ฟิลเลอร์ขมับทำตาดูโตขึ้นไม่ใช่แค่เติมวอลลุ่ม เรียนรู้หลักออกแบบ 75 จุดตาม MD Code คาดการณ์รูปตา

สวัสดีค่ะ/ครับ Beautystone สาขาฮงแด
หมอวี ยองจิน นะคะ/ครับ
💡 ก่อนที่จะอ่าน
มาเช็กข้อมูลนี้กันก่อนนะคะ
Q. ฟิลเลอร์ขมับ (Temple Filler) ก็แค่
การเติมเต็มส่วนที่ตอบยุบลงไปเฉยๆ ไม่ใช่เหรอคะ/ครับ?
A. ไม่ใช่เลยค่ะ/ครับ บริเวณขมับนี้
มีโครงสร้างที่เชื่อมต่อโดยตรงกับหางตาและหางคิ้วค่ะ
และผลลัพธ์ของดวงตาก็จะเปลี่ยนไป
ขึ้นอยู่กับว่าเราเติมตรงไหนและเติมในปริมาณเท่าไหร่ค่ะ
Q. การฉีดฟิลเลอร์โดยใช้เทคนิค MD Codes
แตกต่างจากฟิลเลอร์ทั่วไปยังไงบ้างคะ/ครับ?
A. เพราะเราวิเคราะห์จุดยุทธศาสตร์ทั่วใบหน้าถึง 75 จุด
เพื่อออกแบบตำแหน่ง ปริมาณ และมุมในการฉีดฟิลเลอร์อย่างละเอียด
ดังนั้น แม้จะเติมเพียงจุดเดียว เราก็สามารถคาดการณ์
ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับส่วนอื่นๆ บนใบหน้าได้ค่ะ
💡 คีย์อินไซต์จาก
หมอวี ยองจิน
การรักษาโดยใช้เทคนิค MD Codes จะใช้จุดวิเคราะห์ทั้งหมด 75 จุด
เพื่อช่วยคาดการณ์และออกแบบผลลัพธ์ในการยกกระชับทางอ้อม (Indirect Lifting Effect) ค่ะ

ฟิลเลอร์ขมับ (Temple Filler) คืออะไร?
ฟิลเลอร์ขมับ (Temple Filler) คือ
การฉีดสารเติมเต็มประเภท Hyaluronic Acid หรือสารกระตุ้นคอลลาเจน
เข้าไปบริเวณขมับที่ตอบหรือยุบตัวลง
เพื่อช่วยฟื้นฟูวอลลุ่มให้ใบหน้าดูอิ่มเอิบค่ะ
เนื่องจากขมับทำหน้าที่เป็นโครงสร้างสำคัญที่คอยพยุง
หางตา หางคิ้ว และหน้าผากส่วนนอกไปพร้อมๆ กัน
จุดเด่นของการรักษานี้จึงสามารถออกแบบ
เพื่อปรับเปลี่ยนรูปทรงของดวงตาควบคู่กันไปด้วยได้ค่ะ

ทำไมการเติมขมับ
ถึงทำให้ดวงตาดูเปลี่ยนไป?
หลักการคือแบบนี้ค่ะ/ครับ
เมื่อขมับยุบตัวลง เนื้อเยื่อบริเวณหางตาจะถูกดึงรั้ง
ลงมาด้านล่าง ทำให้ตาดูล้าหรือ
ทำให้หางตาดูตกตกลงไปค่ะ
แต่พอเราเติมฟิลเลอร์ขมับเข้าไป
เนื้อเยื่อที่คอยพยุงหางตาก็จะถูกยกขึ้นอีกครั้ง
ส่งผลให้ดวงตาดูเปิดกว้างและสดใสขึ้นทันตาค่ะ
และนี่ก็คือ ผลลัพธ์การยกกระชับทางอ้อม (Indirect Lifting Effect) นั่นเองค่ะ
ซึ่งจำเป็นต้องฉีดฟิลเลอร์เข้าไปในชั้นลึกใต้พังผืด (Deep Layer)
ถึงจะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงให้กับโครงสร้างพยุงหางตาได้ค่ะ
หากเลือกชั้นผิวผิดดวงตาอาจจะดูโดนกดทับ
หรือทำให้การแสดงสีหน้าดูไม่เป็นธรรมชาติได้ค่ะ
👨⚕️ สรุปประเด็นสำคัญโดย หมอวี ยองจิน
ที่ฟิลเลอร์ขมับช่วยทำให้ดวงตาดูโตขึ้นได้นั้น
เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างพยุงหางตาและหางคิ้ว
ที่ได้รับการยกกระชับขึ้นค่ะ
เราจึงต้องออกแบบดีไซน์ทั้งชั้นผิว ตำแหน่ง และปริมาณที่ฉีดอย่างแม่นยำ
เพื่อให้ได้ดวงตาตามแบบที่คุณต้องการอย่างเป็นธรรมชาติที่สุดค่ะ

การออกแบบด้วย MD Codes
— ทำไมการวิเคราะห์ 75 จุดถึงสำคัญ?
สำหรับหมอแล้ว การทำฟิลเลอร์ขมับ
ไม่ได้เป็นเพียงแค่การฉีดเพื่อเติมเต็มจุดที่เว้าแหว่งเข้าไปเฉยๆ ค่ะ
แต่การประเมินด้วยเทคนิค MD Codes
เป็นการแบ่งใบหน้าออกเป็นจุดยุทธศาสตร์ทั้งหมด 75 จุด
เพื่อวิเคราะห์ความเชื่อมโยงของแต่ละจุดอย่างละเอียดถี่ถ้วน
เฉพาะบริเวณขมับเพียงอย่างเดียว ก็สามารถแบ่งย่อยออกได้เป็น 3 ส่วนด้วยกันค่ะ
① ส่วนนอก (Lateral Area) ที่เป็นจุดพยุงหางตาด้านนอก
② ส่วนบน (Superior Area) ที่ช่วยยกหางคิ้วขึ้น
③ ส่วนล่าง (Inferior Area) ที่เชื่อมต่อไปยังบริเวณโหนกแก้มตอนบน
ด้วยเทคนิค MD Codes นี้ ทำให้เราสามารถนำจุดเหล่านี้มาวิเคราะห์และ
คาดการณ์ล่วงหน้าได้เลยว่า "ถ้าเติมไป 0.5cc ที่ขมับ
หางตาจะตอบสนองและยกขึ้นอย่างไรบ้าง"
ซึ่งถือเป็นวิธีการรักษาที่คำนวณมาอย่างแม่นยำสูงสูดค่ะ

เปรียบเทียบฟิลเลอร์ทั่วไป
vs ดีไซน์ด้วยเทคนิค MD Codes
หัวข้อการเปรียบเทียบ | ฟิลเลอร์ขมับแบบทั่วไป | ดีไซน์ด้วยเทคนิค MD Codes |
แนวทางการรักษา | เน้นเติมเต็มเฉพาะจุดที่ตอบยุบ | วิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างจุดสำคัญ 75 จุด |
การเปลี่ยนแปลงของดวงตา | คาดเดาผลลัพธ์ได้ยาก | จำลองผลลัพธ์ล่วงหน้าหลังจากตั้งเป้าหมาย |
ชั้นผิวที่เลือกฉีด | เน้นฉีดเข้าที่ชั้นผิวชั้นเดียวเป็นหลัก | เลือกยิงเข้าตามชั้นผิวต่างๆ ตามเป้าหมายที่ต้องการ |
ผลลัพธ์ยกกระชับ | เกิดขึ้นจากความบังเอิญ | ออกแบบมาเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก |
❓ คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
A1. ฟิลเลอร์ขมับอยู่ได้นานแค่ไหนคะ/ครับ?
ฟิลเลอร์ประเภท Hyaluronic Acid ปกติจะอยู่ได้นานประมาณ 12-18 เดือนค่ะ
ส่วนฟิลเลอร์กลุ่มกระตุ้นคอลลาเจนอาจจะอยู่ได้ยาวนานกว่า 2 ปีขึ้นไปเลยค่ะ
เนื่องจากบริเวณขมับเป็นจุดขยับตัวน้อย ผลลัพธ์จึงมักจะอยู่ได้ค่อนข้างนานค่ะ
Q2. ค่าบริการประมาณเท่าไหร่คะ/ครับ?
โดยทั่วไปจะฉีดรักษาอยู่ที่ประมาณ 1cc สำหรับทั้งสองข้างค่ะ
ทั้งนี้จะมีความแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับวิธีการออกแบบและดีไซน์
รวมถึงแบรนด์ของฟิลเลอร์ที่เลือกใช้ด้วยค่ะ
หมอแนะนำให้เข้ามาพูดคุยปรึกษากันก่อน เพื่อตรวจประเมินปริมาณ CC ที่เหมาะสมที่สุดนะคะ
Q3. หลังทำจะมีอาการช้ำหรือบวมมากไหมคะ/ครับ?
เนื่องจากขมับเป็นบริเวณที่มีเส้นเลือดเยอะ จึงอาจเกิดรอยช้ำได้ง่าย
แต่โดยปกติจะค่อยๆ ยุบและจางหายไปเองภายใน 3-7 วันค่ะ
หากเพื่อนๆ มีธุระหรืออีเวนต์สำคัญ
หมอแนะนำให้เผื่อเวลาล่วงหน้าก่อนวันงานประมาณ 1-2 สัปดาห์นะคะ
ทั้งหมดนี้คือข้อมูลดีๆ จากหมอวี ยองจิน ค่ะ/ครับ
บทความน่าสนใจที่แนะนำให้อ่านร่วมกัน
▶'Golden Time' เพื่อผลลัพธ์สูงสุดของ รีจูรัน — ช่วงเวลาแนะนำที่แท้จริงจากคุณหมอ
▶ผลข้างเคียงจาก Sculptra เรื่องการเกิดตุ่มนูน (Nodules) วิธีป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นทำอย่างไร?
▶CelluDiem vs รีจูรัน HB แบบไหนที่ใช่และตอบโจทย์ผิวของเรามากที่สุด?
▶ทำฟิลเลอร์จมูกแล้ว ทำไมสันจมูกถึงดูหนาและกว้างขึ้น?
▶รีจูรัน vs จูวีลุค เลือกแบบไหนดีให้ตรงจุดและเหมาะกับสภาพผิวของคุณมากที่สุด?

ยกกระชับ
Ultherapy PRIME ทำไมต้องลงลึกถึงชั้น SMAS ถึงจะยกกระชับได้จริง?
ทำไมความลึกระดับชั้น SMAS ถึงสำคัญกับการยกกระชับด้วย Ultherapy PRIME พร้อมแนวทางดูแลจากคลินิกโซล

ยกกระชับ
Thermage FLX ร้อนขนาดนั้น ทำไมผิวชั้นบนถึงไม่ไหม้?
หัวทำความเย็นของ Thermage FLX ปกป้องผิวชั้นบนยังไงขณะส่งความร้อนลงชั้นหนังแท้ พร้อมแนวทางดูแลจากโซล

ผิว
Potenza มีหัวทิปหลายแบบ แต่ละหัวต่างกันยังไง แล้วผิวเราเหมาะกับหัวไหน?
หัวทิปแต่ละแบบของ Potenza ต่างกันยังไง เหมาะกับปัญหาผิวแบบไหน ทั้งรูขุมขนและหลุมสิว พร้อมแนวทางดูแล

โครงหน้า&วอลลุ่ม
Ellanse กับ Radiesse ต่างกันยังไง ทั้งที่ก็กระตุ้นคอลลาเจนเหมือนกัน?
Ellanse (PCL) กับ Radiesse (CaHA) ต่างกันที่ส่วนประกอบและวิธีกระตุ้นคอลลาเจน รวมถึงระยะเวลาอยู่ได้

ผิว
เลเซอร์โทนนิงแล้วทำไมสีผิวถึงเข้มขึ้นหรือเป็นด่างชั่วคราว?
เลเซอร์โทนนิงหลังทำแล้วเห็นสีผิวเข้มขึ้นหรือเป็นด่าง ทำไมถึงเป็นแบบนี้ พร้อมวิธีดูแลและข้อควรระวัง

ผิว
สกินบูสเตอร์สำหรับผิวมันหน้าร้อน เลือกตัวไหนดี?
หน้าร้อนผิวมันแต่ข้างในแห้ง เลือกสกินบูสเตอร์แบบไหนดี รวมชนิด จังหวะทำ และวิธีดูแลหลังทำ



