บ้าน/ออกนอกสั้นๆ SPF30-PA++พอ แดดแรงใช้ SPF50-PA++++กันน้ำ สำคัญกว่าตัวเลขคือทาพอ-ทาซ้ำทุก 2 ชม.ครับ
เวลาจะเลือกซื้อครีมกันแดดแล้วพลิกดูด้านหลังกล่องที่มีสัญลักษณ์เต็มไปหมดอย่าง SPF50+, PA++++ อาจทำให้คุณสับสนได้ง่ายมากว่าแบบไหนที่เหมาะกับเรากันแน่ การจัดระเบียบข้อมูลสัญลักษณ์เหล่านี้เพื่อศึกษาว่า ยิ่งตัวเลขเยอะยิ่งดีจริงไหม หรือควรแยกขวดที่ใช้ประจำวันกับแบบกิจกรรมกลางแจ้งดีกว่ากัน จะช่วยประหยัดเวลาเลือกซื้อในครั้งต่อไปได้เยอะเลยครับ
สรุปให้ฟังแบบเข้าใจง่ายๆ นะครับ SPF คือค่าบ่งบอกความสามารถในการป้องกันรังสี UVB (ซึ่งทำให้เกิดผิวไหม้แดดและรอยแดง) ส่วน PA คือระดับการป้องกันรังสี UVA (ตัวการทำร้ายผิวชั้นหนังแท้ลึกและกระตุ้นการสร้างเม็ดสี) สำหรับชีวิตประจำวันทั่วไป แค่เลือกใช้ SPF30 ขึ้นไป และ PA++ ขึ้นไปก็ถือว่าเพียงพอแล้วครับ แต่ถ้าต้องทำกิจกรรมกลางแจ้งนานๆ แนะนำให้ขยับเป็น SPF50, PA++++ และมองหาป้ายคุณสมบัติกันน้ำ (waterproof) เพิ่มเติมเพื่อให้เหมาะกับปริมาณแดดที่ต้องเผชิญครับ
เมื่ออ่านบทความนี้จบ คุณจะทราบถึง:
ความหมายที่แท้จริงของตัวเลข SPF
ข้อแตกต่างระหว่างระดับค่า PA และ SPF
เกณฑ์ในการเลือกใช้ครีมกันแดดสำหรับชีวิตประจำวันและเวลาออกกิจกรรมกลางแจ้ง
ปริมาณการทาและจังหวะเวลาที่ควรทาซ้ำที่เหมาะสม
ตัวเลข SPF หมายถึงอะไรกันแน่นะ?
SPF คือตัวบ่งบอกระดับการปกป้องผิวจากอาการไหม้แดด* ที่เกิดจากรังสี UVB หลายคนมักเข้าใจผิดว่า "ยิ่ง SPF สูง ยิ่งปกป้องผิวได้ยาวนานหลายชั่วโมง" แต่จริงๆ แล้ว SPF บ่งบอกถึงสัดส่วนในการสะท้อนหรือบล็อกรังสี UV ได้มากกว่าระยะเวลาครับ
ผิวไหม้แดด*: ในที่นี้หมายถึงอาการผิวไหม้แดด (sunburn) หรือผิวแดงระกำจากการโดนรังสี UV ซึ่งมักเกิดขึ้นเมื่อรังสี UVB เข้าทำร้ายผิวหนังชั้นนอกสุด (epidermis)
คู่มือแนะนำฉลากครีมกันแดดจากสมาคมโรคผิวหนังแห่งสหรัฐอเมริกา ระบุว่า SPF15 จะช่วยกรองรังสี UVB ได้ประมาณ 93% ในขณะที่ SPF30 ช่วยกรองได้ประมาณ 97% หากตัวเลขสูงขึ้นเป็นสองเท่า ไม่ได้แปลว่าจะกันแดดได้ดีขึ้นสองเท่านะครับ แต่เมื่อถึงระดับหนึ่งแล้วประสิทธิภาพในการกรองจะเพิ่มขึ้นทีละนิดและเริ่มคงที่ครับ ทางสมาคมเกาหลีและสหรัฐอเมริกาจึงมักแนะนำให้เลือก SPF30 ขึ้นไปเป็นมาตรฐานสำหรับใช้ในชีวิตประจำวันครับ
เมื่อเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่าง SPF และสัดส่วนการช่วยกรองรังสี UVB จะได้ภาพประมาณนี้ครับ


ระดับ PA แตกต่างจาก SPF อย่างไร?
PA คือระดับการป้องกันรังสี UVA โดยแสดงผลด้วยจำนวนของเครื่องหมายบวก (+) รังสี UVA นั้นมีความยาวคลื่นที่ยาวกว่า UVB จึงสามารถทะลุเข้าไปทำร้ายผิวได้ลึกถึงชั้นหนังแท้ (dermis) ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับความเสื่อมสภาพของผิวแบบสะสมช้าๆ เช่น จุดด่างดำ ฝ้า และความยืดหยุ่นของผิวที่ลดลง ยิ่งมีเครื่องหมายบวกตั้งแต่ PA+ ไปจนถึง PA++++ มากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งระบุว่ามีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVA มากขึ้นเท่านั้นครับ
หากเลือกครีมกันแดดที่มีแต่ค่า SPF สูงๆ แต่ป้องกันรังสี UVA ได้น้อย แม้ผิวจะไม่เบิร์นแดงรุนแรง แต่ผิวก็ยังอาจถูกทำร้ายจนเกิดความหมองคล้ำและริ้วรอยก่อนวัยได้อยู่ดี ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดูทั้งสองค่าควบคู่กันไปครับ สำหรับผลิตภัณฑ์จากฝั่งอเมริกาและยุโรปจะไม่มีสัญลักษณ์ PA แต่จะใช้ข้อความคำว่า "Broad Spectrum (ปกป้องครอบคลุม ในวงกว้าง)" แทน ซึ่ง ไกด์ไลน์การเลือกครีมกันแดดของสมาคมโรคผิวหนังแห่งสหรัฐอเมริกา ก็แนะนำให้เลือกมองหาฉลาก Broad Spectrum ที่ช่วยกันได้ทั้งรังสี UVA/UVB ควบคู่ไปกับค่า SPF30 ขึ้นไปเช่นกันครับ
ถ้าดูจากภาพตัดขวางที่แสดงระยะลึกในการทำร้ายผิวของรังสี UVA และ UVB จะช่วยให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นทันทีครับว่าทำไมเราถึงต้องดูทั้งสองค่าไปพร้อมๆ กัน


วิธีเลือกครีมกันแดดสำหรับใช้ประจำวัน vs ทำกิจกรรมกลางแจ้ง
หากชีวิตประจำวันของคุณมีแค่การเดินทางไปทำงานเช้าเย็นกลับ หรือนั่งทำงานในออฟฟิศเป็นหลัก ครีมกันแดด SPF30 · PA++~+++ ก็เพียงพอแล้วครับ แต่ถ้าคุณต้องการปกป้องผิวจากรังสี UVA ที่ส่องทะลุกระจกเข้ามาในตัวอาคารด้วย การขยับไประดับ PA ที่สูงขึ้นอีกนิดจะช่วยได้ดีขึ้นครับ
เน้นอยู่แต่ในร่ม / ออกไปข้างนอกสั้นๆ เท่านั้น → SPF30 ขึ้นไป · PA++ ขึ้นไป
ต้องเดินทาง เดินเล่น หรือมีช่วงที่ต้องเผชิญแสงแดดระหว่างวันผสมบ้าง → SPF30~50 · PA+++ ขึ้นไป
ปีนเขา เล่นน้ำทะเล ทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นเวลานาน → SPF50 · PA++++ + ป้ายกำกับ Waterproof
คู่มือแนะนำการเลือกครีมกันแดดของสมาคมโรคผิวหนังแห่งสหรัฐอเมริกา แนะนำว่าสำหรับการทำกิจกรรมที่มีเหงื่อออกหรือต้องโดนน้ำ ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีคำว่า "water resistant (กันน้ำ)" ป้ายกำกับนี้หมายถึงประสิทธิภาพในการกันน้ำจะมีผลอยู่ประมาณ 40 นาที หรือ 80 นาทีนับจากที่โดนน้ำ เพื่อคงประสิทธิภาพจึงต้องทาซ้ำเมื่อครบเวลาครับ สรุปคือคีย์เวิร์ดสำคัญไม่ใช่การเลือกตัวเลขสูตรที่สูงที่สุดเสมอไป แต่เป็นเลือกใช้ให้ตรงกับกิจกรรมที่คุณทำนั่นเองครับ

ปริมาณการทาและการทาซ้ำระหว่างวัน สำคัญมากกว่าอีกนะ!
ต่อให้คุณเลือกครีมกันแดดที่มี SPF สูงแค่ไหน แต่ถ้าทาในปริมาณที่น้อยเกินไป ประสิทธิภาพในการปกป้องผิวที่ระบุไว้ก็จะไม่สามารถแสดงผลได้เต็มที่ครับ เพราะค่า SPF บนฉลากวัดจากมาตรฐานการทาตามปริมาณที่กำหนดไว้ แต่คนชีวิตจริงส่วนใหญ่มักทาเพียงครึ่งเดียวของปริมาณแนะนำเท่านั้นเองครับ
คู่มือวิธีการทาจากสมาคมโรคผิวหนังแห่งสหรัฐอเมริกา แนะนำว่า ปริมาณการทาสำหรับใบหน้าควรยาวเท่ากับสองนิ้วมือ (นิ้วชี้และนิ้วกลาง หรือประมาณ 1 ช้อนชา) ส่วนสัดส่วนสำหรับทั้งตัวควรใช้ปริมาณเท่ากับหนึ่งแก้วช็อต (ประมาณ 1 ออนซ์) และขอแนะนำให้ทาซ้ำทุกๆ 2 ชั่วโมง หรือทาทันทีหลังจากขึ้นจากน้ำหรือหลังจากเหงื่อออกมากๆ ครับ
สรุปคือ สัญชาตญาณของการทาครีมกันแดดให้ได้ปริมาณที่เพียงพอและทาซ้ำอย่างสม่ำเสมอมีผลต่อผลลัพธ์การปกป้องผิวมากกว่าการเลือกตัวเลขเพียงอย่างเดียว ทั้งนี้บทความข้างต้นเป็นการรวบรวมข้อมูลทั่วไป หากมีปัญหาสุขภาพผิวเฉพาะเจาะจงหรือผิวไวต่อแดดเป็นพิเศษ แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ใดๆ จะดีที่สุดครับ

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
Q. ประสิทธิภาพในการป้องกันแดดระหว่าง SPF50 และ SPF30 แตกต่างกันเยอะไหมคะ?
A. หากพูดถึงสัดส่วนการช่วยกรองรังสี UVB นั้น SPF30 กรองได้ประมาณ 97% ส่วน SPF50 กรองได้ประมาณ 98% จะเห็นว่าตัวเลขต่างกันเพียงนิดเดียวครับ แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากคนเรามักทาครีมในปริมาณไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนด การเลือกใช้ SPF50 สำหรับกิจกรรมกลางแจ้งจึงช่วยเป็นเหมือนค่าสำรองความปลอดภัยไว้ก่อนได้ครับ แต่ท้ายที่สุดแล้ว 'ปริมาณที่ทา' และ 'ความถี่ในการทาซ้ำ' คือตัวแปรที่สำคัญที่สุดครับ
Q. ครีมกันแดดต่างประเทศบางตัวไม่มีสัญลักษณ์ PA จะดูอย่างไรครับ?
A. ครีมกันแดดฝั่งสหรัฐอเมริกาหรือยุโรปมักจะแสดงว่าช่วยกันรังสี UVA ด้วยข้อความคำว่า "Broad Spectrum" หรือมีโลโก้ "UVA ในวงกลม" แทนการระบุค่า PA ครับ หากเห็นสัญลักษณ์เหล่านี้ก็แปลว่าสามารถปกป้องผิวครอบคลุมได้ทั้งรังสี UVA และ UVB มีคุณสมบัติเทียบเท่ากับตัวที่มีค่า PA ระดับสูงนั่นเองครับ
Q. วันที่แดดร่มไม่มีแสงแดด จำเป็นต้องทาครีมกันแดดไหมคะ?
A. รังสี UVA สามารถทะลุก้อนเมฆและกระจกหน้าต่างเข้ามาได้บางส่วน ดังนั้นแม้ในวันที่มีเมฆครึ้มหรืออยู่แต่ในที่ร่มก็ยังมีโอกาสได้รับรังสีชนิดนี้ครับ การฝึกนิสัยทาครีมกันแดดเป็นประจำทุกวันจะช่วยพยุงและปกป้องผิวจากความหมองคล้ำและริ้วรอยก่อนวัยได้ดีกว่าแน่นอนครับ แต่อย่างไรก็ตามอาจมีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลครับ
Q. เวลาแต่งหน้าแล้วทาทับระหว่างวันลำบากมาก ควรทำอย่างไรดี?
A. แนะนำให้มองหาโปรดักส์ที่ใช้งานง่ายอย่าง คุชชั่นกันแดด ซันสติก (sun stick) หรือสเปรย์กันแดด (sun spray) มาช่วยเสริม จะช่วยให้คุณดูแลผิวและเติมปกป้องแดดได้สะดวกขึ้นทุกๆ 2 ชั่วโมงครับ อย่างไรก็ดีสำหรับการใช้แบบสเปรย์นั้นละอองอาจกระจายตัวได้บางเบา แนะนำให้ฉีดพ่นให้มั่นใจว่าครอบคลุมทั่วถึงใบหน้าในปริมาณที่เพียงพอเพื่อประสิทธิภาพที่แท้จริงนะครับ
บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
Radiesse อย่าเพิ่งเชื่อข่าวลือที่ว่าผลลัพธ์ออกมาเป๊ะเหมือนกันหมดทุกที่
ถ้าอยากได้ผลลัพธ์ Thermage ปังๆ เวลาเดินหาคลินิกผิวหนังแถวมาโพ (Mapo) ต้องเช็กอะไรบ้าง
เทคนิคเลือกคลินิกแถวฮงแด ฉบับของฉันคือต้องมองหา "ที่ที่หมอลงมือรักษาเอง" เป็นอันดับแรก
โทนอัพครีม บีบีครีม และครีมกันแดด ลำดับการทาบำรุงและเมคอัพที่ถูกต้องเป็นอย่างไรนะ?

ยกกระชับ
หลังคลอดหน้าหย่อน ทำ Ultherapy ตอนให้นมได้ไหม?
หลังคลอดหน้าหย่อน อยากทำ Ultherapy (HIFU) แต่ยังให้นม ควรเริ่มเมื่อไหร่ดี ดูแนวทางและความปลอดภัยกัน

ผิว
ลดน้ำหนักแล้วหน้าตอบ เติมด้วย Juvelook Volume ได้ไหม
ลดน้ำหนักแล้วแก้มตอบดูโทรม Juvelook Volume ช่วยได้อย่างไร รวมกลไก ผลลัพธ์ และข้อควรระวังค่ะ

ผิว
สูบบุหรี่ทำ Rejuran เห็นผลช้าลงจริงไหม?
คนสูบบุหรี่ทำสกินบูสเตอร์ Rejuran คอลลาเจนฟื้นตัวช้าลงหรือเปล่า และจะดูแลให้ได้ผลดีขึ้นยังไง มาดูกัน

ยกกระชับ
ผิวหย่อนเพราะความเครียดเรื้อรัง RF Lifting ช่วยได้จริงไหม?
ความเครียดเรื้อรังทำให้ผิวหย่อนได้อย่างไร และ RF Lifting อย่าง Thermage ช่วยดูแลได้แค่ไหน มาดูกัน

ผิว
มีโรคประจำตัวหรือกินยาอยู่ ทำหัตถการความงามได้ไหม?
เป็นเบาหวาน ความดัน หรือกินยาละลายลิ่มเลือด ทำหัตถการความงามได้ไหม? มาดูสิ่งที่ต้องบอกคุณหมอกันค่ะ

ยกกระชับ
Secret RF ลิฟติ้ง แก้แผลเป็น-รูขุมขนได้ไหมครับ
มาดูกันครับว่า Secret RF ใช้ไมโครนีดเดิลกับ RF อย่างไร และช่วยแผลเป็น รูขุมขน ความกระชับได้อย่างไร



