การทำ Inmode ในช่วงอายุ 20 ปีนั้น เหมาะสมหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุ แต่ขึ้นอยู่กับว่าปัญหาผิวตรงไหนที่เกิดขึ้นก่อนกันค่ะ วันนี้เราสรุปเกณฑ์ในการประเมินโดยแบ่งตามชั้นไขมัน อาการบวม และ texture ของผิว รวมถึงการวางแผนเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาแก้มตอบ และ 3 สิ่งสำคัญที่ควรเช็กตอนปรึกษาคุณหมอมาฝากกันค่ะ
เผยแพร่
อัปเดต

Author
Wi Young-jin · Chief director
Seoul National University College of Medicine · Seoul National University Hospital Specialist
→
บางครั้งการที่วัย 20+ ตามหา InMode อาจไม่ใช่เพราะผิวหย่อนคล้อยเสมอไป
เวลาหมอถามคนไข้วัย 20+ ในห้องตรวจว่ากังวลตรงไหนมากที่สุด คำตอบที่ได้มักจะไม่ใช่คำว่า "หย่อนคล้อย" ตรงๆ หรอกค่ะ แต่ส่วนใหญ่จะมาในแนว "กรอบหน้าดูไม่ชัด" "มองหน้าตรงก็โอเค แต่พอถ่ายรูปมุม 45 องศาแล้วรู้สึกแก้มดูเป็นก้อน" หรือ "ตอนเช้าหน้าบวมมาก ตอนเย็นก็ยังไม่ค่อยยุบ" แม้จะฟังดูเป็นความกังวลที่คล้ายกัน แต่สาเหตุของปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นคนละชั้นผิวกันค่ะ
InMode เป็นเครื่องมือที่ส่งพลังงานคลื่นวิทยุ (RF) ลงไปใต้ผิวเพื่อสร้างความร้อน ซึ่งความลึกของความร้อนจะแตกต่างกันไปตามหัวทิป (tip) ที่เลือกใช้ ดังนั้นต่อให้ทำโปรแกรมชื่อเดียวกัน ผลลัพธ์ที่ได้ก็อาจแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การจะตัดสินใจว่าวัย 20+ อย่างเราเหมาะกับหัตถการนี้ไหม สิ่งสำคัญคือต้องรู้ก่อนว่าปัญหาบนใบหน้าของเราเริ่มเกิดขึ้นที่จุดไหน มากกว่าจะโฟกัสแค่ชื่อเครื่องค่ะ
ดังนั้น บทความนี้จะพาทุกคนไปเริ่มทำความเข้าใจกันก่อนว่า ในแต่ละช่วงวัยมีอะไรที่เริ่มเปลี่ยนแปลงเป็นอันดับแรก เมื่อเข้าใจลำดับขั้นตอนเหล่านี้แล้ว เราจะแยกออกทันทีว่ากรณีแบบไหนของวัย 20+ ที่ตอบโจทย์กับ InMode และกรณีแบบไหนที่ควรเลือกทำหัตถการอื่นเพื่อแก้ปัญหาที่ตรงจุดมากกว่าในตอนนี้

แต่ละช่วงวัย มีจุดเริ่มต้นความร่วงโรยที่แตกต่างกัน
ผิวพรรณและโครงสร้างใต้ผิวหนังของเราไม่ได้ร่วงโรยไปพร้อมๆ กันทั้งหมดค่ะ ทั้งผิวชั้นเดอร์มิส (Dermis) ชั้นไขมัน เส้นใยพยุงผิว และชั้นพังผืดกล้ามเนื้อ (SMAS) ต่างก็เปลี่ยนแปลงด้วยความเร็วที่ต่างกัน ส่งผลให้ภาพที่สะท้อนออกมาในกระจกแตกต่างกันไปตามลำดับเวลา
สำหรับวัย 20+ คอลลาเจนและเส้นใยอีลาสตินในชั้นเดอร์มิสยังคงทำงานและพยุงผิวได้ดีอยู่ ดังนั้น สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนจึงไม่ใช่ปัญหาผิวหย่อนคล้อย แต่มักจะเป็นเรื่องของปริมาณและตำแหน่งของชั้นไขมัน รวมถึงอาการบวมน้ำจากการไหลเวียนไม่ดีที่ส่งผลต่อกรอบหน้า นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเวลาที่น้ำหนักตัวขึ้นเพียงเล็กน้อย เหนียงใต้คางถึงโผล่มาทักทายก่อนเพื่อนเลยค่ะ
แต่พอเข้าสู่วัย 30 ปีตอนกลาง เรื่องราวจะเริ่มเปลี่ยนไป เส้นใยที่เคยช่วยพยุงผิวเริ่มหย่อนคล้อยลง และกระเปาะไขมันเริ่มคล้อยตัวต่ำลง ส่งผลให้ต่อให้มีปริมาณไขมันเท่าเดิม แต่เมื่อตำแหน่งเปลี่ยนไป ก็จะเริ่มเห็นร่องแก้มลึกขึ้นและกรอบหน้าเริ่มไม่คมชัด ในขั้นตอนนี้ การดึงโครงสร้างผิวที่หย่อนคล้อยให้ยกกระชับขึ้นจึงมีความสำคัญมากกว่าการลดไขมันเพียงอย่างเดียวค่ะ
สรุปง่ายๆ คือ วัย 20+ มักจะเจอกับปัญหาเรื่องปริมาณไขมันและอาการบวมน้ำ ส่วนวัย 30 ปีตอนปลายจะเริ่มเจอปัญหาเรื่องตำแหน่งและการพยุงผิวที่หย่อนคล้อยลง การเข้าใจจุดนี้จะช่วยให้เราตัดสินใจเลือกหัตถการได้ง่ายขึ้น อายุไม่ใช่ตัวตัดสินว่าเราต้องทำอะไร แต่เป็นคำใบ้ที่บอกว่าเราควรเริ่มเช็กโครงสร้างผิวจากจุดไหนก่อนค่ะ

InMode เข้าไปจัดการกับผิวชั้นไหนกันแน่
InMode ไม่ใช่แค่หัตถการเดียวเดี่ยวๆ แต่เป็นเครื่องมือที่มีหัวทิป (tip) ที่ทำงานแตกต่างกันอย่างชัดเจน หัวทิปสำหรับจัดการกับชั้นไขมันจะส่งพลังงานความร้อนลงไปพร้อมกันทั้งจากด้านนอกและด้านใต้ผิวหนัง ทำงานโดยการลดปริมาณไขมันบริเวณที่มีไขมันสะสมหนาแน่น เช่น ใต้คาง (เหนียง) หรือแก้มล่าง พร้อมกับช่วยกระชับผิวบริเวณนั้นให้ตึงขึ้นไปพร้อมกัน
ส่วนหัวทิปสำหรับดูแลผิวชั้นบนจะส่งพลังงานความร้อนในระดับที่ตื้นกว่า เพื่อกระตุ้นและฟื้นฟูสัมผัสของผิวรวมถึงความยืดหยุ่น แม้จะอยู่ภายใต้ชื่อ InMode เหมือนกัน แต่ทั้งสองหัวทิปนี้มีเป้าหมายการรักษาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราต้องประเมินก่อนว่า ปัญหาของวัย 20+ อย่างเราเกิดจากความหนาของชั้นไขมัน หรือเกิดจากผิวสัมผัสและรูขุมขนกันแน่
ดังนั้น หากเราเข้าไปปรึกษาโดยพูดแค่ว่า "อยากทำ InMode" ทั้งเราและคุณหมออาจจะมองภาพผลลัพธ์ไปคนละทิศคนละทางได้ค่ะ สิ่งสำคัญคือต้องตกลงกันให้ชัดเจนเป็นเซ็ตเลยว่า จะใช้หัวทิปแบบไหน ทำบริเวณไหน และต้องทำทั้งหมดกี่ครั้งจึงจะเหมาะสม

กรณีแบบไหนที่วัย 20+ ควรทำ InMode และแบบไหนที่ควรเลื่อนไปก่อน
เริ่มจากกลุ่มที่เหมาะและตอบโจทย์มากๆ กันก่อนค่ะ คือคนที่น้ำหนักตัวไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก แต่กลับมีไขมันใต้คางหนาชัดเจน เวลาจับหรือก้มหน้าแล้วเห็นเหนียงพับเป็นชั้นอย่างเห็นได้ชัด รวมถึงคนที่มีไขมันสะสมบริเวณแก้มล่างจนทำให้หน้าดูดูกลมกว้างเวลาหน้าตรง เพราะเมื่อสาเหตุเกิดจากชั้นไขมัน หัตถการที่เข้าไปจัดการกับชั้นไขมันโดยตรงจึงตอบโจทย์ที่สุดค่ะ
ส่วนกลุ่มที่สามารถเลื่อนไปก่อนได้ ได้แก่ คนที่ขนาดใบหน้าในตอนเช้าและตอนเย็นมีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งกรณีนี้ส่วนใหญ่จะเกิดจากอาการบวมน้ำ แนะนำให้ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทานอาหารโซเดียมสูง การนอนหลับ และการดื่มแอลกอฮอล์สัก 2-3 สัปดาห์ เพื่อสังเกตดูก่อนว่ากรอบหน้ายังเหมือนเดิมหรือไม่ นอกจากนี้ สำหรับคนที่ค่อนข้างผอมแต่มีแก้มตอบเล็กน้อยจนทำให้เกิดเงาบนใบหน้า การเข้าไปลดไขมันด้วย InMode อาจจะยิ่งทำให้หน้าดูตอบลง ซึ่งสวนทางกับผลลัพธ์ที่ต้องการค่ะ
หากความกังวลหลักของคุณคือเรื่องผิวสัมผัส รูขุมขนกว้าง หรือรอยแดง การเลือกใช้หัวทิปสำหรับผิวชั้นบน หรือการมองหาหัตถการกลุ่มอื่น (เช่น skin booster, Rejuran หรือ Juvelook) อาจจะเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์กว่า หากเราลองแยกย่อยความกังวลเรื่อง "อยากยกกระชับกรอบหน้า" ออกเป็น 4 มิติ คือ ไขมัน, อาการบวมน้ำ, ผิวสัมผัส และโครงสร้างกระดูก เราก็จะเจอแนวทางรักษาที่ถูกต้องสำหรับตัวเองค่ะ

ทำไมวัย 20+ ยิ่งต้องระวังเรื่องแก้มตอบเป็นพิเศษ
ใบหน้าของวัย 20+ มักจะมีไขมันบริเวณแก้มที่อวบอิ่มตามธรรมชาติ ทำให้ไลน์รูปหน้าดูโค้งมนและอ่อนเยาว์ หากเราส่งพลังงานความร้อนลงไปที่ชั้นไขมันเป็นบริเวณกว้างในสภาวะแบบนี้ แม้กรอบหน้าจะดูเรียบเนียนขึ้นจริง แต่อาจส่งผลข้างเคียงทำให้บริเวณใต้โหนกแก้มดูตอบลงหรือเกิดรอยเงาคล้ำได้ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้จะสังเกตเห็นได้ชัดเจนมากในคนที่เคยมีแก้มอิ่มน้ำมาก่อน เมื่อเทียบกับคนที่มีแก้มตอบอยู่แล้ว
ดังนั้น ในการดีไซน์รูปหน้าสำหรับวัย 20+ สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่แค่การเลือกว่า "จะทำจุดไหน" แต่คือการวางแผนว่า "จะเหลือจุดไหนไว้" เราต้องกำหนดขอบเขตให้ชัดเจนก่อนเริ่มทำ เช่น เน้นสลายไขมันใต้คางและกรอบหน้าอย่างละเอียด แต่ให้เว้นบริเวณแก้มส้มและแก้มด้านบนใต้โหนกแก้มไว้ แนะนำว่าตอนปรึกษา ให้ลองส่องกระจกและใช้นิ้วชี้จุดเหล่านี้ร่วมกับคุณหมอเพื่อความเข้าใจที่ตรงกันนะคะ
สำหรับใครที่สงสัยว่าทำไมปัญหาแก้มตอบถึงเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ หรืออยากรู้ว่าผลลัพธ์ของ InMode จะเริ่มเห็นเมื่อไหร่และอยู่ได้นานแค่ไหน หมอมีบทความที่เขียนแยกรายละเอียดของแต่ละหัวข้อไว้ให้อ่านเพิ่มเติมด้วยค่ะ แนะนำให้อ่านทั้งสองบทความนั้นก่อนตัดสินใจ เพื่อจะได้มีข้อมูลไปปรึกษาคุณหมอได้อย่างละเอียดและตรงจุดยิ่งขึ้นค่ะ

หลังทำครั้งแรก ควรสังเกตอะไรเพื่อวางแผนในครั้งต่อไป
อาการบวมหรือระบมทันทีหลังทำเป็นปฏิกิริยาปกติของชั้นผิวที่ได้รับพลังงานความร้อน ซึ่งใบหน้าจะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงและเข้าที่ภายในเวลาไม่กี่วัน การด่วนตัดสินใจว่าการทำครั้งนี้ประสบความสำเร็จหรือไม่จากรูปถ่ายในช่วงนี้อาจทำให้คลาดเคลื่อนได้ค่ะ เพราะระยะเวลาในการยุบบวมของแต่ละคนจะขึ้นอยู่กับพลังงานที่ใช้ บริเวณที่ทำ และความหนาของชั้นไขมัน
โดยหลักๆ แล้ว ให้เราสังเกต 3 ข้อนี้ค่ะ: ข้อแรก เวลาที่ก้มหน้าลง เหนียงใต้คางพับตัวลดลงไหม, ข้อสอง เมื่อมองมุม 45 องศา เส้นกรอบหน้าลากยาวไปจนถึงใต้ใบหูโดยไม่สะดุดหรือเปล่า, และข้อสาม ความสว่างและรอยเงาบริเวณแก้มส้มยังดูสม่ำเสมอเหมือนเดิมไหม แนะนำให้ถ่ายรูปเปรียบเทียบในมุมและแสงเดียวกันเพื่อผลลัพธ์ที่ชัดเจนที่สุดค่ะ
การตัดสินใจว่าจะทำครั้งต่อไปเมื่อไหร่ ก็ควรพิจารณาจาก 3 ข้อนี้เช่นกัน ไม่ใช่ดูแค่ตามปฏิทินค่ะ หากเหนียงใต้คางลดลงแล้วแต่เริ่มเห็นเงาแก้มตอบชัดขึ้น นั่นเป็นสัญญาณเตือนว่าการทำครั้งต่อไปเราไม่ควรใช้แผนเดิม แต่ต้องให้คุณหมอปรับการดีไซน์และกำหนดขอบเขตพื้นที่ในการยิงพลังงานใหม่ค่ะ
3 สิ่งที่ต้องเช็กให้ชัวร์ก่อนเดินออกจากห้องปรึกษา
การทำ InMode สำหรับวัย 20+ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเลขอายุเป็นหลัก แต่ขึ้นอยู่กับว่าปัญหาบนใบหน้าของเราเริ่มเกิดขึ้นที่จุดไหนตาม ลำดับขั้นตอน ค่ะ หากปัญหาเริ่มต้นจากไขมันสะสม InMode คือทางเลือกที่ใช่ แต่ถ้าเป็นเรื่องของอาการบวมน้ำหรือผิวสัมผัส ในตอนนี้อาจมีหัตถการอื่นที่ช่วยตอบโจทย์คุณได้ดีกว่า
ปัญหากรอบหน้าของเราเกิดจากชั้นไขมันจริงไหม — แนะนำให้ลองจับผิวและขอให้คุณหมอช่วยประเมินร่วมกันว่าชั้นผิวไหนที่หนาตัวขึ้นค่ะ
ถ้าใช่ ควรใช้หัวทิปไหน ทำบริเวณใด และตรงไหนที่ควรเว้นไว้ — หัวใจสำคัญคือการชี้จุดบริเวณแก้มที่ต้องการคงความอวบอิ่มไว้ให้ชัดเจนค่ะ
ตอนนี้เป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุดหรือควรเลื่อนไปก่อน — หากน้ำหนักตัวยังสวิงอยู่หรือยังมีปัจจัยที่ทำให้หน้าบวมง่าย อาจจะดีกว่าถ้าเราปรับพฤติกรรมหรือควบคุมปัจจัยเหล่านี้ให้คงที่ก่อนค่ะ
เมื่อคุณได้คำตอบครบทั้ง 3 ข้อนี้แล้ว คุณจะแยกออกทันทีว่าแผนการรักษานี้ถูกดีไซน์มาเพื่อโครงสร้างใบหน้าของเราจริงๆ หรือเป็นเพียงแค่คอร์สมาตรฐานทั่วไป การสละเวลาตรวจสอบลำดับปัญหาของตัวเองให้มั่นใจก่อนตัดสินใจทำก็ยังไม่สายเกินไปค่ะ

ยกกระชับ
ความแตกต่างระหว่าง Inmode FX และ Forma คือระดับความลึกที่ความร้อนเข้าไปถึงค่ะ — โดย FX จะเน้นไปที่ชั้นไขมัน ส่วน Forma จะดูแลที่ชั้นผิวแท้ (dermis)

ยกกระชับ
อินโหมด FX ทำกี่ครั้ง กรอบหน้าเหนียงเปลี่ยนไหม?

ยกกระชับ
ทำ InMode FX แล้วล้างหน้า แต่งหน้าได้เมื่อไหร่? เช็กผิวก่อนเที่ยวโซล

ยกกระชับ
Thermage FLX vs อินโหมด RF เหมือนกัน ทำไมต่าง?

กำจัดขน
เลเซอร์กำจัดขนเจ็บไหม ทำหลายครั้งแล้วจะเจ็บน้อยลงจริงหรือเปล่า?

ลบรอยสัก
ลบรอยสักด้วยเลเซอร์ จะเป็นแผลเป็นไหม แยกแผลเป็นเดิมกับแผลใหม่ยังไง?

โครงหน้า&วอลลุ่ม
โบท็อกซ์หว่างคิ้วแล้วเปลือกตาตก กี่วันหาย ต้องรีบหาหมอไหม?

โครงหน้า&วอลลุ่ม
Juvelook Volume ไม่เห็นผล ฉีดครบ 3 ครั้งยังเหมือนเดิม ฉีดน้อยไปไหม?

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ฟิลเลอร์ Hip dip รูปก่อน-หลัง ดูยังไงว่าสาเหตุเหมือนสะโพกเรา?

ร่างกาย
Potenza ต้องห่างกันกี่สัปดาห์ ร่นเป็น 2 สัปดาห์หรือเว้น 2 เดือนได้ไหม?



