หัตถการเดียวกันแต่ผลต่างกัน? เช็ก 5 ปัจจัย อายุ สภาพผิว ความเหมาะแต่ละจุด และ Golden Period ที่ดีสุด
เผยแพร่ -
อัปเดต -

Author
Wi Young-jin · Chief director
Seoul National University College of Medicine · Seoul National University Hospital Specialist
→
ถ้าได้ไปส่องรีวิวยกกระชับ Ulthera จะเห็นเลยครับว่ามีทั้งคนที่บอกว่า "เห็นผลดีงามมาก" กับ "เฉยๆ ไม่ค่อยรู้สึกอะไรเลย" คือเสียงแตกออกเป็นสองฝั่งแบบสุดขั้วเลยใช่ไหมคะ ทั้งที่เป็นหัตถการเดียวกันแท้ๆ แต่ทำไมฝั่งนึงเลิฟ อีกฝั่งนึงกลับรู้สึกเสียดายเงิน สำหรับใครที่กำลังเล็งๆ อยู่ เลยอาจจะเดาไม่ออกเลยว่าถ้าเราไปทำแล้ว ผลลัพธ์จะออกมาเคสด้านไหนกันแน่
บทความนี้เป็นคอนเทนต์รวบรวมข้อมูลการทำหัตถการจาก Beautystone สาขาฮับจอง (Hapjeong) ครับ
ถ้าตอบแบบสั้นๆ เลยก็คือ ที่รีวิวเสียงแตกขนาดนี้ เป็นเพราะ "ข้อบ่งชี้* (Indication)*" ของแต่ละคนไม่เหมือนกันครับ เพราะ Ulthera ไม่ใช่หัตถการที่ทำปุ๊บแล้วจะดึงผิวให้ยกขึ้นทันทีทันใดในข้ามคืน แต่เป็นการส่งพลังงานไปกระตุ้นคอลลาเจนใต้ผิว เพื่อให้ค่อยๆ ฟื้นฟูและเติมเต็มขึ้นมาอย่างเป็นธรรมชาติ ดังนั้น ผิวของเราจึงต้องยังมีคอลลาเจนที่แอคทีฟพร้อมที่จะตอบสนองต่อการกระตุ้นนั้นด้วย ถึงจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนครับ การรู้ล่วงหน้าว่าผิวแบบไหนที่ทำแล้วปัง หรือผิวแบบไหนที่มีข้อจำกัด จะช่วยลดความรู้สึกเฟลประเภท "ทำแล้วไม่เห็นผลเลย" ไปได้เยอะเลยครับ
*ข้อบ่งชี้ (Indication): หมายถึง สภาพผิวหรือกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการทำหัตถการนั้นๆ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด แม้จะเป็นหัตถการเดียวกัน แต่ผลลัพธ์ระหว่างคนที่ผิวตรงกับข้อบ่งชี้และคนที่ไม่ตรง จะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงครับ
อ่านบทความนี้แล้วคุณจะรู้ว่า
ทำไมรีวิว "ทำแล้วไม่เห็นผล" ถึงเสียงแตกขนาดนี้
เช็กลักษณะของคนที่ทำ Ulthera แล้วเห็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันในแต่ละจุดของใบหน้า
เช็กเกณฑ์สำคัญที่คุณควรรู้ก่อนตัดสินใจทำ
สาเหตุหลักของรีวิว "ทำแล้วไม่เห็นผล" มักมาจาก 3 ข้อนี้ครับ
ถ้าลองเจาะลึกเข้าไปดูในเคสที่รู้สึกว่าทำ Ulthera แล้วไม่เห็นผล ส่วนใหญ่จะแบ่งออกเป็น 3 สาเหตุหลักๆ ครับ ซึ่งคำว่า "ไม่เห็นผล" ของแต่ละคนนั้น มีที่มาที่ไปไม่เหมือนกันเลยนะครับ
ด่วนตัดสินใจเร็วเกินไป — กระบวนการสร้างและสร้างคอลลาเจนใหม่ให้แน่นฟูขึ้น มักจะเริ่มเห็นผลชัดเจนที่สุดในช่วง 2-3 เดือนไปจนถึงครึ่งปีหลังทำครับ ดังนั้น การส่องกระจกแล้วตัดสินใจว่าไม่ได้ผลหลังทำไปแค่ 2 สัปดาห์ จึงถือว่ายังเร็วเกินไปที่จะประเมินผลลัพธ์ครับ
สภาพผิวไม่ตรงกับข้อบ่งชี้ — เช่น ชั้นผิวแท้ (Dermis) หรือชั้น SMAS* บางเกินไป หรือผิวมีความหย่อนคล้อยมากเกินกว่าที่หัตถการแบบ Non-surgical (ไม่ต้องผ่าตัด) จะดึงไหวครับ
จำนวนไลน์ (Lines/Shots) ที่ทำไม่เพียงพอ — หากจำนวนช็อตน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับพื้นที่บริเวณที่ต้องการรักษา พลังงานที่กระจายตัวลงสู่ผิวจะเจือจาง ทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงได้น้อยลงครับ
*SMAS: ชั้นเนื้อเยื่อพังผืดที่คลุมกล้ามเนื้อใบหน้า เป็นโครงสร้างสำคัญที่คอยพยุงให้ผิวหน้าตึงกระชับ และเป็นชั้นหลักที่ต้องโฟกัสเวลาต้องการดึงยกกระชับใบหน้าครับ
สำหรับข้อแรกและข้อที่สาม เรายังสามารถแก้ไขได้ด้วยการอดใจรอเวลา หรือการทำเพิ่มเพื่อเก็บรายละเอียดเพิ่มเติม แต่สำหรับข้อที่สองนั้น เป็นเรื่องที่ต้องกลับไปประเมินสภาพผิวและข้อบ่งชี้กันใหม่อย่างละเอียดตั้งแต่แรกเลยครับ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เคสแบบข้อแรกเจอบ่อยมากจริงๆ ครับ เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น ลองมาดูแผนภาพกราฟแสดงการทำงานของคอลลาเจนที่ค่อยๆ ฟื้นฟูและสร้างตัวขึ้นตามช่วงเวลากันดีกว่าครับ แต่อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงแนวโน้มโดยเฉลี่ยเท่านั้น ผลลัพธ์จริงอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลนะครับ


จะเห็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุด เมื่อคอลลาเจนใต้ผิวของคุณยังทำงานได้ดี
คนทีทำ Ulthera แล้วได้ผลลัพธ์ที่ปังและชัดเจน มักจะมีจุดร่วมเหมือนกันอย่างเห็นได้ชัดเลยครับ นั่นก็คือ ผิวยังคงมีพลังในการสร้างคอลลาเจนใหม่ได้ดี และความหย่อนคล้อยยังไม่ถึงขั้นตกลึกมากเกินไป
หลักการทำงานของ Ulthera คือการส่ง พลังงานคลื่นเสียงความถี่สูงเฉพาะเจาะจง (HIFU*)* ลงไปสร้างจุดความร้อนขนาดเล็กในชั้นผิวแท้และชั้น SMAS ซึ่งจะเข้าไปกระตุ้นชวนให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ ส่งผลให้ผิวดูยกกระชับขึ้นตามมา ข้อมูลเชิงการแพทย์ผิววิทยาระบุไว้ชัดเจนว่า พลังงานคลื่นเสียงโฟกัสนี้จะส่งตรงลงลึกถึงชั้นผิวแท้และชั้น SMAS เพื่อไปปลุกเซลล์ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast) และเหนี่ยวนำให้เกิดการสร้างคอลลาเจนรวมถึงเส้นใยอีลาสตินขึ้นมาใหม่ พูดง่ายๆ คือ ใต้ผิวของเราต้องยังมีคอลลาเจนที่พร้อมจะแอคทีฟตอบรับแรงกระตุ้นนั้น ผลลัพธ์จึงจะแสดงออกมาอย่างชัดเจนครับ
*HIFU (High-Intensity Focused Ultrasound): เทคโนโลยีที่โฟกัสพลังงานลงลึกเฉพาะเจาะจงใต้ชั้นผิวเพื่อสร้างความร้อนจุดเล็กๆ และกระตุ้นโครงสร้างผิวให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่ ซึ่งเครื่อง Ulthera ถือเป็นมาตรฐานระดับโกลด์สแตนดาร์ดที่พัฒนามาจากเทคโนโลยีนี้ครับ
เมื่อดูรูปตัดขวางแสดงความลึกของการทำงานแล้ว จะช่วยให้เข้าใจง่ายขึ้นเลยครับว่า ทำไมชั้นผิวแท้และชั้น SMAS ที่แข็งแรงพอ ถึงมีส่วนสำคัญที่ทำให้เห็นผลลัพธ์จากการทำหัตถการนี้อย่างชัดเจน


ผลลัพธ์ในแต่ละบริเวณจุดบนใบหน้า แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
แม้จะเป็นใบหน้าเดียวกัน แต่ละจุดก็ให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนและมีข้อจำกัดที่แตกต่างกันไปครับ เพราะระดับการซัพพอร์ตของคอลลาเจนและความหนาของชั้นผิวหนังแต่ละส่วนบนใบหน้าของเราไม่เท่ากัน
จากข้อมูลของสมาคมศัลยศาสตร์ผิวหนังแห่งสหรัฐอเมริกา (ASDS) มีข้อมูลระบุว่า เทคโนโลยียกกระชับแบบไม่ต้องผ่าตัด (Non-invasive tightening) เช่น คลื่นอัลตราซาวนด์ จะช่วยกระตุ้นคอลลาเจนอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยจะเริ่มเห็นผลลัพธ์ชัดเจนในช่วง 3 ถึง 6 เดือน และจำนวนครั้งในการทำที่จำเป็นจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล คีย์เวิร์ดสำคัญคือการเลือกใช้หัวความลึก (Cartridge) ที่แตกต่างกันให้เหมาะสมในแต่ละตำแหน่ง ดังนั้น แม้จะเป็นการทำ Ulthera เหมือนกัน แต่ผลลัพธ์ที่ได้จะขึ้นอยู่กับว่าทำบริเวณไหนและใช้เทคนิคอย่างไรเป็นหลักครับ

ที่ Beautystone สาขาฮับจอง เราจะประเมินความเหมาะสมของสภาพผิว (Indication) เป็นอันดับแรกก่อนดีไซน์การรักษาครับ
ที่ Beautystone ฮับจอง ก่อนที่เราจะแนะนำโปรแกรม Ulthera ขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุดคือการประเมินสภาพผิวที่แท้จริงและวิเคราะห์ว่าคนไข้เหมาะกับหัตถการนี้หรือไม่ โดยเราจะเช็กทั้งประสิทธิภาพในการสร้างคอลลาเจน ระดับความหย่อนคล้อย และความหนาของเนื้อเยื่อผิวอย่างละเอียด เพื่อกำหนดระดับความลึกและจำนวนช็อตที่เหมาะสมที่สุดในแต่ละจุด แต่อันไหนที่วิเคราะห์แล้วว่าสภาพผิวไม่ตรงจุดหรือทำไปแล้วอาจไม่เห็นผลตามที่คาดหวัง เราจะไม่แนะนำให้ฝืนทำครับ แต่จะช่วยไกด์และมองหาโปรแกรมการบริการตัวเลือกอื่นๆ ที่ตอบโจทย์กว่าร่วมกัน คลินิกของเราตั้งอยู่ใกล้กับสถานีฮับจอง (Hapjeong Station) สามารถเดินมาได้เลย สะดวกมากๆ สำหรับแวะเข้ามาปรึกษาตรวจเช็กสภาพผิวสั้นๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจก่อนได้ครับ

5 ข้อที่ควรเช็กกับตัวเองก่อนตัดสินใจทำ
ก่อนเข้าปรึกษาคุณหมอ ลองส่องกระจกแล้วเช็ก 5 ข้อนี้ด้วยตัวเองคร่าวๆ กันก่อนได้นะครับว่าผิวของเราเหมาะกับหัตถการนี้ไหม หากตรงตั้งแต่ 3 ข้อขึ้นไป มีแนวโน้มสูงมากที่จะทำแล้วออกมาสวยปังรุ่งแน่นอนครับ แต่หากตรงไม่ถึง 2 ข้อ แนะนำให้พิจารณาทำร่วมกับหัตถการอื่นๆ หรือมองหาตัวเลือกอื่นควบคู่กันไปจะดีกว่าครับ
หัวข้อเช็กสภาพผิว | คำอธิบายรายละเอียด |
|---|---|
ช่วงอายุ | ช่วงอายุตั้งแต่กลาง 30 ปี ไปจนถึงต้น 50 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่คอลลาเจนและการหย่อนคล้อยยังอยู่ในสมดุลที่เหมาะสมในการกระตุ้นฟื้นฟูได้ดีที่สุดครับ |
ระดับความหย่อนคล้อย | ลองสังเกตดูว่าไม่ใช่แค่จุดใดจุดหนึ่ง แต่กรอบหน้าโดยรวมเริ่มมีความหย่อนคล้อยหรือเบลอไม่ชัดพอดิบพอดีแล้วหรือยัง |
ความหนาของชั้นผิว | เช็กว่าชั้นผิวแท้และไขมันใต้ผิวไม่ได้บางจนเกินไปนัก |
ระยะห่างจากการทำครั้งก่อน | เว้นระยะห่างจากการทำรอบที่แล้วมาอย่างน้อย 1 ปี เพื่อให้เวลาร่างกายได้สร้างและจัดเรียงคอลลาเจนใหม่อย่างเต็มที่หรือยัง |
ความคาดหวังเรื่องเวลา | ไม่ได้หวังว่าหน้าจะเปลี่ยนไปทันทีในเวลาไม่กี่สัปดาห์ แต่มีความเข้าใจและพร้อมที่จะรอดูผลลัพธ์ที่จะค่อยๆ สะสมและดีขึ้นแบบขั้นบันได |
อย่างที่เน้นย้ำไปข้างต้นครับว่า Ulthera จะให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดเมื่อผิวมีความพร้อมในการสร้างคอลลาเจน มีผลการศึกษาทางคลินิกรองรับว่า การใช้พลังงานโฟกัสไปที่ชั้น SMAS เพื่อกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่นั้น จะให้ประสิทธิภาพดีและเห็นผลที่สุดในกลุ่มผู้ช่่วยที่มีปัญหาความหย่อนคล้อยระดับน้อยถึงปานกลาง หากพบว่าใบหน้ามีปัญหาความหย่อนคล้อยที่หยั่งรากลึกมากแล้ว การทำ Ulthera เพียงอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอ และควรพิจารณาแก้ไขร่วมกับหัตถการอื่นๆ ควบคู่กันไปครับ ทั้งนี้ ข้อมูลในบทความนี้มีขึ้นเพื่อให้ข้อมูลในเบื้องต้นเท่านั้น ความเหมาะสมในการทำและโครงสร้างการรักษาที่ตรงจุดที่สุด ควรเข้ามาตรวจประเมินผิวและร่วมปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรงจะดีที่สุดครับ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q. ทำครั้งเดียวจบเลยไหมคะ?
A. โดยปกติผลลัพธ์การกระตุ้นคอลลาเจนจะอยู่ได้นานประมาณ 6-12 เดือนครับ คนส่วนใหญ่จึงนิยมกลับมาทำซ้ำปีละครั้งเพื่อคงสภาพความกระชับเอาไว้ สำหรับใครที่เพิ่งลองทำเป็นครั้งแรก อาจจะยังกะผลลัพธ์จากรอบแรกได้ยาก แนะนำให้รอดูผลลัพธ์หลังทำไปแล้วสักครึ่งปี จากนั้นค่อยปรึกษาคุณหมอเพื่อแพลนการดูแลในครั้งต่อไปได้เลยครับ
Q. ผ่านไป 8 สัปดาห์แล้วยังไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงเลย ทำอย่างไรดี?
A. ช่วง 8 สัปดาห์เป็นช่วงที่กระบวนการจัดเรียงตัวของคอลลาเจนใหม่เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเองครับ โดยทั่วไปแล้วจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อเข้าสู่ช่วงเดือนที่ 3-6 อย่างไรก็ตาม ก็อาจจะมีโอกาสที่ปริมาณไลน์การทำยังไม่เพียงพอต่อปัญหาผิว แนะนำให้เช็กจำนวนช็อตที่ทำไป และเข้ามาปรึกษาแพทย์เผื่อพิจารณาทำหัตถการเสริมเพิ่มเติมครับ
Q. กรณีไหนที่ทำโปรแกรมยกกระชับตัวอื่น จะเห็นผลดีกว่า Ulthera บ้างครับ?
A. หากมีความหย่อนคล้อยรุนแรงจนถึงขั้นที่อาจจะต้องพึ่งการผ่าตัดดึงหน้า หรือในกรณีที่คนไข้ต้องการเห็นผลลัพธ์ประเภทงานเติมเต็มในทันทีมากกว่าการรอกระบวนการสร้างคอลลาเจนตามธรรมชาติ การเลือกทำร้อยไหม ฟิลเลอร์ หรือกลุ่ม skin booster ร่วมกับ จูวีลุค หรือ รีจูรัน จะถือเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์รวดเร็วตรงจุดมากกว่าครับ หากสแกนข้อบ่งชี้แล้วพบว่าผิวของเราไม่ตรงเกณฑ์หลายข้อ แนะนำให้ลองผสมผสานร่วมกับหัตถการอื่นดูนะครับ
Q. ขั้นตอนตอนทำเจ็บมากไหมคะ?
A. เนื่องจากเป็นหัตถการที่ต้องส่งพลังงานความร้อนลงไปกระตุ้นยังชั้นผิวที่ลึกที่สุด จึงมีดีกรีความรู้สึกจี๊ดๆ อุ่นลึก และตึงๆ หน่วงๆ ตลอดการทำครับ ซึ่งระดับความเจ็บที่แต่ละคนสัมผัสได้จะแตกต่างกันไปตามเกณฑ์ความทนทานของส่วนบุคคล แต่ไม่ต้องกังวลไปนะครับ ก่อนเริ่มทำทางคลินิกจะมีการแปะยาชาเพื่อช่วยบรรเทาความเจ็บปวด รวมถึงคุณหมอสามารถปรับแต่งพลังงานในแต่ละจุดบดใบหน้าอย่างเหมาะสมเพื่อช่วยเซฟความสบายของคนไข้ได้ หากกลัวเจ็บเป็นพิเศษสามารถแจ้งคุยกับทีมแพทย์ล่วงหน้าก่อนได้เลยครับ
บทความแนะนำที่น่าสนใจ
ทำไมหนุ่มๆ ถึงห้ามพลาดโปรแกรม Ulthera (แชร์ทริคเด็ดโดย คลินิกย่านฮงแด)
เช็กประสิทธิภาพ Ulthera*: แนะนำเทคนิคทำ 300 ช็อตเจาะจงจุด ดีกว่าเน้นกระจายทั่วจริงไหม?
[เจาะลึกผลลัพธ์ Ulthera 300 ช็อต แค่บริเวณโหนกแก้มก็ปังได้ [แนะนำโดยแพทย์เฉพาะทางโซล]](https://beautystone1.com/blog/ulthera-300shots-effect-2)
ส่องผลลัพธ์ Pico Toning ทำกี่ครั้งถึงจะรอยกระฝ้าจางลง? สรุปพัฒนาการเคลียร์ผิวสวยใส 4 สเต็ป

กำจัดขน
레이저 제모 1회에도 남는 몫이 있어요 — 밀도를 모자이크로 보는 법

ลบรอยสัก
ลบรอยสักนิ้ว ข้อมือ ข้อเท้า ทำไมต้องใช้เวลานานกว่าที่อื่น?

ลบรอยสัก
ลบรอยสัก ราคาต่างกันได้แค่ไหน? เข้าใจก่อนตัดสินใจ

ลบรอยสัก
จ่ายครบ 10 ครั้งแล้ว ถ้ารอยสักหายก่อน เงินที่เหลือจะหายไปด้วยไหม?

ยกกระชับ
ร้อยไหมหน้าผาก ยกได้แค่ไหน เปลี่ยนแนวทางเมื่อไหร่

ผิว
สกินบูสเตอร์ราคาต่างกันทุกคลินิก เช็กอะไรก่อน?



