๆ มากค่ะ ทั้งนี้ระดับความรู้สึกของแต่ละคนไม่เท่ากัน สามารถพูดคุยเพื่อเลือกออปชันการแปะยาชาที่เหมาะสมตอนปรึกษาก่อนทำได้เลยค่ะ
บทความน่ารู้อ่านเพิ่มเติม
ระยะเวลาเห็นผลลัพธ์ของ Oligio ถ้าไม่รู้เรื่องนี้ก่อนระวังเสียดายเงินฟรีนะคะ
ทำไมเลือกทำ Oligio แค่ดูจากราคาถูกอย่างเดียวถึงเสี่ยงพัง (ไกด์แนะนำการเลือกจำนวนยิง Shot)
ฉีดฟิลเลอร์มาหลายรอบแล้ว ทำไมยังไม่เห็นผลลัพธ์ที่ถูกใจสักที?
เปรียบเทียบชัดๆ Oligio X VS Thermage ทางเลือกไหนที่ใช่และคุ้มค่าที่สุดสำหรับคุณ


โครงหน้า&วอลลุ่ม
Dysport กับ Botox ทั้งคู่เป็นโบทูลินัมเหมือนกัน แล้วต่างกันตรงไหนคะ?
แม้ส่วนผสมจะดูคล้ายกัน แต่ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันได้ เราจะอธิบายความแตกต่างในทางปฏิบัติระหว่าง Dysport และ Botox ให้เข้าใจง่าย ๆ

กำจัดขน
การเลเซอร์กำจัดหนวดเคราและการกำจัดขนบนใบหน้า ทั้งที่ใช้เลเซอร์เหมือนกัน ทำไมผลลัพธ์ถึงแตกต่างกัน?
หนวดเคราของผู้ชายมักเส้นหนาและรากลึก จึงต้องทำหลายครั้ง ส่วนขนอ่อนของผู้หญิงจะบางกว่า ทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงช้ากว่า เป็นความแตกต่างที่ควรรู้เวลาแพลนจำนวนครั้ง

ยกกระชับ
Ulthera Prime แตกต่างกับ Ulthera แบบเดิมยังไงนะ?
ถึงจะเป็นเทคโนโลยีคลื่น Micro-Focused Ultrasound เหมือนกัน แต่ระบบหน้าจอแสดงผลประสิทธิภาพสูงและระดับพลังงานที่ส่งลงไปใต้ผิวนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเลยค่ะ หมอขอสรุปข้อมูลสั้นๆ ให้ทุกคนได้เก็บไว้เป็นไกด์ไลน์ก่อนไปทำดีกว่า

ยกกระชับ
Sofwave อยู่ในตำแหน่งไหนกันนะ เมื่อเทียบกับตัวเลือกการทำ 리프팅 (Lifting) แบบไม่ผ่าตัด
비집속 초음파 (non-focused ultrasound) ที่ทำงานในชั้นผิว진피 (dermis) ไม่ใช่ชั้น SMAS หมดกังวลเรื่องความเจ็บและไม่ต้องพักฟื้นนาน (downtime) มาดูกันค่ะว่าวิธีนี้เหมาะกับปัญหาผิวหย่อนคล้อยในระดับไหนบ้าง

ผิว
ทาสลีปปิ้งมาส์ก (sleeping pack) กับครีมบำรุงกลางคืน (night cream) คู่กันทุกวัน จะหนักผิวเกินไปไหมนะ
การสังเกตสภาพผิวในแต่ละวันแล้วเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมนั้นดูเป็นธรรมชาติมากกว่าการทาทับกันทุกวัน และนี่คือคำแนะนำเกี่ยวกับลำดับและระดับความถี่ในการใช้ผลิตภัณฑ์ทั้งสองตัวค่ะ

ผิว
tone-up cream, BB cream และ ครีมกันแดด ควรทาเรียงลำดับอย่างไรดี
แค่พึ่ง SPF จากโทนอัพหรือ BB ครีมอย่างเดียว ปริมาณที่ทาอาจจะไม่เพียงพอนะคะ มาดูกันว่าทำไมเราถึงต้องทาครีมกันแดดแยกต่างหาก และขั้นตอนการทาในทุกๆ เช้ากันค่ะ




![[บิวตี้สโตน] ฟิลเลอร์ใต้ตาคล้ำ: 0.3cc เปลี่ยนผลลัพธ์](https://framerusercontent.com/images/F4Q84TUWgjbZJV6MNheLnWHnaw.jpg?width=1080&height=1080)
