บ้าน/ออกนอกสั้นๆ SPF30-PA++พอ แดดแรงใช้ SPF50-PA++++กันน้ำ สำคัญกว่าตัวเลขคือทาพอ-ทาซ้ำทุก 2 ชม.ครับ
เผยแพร่ -
อัปเดต -

Author
Wi Young-jin · Chief director
Seoul National University College of Medicine · Seoul National University Hospital Specialist
→
เวลาจะเลือกซื้อครีมกันแดดแล้วพลิกดูด้านหลังกล่องที่มีสัญลักษณ์เต็มไปหมดอย่าง SPF50+, PA++++ อาจทำให้คุณสับสนได้ง่ายมากว่าแบบไหนที่เหมาะกับเรากันแน่ การจัดระเบียบข้อมูลสัญลักษณ์เหล่านี้เพื่อศึกษาว่า ยิ่งตัวเลขเยอะยิ่งดีจริงไหม หรือควรแยกขวดที่ใช้ประจำวันกับแบบกิจกรรมกลางแจ้งดีกว่ากัน จะช่วยประหยัดเวลาเลือกซื้อในครั้งต่อไปได้เยอะเลยครับ
สรุปให้ฟังแบบเข้าใจง่ายๆ นะครับ SPF คือค่าบ่งบอกความสามารถในการป้องกันรังสี UVB (ซึ่งทำให้เกิดผิวไหม้แดดและรอยแดง) ส่วน PA คือระดับการป้องกันรังสี UVA (ตัวการทำร้ายผิวชั้นหนังแท้ลึกและกระตุ้นการสร้างเม็ดสี) สำหรับชีวิตประจำวันทั่วไป แค่เลือกใช้ SPF30 ขึ้นไป และ PA++ ขึ้นไปก็ถือว่าเพียงพอแล้วครับ แต่ถ้าต้องทำกิจกรรมกลางแจ้งนานๆ แนะนำให้ขยับเป็น SPF50, PA++++ และมองหาป้ายคุณสมบัติกันน้ำ (waterproof) เพิ่มเติมเพื่อให้เหมาะกับปริมาณแดดที่ต้องเผชิญครับ
เมื่ออ่านบทความนี้จบ คุณจะทราบถึง:
ความหมายที่แท้จริงของตัวเลข SPF
ข้อแตกต่างระหว่างระดับค่า PA และ SPF
เกณฑ์ในการเลือกใช้ครีมกันแดดสำหรับชีวิตประจำวันและเวลาออกกิจกรรมกลางแจ้ง
ปริมาณการทาและจังหวะเวลาที่ควรทาซ้ำที่เหมาะสม
ตัวเลข SPF หมายถึงอะไรกันแน่นะ?
SPF คือตัวบ่งบอกระดับการปกป้องผิวจากอาการไหม้แดด* ที่เกิดจากรังสี UVB หลายคนมักเข้าใจผิดว่า "ยิ่ง SPF สูง ยิ่งปกป้องผิวได้ยาวนานหลายชั่วโมง" แต่จริงๆ แล้ว SPF บ่งบอกถึงสัดส่วนในการสะท้อนหรือบล็อกรังสี UV ได้มากกว่าระยะเวลาครับ
ผิวไหม้แดด*: ในที่นี้หมายถึงอาการผิวไหม้แดด (sunburn) หรือผิวแดงระกำจากการโดนรังสี UV ซึ่งมักเกิดขึ้นเมื่อรังสี UVB เข้าทำร้ายผิวหนังชั้นนอกสุด (epidermis)
คู่มือแนะนำฉลากครีมกันแดดจากสมาคมโรคผิวหนังแห่งสหรัฐอเมริกา ระบุว่า SPF15 จะช่วยกรองรังสี UVB ได้ประมาณ 93% ในขณะที่ SPF30 ช่วยกรองได้ประมาณ 97% หากตัวเลขสูงขึ้นเป็นสองเท่า ไม่ได้แปลว่าจะกันแดดได้ดีขึ้นสองเท่านะครับ แต่เมื่อถึงระดับหนึ่งแล้วประสิทธิภาพในการกรองจะเพิ่มขึ้นทีละนิดและเริ่มคงที่ครับ ทางสมาคมเกาหลีและสหรัฐอเมริกาจึงมักแนะนำให้เลือก SPF30 ขึ้นไปเป็นมาตรฐานสำหรับใช้ในชีวิตประจำวันครับ
เมื่อเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่าง SPF และสัดส่วนการช่วยกรองรังสี UVB จะได้ภาพประมาณนี้ครับ


ระดับ PA แตกต่างจาก SPF อย่างไร?
PA คือระดับการป้องกันรังสี UVA โดยแสดงผลด้วยจำนวนของเครื่องหมายบวก (+) รังสี UVA นั้นมีความยาวคลื่นที่ยาวกว่า UVB จึงสามารถทะลุเข้าไปทำร้ายผิวได้ลึกถึงชั้นหนังแท้ (dermis) ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับความเสื่อมสภาพของผิวแบบสะสมช้าๆ เช่น จุดด่างดำ ฝ้า และความยืดหยุ่นของผิวที่ลดลง ยิ่งมีเครื่องหมายบวกตั้งแต่ PA+ ไปจนถึง PA++++ มากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งระบุว่ามีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVA มากขึ้นเท่านั้นครับ
หากเลือกครีมกันแดดที่มีแต่ค่า SPF สูงๆ แต่ป้องกันรังสี UVA ได้น้อย แม้ผิวจะไม่เบิร์นแดงรุนแรง แต่ผิวก็ยังอาจถูกทำร้ายจนเกิดความหมองคล้ำและริ้วรอยก่อนวัยได้อยู่ดี ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดูทั้งสองค่าควบคู่กันไปครับ สำหรับผลิตภัณฑ์จากฝั่งอเมริกาและยุโรปจะไม่มีสัญลักษณ์ PA แต่จะใช้ข้อความคำว่า "Broad Spectrum (ปกป้องครอบคลุม ในวงกว้าง)" แทน ซึ่ง ไกด์ไลน์การเลือกครีมกันแดดของสมาคมโรคผิวหนังแห่งสหรัฐอเมริกา ก็แนะนำให้เลือกมองหาฉลาก Broad Spectrum ที่ช่วยกันได้ทั้งรังสี UVA/UVB ควบคู่ไปกับค่า SPF30 ขึ้นไปเช่นกันครับ
ถ้าดูจากภาพตัดขวางที่แสดงระยะลึกในการทำร้ายผิวของรังสี UVA และ UVB จะช่วยให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นทันทีครับว่าทำไมเราถึงต้องดูทั้งสองค่าไปพร้อมๆ กัน


วิธีเลือกครีมกันแดดสำหรับใช้ประจำวัน vs ทำกิจกรรมกลางแจ้ง
หากชีวิตประจำวันของคุณมีแค่การเดินทางไปทำงานเช้าเย็นกลับ หรือนั่งทำงานในออฟฟิศเป็นหลัก ครีมกันแดด SPF30 · PA++~+++ ก็เพียงพอแล้วครับ แต่ถ้าคุณต้องการปกป้องผิวจากรังสี UVA ที่ส่องทะลุกระจกเข้ามาในตัวอาคารด้วย การขยับไประดับ PA ที่สูงขึ้นอีกนิดจะช่วยได้ดีขึ้นครับ
เน้นอยู่แต่ในร่ม / ออกไปข้างนอกสั้นๆ เท่านั้น → SPF30 ขึ้นไป · PA++ ขึ้นไป
ต้องเดินทาง เดินเล่น หรือมีช่วงที่ต้องเผชิญแสงแดดระหว่างวันผสมบ้าง → SPF30~50 · PA+++ ขึ้นไป
ปีนเขา เล่นน้ำทะเล ทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นเวลานาน → SPF50 · PA++++ + ป้ายกำกับ Waterproof
คู่มือแนะนำการเลือกครีมกันแดดของสมาคมโรคผิวหนังแห่งสหรัฐอเมริกา แนะนำว่าสำหรับการทำกิจกรรมที่มีเหงื่อออกหรือต้องโดนน้ำ ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีคำว่า "water resistant (กันน้ำ)" ป้ายกำกับนี้หมายถึงประสิทธิภาพในการกันน้ำจะมีผลอยู่ประมาณ 40 นาที หรือ 80 นาทีนับจากที่โดนน้ำ เพื่อคงประสิทธิภาพจึงต้องทาซ้ำเมื่อครบเวลาครับ สรุปคือคีย์เวิร์ดสำคัญไม่ใช่การเลือกตัวเลขสูตรที่สูงที่สุดเสมอไป แต่เป็นเลือกใช้ให้ตรงกับกิจกรรมที่คุณทำนั่นเองครับ

ปริมาณการทาและการทาซ้ำระหว่างวัน สำคัญมากกว่าอีกนะ!
ต่อให้คุณเลือกครีมกันแดดที่มี SPF สูงแค่ไหน แต่ถ้าทาในปริมาณที่น้อยเกินไป ประสิทธิภาพในการปกป้องผิวที่ระบุไว้ก็จะไม่สามารถแสดงผลได้เต็มที่ครับ เพราะค่า SPF บนฉลากวัดจากมาตรฐานการทาตามปริมาณที่กำหนดไว้ แต่คนชีวิตจริงส่วนใหญ่มักทาเพียงครึ่งเดียวของปริมาณแนะนำเท่านั้นเองครับ
คู่มือวิธีการทาจากสมาคมโรคผิวหนังแห่งสหรัฐอเมริกา แนะนำว่า ปริมาณการทาสำหรับใบหน้าควรยาวเท่ากับสองนิ้วมือ (นิ้วชี้และนิ้วกลาง หรือประมาณ 1 ช้อนชา) ส่วนสัดส่วนสำหรับทั้งตัวควรใช้ปริมาณเท่ากับหนึ่งแก้วช็อต (ประมาณ 1 ออนซ์) และขอแนะนำให้ทาซ้ำทุกๆ 2 ชั่วโมง หรือทาทันทีหลังจากขึ้นจากน้ำหรือหลังจากเหงื่อออกมากๆ ครับ
สรุปคือ สัญชาตญาณของการทาครีมกันแดดให้ได้ปริมาณที่เพียงพอและทาซ้ำอย่างสม่ำเสมอมีผลต่อผลลัพธ์การปกป้องผิวมากกว่าการเลือกตัวเลขเพียงอย่างเดียว ทั้งนี้บทความข้างต้นเป็นการรวบรวมข้อมูลทั่วไป หากมีปัญหาสุขภาพผิวเฉพาะเจาะจงหรือผิวไวต่อแดดเป็นพิเศษ แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ใดๆ จะดีที่สุดครับ

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
Q. ประสิทธิภาพในการป้องกันแดดระหว่าง SPF50 และ SPF30 แตกต่างกันเยอะไหมคะ?
A. หากพูดถึงสัดส่วนการช่วยกรองรังสี UVB นั้น SPF30 กรองได้ประมาณ 97% ส่วน SPF50 กรองได้ประมาณ 98% จะเห็นว่าตัวเลขต่างกันเพียงนิดเดียวครับ แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากคนเรามักทาครีมในปริมาณไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนด การเลือกใช้ SPF50 สำหรับกิจกรรมกลางแจ้งจึงช่วยเป็นเหมือนค่าสำรองความปลอดภัยไว้ก่อนได้ครับ แต่ท้ายที่สุดแล้ว 'ปริมาณที่ทา' และ 'ความถี่ในการทาซ้ำ' คือตัวแปรที่สำคัญที่สุดครับ
Q. ครีมกันแดดต่างประเทศบางตัวไม่มีสัญลักษณ์ PA จะดูอย่างไรครับ?
A. ครีมกันแดดฝั่งสหรัฐอเมริกาหรือยุโรปมักจะแสดงว่าช่วยกันรังสี UVA ด้วยข้อความคำว่า "Broad Spectrum" หรือมีโลโก้ "UVA ในวงกลม" แทนการระบุค่า PA ครับ หากเห็นสัญลักษณ์เหล่านี้ก็แปลว่าสามารถปกป้องผิวครอบคลุมได้ทั้งรังสี UVA และ UVB มีคุณสมบัติเทียบเท่ากับตัวที่มีค่า PA ระดับสูงนั่นเองครับ
Q. วันที่แดดร่มไม่มีแสงแดด จำเป็นต้องทาครีมกันแดดไหมคะ?
A. รังสี UVA สามารถทะลุก้อนเมฆและกระจกหน้าต่างเข้ามาได้บางส่วน ดังนั้นแม้ในวันที่มีเมฆครึ้มหรืออยู่แต่ในที่ร่มก็ยังมีโอกาสได้รับรังสีชนิดนี้ครับ การฝึกนิสัยทาครีมกันแดดเป็นประจำทุกวันจะช่วยพยุงและปกป้องผิวจากความหมองคล้ำและริ้วรอยก่อนวัยได้ดีกว่าแน่นอนครับ แต่อย่างไรก็ตามอาจมีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลครับ
Q. เวลาแต่งหน้าแล้วทาทับระหว่างวันลำบากมาก ควรทำอย่างไรดี?
A. แนะนำให้มองหาโปรดักส์ที่ใช้งานง่ายอย่าง คุชชั่นกันแดด ซันสติก (sun stick) หรือสเปรย์กันแดด (sun spray) มาช่วยเสริม จะช่วยให้คุณดูแลผิวและเติมปกป้องแดดได้สะดวกขึ้นทุกๆ 2 ชั่วโมงครับ อย่างไรก็ดีสำหรับการใช้แบบสเปรย์นั้นละอองอาจกระจายตัวได้บางเบา แนะนำให้ฉีดพ่นให้มั่นใจว่าครอบคลุมทั่วถึงใบหน้าในปริมาณที่เพียงพอเพื่อประสิทธิภาพที่แท้จริงนะครับ
บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
Radiesse อย่าเพิ่งเชื่อข่าวลือที่ว่าผลลัพธ์ออกมาเป๊ะเหมือนกันหมดทุกที่
ถ้าอยากได้ผลลัพธ์ Thermage ปังๆ เวลาเดินหาคลินิกผิวหนังแถวมาโพ (Mapo) ต้องเช็กอะไรบ้าง
เทคนิคเลือกคลินิกแถวฮงแด ฉบับของฉันคือต้องมองหา "ที่ที่หมอลงมือรักษาเอง" เป็นอันดับแรก
โทนอัพครีม บีบีครีม และครีมกันแดด ลำดับการทาบำรุงและเมคอัพที่ถูกต้องเป็นอย่างไรนะ?

ยกกระชับ
แก้มชาตื้อ ๆ หลังทำ Ultherapy Prime ปกติไหม อีกกี่วันหาย?

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ฉีด Sculptra แล้วแก้มขึ้นข้างเดียว อีกนานไหมกว่าจะเท่ากัน?

ยกกระชับ
ลด Level พลังงาน Thermage เพราะกลัวเจ็บ ผลลัพธ์จะหายไปด้วยไหม?

ผิว
ขนคุดที่แขน ยิ่งขัดสครับยิ่งแดง เปลี่ยนวิธีดูแลยังไงดี?

ยกกระชับ
หลัง Onda Lifting แล้วสองข้างหน้าลดไม่เท่ากัน — ปกติหรือต้องกังวล?

ผิว
สกินบูสเตอร์หมดฤทธิ์แล้วจริงไหม หลังสองเดือนผิวเริ่มแห้งขึ้น



