แม้จะทำ 300 shots เท่ากัน แต่ถ้ากระจายช็อตต่างกัน ผลลัพธ์ก็ต่างกันค่ะ! นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราไม่ควรเปรียบเทียบแค่ตัวเลข พร้อมไกด์ไลน์เกณฑ์จำนวน shot แต่ละบริเวณ
เวลาที่เข้ามาปรึกษาเรื่อง Shurink Universe คำถามยอดฮิตที่ทุกคนต้องถามเลยก็คือ "ต้องทำกี่ช็อต (shots) ถึงจะเห็นผลคะ?" แต่จริงๆ แล้ว แม้จะเป็นใบหน้าเหมือนกัน แต่จำนวนช็อตที่เหมาะสมจะแตกต่างกันไปตามบริเวณที่หย่อนคล้อยและผลลัพธ์ที่ต้องการค่ะ ถ้าดูแค่ตัวเลขอย่างเดียว อาจจะได้ผลลัพธ์ที่ไม่ตรงจุดกับปัญหาของตัวเองได้นะคะ
> บทความนี้เป็นคอนเทนต์ที่รวบรวมข้อมูลการทำหัตถการจาก Beautystone สาขาฮับจอง (Hapjeong) ค่ะ
ถ้าให้ตอบแบบสั้นๆ จำนวนช็อตของ Shurink Universe จะขึ้นอยู่กับว่าต้องการ "ปรับกรอบหน้าโดยรวม หรือเน้นเฉพาะจุด" ค่ะ โดยทั่วไปแล้ว ทั่วหน้าจะเริ่มต้นที่ประมาณ 300 ช็อต และถ้ามีจุดที่กังวลเป็นพิเศษอย่างแนวกรามหรือแก้ม ก็จะเพิ่มจำนวนช็อตลงไปในไลน์นั้นเพิ่มค่ะ สิ่งสำคัญที่กำหนดผลลัพธ์จึงไม่ใช่แค่ตัวเลขช็อต แต่เป็นจุดที่ยิงและการกระจายช็อตอย่างสม่ำเสมอค่ะ
เมื่ออ่านบทความนี้จบ คุณจะทราบเกี่ยวกับ
เกณฑ์ในการกำหนดจำนวนช็อต
ความต่างของการกระจายช็อตระหว่างการปรับกรอบหน้าโดยรวม กับการเน้นเฉพาะจุด
บริเวณไหนที่จำเป็นต้องเน้นจำนวนช็อตเป็นพิเศษ
ทำไมเราถึงไม่ควรเปรียบเทียบแค่จำนวนช็อตเพียงอย่างเดียว
จำนวนช็อตของ Shurink Universe กำหนดจากอะไรบ้าง?
Shurink Universe เป็นหัตถการที่ส่งพลังงานคลื่นอัลตราซาวด์* ลงไปที่ชั้นผิวแท้ทีละจุด (dot) เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนค่ะ ซึ่งหนึ่่งจุดนี้ก็คือ "หนึ่งช็อต (shot)" ดังนั้น จำนวนช็อตจึงหมายถึงการส่งพลังงานลงไปในชั้นผิวให้มีความละเอียดและครอบคลุมพื้นที่ผิวมากน้อยแค่ไหนนั่นเองค่ะ
อัลตราซาวด์*: เทคโนโลยีที่รวบรวมแรงสั่นสะเทือนที่หูมนุษย์ไม่ได้ยิน ให้เปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนใต้ชั้นผิว ใช้สำหรับการทำทรีตเมนต์ยกกระชับแบบไม่ต้องผ่าตัด (non-invasive tightening) เช่น Shurink ค่ะ
ดังนั้น จำนวนช็อตจึงไม่ใช่หลักการที่ว่า "ยิ่งเยอะยิ่งดี" แต่เกณฑ์ที่ถูกต้องคือ "ความหนาแน่นที่เหมาะสมกับพื้นที่ผิวที่ต้องการรักษา" ค่ะ ตามข้อมูลของ American Society for Dermatologic Surgery (ASDS) ก็ระบุไว้ว่า จำนวนครั้งและปริมาณในการทำทรีตเมนต์ยกกระชับด้วยคลื่นอัลตราซาวด์หรือคลื่นวิทยุ (RF) จะแตกต่างกันไปตามเครื่องมือ, บริเวณที่ทำ และสภาพผิวของแต่ละบุคคลค่ะ สำหรับคนที่มีใบหน้าเล็กหรือมีความหย่อนคล้อยเพียงเล็กน้อย การใช้จำนวนช็อตในบริเวณเดียวกันก็จะน้อยกว่าคนที่มีพื้นที่ความหย่อนคล้อยกว้างนั่นเองค่ะ

การปรับกรอบหน้าโดยรวม VS การเน้นเฉพาะจุด มีการกระจายช็อตที่ต่างกัน
หากเป้าหมายคือการปรับกรอบหน้าโดยรวมให้เรียบเนียนสม่ำเสมอ พลังงานจะถูกกระจายอย่างทั่วถึงตั้งแต่หน้าผาก แก้ม ไปจนถึงแนวกรามค่ะ ในทางตรงกันข้าม หากคุณมีจุดที่กังวลอย่างชัดเจน เช่น ความหย่อนคล้อยบริเวณเหนียง แนวกราม หรือมุมปาก การวางแผนโดยเริ่มจากจำนวนช็อตพื้นฐานสำหรับทั่วใบหน้า แล้วค่อยแอดช็อตเพิ่มในจุดที่กังวล จะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติที่สุดค่ะ
ปรับกรอบหน้าโดยรวม → กระจายพลังงานด้วยความหนาแน่นระดับสม่ำเสมอทั่วใบหน้า
เน้นแนวกราม/มุมปาก → ช็อตพื้นฐาน + เพิ่มช็อตบริเวณจุดกังวลเพิ่มเติม
ผู้ที่ต้องการป้องกันความหย่อนคล้อยในระยะเริ่มต้น → กระจายพลังงานเป็นวงกว้างด้วยความหนาแน่นระดับเบาๆ
ภาพด้านล่างนี้คือตัวอย่างการดีไซน์การกระจายช็อตเมื่อมีจุดที่ต้องการเน้นเป็นพิเศษค่ะ ทั้งนี้ เป็นเพียงข้อมูลแนวทางโดยเฉลี่ยเท่านั้น เพราะถึงแม้จะมีเป้าหมายการรักษาที่เหมือนกัน แต่ดีไซน์การรักษาจริงก็จะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลค่ะ


บริเวณที่มักจะต้องการจำนวนช็อตเพิ่มขึ้น
จุดที่มองเห็นความหย่อนคล้อยได้ชัดเจนง่ายที่สุด ก็จะเป็นบริเวณที่ต้องใช้ช็อตเข้มข้นขึ้นควบคู่ไปด้วยค่ะ สำหรับบริเวณแนวกรามและแก้มด้านล่าง ซึ่งมักจะหย่อนคล้อยลงตามแรงโน้มถ่วงเป็นจุดแรกๆ จึงจำเป็นต้องใช้ความหนาแน่นของช็อตที่สูงขึ้น ส่วนบริเวณผิวบอบบางอย่างรอบดวงตาหรือขมับ จะต้องกระจายพลังงานอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษค่ะ
เมื่อดูภาพตัดขวางการทำงานของ Shurink Universe ในระดับความลึกต่างๆ จะช่วยให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นว่าทำไมแต่ละบริเวณจึงต้องการการกระจายช็อตที่แตกต่างกันค่ะ

จาก งานวิจัยทางคลินิกเกี่ยวกับการยกกระชับผิวด้วยวิธี High-Intensity Parallel Ultrasound พบว่าเมื่อส่งพลังงานเจาะจงลงไปที่ผิวชั้นแท้ระดับกลาง ความหนาแน่นของคอลลาเจนในชั้นผิวนั้นเพิ่มขึ้นหลังจากผ่านไป 2 เดือน (0.849→1.432) ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าระดับความลึกและความหนาแน่นของพลังงานที่ส่งไปมีผลโดยตรงต่อลัพธ์ที่ได้ การดีไซน์กระจายช็อตในแต่ละส่วนจึงสำคัญมากๆ ค่ะ

ที่ Beautystone สาขาฮับจอง เราให้ความสำคัญกับการดีไซน์กระจายช็อตก่อนจำนวนช็อตเสมอ
ที่ Beautystone ฮับจอง สำหรับโปรแกรม Shurink Universe เราจะประเมินจากขนาดใบหน้า, จุดที่หย่อนคล้อย และความหนาของผิว ก่อนจะเริ่มดีไซน์การวางตำแหน่งและจำนวนช็อตที่เหมาะสมให้กับลูกค้าแต่ละท่านค่ะ ต่อให้ใช้จำนวน 300 ช็อตเท่ากัน แต่การดีไซน์กระจายช็อตของคนที่อยากเก็บกรอบหน้าโดยรวม กับคนที่อยากเป๊ะแค่เฉพาะแนวกราม จะถูกออกแบบให้ต่างกันอย่างสิ้นเชิงค่ะ
ข้อมูลจาก American Academy of Dermatology (AAD) แนะนำว่า การปรึกษาแพทย์ผู้ทำหัตถการเพื่อสอบถามถึงความเสี่ยงและผลลัพธ์ที่คาดหวังก่อนทำ เป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยลดเคสหลุดหรือผลข้างเคียงได้ดีที่สุดค่ะ คลินิกของเราตั้งอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟใต้ดินฮับจอง (Hapjeong Station) สามารถแวะเข้ามาปรึกษา เช็กจุดหย่อนคล้อยของใบหน้า และร่วมกันวางแผนการดีไซน์ช็อตก่อนตัดสินใจได้เลยค่ะ ความต่างของเราคือการวางแผนที่ออกแบบมาเฉพาะบุคคล ไม่ใช่แค่การยิงสุ่มๆ ให้ครบตามตัวเลขค่ะ

ทำไมเราไม่ควรเปรียบเทียบแค่ที่ "จำนวนช็อต"
ต่อให้ยิง 300 ช็อตเท่ากัน แต่ผลลัพธ์และความรู้สึกที่ได้จะต่างกันโดยสิ้นเชิง ขึ้นอยู่กับว่ายิงลงไปตรงจุดไหนและใช้ความหนาแน่นเท่าไหร่ค่ะ ดังนั้น หากเปรียบเทียบราคาแค่ตัวเลข "กี่ช็อต ราคาเท่าไหร่" เพียงอย่างเดียว อาจทำให้คุณพลาดการกระจายช็อตที่จำเป็นกับรูปหน้าของคุณจริงๆ ไปได้ค่ะ
ถึงจำนวนช็อตจะเท่ากัน แต่ถ้าการดีไซน์กระจายพื้นที่และความหนาแน่นต่างกัน ผลลัพธ์ก็ต่างกันค่ะ
หากมีความหย่อนคล้อยเพียงเล็กน้อย ก็ไม่มีความจำเป็นต้องฝืนเพิ่มจำนวนช็อตให้เยอะเกินไปค่ะ
บางเคส การแบ่งทำเป็นรอบๆ (sessions) อาจจะได้ผลลัพธ์ที่ดีและเหมาะสมกว่าการโหมทำเยอะๆ ในครั้งเดียวค่ะ
การกระตุ้นคอลลาเจนจะไม่ได้เห็นผลทันทีแบบร้อยเปอร์เซ็นต์หลังทำทันที แต่จะค่อยๆ ฟื้นฟูและเห็นผลชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ตลอดระยะเวลาหลายเดือนค่ะ สอดคล้องกับ ข้อมูลจาก American Society for Dermatologic Surgery (ASDS) ที่ระบุว่าการยกกระชับผิวด้วยการกระตุ้นคอลลาเจน ปกติจะใช้เวลาประมาณ 3-6 เดือนในการเห็นผลลัพธ์ที่เต็มประสิทธิภาพ ดังนั้น แทนที่จะมุ่งเน้นแต่การเพิ่มจำนวนช็อตเพียงอย่างเดียว แนะนำให้ปรึกษาเพื่อวางแผนการดีไซน์การยิงและการแบ่งทำเป็นคอร์สร่วมกันดีกว่าค่ะ เนื่องจากบทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป จำนวนช็อตและการกระจายพลังงานที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณ ควรได้รับการประเมินร่วมกับทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนเริ่มทำหัตถการนะคะ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q. ยิ่งจำนวนช็อตเยอะ ยิ่งดีจริงไหมคะ?
A. ไม่เสมอไปค่ะ หัวใจสำคัญอยู่ที่การยิงด้วยความหนาแน่นที่เหมาะสมในบริเวณที่มีปัญหาจริงๆ หากผิวไม่ได้หย่อนคล้อยมากแต่ฝืนอัดช็อตเยอะเกินไป อาจทำให้รู้สึกระคายเคืองหรือไม่สบายผิวโดยไม่จำเป็นได้ค่ะ สิ่งสำคัญที่สุดคือการเลือกจำนวนและการส่งพลังงานให้เหมาะกับจุดที่กังวลค่ะ
Q. สำหรับทำทั่วหน้า ปกติเริ่มต้นที่กี่ช็อตคะ?
A. แตกต่างกันไปตามแต่ละเคสค่ะ แต่สำหรับการปรับกรอบหน้าโดยรวม ส่วนใหญ่นิยมเริ่มต้นที่ประมาณ 300 ช็อตค่ะ อย่างไรก็ตาม จำนวนช็อตสามารถเพิ่มหรือลดได้ตามขนาดของใบหน้าและระดับความหย่อนคล้อย แนะนำให้แพทย์ประเมินสภาพผิวจริงตอนปรึกษาเพื่อความแม่นยำที่สุดค่ะ
Q. จะเริ่มเห็นผลลัพธ์เมื่อไหร่คะ?
A. หลังทำเสร็จทันทีอาจจะรู้สึกว่าผิวหน้าดูตึงขึ้นเล็กน้อย แต่โดยทั่วไปกระบวนการกระตุ้นสร้างคอลลาเจนใหม่จะค่อยๆ ทำงานและเห็นผลลัพธ์ชัดเจนขึ้นในเวลา 3-6 เดือนต่อมาค่ะ ทั้งนี้ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลค่ะ
Q. ระหว่างทำเยอะๆ ทีเดียว กับแบ่งทำทีละนิดแบบไหนดีกว่ากันคะ?
A. ขึ้นอยู่กับระดับความหย่อนคล้อยและเป้าหมายการรักษาค่ะ หากอยากเน้นป้องการหย่อนคล้อยในระยะแรกเริ่ม การกระจายช็อตเบาๆ ทั่วหน้าก็เพียงพอค่ะ แต่หากมีจุดหย่อนคล้อยชัดเจน การแบ่งทำเป็นรอบๆ เพื่อสะสมผลลัพธ์อย่างต่อเนื่องอาจตอบโจทย์กว่า แนะนำให้ประเมินสภาพผิวร่วมกับแพทย์ก่อนทำหัตถการจะดีที่สุดค่ะ
บทความแนะนำ
รวม 10 คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับ Shurink Universe ไขข้อข้องใจโดยคุณหมอโดยตรง
Ulthera vs Shurink เทียบกันชัดๆ ระหว่างทำหน้าปีละครั้ง กับทำทุกๆ 6 เดือน ต่างกันอย่างไร
ผลข้างเคียงจาก Shurink 3 เคสที่พบบ่อยที่สุดในห้องตรวจ และระยะเวลาในการฟื้นตัว
ผลลัพธ์จากหัวยิง Shurink 4.5mm ทำไมคนแก้มเยอะกับคนแก้มตอบถึงได้ผลลัพธ์ที่ต่างกัน

ผิว
สิวเม็ดเล็กๆ ที่คิดว่าเป็นสิวธรรมดา ถ้าจริงๆ แล้วเป็น 'รูขุมขนอักเสบ' วิธีรักษาจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเลยนะคะ
สิวอุดตันกับรูขุมขนอักเสบดูคล้ายกัน แต่ต้นเหตุต่าง แยกจากอาการคัน บริเวณ หัวสิว วินิจฉัยถูกลดแผลเป็น

ผิว
ครีมกันแดด มีวิธีอ่านและเลือกค่า SPF กับ PA อย่างไรดีคะ?
SPF50 ไม่ได้แปลว่าดีที่สุดเสมอไปนะ! มาดูไกด์สรุปความหมายของตัวเลข และเกณฑ์การเลือกครีมกันแดดให้เหมาะกับระดับการเจอแดดกันเลย

ยกกระชับ
Shurink Universe ควรทำกี่ช็อตดี? เกณฑ์จำนวนช็อตแบ่งตามบริเวณและผลลัพธ์ที่ต้องการ
แม้จะทำ 300 shots เท่ากัน แต่ถ้ากระจายช็อตต่างกัน ผลลัพธ์ก็ต่างกันค่ะ! นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราไม่ควรเปรียบเทียบแค่ตัวเลข พร้อมไกด์ไลน์เกณฑ์จำนวน shot แต่ละบริเวณ

ผิว
Oligio X การยกกระชับผิวด้วยคลื่นวิทยุความถี่สูงแบบขั้วเดียว (Monopolar RF) ควรทำกี่ครั้งถึงจะดีที่สุดคะ?
การรักษาจะแบ่งออกเป็นกลุ่มที่เห็นผลลัพธ์เพียงพอได้ในการทำเพียง 1 ครั้ง กับกลุ่มที่แนะนำให้ทำอย่างต่อเนื่องเพื่อสะสมผลลัพธ์ มาดูคู่มือการวางแผนจำนวนครั้งในการทำ Monopolar RF กันค่ะ

ผิว
Potenza ไม่ได้ช่วยแค่เรื่องรูขุมขนเท่านั้นนะ แต่ยังเป็นคลื่นวิทยุความถี่สูงแบบไมโครนีดเดิล (microneedle RF) ที่ช่วยเรื่องความยืดหยุ่นและริ้วรอยเล็กๆ ได้ดีอีกด้วยค่ะ
การรักษาเรื่องรูขุมขนและรอยแผลเป็น กับเรื่องความยืดหยุ่นและริ้วรอยเล็กๆ จะใช้การตั้งค่าที่ต่างกันนะคะ นี่คือคู่มือสรุปเกณฑ์ความลึกของหัวเข็ม (needle) และจำนวนครั้งในการรักษาตามแต่ละจุดประสงค์ค่ะ

ลบรอยสัก
หลังทำ Picoway ลบรอยสัก แล้วมีสะเก็ดหรือสะเก็ดน้ำใสๆ ขั้นตอนการฟื้นฟูผิวจะเป็นอย่างไรบ้างคะ?
สะเก็ดและตุ่มน้ำอาจเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการฟื้นฟูผิวตามปกติ คู่มือนี้จะช่วยอธิบายว่าทำไมถึงไม่ควรแกะหรือลอกสะเก็ดออก พร้อมแนะนำเกณฑ์ระยะห่างในการทำหัตถการแต่ละครั้ง



