ราคายกกระชับด้วยไหมต่างกันตามชนิด (Mint, Silhouette Soft) และจำนวนเส้น ผลต่างกัน 3 เท่า

Beautystone Clinic Hongdae
หมอวี ยองจิน ครับ
💡 ก่อนอ่าน
เช็กข้อนี้ก่อนนะครับ
Q. การร้อยไหมก็แค่การใส่เส้นไหมเข้าไปเฉย ๆ แต่
ทำไมราคาถึงแตกต่างกันขนาดนี้ครับ?
A. ราคาของการร้อยไหมจะขึ้นอยู่กับชนิดของไหม เช่น ไหมมิ้นท์ (MINT) หรือ Silhouette Soft
รวมถึงจำนวนเส้นไหมที่ใช้ ซึ่งอาจทำให้ผลลัพธ์แตกต่างกันได้มากกว่า 3 เท่า
และราคาอาจต่างกันถึง 2 เท่าขึ้นไปเลยครับ
Q. ยิ่งแพง แปลว่ายิ่งดีกว่าเสมอไปจริงไหมครับ?
A. ไม่จำเป็นเสมอไปครับ
สิ่งสำคัญที่สุดคือการเลือกไหมที่เหมาะกับ
สภาพผิวและความหย่อนคล้อยของตัวเองมากกว่าครับ
📌 สรุปใจความสำคัญของบทความนี้
ราคาของการร้อยไหมนั้นแตกต่างกันมาก
ขึ้นอยู่กับประเภทของเส้นไหม (เช่น ไหมมิ้นท์ หรือ Silhouette Soft) และจำนวนเส้นที่ใช้
ซึ่งราคาอาจจะมีตั้งแต่หลักแสนวอน
ไปจนถึงหลักล้านวอนเลยครับ

เหตุผลที่แท้จริงเบื้องหลังความต่างของราคา —
เพราะ 'ชนิด' และ
'จำนวน' เส้นไหมคือคำตอบทั้งหมดครับ
หากคุณลองค้นหาราคาร้อยไหมในอินเทอร์เน็ต
คุณจะพบว่ามีทั้งราคา 300,000 วอน ไปจนถึง 1,500,000 วอนเลยครับ
สำหรับคนที่เพิ่งเคยเห็นครั้งแรก
ก็คงจะอดสงสัยไม่ได้ว่า "ทำไมมันถึงต่างกันขนาดนี้?"
เป็นเพราะเครื่องมือต่างกัน ฝีมือของคุณหมอต่างกัน
หรือว่าเป็นแค่การตลาดกันแน่?
บอกตามตรงเลยนะครับ
จุดสำคัญที่ทำให้ราคาแตกต่างกันมีอยู่แค่ 2 อย่างครับ
① ใช้ไหมชนิดไหน
② ร้อยทั้งหมดกี่เส้น
เส้นไหมที่ใช้ในการร้อยไหม ส่วนใหญ่จะแบ่งออกเป็น
ไหมมิ้นท์ (MINT), Silhouette Soft,
และไหมละลาย PDO ทั่วไปครับ
ไหม PDO ถือเป็นวัสดุที่พื้นฐานที่สุด
ในบรรดาไหมละลายทั้งหมดครับ
ในขณะที่ไหมมิ้นท์จะมีลักษณะของเงี่ยงเล็ก ๆ (Cog)
เรียงตัวสลับทิศทางอย่างละเอียดรอบเส้นไหม
ทำให้แรงในการดึงยกกระชับผิว และ
ระยะเวลาในการคงผลลัพธ์นั้น แตกต่างจากไหมทั่วไปอย่างเห็นได้ชัดครับ
ส่วน Silhouette Soft จะเป็นไหมที่มีตัวยึด
ลักษณะคล้ายกรวย (Cone) อยู่บนเส้นไหม
ซึ่งจะให้ความรู้สึกในการดึงยกกระชับที่แข็งแรงกว่าครับ
และที่ค่อนข้างละเอียดอ่อนคือ
แม้จะเป็นไหมแบรนด์เดียวกัน แต่การใช้จำนวนเส้นที่ต่างกัน
ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงครับ
เช่น ระหว่างแพ็กเกจไหมมิ้นท์ 4 เส้น กับ
แพ็กเกจไหมมิ้นท์ 10 เส้น
แม้จะใช้ไหมชื่อเดียวกัน แต่ประสิทธิภาพความตึงกระชับนั้นต่างกัน
และแน่นอนว่าต้นทุนของตัววัสดุก็ต่างกันด้วย
จึงไม่แปลกเลยที่ราคาจะแตกต่างกันครับ
แต่ตรงนี้มีเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่อยากจะขอเน้นย้ำครับ
หลายคนมักจะเข้าใจผิดว่า
ไหมยิ่งแพง
จะยิ่งเหมาะกับเราเสมอไป ซึ่งไม่เป็นความจริงเลยครับ
สำหรับคนที่มีปัญหาความหย่อนคล้อยเพียงเล็กน้อย
หากร้อยไหม Silhouette Soft ที่มีแรงดึงสูง ๆ เข้าไปหลายเส้น
อาจส่งผลให้การขยับสีหน้าดูไม่เป็นธรรมชาติ
หรือรู้สึกตึงรั้งบริเวณผิวมากเกินไปได้ครับ
กลับกัน สำหรับคนที่มีความหย่อนคล้อยค่อนข้างมาก
แต่เลือกใช้ไหม PDO ทั่วไปที่แรงดึงน้อยและใช้ในปริมาณไม่กี่เส้น
ก็อาจจะทำให้เห็นผลไม่ชัดเจน
จนรู้สึกเหมือน "เสียเงินไปเปล่า ๆ" ได้เช่นกันครับ
👨⚕️ สรุปประเด็นสำคัญโดย หมอวี ยองจิน
ราคาของการร้อยไหมจะขึ้นอยู่กับชนิดของไหม และ
จำนวนของเส้นไหมที่ใช้เป็นหลักครับ
ดังนั้น แทนที่จะเปรียบเทียบแค่ที่ตัวเลขราคาเพียงอย่างเดียว
สิ่งสำคัญกว่ามาก คือการประเมินสภาพความหย่อนคล้อยของผิวตัวเอง
และค้นหาว่าเส้นไหมชนิดไหนที่แมตช์กับความต้องการ
ของระดับความตึงกระชับที่เราอยากได้ครับ
จำไว้นะครับว่า แม้จะจ่ายในราคาเท่ากัน แต่ถ้าการออกแบบดีไซน์ต่างกัน
ผลลัพธ์ที่ได้ก็อาจจะต่างกันอย่างสิ้นเชิงเลยครับ

ถ้าอย่างนั้น ตัวเราเอง
เหมาะกับไหมแบบไหนดีนะ —
ลองเช็กตามประเภทของปัญหาผิวตามนี้เลยครับ
แม้ว่าในแต่ละเคสจะมีความแตกต่างกันไป
แต่โดยทั่วไปแล้ว หมอจะประเมินตามเกณฑ์ดังนี้ครับ
กรณีความหย่อนคล้อยน้อย
(อายุช่วง 30 ปีตอนต้นถึงกลาง, แก้มเริ่มหย่อนคล้อยเล็กน้อย)
กรณีนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ไหมราคาแพง
ในปริมาณมาก ๆ เลยครับ
การร้อยไหมกลุ่ม PDO หรือไหมมิ้นท์เพียงจำนวนเล็กน้อย
ก็เพียงพอต่อความต้องการแล้วครับ
และงบประมาณสำหรับการรักษาก็อาจจะอยู่ที่
ราว ๆ 500,000 ถึง 800,000 วอนเท่านั้นเองครับ
กรณีความหย่อนคล้อยปานกลาง
(อายุช่วง 30 ปีตอนปลายถึง 40 ปี, ร่องแก้มลึกและแก้มห้อยเห็นขอบชัดเจน)
ในระดับนี้ หมอจะแนะนำให้ใช้ไหมมิ้นท์เป็นเกณฑ์หลัก
โดยเพิ่มจำนวนเส้นไหมให้มากขึ้น
หรืออาจจะลองพิจารณาเป็น Silhouette Soft ร่วมด้วยครับ
โดยทั่วไป แนะนำให้เลือกแผนการรักษาในช่วงราคา
ประมาณ 800,000 ถึง 1,400,000 วอน ซึ่งเป็นราคาที่พบได้ทั่วไปและเห็นผลลัพธ์ที่ดีครับ
กรณีความหย่อนคล้อยเห็นชัดเจนมาก
(อายุช่วง 45 ปีขึ้นไป, กรอบหน้าไม่ชัดเจน ผิวหยดลงล่าง)
แบบนี้ ถ้าเราไม่ใส่จำนวนเส้นไหมให้
เพียงพอจริง ๆ แทบจะไม่เห็นผลเลยครับ
และถ้าปรับการรักษาไปใช้โปรแกรม
ไหม Silhouette Soft หรือไหมมิ้นท์แบบจัดเต็ม
ราคาปกติก็จะเกิน 1,500,000 วอนขึ้นไปครับ
แต่งานนี้ก็ใช่ว่ายิ่งใส่เยอะแล้วจะดียังเดียวเสมอนะครับ
เพราะยิ่งเราร้อยไหมเข้าไปมากเท่าไหร่ หลังทำเสร็จทันที
อาการบวมหรือความรู้สึกตึงรั้งก็จะยิ่งรุนแรงมากขึ้น
รวมถึงต้องใช้เวลาในการพักฟื้นเพิ่มขึ้นด้วยครับ
อย่างไรก็ตาม สำหรับกลุ่มผู้ใช้บริการระดับกลางคนขึ้นไป
ที่มีความหย่อนคล้อยดำเนินไปค่อนข้างมากแล้ว
การร้อยไหมก็ยังคงเป็นทางเลือกแรก ๆ ที่เห็นผลจริงและตอบโจทย์ที่สุดครับ
บ่อยครั้งที่มีคนไข้แวะมาปรึกษาหมอว่าไปลองร้อยไหมมาหลายรอบแล้ว
แต่กลับรู้สึกไม่เห็นผลเลย
พอได้นั่งคุยรายละเอียดกันดู ก็มักจะพบว่า
ส่วนใหญ่เป็นเพราะร้อยไหมจำนวนน้อยเกินไป หรือ
เลือกใช้ชนิดของไหมที่ไม่สอดคล้องกับระดับความหย่อนคล้อยของตัวเองครับ
ซึ่งหลังจากที่หมอได้ช่วยปรับเปลี่ยนแผนดีไซน์ใหม่ให้เแล้ว
พอทำไปประมาณ 2~3 ครั้ง คนไข้ส่วนใหญ่ก็แฮปปี้และพอใจกับผลลัพธ์มากครับ

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
Q1. ผลลัพธ์ของการร้อยไหมจะอยู่ได้นานแค่ไหนครับ?
A. ขึ้นอยู่กับชนิดของไหมที่เลือกใช้ครับ
ถ้าเป็นพวกไหมกลุ่ม PDO ทั่วไปจะอยู่ได้ประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปี
ส่วนไหมมิ้นท์หรือ Silhouette Soft
มักจะคาดหวังผลลัพธ์ที่ยาวนานได้เฉลี่ย 1 ปี ถึง 2 ปีครับ
อย่างไรก็ตาม เกณฑ์ข้างต้นจะนับรวมถึง
ผลลัพธ์หลังจากที่ไหมละลายหมดไปแล้ว แต่ยังคงกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจน
ทำให้ความตึงกระชับคงอยู่ต่อไปได้อีกระยะหนึ่งด้วยครับ
เนื่องจากผลลัพธ์อาจจะแตกต่างกันไปตามสภาพผิวเฉพาะบุคคลและรูปแบบไลฟ์สไตล์ในการใช้ชีวิต
จึงยากที่จะระบุเป็นจำนวนปีที่ฟันธงได้แน่นอนเป๊ะ ๆ ครับ
Q2. หลังร้อยไหมเสร็จแล้วออกไปใช้ชีวิตประจำวันได้ทันทีเลยไหมครับ?
A. ส่วนใหญ่แล้วสามารถกลับบ้านได้เลยในวันที่ทำเลยครับ
แต่อาจจะมีความรู้สึกตึงหรือปวดหน่วงในจุดที่ร้อยไหมเข้าไป
เกิดขึ้นได้ทันทีหลังทำเสร็จครับ
หากคุณมีนัดสำคัญหรือแผนที่จะต้องถ่ายรูป
หมอแนะนำให้เผื่อเวลาไว้ล่วงหน้าอย่างน้อย 1~2 สัปดาห์
แล้วค่อยมาทำหัตถการจะปลอดภัยและมั่นใจที่สุดครับ
ยิ่งมีการใช้ไหมจำนวนหลายเส้น
ระยะเวลาในการฟื้นตึงผิวและความระบมก็จะยิ่งนานขึ้นเล็กน้อยครับ
Q3. ระหว่างร้อยไหม กับ Ulthera (HIFU)
ควรเลือกทำอะไรดีกว่ากันครับ?
A. ทั้งสองอย่างนี้เข้าไปดูแลปัญหาผิวคนละ 'ชั้นผิว' กันเลยครับ
โดย Ulthera จะส่งพลังงานความร้อนลงลึกระดับชั้นพังผืดกล้ามเนื้อ (SMAS)
เพื่อกระตุ้นให้เนื้อเยื่อหดตัวกระชับขึ้น
แต่การร้อยไหม คือการนำเส้นไหมจริงสะกิดขึ้นยกพยุงผิวพรรณ
เพื่อตึงดึงหน้าโดยตรงด้วยกลไกทางกายภาพครับ
หากพึ่งเริ่มมีสัญญาณความหย่อนคล้อยในระดับเริ่มต้น
ทำ Ulthera เดี่ยวอย่างเดียวก็ถือว่าเพียงพอแล้วครับ
แต่หากมีปัญหาผิวคล้อยร่วงมากแล้ว การทำร้อยไหมควบคู่กันด้วย
หรือใช้การร้อยไหมเป็นหลัก จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้ตรงจุดและเห็นผลชัดเจนที่สุดครับ
นอกจากนี้ยังมีคนไข้หลายคนที่วางแผนผสมผสานโดยการรักษาร่วมกันทั้งสองโปรแกรมเลยครับ
ส่วนแบบไหนจะเหมาะกับใบหน้าของคุณที่สุด
การแวะมาให้ตรวจวิเคราะห์โดยตรงจะเป็นสิ่งยืนยันได้ถูกต้องแม่นยำที่สุดครับ
ทั้งหมดนี้คือข้อมูลดีๆ จาก หมอวี ยองจิน ครับ
อ่านบทความเพิ่มเติม
▶เมื่อการกำจัดขนด้วย GentleMax ได้ผลดีเยี่ยม ความลับเบื้องหลังคืออะไรกันแน่?
▶'เผยกรอบหน้าต้อนรับลมสปริง?' เปรียบเทียบ Ultherapy Prime vs Onda เลือกแบบไหนที่ใช่สำหรับเรา?
▶[คอลัมน์หมอวี ยองจิน] ระยะเวลาคงผลลัพธ์ของ จูวีลุค ความจริงที่ไม่ใช่แค่โฆษณาเป็นแบบนี้ครับ
▶ผลข้างเคียงของ ชูริงค์? ไขข้อสงสัยความเข้าใจผิดเรื่อง 'แก้มตอบ' พร้อมวิธีป้องกันชัวร์ๆ จากคุณหมอ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ร้อยไหมเส้นสั้นร่องแก้ม ดึงหน้าตึงจริงไหม?
ไขความเข้าใจผิดเรื่องร้อยไหมเส้นสั้นร่องแก้ม ทั้งการดึงตึง ความคงทน และฟิลเลอร์กับไหม

ลบรอยสัก
ลบรอยสัก Irezumi เลเซอร์ไหนก็เหมือนกันจริงไหม?
ไขความเข้าใจผิดเรื่องลบรอยสัก Irezumi ทั้งชนิดเลเซอร์ จำนวนครั้ง และความเสี่ยงผลข้างเคียง

โครงหน้า&วอลลุ่ม
소프웨이브에 보톡스·필러까지 함께 받고 싶은데, 순서와 간격은 어떻게 잡으면 좋을까요?
소프웨이브·보톡스·필러 병행 순서와 간격, 부기·멍 관리 포인트를 정리했어요.

โครงหน้า&วอลลุ่ม
이마 주름 때문에 올리지오엑스를 알아보는데, 효과는 언제부터 나오고 몇 회나 받아야 할까요?
올리지오엑스 이마 시술의 효과 시점과 회차, 통증·회복 포인트를 정리했어요.

โครงหน้า&วอลลุ่ม
목주름이랑 넥라인 처짐이 신경 쓰이는데, 시크릿RF로 목도 리프팅 효과를 볼 수 있을까요?
시크릿RF 목 리프팅의 작용 방식과 회복 기간, 회차, 관리 포인트를 정리했어요.

กำจัดขน
얼굴 솜털 제모를 젠틀맥스로 하려는데, 가는 솜털에도 효과가 있고 회차는 몇 번일까요?
얼굴 솜털 레이저 제모의 효과 기대치와 회차, 화상·색소침착 관리 포인트를 정리했어요.



