ผู้อำนวยการ วี ยองจิน คิม กาอึล แห่งคลินิกบิวตี้สโตน ฮงแด
ฮงแด บิวตี้ด็อกเตอร์ บิวตี้สโตนคลินิก
ฮงแด บิวตี้ด็อกเตอร์ บิวตี้สโตนคลินิก

ซิลลิฟติ้ง จะรู้ได้อย่างไรว่าได้ผลจริงหรือไม่?

ซิลลิฟติ้ง จะรู้ได้อย่างไรว่าได้ผลจริงหรือไม่?

ซิลลิฟติ้ง จะรู้ได้อย่างไรว่าได้ผลจริงหรือไม่?

อธิบายว่าทำไมยกกระชับด้วยไหมจึงยกแก้มหย่อนและปรับกรอบหน้าได้ ตามหลักกายภาพและทิศหนังศีรษะ

"레이저 10번보다 실 1번?" 처진 볼살을 되돌리는 물리적 거상의 힘

ร้อยไหม

จะรู้ได้อย่างไรว่า

เห็นผลจริงหรือเปล่า?

 

สวัสดีครับ

ผมหมอวี ยองจิน จาก Beautystone สาขาฮงแด ครับ

 

💡 ก่อนอ่าน

มาเช็กข้อเท็จจริงกันก่อนนะครับ

 

Q. เขาว่ากันว่าถ้าร้อยไหมเข้าไป ใบหน้าจะยกขึ้นทันที มันถูกดึงขึ้นทางกายภาพจริงๆ ไหมคะ?


A. ใช่ครับ ถูกต้องเลยครับ สำหรับการร้อยไหมแล้ว

'แรงยกดึงทางกายภาพ' คือหัวใจสำคัญที่มากกว่าการกระตุ้นคอลลาเจนครับ

โดยทิศทางของไหมและตำแหน่งการยึดตรึง

จะเป็นตัวกำหนดผลลัพธ์ทั้งหมดครับ

 

Q. ทำไมทิศทางการดึงถึงสำคัญมากคะ?

A. เพราะไม่ใช่การดึงไปข้างหน้าหรือหลังใบหูครับ

แต่ต้องดึงขึ้นไปทางหนังศีรษะ ผลลัพธ์ถึงจะดูเป็นธรรมชาติและอยู่ได้ยาวนานกว่า

 

"การจะยกกระชับแก้มที่หย่อนคล้อยหรือกรอบหน้าที่หย่อนคล้อย

ให้ยกขึ้นทันทีนั้น

การร้อยไหมที่ใช้แรงดึงทางกายภาพ

ถือเป็นวิธีที่เห็นผลดีที่สุดครับ

และการดึงขึ้นไปทางด้านหลังหนังศีรษะจะให้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติและดีที่สุดครับ"

 

— คุณหมอวี ยองจิน (Beautystone สาขาฮงแด)

실리프팅, 콜라겐 생성보다 중요한 건 '당기는 방향'입니다

 

 






ร้อยไหม

'ทิศทาง' คือหัวใจสำคัญ

ไม่ใช่ 'การกระตุ้นคอลลาเจน'

มีหลายคนเข้าใจผิดในส่วนนี้ครับ

เวลาอธิบายถึงผลลัพธ์ของการร้อยไหม

คุณมักจะได้ยินบ่อยๆ ว่า "เมื่อคอลลาเจนถูกสร้างขึ้น ผิวก็จะกระชับเต่งตึงขึ้น"


 

มันก็ไม่ใช่คำพูดที่ผิดนะครับ แต่ถ้าพูดกันตามตรงแล้ว

หากมองแค่ผลลัพธ์ในการกระตุ้นคอลลาเจนอย่างเดียว

ผลลัพธ์ของมันก็ไม่ได้แตกต่างจาก

อุปกรณ์กลุ่มคลื่นวิทยุ (RF) หรืออัลตราซาวนด์ (Ultrasound) มากนักครับ

 

จุดเด่นที่แท้จริงของการร้อยไหมคืออย่างอื่นครับ

นั่นก็คือ 'การใช้แรงทางกายภาพดึงขึ้นโดยตรง' ครับ

 

เนื้อเยื่อที่หย่อนคล้อยลงมาตามแรงโน้มถ่วงแล้ว

ต่อให้อุปกรณ์พลังงานจะส่งความร้อนเข้าไป

ก็ไม่สามารถทำให้มันยกกลับขึ้นมาอยู่ที่เดิมได้ทันทีหรอกครับ

 

เพราะตำแหน่งของเนื้อเยื่อมันได้เปลี่ยนไปเรียบร้อยแล้วนั่นเองครับ

 

ดังนั้นการจะดึงมันกลับมาที่เดิม

จึงจำเป็นต้องมีแรงทางกายภาพช่วยฉุดดึงขึ้นไปจริงๆ ครับ

 

เวกเตอร์ (ทิศทาง) ในการดึง,

ทำไมต้องเป็นหนังศีรษะ?

หลายคนมักจะคิดว่า "แค่ดึงไปทางใบหูก็น่าจะพอแล้วไม่ใช่เหรอ?"


 

แต่หากดึงไปทางหลังหูหรือดึงไปด้านหน้าตรงๆ

แม้ว่าในตอนแรกจะดูเหมือนยกขึ้น

แต่ด้วยแรงต้านของเนื้อเยื่อ มันจะคลายตัวออกอย่างรวดเร็ว

หรืออาจทิ้งความรู้สึกตึงที่ดูไม่เป็นธรรมชาติเอาไว้ได้ง่ายครับ

 

ซึ่งจากประสบการณ์ทางคลินิกของผม วิธีที่เห็นผลที่สุดคือ

การเกี่ยวไหมลึกเข้าไปทางฝั่งหนังศีรษะแล้วดึงขึ้นครับ

 

เนื่องจากบนหนังศีรษะมีเนื้อเยื่อที่ยึดเกาะกันอย่างหนาแน่นอยู่มาก

ทำให้เมื่อเกี่ยวไหมแล้วจะมีจุดยึดเกาะที่แข็งแรงกว่ามาก

และเวกเตอร์ของการดึงยังสอดคล้องกับ

ทิศทางตามอนาโตมี (โครงสร้างร่างกาย) ที่เป็นธรรมชาติ

จึงช่วยรักษาผลลัพธ์ให้อยู่ได้นานยิ่งขึ้นครับ

 

ต่อให้ใช้ไหมชนิดเดียวกัน แต่ถ้าทิศทางนี้ผิดพลาดไป

ผลลัพธ์ที่ได้อาจลดลงเหลือไม่ถึงครึ่งเลยทีเดียวครับ

 

👨‍⚕️ สรุปประเด็นสำคัญโดยคุณหมอวี ยองจิน

แก้มที่หย่อนคล้อยและกรอบหน้าที่ไม่ได้รูป

ต้องการแรงยกดึงทางกายภาพ มากกว่าการกระตุ้นด้วยความร้อนครับ

 

เมื่อการร้อยไหมเข้ามาทำหน้าที่นี้

สิ่งสำคัญที่สุดคือ "ดึงไปในทิศทางไหน" ครับ

 

การวางเวกเตอร์ไปทางหนังศีรษะจะช่วยให้แรงยึดเกาะแข็งแรงขึ้น

และผลลัพธ์ที่ได้ก็จะดูเป็นธรรมชาติมากขึ้นด้วยครับ

실리프팅 실패 없는 선택법: 내 피부에 지금 필요한 게 볼륨인지, 거상인지 아는 법

 

 






ผู้ที่ควรเข้ารับการร้อยไหม

แม้ว่าจะแตกต่างกันไปในแต่ละเคส

แต่โดยทั่วไปแล้ว ผมแนะนำการร้อยไหมให้กับผู้ที่มีปัญหาเหล่านี้ครับ

 

  • ผู้ที่มีแก้มหย่อนคล้อยจนทำให้ร่องแก้มดูลึกขึ้น

  • ผู้ที่กรอบหน้าเริ่มไม่ชัดเจนและรอยต่อของเหนียงดูหย่อนคล้อย

  • ผู้ที่ค่อนข้างผอมแต่ช่วงล่างของใบหน้ากลับดูหนักและคล้อยลง

 

เคสแบบนี้ไม่ได้เกิดจากปัญหาเรื่องวอลลุ่ม (Volume)

แต่เป็น 'ปัญหาเรื่องตำแหน่งของเนื้อเยื่อ' มากกว่า

ดังนั้นการใช้ไหมช่วยดึงขึ้นจึงเป็นทางออกที่รวดเร็วและตรงจุด

มากกว่าการใช้ฟิลเลอร์หรืออุปกรณ์พลังงานความร้อนต่างๆ ครับ

 

ในทางกลับกัน คนที่เริ่มมีปัญหาผิวหย่อนคล้อยแล้ว

แต่ที่ผ่านมาเอาแต่ทำเลเซอร์เพียงอย่างเดียว

พอได้ลองมาร้อยไหมแล้ว

มักจะรู้สึกพึงพอใจกับผลลัพธ์ในที่สุดครับ

 

การหาจังหวะเวลาในการทำหัตถการที่เหมาะสม

จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดเหนือสิ่งอื่นใดครับ

 

❓ คำถามที่พบบ่อย

 

Q1. ร้อยไหมครั้งหนึ่งอยู่ได้นานแค่ไหนคะ?

โดยทั่วไปแล้วจะอยู่ได้ประมาณ 1-2 ปีครับ

สิ่งสำคัญคือ แม้ว่าไหมจะละลายไปแล้ว

หากได้รับการยึดตรึงไปทางหนังศีรษะอย่างถูกต้องตั้งแต่แรก

เนื้อเยื่อจะจดจำตำแหน่งที่ถูกดึงขึ้นไป

ทำให้ผลลัพธ์การยกกระชับยังคงอยู่ได้ยาวนานขึ้นครับ

 

Q2. หลังทำเสร็จแล้วสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ทันทีเลยไหมคะ?

สามารถทำได้ครับ แต่ในช่วง 2-3 วันแรก เวลาหัวเราะกว้างๆ

หรืออ้าปากกว้าง

อาจจะรู้สึกตึงรั้งได้ครับ

อาการบวมมักจะยุบลงภายใน 3-5 วัน

และสามารถล้างหน้าได้ทันทีตั้งแต่วันถัดไปครับ

 

ทั้งหมดนี้คือข้อมูลจากหมอวี ยองจิน ครับ

 

บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม

[Beautystone Clinic] คุณหมอวี ยองจิน แนะนำหัตถการดูแลผิวกายด้วย Juvelook Volume

[Beautystone] วิธีเซฟค่าใช้จ่าย Rejuran: ช่วงเวลาในการทำหัตถการนั้นสำคัญมาก

กำลังมองหาโบท็อกซ์ลดกรามราคาถูกที่สุดอยู่หรือเปล่า? ทำไมตัวเลขราคาถึงอาจเป็นกับดัก

[Beautystone Report] น่องปูดจากกล้ามเนื้อ vs น่องโตจากไขมัน ขาของเราทำโบท็อกซ์แล้วจะได้ผลไหมนะ?

เลเซอร์กำจัดหนวดเครา อย่าเพิ่งเชื่อคำว่าหายถาวร ถ้าไม่ใช่เครื่อง GentleMax Pro Plus

"레이저 10번보다 실 1번?" 처진 볼살을 되돌리는 물리적 거상의 힘

ร้อยไหม

จะรู้ได้อย่างไรว่า

เห็นผลจริงหรือเปล่า?

 

สวัสดีครับ

ผมหมอวี ยองจิน จาก Beautystone สาขาฮงแด ครับ

 

💡 ก่อนอ่าน

มาเช็กข้อเท็จจริงกันก่อนนะครับ

 

Q. เขาว่ากันว่าถ้าร้อยไหมเข้าไป ใบหน้าจะยกขึ้นทันที มันถูกดึงขึ้นทางกายภาพจริงๆ ไหมคะ?


A. ใช่ครับ ถูกต้องเลยครับ สำหรับการร้อยไหมแล้ว

'แรงยกดึงทางกายภาพ' คือหัวใจสำคัญที่มากกว่าการกระตุ้นคอลลาเจนครับ

โดยทิศทางของไหมและตำแหน่งการยึดตรึง

จะเป็นตัวกำหนดผลลัพธ์ทั้งหมดครับ

 

Q. ทำไมทิศทางการดึงถึงสำคัญมากคะ?

A. เพราะไม่ใช่การดึงไปข้างหน้าหรือหลังใบหูครับ

แต่ต้องดึงขึ้นไปทางหนังศีรษะ ผลลัพธ์ถึงจะดูเป็นธรรมชาติและอยู่ได้ยาวนานกว่า

 

"การจะยกกระชับแก้มที่หย่อนคล้อยหรือกรอบหน้าที่หย่อนคล้อย

ให้ยกขึ้นทันทีนั้น

การร้อยไหมที่ใช้แรงดึงทางกายภาพ

ถือเป็นวิธีที่เห็นผลดีที่สุดครับ

และการดึงขึ้นไปทางด้านหลังหนังศีรษะจะให้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติและดีที่สุดครับ"

 

— คุณหมอวี ยองจิน (Beautystone สาขาฮงแด)

실리프팅, 콜라겐 생성보다 중요한 건 '당기는 방향'입니다

 

 






ร้อยไหม

'ทิศทาง' คือหัวใจสำคัญ

ไม่ใช่ 'การกระตุ้นคอลลาเจน'

มีหลายคนเข้าใจผิดในส่วนนี้ครับ

เวลาอธิบายถึงผลลัพธ์ของการร้อยไหม

คุณมักจะได้ยินบ่อยๆ ว่า "เมื่อคอลลาเจนถูกสร้างขึ้น ผิวก็จะกระชับเต่งตึงขึ้น"


 

มันก็ไม่ใช่คำพูดที่ผิดนะครับ แต่ถ้าพูดกันตามตรงแล้ว

หากมองแค่ผลลัพธ์ในการกระตุ้นคอลลาเจนอย่างเดียว

ผลลัพธ์ของมันก็ไม่ได้แตกต่างจาก

อุปกรณ์กลุ่มคลื่นวิทยุ (RF) หรืออัลตราซาวนด์ (Ultrasound) มากนักครับ

 

จุดเด่นที่แท้จริงของการร้อยไหมคืออย่างอื่นครับ

นั่นก็คือ 'การใช้แรงทางกายภาพดึงขึ้นโดยตรง' ครับ

 

เนื้อเยื่อที่หย่อนคล้อยลงมาตามแรงโน้มถ่วงแล้ว

ต่อให้อุปกรณ์พลังงานจะส่งความร้อนเข้าไป

ก็ไม่สามารถทำให้มันยกกลับขึ้นมาอยู่ที่เดิมได้ทันทีหรอกครับ

 

เพราะตำแหน่งของเนื้อเยื่อมันได้เปลี่ยนไปเรียบร้อยแล้วนั่นเองครับ

 

ดังนั้นการจะดึงมันกลับมาที่เดิม

จึงจำเป็นต้องมีแรงทางกายภาพช่วยฉุดดึงขึ้นไปจริงๆ ครับ

 

เวกเตอร์ (ทิศทาง) ในการดึง,

ทำไมต้องเป็นหนังศีรษะ?

หลายคนมักจะคิดว่า "แค่ดึงไปทางใบหูก็น่าจะพอแล้วไม่ใช่เหรอ?"


 

แต่หากดึงไปทางหลังหูหรือดึงไปด้านหน้าตรงๆ

แม้ว่าในตอนแรกจะดูเหมือนยกขึ้น

แต่ด้วยแรงต้านของเนื้อเยื่อ มันจะคลายตัวออกอย่างรวดเร็ว

หรืออาจทิ้งความรู้สึกตึงที่ดูไม่เป็นธรรมชาติเอาไว้ได้ง่ายครับ

 

ซึ่งจากประสบการณ์ทางคลินิกของผม วิธีที่เห็นผลที่สุดคือ

การเกี่ยวไหมลึกเข้าไปทางฝั่งหนังศีรษะแล้วดึงขึ้นครับ

 

เนื่องจากบนหนังศีรษะมีเนื้อเยื่อที่ยึดเกาะกันอย่างหนาแน่นอยู่มาก

ทำให้เมื่อเกี่ยวไหมแล้วจะมีจุดยึดเกาะที่แข็งแรงกว่ามาก

และเวกเตอร์ของการดึงยังสอดคล้องกับ

ทิศทางตามอนาโตมี (โครงสร้างร่างกาย) ที่เป็นธรรมชาติ

จึงช่วยรักษาผลลัพธ์ให้อยู่ได้นานยิ่งขึ้นครับ

 

ต่อให้ใช้ไหมชนิดเดียวกัน แต่ถ้าทิศทางนี้ผิดพลาดไป

ผลลัพธ์ที่ได้อาจลดลงเหลือไม่ถึงครึ่งเลยทีเดียวครับ

 

👨‍⚕️ สรุปประเด็นสำคัญโดยคุณหมอวี ยองจิน

แก้มที่หย่อนคล้อยและกรอบหน้าที่ไม่ได้รูป

ต้องการแรงยกดึงทางกายภาพ มากกว่าการกระตุ้นด้วยความร้อนครับ

 

เมื่อการร้อยไหมเข้ามาทำหน้าที่นี้

สิ่งสำคัญที่สุดคือ "ดึงไปในทิศทางไหน" ครับ

 

การวางเวกเตอร์ไปทางหนังศีรษะจะช่วยให้แรงยึดเกาะแข็งแรงขึ้น

และผลลัพธ์ที่ได้ก็จะดูเป็นธรรมชาติมากขึ้นด้วยครับ

실리프팅 실패 없는 선택법: 내 피부에 지금 필요한 게 볼륨인지, 거상인지 아는 법

 

 






ผู้ที่ควรเข้ารับการร้อยไหม

แม้ว่าจะแตกต่างกันไปในแต่ละเคส

แต่โดยทั่วไปแล้ว ผมแนะนำการร้อยไหมให้กับผู้ที่มีปัญหาเหล่านี้ครับ

 

  • ผู้ที่มีแก้มหย่อนคล้อยจนทำให้ร่องแก้มดูลึกขึ้น

  • ผู้ที่กรอบหน้าเริ่มไม่ชัดเจนและรอยต่อของเหนียงดูหย่อนคล้อย

  • ผู้ที่ค่อนข้างผอมแต่ช่วงล่างของใบหน้ากลับดูหนักและคล้อยลง

 

เคสแบบนี้ไม่ได้เกิดจากปัญหาเรื่องวอลลุ่ม (Volume)

แต่เป็น 'ปัญหาเรื่องตำแหน่งของเนื้อเยื่อ' มากกว่า

ดังนั้นการใช้ไหมช่วยดึงขึ้นจึงเป็นทางออกที่รวดเร็วและตรงจุด

มากกว่าการใช้ฟิลเลอร์หรืออุปกรณ์พลังงานความร้อนต่างๆ ครับ

 

ในทางกลับกัน คนที่เริ่มมีปัญหาผิวหย่อนคล้อยแล้ว

แต่ที่ผ่านมาเอาแต่ทำเลเซอร์เพียงอย่างเดียว

พอได้ลองมาร้อยไหมแล้ว

มักจะรู้สึกพึงพอใจกับผลลัพธ์ในที่สุดครับ

 

การหาจังหวะเวลาในการทำหัตถการที่เหมาะสม

จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดเหนือสิ่งอื่นใดครับ

 

❓ คำถามที่พบบ่อย

 

Q1. ร้อยไหมครั้งหนึ่งอยู่ได้นานแค่ไหนคะ?

โดยทั่วไปแล้วจะอยู่ได้ประมาณ 1-2 ปีครับ

สิ่งสำคัญคือ แม้ว่าไหมจะละลายไปแล้ว

หากได้รับการยึดตรึงไปทางหนังศีรษะอย่างถูกต้องตั้งแต่แรก

เนื้อเยื่อจะจดจำตำแหน่งที่ถูกดึงขึ้นไป

ทำให้ผลลัพธ์การยกกระชับยังคงอยู่ได้ยาวนานขึ้นครับ

 

Q2. หลังทำเสร็จแล้วสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ทันทีเลยไหมคะ?

สามารถทำได้ครับ แต่ในช่วง 2-3 วันแรก เวลาหัวเราะกว้างๆ

หรืออ้าปากกว้าง

อาจจะรู้สึกตึงรั้งได้ครับ

อาการบวมมักจะยุบลงภายใน 3-5 วัน

และสามารถล้างหน้าได้ทันทีตั้งแต่วันถัดไปครับ

 

ทั้งหมดนี้คือข้อมูลจากหมอวี ยองจิน ครับ

 

บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม

[Beautystone Clinic] คุณหมอวี ยองจิน แนะนำหัตถการดูแลผิวกายด้วย Juvelook Volume

[Beautystone] วิธีเซฟค่าใช้จ่าย Rejuran: ช่วงเวลาในการทำหัตถการนั้นสำคัญมาก

กำลังมองหาโบท็อกซ์ลดกรามราคาถูกที่สุดอยู่หรือเปล่า? ทำไมตัวเลขราคาถึงอาจเป็นกับดัก

[Beautystone Report] น่องปูดจากกล้ามเนื้อ vs น่องโตจากไขมัน ขาของเราทำโบท็อกซ์แล้วจะได้ผลไหมนะ?

เลเซอร์กำจัดหนวดเครา อย่าเพิ่งเชื่อคำว่าหายถาวร ถ้าไม่ใช่เครื่อง GentleMax Pro Plus

  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด โดยบิวตี้ส์ด็อกเตอร์
  • Beautystone Clinic บิวตี้สโตนคลินิก สาขาฮงแด

โพสต์ล่าสุด

โพสต์ล่าสุด

ถ้าเจลแต้มสิวหรือ Cleartin ไม่ช่วยให้อาการดีขึ้น ถึงเวลาต้องเปลี่ยนแล้วค่ะ

ผิว

ถ้าคุมสิวด้วยยาทาสิวทั่วไปอย่าง Cleartin แล้วยังไม่หาย ดีขึ้น ถึงเวลาต้องเปลี่ยนวิธีรักษาแล้วค่ะ

Salicylic acid, ยาปฏิชีวนะ, Retinoid และ Isotretinoin มีจุดออกฤทธิ์ที่แตกต่างกันนะคะ ตั้งแต่ปัญหาสิวอุดตันไปจนถึงสิวอักเสบชนิดตุ่มแดงและซีสต์ มาดูวิธีการเลือกยาทาและยารับประทานที่เหมาะกับขั้นตอนและสภาพผิวของคุณกันค่ะ

ตุ่มแดงที่คิดว่าเป็นสิว แต่อาจเป็นรูขุมขนอักเสบ (Folliculitis) ซึ่งมีวิธีรักษาที่แตกต่างกัน

ผิว

สิวเม็ดเล็กๆ ที่คิดว่าเป็นสิวธรรมดา ถ้าจริงๆ แล้วเป็น 'รูขุมขนอักเสบ' วิธีรักษาจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเลยนะคะ

สิวอุดตันกับรูขุมขนอักเสบดูคล้ายกัน แต่ต้นเหตุต่าง แยกจากอาการคัน บริเวณ หัวสิว วินิจฉัยถูกลดแผลเป็น

ถ้าสิวเริ่มเป็นไตหรือเป็นปุ่มนูนแดง (nodule) แล้ว อย่าเพิ่งบีบเองนะคะ เพราะรอยแผลเป็นจะเริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนนี้เลยค่ะ

ผิว

ตั้งแต่ตุ่มนูนแข็ง ห้ามบีบเอง แผลเป็นเริ่มตอนนี้

แผลเป็นไม่ได้เกิดจากการบีบ แต่ขึ้นกับการอักเสบลงลึกแค่ไหน ดูตารางระดับความเสี่ยงและการดูแลแต่ละขั้น

ตุ่มหนอง (pustule) ถ้าปล่อยทิ้งไว้แผลเป็นจะยิ่งใหญ่นะคะ จริงๆ แล้วมันมีเวลาที่ควรเจาะออกอยู่ค่ะ

ผิว

สิวหัวหนองปล่อยไว้แผลเป็นใหญ่ขึ้น มีช่วงที่ควรบีบ

"สิวไม่ควรบีบจะดีสุด" ถูกแค่ครึ่ง สรุปช่วงที่ควรบีบหัวหนอง วิธีที่ถูก และระยะที่ห้ามบีบ ในตารางเดียว

การฉีดรักษาสิวอักเสบ จริงๆ แล้วคือหลักการเดียวกับการลดรอยแผลเป็นจากไฟไหม้ค่ะ

ผิว

ยาฉีดสิวอักเสบ ใช้หลักการเดียวกับลดแผลรอยไหม้

ปล่อยตุ่มนูนหรือซีสต์ไว้คิดว่าจะยุบเอง? ช่วงนั้นทำลายคอลลาเจนหนังแท้ สรุปหลักการยาฉีดและข้อจำกัด

รอยสิว รอยดำ รอยแดง และรอยบุ๋มลึก ไม่สามารถรักษาให้หายได้ด้วยการใช้ยาตัวเดียวกัน

ผิว

รอยดำ รอยแดง หลุมสิว รักษาด้วยยาตัวเดียวกันไม่ได้

น้ำตาลคือเมลานิน แดงคือเส้นเลือด บุ๋มคือคอลลาเจนหาย นูนคือเกิน สรุป 4 แบบพร้อมการรักษาขั้นแรก

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1

💬 สามารถปรึกษาแบบ 1:1 ผ่าน KakaoTalk ได้

🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1