ทำ 300 ช็อตเท่ากันแต่กระจายต่างกันผลก็ต่าง ดูเกณฑ์จำนวนช็อตแต่ละบริเวณตามผลลัพธ์ที่ต้องการ
เผยแพร่ -
อัปเดต -

Author
Wi Young-jin · Chief director
Seoul National University College of Medicine · Seoul National University Hospital Specialist
→
เวลาปรึกษาเรื่อง ชูริงค์ Universe คำถามยอดฮิตที่ทุกคนต้องถามเลยก็คือ "ต้องทำกี่ช็อต (shots) ถึงจะเห็นผล?" แต่จริงๆ แล้ว แม้จะเป็นใบหน้าเดียวกัน จำนวนช็อตที่เหมาะสมก็อาจแตกต่างกันไปตามจุดที่หย่อนคล้อยและผลลัพธ์ที่ต้องการ หากเปรียบเทียบแค่ตัวเลขอย่างเดียว อาจทำให้คุณพลาดการรักษาที่ตอบโจทย์กับปัญหาผิวของคุณจริงๆ ครับ
หากตอบแบบสั้นๆ จำนวนช็อตของ ชูริงค์ Universe จะขึ้นอยู่กับว่า "ต้องการปรับกรอบหน้าโดยรวม หรือต้องการเน้นเฉพาะจุด" โดยปกติแล้ว สำหรับการดูแลทั่วทั้งใบหน้าจะเริ่มต้นที่ประมาณ 300 ช็อต และหากมีจุดที่ต้องการเน้นเป็นพิเศษ เช่น กรอบหน้า หรือแก้ม ก็จะเพิ่มจำนวนช็อตลงไปในบริเวณนั้นเพิ่มครับ ดังนั้น ผลลัพธ์จึงขึ้นอยู่กับว่าจะกระจายช็อตอย่างไรและตรงไหน มากกว่าแค่ดูเรื่องตัวเลขเพียงอย่างเดียว
สิ่งที่คุณจะได้เรียนรู้จากบทความนี้
เกณฑ์ในการกำหนดจำนวนช็อต
ความแตกต่างในการกระจายช็อตระหว่างการปรับกรอบหน้าโดยรวมกับการเน้นเฉพาะจุด
บริเวณไหนที่มักจะใช้จำนวนช็อตเยอะเป็นพิเศษ
ทำไมเราถึงไม่ควรเปรียบเทียบแค่จำนวนช็อตเพียงอย่างเดียว
ชูริงค์ Universe กำหนดจำนวนช็อตจากอะไรบ้าง?
ชูริงค์ Universe คือการรักษาที่ส่งพลังงานคลื่นอัลตราซาวนด์* ลงไปเป็นจุดๆ (Dots) สู่ชั้นผิวแท้ เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ซึ่งจุดแต่ละจุดนี้ก็คือ "ช็อต" นั่นเอง จำนวนช็อตจึงหมายถึงการเลือกว่าเราจะส่งพลังงานให้หนาแน่นและครอบคลุมพื้นที่กว้างแค่ไหน
อัลตราซาวนด์*: เทคโนโลยีที่รวบรวมแรงสั่นสะเทือนที่หูมนุษย์ไม่ได้ยิน ให้กลายเป็นพลังงานความร้อนใต้ผิวหนัง มักนิยมใช้ในหัตถการยกกระชับแบบไม่ต้องผ่าตัด (Non-invasive tightening) เช่น ชูริงค์
ดังนั้น เกณฑ์ของจำนวนช็อตจึงไม่ใช่ "ยิ่งเยอะยิ่งดี" แต่เป็น "ความหนาแน่นที่เหมาะสมกับพื้นที่ที่ต้องการรักษา" ข้อมูลจาก American Society for Dermatologic Surgery (ASDS) ระบุว่า จำนวนครั้งและปริมาณในการทำพวกยกกระชับด้วยคลื่นอัลตราซาวนด์หรือคลื่นวิทยุ (RF) จะแตกต่างกันไปตามอุปกรณ์, บริเวณที่ทำ และสภาพผิวของแต่ละบุคคลครับ คนที่หน้าเล็กหรือมีความหย่อนคล้อยน้อย ก็จะใช้จำนวนช็อตน้อยกว่าในบริเวณเดียวกัน ส่วนคนที่มีพื้นที่ความหย่อนคล้อยกว้าง ก็จะต้องใช้ช็อตที่มากขึ้นตามลำดับ

การปรับกรอบหน้าโดยรวม VS การเน้นเฉพาะจุด มีการกระจายช็อตที่ต่างกัน
หากเป้าหมายของคุณคือการปรับกรอบหน้าโดยรวมให้เรียบเนียนสม่ำเสมอ พลังงานจะถูกกระจายอย่างทั่วถึงตั้งแต่หน้าผาก แก้ม ไปจนถึงไลน์กรอบหน้า ในทางกลับกัน หากคุณมีจุดที่กังวลชัดเจน เช่น แก้มหย่อนคล้อยหรือร่องมุมปาก แนวทางการรักษาที่เป็นธรรมชาติคือการลงช็อตพื้นฐานให้ทั่วหน้าก่อน แล้วค่อยเน้นย้ำช็อตเพิ่มในจุดที่มีปัญหาครับ
เน้นปรับกรอบหน้าโดยรวม → กระจายช็อตอย่างสม่ำเสมอทั่วใบหน้า
เน้นกรอบหน้าและมุมปาก → ลงช็อตพื้นฐาน + เพิ่มช็อตในบริเวณดังกล่าว
ทำเพื่อป้องกันในเคสที่ยังหย่อนคล้อยไม่มาก → ดีไซน์ให้กระจายตัวในความหนาแน่นต่ำ
ภาพด้านล่างนี้แสดงให้เห็นคร่าวๆ ถึงวิธีการแบ่งช็อตเมื่อมีจุดที่ต้องการเน้นเป็นพิเศษ ทั้งนี้เป็นเพียงแนวทางเฉลี่ยทั่วไปเท่านั้น เพราะแม้จะมีเป้าหมายเดียวกัน แต่โครงสร้างใบหน้าของแต่ละคนก็แตกต่างกันออกไปครับ


บริเวณที่มักจะต้องใช้ช็อตเยอะเป็นพิเศษ
ในใบหน้าเดียวกัน บริเวณที่มองเห็นความหย่อนคล้อยได้ง่ายมักจะต้องใช้จำนวนช็อตที่มากกว่า จุดอย่างบริเวณกรอบหน้าและแก้มส่วนล่างเป็นจุดที่มักจะคล้อยตัวลงมาก่อนเนื่องจากแรงโน้มถ่วง จึงต้องใช้พลังงานที่หนาแน่นขึ้น ส่วนบริเวณที่ผิวบาง เช่น รอบดวงตา หรือขมับ จะต้องกระจายพลังงานด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ
หากลองดูภาพตัดขวางแสดงระดับความลึกที่ ชูริงค์ Universe เข้าไปทำงาน จะช่วยให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นว่าทำไมแต่ละบริเวณจึงต้องการการกระจายช็อตที่แตกต่างกันครับ

ในความเป็นจริง งานวิจัยทางคลินิกเกี่ยวกับการยกกระชับผิวด้วยคลื่นอัลตราซาวนด์แบบคู่ขนานความเข้มข้นสูง รายงานว่า พลังงานจะไปจับตัวกันที่ชั้นผิวแท้ส่วนกลาง และหลังจากนั้น 2 เดือน ความหนาแน่นของคอลลาเจนในชั้นผิวนั้นจะเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด (จาก 0.849 → 1.432) ซึ่งหมายความว่าระดับความลึกและความหนาแน่นที่พลังงานลงไปถึง ส่งผลโดยตรงต่อผลการรักษา นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการดีไซน์กระจายช็อตในแต่ละส่วนถึงสำคัญมากครับ

ที่ Beautystone เราให้ความสำคัญกับการประเมินและดีไซน์ก่อนคุยเรื่องจำนวนช็อต
ที่ Beautystone (ฮับจอง) แม้จะเป็นการทำ ชูริงค์ Universe เหมือนกัน แต่เราจะประเมินขนาดใบหน้า, จุดที่หย่อนคล้อย และความหนาของผิวของคนไข้ก่อน เพื่อออกแบบว่าจะลงช็อตตรงไหนและจำนวนเท่าไหร่ สำหรับเคสที่ต้องการปรับกรอบหน้าโดยรวม กับเคสที่ต้องการเน้นกรอบหน้า แม้จะใช้ 300 ช็อตเท่ากัน แต่วิธีการกระจายพลังงานจะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงครับ
ข้อมูลจาก American Academy of Dermatology (AAD) แนะนำว่า การปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับความเสี่ยงและผลลัพธ์ที่คาดหวังก่อนทำหัตถการความงาม คือขั้นตอนสำคัญที่ช่วยลดผลข้างเคียงได้ คลินิกของเราตั้งอยู่ใกล้สถานีฮับจอง (Hapjeong) สามารถเดินทางมาปรึกษาสั้นๆ เพื่อเช็กจุดที่หย่อนคล้อยและวางแผนการกระจายช็อตร่วมกับแพทย์ก่อนได้ครับ เพราะความต่างของเราคือการออกแบบทรีตเมนต์เฉพาะบุคคล ไม่ใช่แค่การทำตามจำนวนตัวเลขเท่านั้น

ทำไมจึงไม่ควรตัดสินใจเพียงแค่ดูจาก "จำนวนช็อต"
แม้จะทำ 300 ช็อตเท่ากัน แต่ผลลัพธ์และความรู้สึกที่ได้จะแตกต่างกันไปตามบริเวณและความหนาแน่นของพลังงานที่ใช้ ดังนั้น หากคุณเปรียบเทียบแค่เฉพาะเรื่องราคาโปรโมชั่น "กี่ช็อต ราคาเท่าไหร่" คุณอาจจะพลาดยอดช็อตและการดีไซน์ที่จำเป็นต่อใบหน้าคุณจริงๆ ได้ครับ
ต่อให้จำนวนช็อตเท่ากัน แต่หากดีไซน์พื้นที่และความหนาแน่นต่างกัน ผลลัพธ์ก็ต่างกัน
หากมีความหย่อนคล้อยน้อย ก็ไม่มีความจำเป็นต้องฝืนเพิ่มจำนวนช็อตให้มากเกินไป
บางกรณีดีไซน์แบ่งทำเป็นรอบๆ (Sessions) จะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการทำเยอะๆ ในครั้งเดียว
กระบวนการกระตุ้นคอลลาเจนจะไม่เกิดขึ้นทันทีหลังทำเสร็จ แต่จะค่อยๆ เห็นผลชัดเจนขึ้นในเวลาหลายเดือน ข้อมูลจาก American Society for Dermatologic Surgery (ASDS) ระบุว่า หัตถการยกกระชับที่เน้นกระตุ้นคอลลาเจนโดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 3 ถึง 6 เดือนในการแสดงผลลัพธ์อย่างเต็มที่ ดังนั้น แทนที่จะเน้นแต่การเพิ่มจำนวนช็อตเพียงอย่างเดียว แนะนำให้พิจารณาการวางแผนกระจายพลังงานและจำนวนครั้งในการทำควบคู่ไปด้วยครับ บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น จำนวนช็อตและการดีไซน์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณ ควรปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนทำหัตถการครับ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q. ยิ่งจำนวนช็อตเยอะ ผลลัพธ์ยิ่งดีขึ้นจริงไหม?
A. ไม่เสมอไปครับ คีย์สำคัญคือการส่งพลังงานด้วยความหนาแน่นที่เหมาะสมกับบริเวณที่มีปัญหา หากผิวไม่ได้หย่อนคล้อยมากแต่ฝืนอัดช็อตเยอะเกินไป อาจทำให้รู้สึกระคายเคืองหรือไม่สบายผิวโดยไม่จำเป็น สิ่งสำคัญที่สุดคือการกระจายพลังงานให้ตรงกับตําแหน่งและขนาดพื้นที่ที่มีปัญหาของแต่ละบุคคลครับ
Q. ถ้าต้องการทำทั่วหน้า ปกติควรเริ่มต้นที่กี่ช็อต?
A. ขึ้นอยู่กับแต่ละเคสเลยครับ แต่โดยทั่วไปสำหรับการปรับกรอบหน้าโดยรวมมักจะเริ่มที่ประมาณ 300 ช็อต อย่างไรก็ตาม จำนวนช็อตอาจลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามขนาดใบหน้าและระดับความหย่อนคล้อย แนะนำให้เข้ามาปรึกษาเพื่อให้แพทย์ประเมินผิวจริงจะแม่นยำที่สุดครับ
Q. เริ่มเห็นผลลัพธ์ตั้งแต่เมื่อไหร่?
A. อาจจะรู้สึกได้ถึงความตึงกระชับทันทีหลังทำเสร็จ แต่เนื่องจากการกระตุ้นคอลลาเจนต้องใช้เวลา โดยทั่วไปจะค่อยๆ เห็นผลชัดเจนขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติในช่วง 3 - 6 เดือน ซึ่งผลลัพธ์นี้จะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลครับ
Q. ระหว่างทำเยอะๆ ทีเดียว กับการแบ่งทำทีละนิดแบบมีระยะเวลา แบบไหนดีกว่ากัน?
A. ขึ้นอยู่กับระดับความหย่อนคล้อยและเป้าหมายครับ หากทำเพื่อป้องกันในเคสที่เพิ่งเริ่มมีปัญหา การดีไซน์กระจายช็อตแบบไม่แน่นมากทั่วหน้านับว่าเพียงพอแล้ว แต่หากมีปัญหาหย่อนคล้อยชัดเจน การแบ่งทำเป็นรอบๆ เพื่อสะสมพลังงานกระตุ้นคอลลาเจนอย่างต่อเนื่องอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า แนะนำให้ปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินสภาพผิวก่อนดีที่สุดครับ
บทความที่น่าสนใจ

ยกกระชับ
แก้มชาตื้อ ๆ หลังทำ Ultherapy Prime ปกติไหม อีกกี่วันหาย?

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ฉีด Sculptra แล้วแก้มขึ้นข้างเดียว อีกนานไหมกว่าจะเท่ากัน?

ยกกระชับ
ลด Level พลังงาน Thermage เพราะกลัวเจ็บ ผลลัพธ์จะหายไปด้วยไหม?

ผิว
ขนคุดที่แขน ยิ่งขัดสครับยิ่งแดง เปลี่ยนวิธีดูแลยังไงดี?

ยกกระชับ
หลัง Onda Lifting แล้วสองข้างหน้าลดไม่เท่ากัน — ปกติหรือต้องกังวล?

ผิว
สกินบูสเตอร์หมดฤทธิ์แล้วจริงไหม หลังสองเดือนผิวเริ่มแห้งขึ้น



