PicoWay vs PicoSure คำตอบอยู่ที่ชนิดเม็ดสี ความต่างระหว่าง 755nm กับ 1064nm คือตัวชี้ขาดผลลัพธ์

ช่วงนี้ในห้องตรวจเคสแน่นมากเลยครับ
เพราะมีคนเข้ามาปรึกษาเรื่องฝ้าและรอยดำที่สะสมมานานกันเยอะมากๆ
"บางคนก็บอกว่า Picoway ดี
บางคนก็บอกว่า Picosure ดีกว่า
เลยไม่รู้เลยค่ะว่าจะเลือกไปทำที่ไหนดี"
มีคนถามคำถามยอดฮิตนี้เข้ามาเยอะจริงๆ ครับ
วันนี้หมอจะมาไขข้อข้องใจให้ฟังกันแบบเข้าใจง่ายๆ นะครับ

ถ้ากำลังค้นหาข้อมูลระหว่าง Picoway
vs Picosure อยู่ละก็
จริงๆ แล้วสิ่งที่คุณอยากรู้คือเรื่องนี้ใช่ไหมคะ
Picoway เป็นเลเซอร์ Picosecond แบบหลายความยาวคลื่น
ที่ใช้ความยาวคลื่นถึง 3 ค่าด้วยกันคือ
1064nm, 532nm และ 785nm ครับ
ในขณะที่ Picosure ถือเป็นตัวพ่อของวงการ Picosecond เลเซอร์
โดยใช้ความยาวคลื่นเดี่ยวที่ 755nm ครับ
จุดเด่นของ Picoway คือการสลับปรับเปลี่ยนความยาวคลื่นได้หลากหลาย
จึงครอบคลุมการรักษาตั้งแต่รอยดำ รอยน้ำตาล ไปจนถึงรอยสักหลากสี
ไม่ว่าจะสีแดงหรือสีน้ำเงินก็เอาอยู่ครับ
ส่วน Picosure โดดเด่นด้วยโครงสร้างที่เน้นพลังงานเข้มข้นไปที่ความยาวคลื่นเดียว
ทำให้ได้ผลลัพธ์ในการสลายเม็ดสีผิว (Melanin) ที่เสถียรและแม่นยำมากๆ ครับ

ทั้งที่เป็นเทคโนโลยี Picosecond เหมือนกัน
ทำไมบางคนทำ Picoway แล้วปัง
แต่บางคนทำ Picosure ถึงได้ผลดีกว่ากันนะ
"จุดแข็งของ Picosure คือความยาวคลื่นเดี่ยว 755nm
ส่วนจุดแข็งของ Picoway คือการมีหลายความยาวคลื่น (multi-wavelength) ครับ
สำหรับรอยสักที่มีสีสันหรือรอยสักสีดำเข้ม
Picoway จะได้เปรียบกว่า
แต่ถ้าเป็นพวกกระ จุดด่างดำ หรือรอยโรคสีอ่อนๆ
Picosure จะตอบโจทย์และให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า ซึ่งทั้งสองเครื่องนี้มีข้อดีข้อเสียที่แลกกันครับ"
— หมอวี ยองจิน (Beautystone Clinic สาขาฮงแด)
เนื่องจากสองเครื่องนี้ใช้ความยาวคลื่นที่ต่างกันครับ
ซึ่งความยาวคลื่นที่ต่างกันนั้น
ส่งผลต่อระยะความลึกที่พลังงานแสงจะลงไปใต้ผิว
รวมถึงประสิทธิภาพในการทำลายเม็ดสีแต่ละประเภท
ก็แตกต่างกันไปด้วยครับ
ความยาวคลื่น 755nm ของ Picosure จะดูดซับเม็ดสีเมลานินกลุ่มสีน้ำตาลได้ดีมาก
ซึ่งก็คือพวกจุดด่างดำ ฝ้าแดด
หรือรอยโรคตกกระตื้นๆ ที่เราเจอกันบ่อยๆ นั่นเองครับ
ในขณะที่ความยาวคลื่น 1064nm ของ Picoway สามารถส่งพลังงานลงไปได้ลึกกว่า
และโดดเด่นมากในการจัดการกับเม็ดสีโทนเข้มอย่างสีดำหรือสีน้ำเงิน
ดังนั้น ถ้าต้องการลบรอยสักที่มีสีสัน
หรือเคสที่เป็นปานโอตะ (Ota's Nevus) สีเข้มๆ
การเลือกใช้ Picoway จะเห็นผลลัพธ์ที่ดีกว่าชัดเจนครับ
ส่วนรอยดำ กระ หรือฝ้าที่เป็นปื้นสีน้ำตาลอ่อน
Picosure จะช่วยเคลียร์ผิวให้ใสและจางลงได้หมดจดกว่าครับ
อย่างเคสคนไข้วัย 50 ปีที่มาพบหมอเมื่อสัปดาห์ก่อน มีปัญหาหลักเป็นฝ้าแดดสีน้ำตาลที่ผิวชั้นบน
ซึ่งกรณีแบบนี้การใช้คลื่น 755nm จะยิงเข้าเป้าตรงไปที่เม็ดสีได้แม่นยำกว่าการใช้คลื่นที่ลงลึกเกินไป
จึงจัดว่าเป็นเคสที่เหมาะกับ Picosure มากๆ ครับ

Picoway vs Picosure
ไกด์ไลน์การเลือกเครื่องตามประเภทสีผิวและปัญหา
ลองเช็กปัญหาผิวของตัวเองจากตารางด้านล่างนี้ได้เลยครับ
ประเภทของเม็ดสี/รอยโรค | ความเหมาะสมกับ Picoway | ความเหมาะสมกับ Picosure |
กระ/รอยดำสีน้ำตาลอ่อน | ปานกลาง | ดีเยี่ยม (755nm) |
ฝ้าตื้น (superficial melasma) | ปานกลาง | ดีเยี่ยม |
ดีพเมลานินในชั้นหนังแท้ (ปานโอตะ) | ดีเยี่ยม (1064nm) | จำกัด |
รอยสักสีดำ | ดีเยี่ยม | ปานกลาง |
รอยสักหลากสี | ดีเยี่ยม (เด่นเรื่องหลายความยาวคลื่น) | จำกัด |
การปรับสีและเนื้อผิวโดยรวม (skin booster) | ดีเยี่ยม | ดีเยี่ยม (Focus Mode) |
แน่นอนว่าปัญหาฝ้าของคนส่วนใหญ่ มักจะเป็นแบบผสม
คือมีทั้งฝ้าตื้นและฝ้าลึกปนกันอยู่ครับ
หากเป็นเคสแบบนั้น การเลือกใช้ Picoway
แล้วผสมผสานหลากหลายโหมดร่วมกันอาจจะให้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าครับ
ที่คลินิกของหมอ ในการปรึกษาครั้งแรกหมอจะตรวจเช็กความลึกของเม็ดสี
ด้วยกล้อง Wood's Lamp เสมอ
เพื่อประเมินความลึกที่ถูกต้อง ก่อนจะเลือกเครื่องเลเซอร์ที่เหมาะสมที่สุดให้คนไข้แต่ละรายครับ
อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว
พอนึกคำถามเหล่านี้ออกใช่ไหมคะ
Q1. ในเมื่อเป็นเครื่องที่ดีทั้งคู่
ทำที่คลินิกไหนใกล้บ้านก็ได้ใช่ไหมคะ?
ขอตอบว่า ไม่แนะนำครับ เพราะถ้าใช้ความยาวคลื่นที่ไม่ตรงกับความลึกของเม็ดสีผิวตัวเรา
นอกจากจะต้องเสียเงินยิงหลายครั้งโดยไม่จำเป็นแล้ว อาจจะแทบไม่เห็นผลการเปลี่ยนแปลงเลยด้วยครับ
หลายครั้งที่หมอตรวจเจอเคสที่น่าเสียดายในห้องตรวจ
เนื่องจากคนไข้มีปัญหาเม็ดสีอยู่ที่ชั้นหนังแท้ (ดาร์มิส)
แต่กลับไปทำเลเซอร์ที่ใช้ความยาวคลื่นแก้ปัญหาเฉพาะผิวชั้นบนมาตลอด ทำให้ไม่เห็นผลครับ
Q2. ปกติแล้วต้องทำประมาณกี่ครั้งถึงจะเห็นผลครับ?
หากเป็นปัญหาฝ้าตื้นหรือกระธรรมดา แนะนำที่ 3-5 ครั้งครับ
ส่วนรอยโรคในชั้นผิวลึกหรือการลบรอยสัก
ตามความเป็นจริงแล้วควรเผื่อใจไว้ที่ประมาณ 6 ครั้งขึ้นไปครับ
โดยปกติคนไข้ส่วนใหญ่จะเริ่มรู้สึกได้ชัดเจนว่า "รอยจางลงเยอะจริงด้วย"
หลังจากการทำประมาณครั้งที่ 3 เป็นต้นไปครับ
Q3. หลังเลเซอร์แล้วรู้สึกว่ารอยดำเข้มขึ้นกว่าเดิม
แบบนี้คือผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายไหมคะ?
นี่อาจเป็นกระบวนการฟื้นฟูผิวตามปกติครับ ซึ่งเกิดจากเม็ดสีเมลานินที่ละอียดเป็นเม็ดเล็กๆ
กำลังขับตัวลอยขึ้นมาที่ผิวชั้นบน ทำให้มองเห็นว่ารอยเข้มขึ้นชั่วคราว
ก่อนที่จะค่อยๆ ผลัดเซลล์ผิวและหลุดลอกออกไปเองครับ
อย่างไรก็ตาม หากรอยเข้มขึ้นและขยายขอบกว้างเกินกว่า 1 เดือน
อาจจำเป็นต้องปรับระยะเวลาความห่างในการทำขั้นตอนถัดไป
แนะนำว่าต้องเข้ามาพบหมอเพื่อตรวจเช็กอาการอย่างใกล้ชิดนะครับ
ถ้าวันนี้จะสรุปสิ่งที่สำคัญที่สุดเพียงข้อเดียวให้จำกันง่ายๆ
— ก่อนจะถามหาชื่อเครื่อง เล็กๆ น้อยๆ ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ก่อนว่า
เม็ดสีของเราสะสมตัวกันอยู่ที่ระดับความลึกไหนและเป็นสีโทนใดครับ
ในบทความถัดไป
หมอจะมาเจาะลึกเรื่อง 'โหมด Toning และหัวต่อ Handpiece ซูมของเครื่อง Picoway
ว่ามีความแตกต่างและเลือกใช้งานอย่างไร'
ฝากติดตามกันด้วยนะครับ
บทความโดย หมอวี ยองจิน ครับ
บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม

ยกกระชับ
Alltite RF เห็นผลเมื่อไหร่? ไทม์ไลน์ผลลัพธ์และระยะเวลาที่อยู่ได้
ไทม์ไลน์ผลลัพธ์ Alltite RF ตั้งแต่สัปดาห์แรกถึง 12 สัปดาห์ ระยะเวลาที่อยู่ได้ และข้อควรระวัง

โครงหน้า&วอลลุ่ม
Juvelook Volume กับ Ellanse เลือกอันไหนดีสำหรับแก้มตอบ?
เปรียบเทียบ Juvelook Volume และ Ellanse สำหรับแก้มตอบ รู้จักส่วนผสม กลไก และวิธีเลือกที่เหมาะกับคุณ

ผิว
Rejuran HB ทำรอบดวงตาตัวเดียวพอไหม หรือต้องจับคู่กับอะไรเพิ่ม?
รอยย่นรอบดวงตาแต่ละประเภทต้องการการดูแลต่างกัน เจาะลึกว่า Rejuran HB คนเดียวพอ หรือต้องเสริม Botox

โครงหน้า&วอลลุ่ม
โบท็อกซ์กรามกลับมาเหลี่ยมอีกแล้ว ทำซ้ำได้เลยไหม หรือต้องรอ?
กรามเริ่มกลับมาเหลี่ยมหลัง Botox? บทความนี้แนะนำสัญญาณบ่งบอกและจังหวะทำซ้ำที่เหมาะสมค่ะ

ผิว
ผิวแพ้ง่ายทำ Laser Toning ได้ไหม? เช็กเกณฑ์ก่อนตัดสินใจ
ผิวแพ้ง่ายทำ Laser Toning ได้ไหม? เช็กเกณฑ์ผิว แบบไหนทำได้-ควรรอ และการดูแล Skin Barrier ก่อน-หลังทำ

กำจัดขน
ทำเลเซอร์กำจัดขนแล้วขนขึ้นมากขึ้น เกิดอะไรขึ้น?
ทำเลเซอร์กำจัดขนแล้วขนดูเยอะขึ้น? รู้จัก paradoxical hypertrichosis สาเหตุ กลุ่มเสี่ยง วิธีรับมือ



