Cleartin ไม่ได้ผล ไม่ใช่ยาอ่อน แต่สิวเข้าสู่ระยะอักเสบ สรุปยาทา-ยากินออกฤทธิ์ตรงไหน เลือกแบบไหนครับ
เผยแพร่ -
อัปเดต -

Author
Wi Young-jin · Chief director
Seoul National University College of Medicine · Seoul National University Hospital Specialist
→
📚 เจาะลึกการรักษาสิว · สารบัญซีรีส์
1. ตัวตนที่แท้จริงของสิว
2. ทางแยกที่ทิ้งรอยแผลเป็นไว้
3. วิธีหยุดสิว ณ ตอนนี้
4. หยุดสิวด้วยยารักษา
4.1 ประเภทและบทบาทของยา (บทความปัจจุบัน)
5. การดูแลรอยสิวที่หลงเหลืออยู่
หลายคนซื้อ Cleartin จากร้านขายยามาทาเช้า-เย็นอย่างสม่ำเสมอ แต่อาการสิวกลับยังคงเหมือนเดิม นี่ไม่ใช่เพราะคุณทายาผิดวิธีนะครับ แต่เป็นเพราะกรดซาลิไซลิกออกฤทธิ์เฉพาะตรงจุดที่เป็น 'เซลล์ผิวที่ตายแล้วและน้ำมันที่อุดตัน' เท่านั้น หากสิวของคุณพัฒนาไปถึงขั้นอักเสบแดงเป็นหนอง หรือเป็นไตแข็งใต้ผิวหนังแล้ว ปัญหาจะอยู่ที่เชื้อแบคทีเรีย ต่อมไขมัน และการอักเสบ ซึ่งจำเป็นต้องใช้ยาที่ออกฤทธิ์ตรงจุดอื่นครับ ยารักษาสิวแบ่งบทบาทตามรูปแบบการใช้คือยาทาและยารับประทาน และแบ่งตามจุดที่เน้นจัดการ ไม่ว่าจะเป็นเซลล์ผิวเก่า แบคทีเรีย หรือน้ำมันส่วนเกิน เรามาเริ่มวาดแผนที่เพื่อเลือกยาที่เหมาะกับระยะสิวของคุณกันเลยครับ
ถ้าทา Cleartin แล้วไม่ได้ผล ไม่ใช่ว่าล้มเหลว แต่ระยะสิวของคุณเปลี่ยนไปแล้วต่างหาก
Cleartin คือยาทาภายนอกที่มีส่วนผสมของกรดซาลิไซลิก (BHA)* เข้มข้น 2% ช่วยละลายเซลล์ผิวเก่าในรูขุมขนและน้ำมันที่อุดตัน จึงเหมาะมากกับสิวระยะที่ยังไม่อักเสบ เช่น สิวหัวขาวและสิวหัวดำที่อุดตันเหมือนเม็ดข้าวสาร และเนื่องจากหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไปโดยไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์ จึงมักเป็นยาตัวแรกๆ ที่คนเลือกใช้ครับ
แต่ปัญหาคือ เมื่อสิวพัฒนาไปเป็นสิวอักเสบแดง (papules) สิวหัวหนอง (pustules) หรือสิวหัวช้างที่เป็นไตแข็ง (nodules) แล้ว ระยะนี้หัวใจสำคัญไม่ใช่แค่รูขุมขนอุดตัน แต่เป็นเชื้อแบคทีเรียและการอักเสบที่แพร่กระจายอยู่ภายใน รวมถึงการหลั่งน้ำมันที่มากเกินไป ยาที่ช่วยแค่ผลัดเซลล์ผิวจึงไม่สามารถเข้าถึงจุดนั้นได้ ดังนั้น การที่ทา Cleartin แล้วไม่หาย ไม่ใช่เพราะยาไม่ดี แต่เป็นสัญญาณเตือนว่าสิวของคุณได้ก้าวข้ามระยะที่กรดซาลิไซลิกจะจัดการได้แล้วครับ
* กรดซาลิไซลิก (BHA): ส่วนผสมที่ละลายในน้ำมัน มีฤทธิ์ช่วยผลัดเซลล์ผิว ช่วยทำความสะอาดรูขุมขนและน้ำมันส่วนเกินเพื่อลดการอุดตัน แต่ไม่ใช่ยาที่ช่วยควบคุมการอักเสบที่แพร่กระจายไปแล้วโดยตรง

ยาทาภายนอก ทำหน้าที่ประสานงานกันจาก 'ภายนอก'
ยาทาจะทำงานต่างกันบนพื้นผิวผิว โดยแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้ครับ
จัดการเซลล์ผิวเก่า/น้ำมันส่วนเกิน และป้องกันที่ต้นเหตุ: ได้แก่ กรดซาลิไซลิก (Cleartin) และยาทากลุ่ม Retinoid* ยา Retinoid ตัวเด่นๆ เช่น Differin (Adapalene) และ Stieva-A (Tretinoin) ซึ่งช่วยปรับกระบวนการอุดตันของรูขุมขนให้กลับมาเป็นปกติ ป้องกันการเกิดสิวอุดตันใหม่ และลดการกลับมาเป็นซ้ำ ยานี้ต้องใช้เวลาประมาณ 6-12 สัปดาห์จึงจะเริ่มเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน ดังนั้นจึงต้องอาศัยความสม่ำเสมอครับ
จัดการแบคทีเรียและการอักเสบ: ได้แก่ ยาปฏิชีวนะชนิดทาภายนอกอย่าง Cleocin T (Clindamycin) และยาสูตรผสม BPO อย่าง Epiduo Gel และ Duac Gel ยาเหล่านี้รวมพลังช่วยฆ่าเชื้อและต้านการอักเสบ จึงได้ผลดีกับสิวอักเสบแดงและสิวหัวหนอง อย่างไรก็ตาม การใช้ยาปฏิชีวนะเดี่ยวๆ เป็นเวลานานอาจทำให้เกิดการดื้อยาได้ ปกติจึงมักใช้ควบคู่กับ BPO หรือ Retinoid ครับ
ยาทาแต่ละตัวจะมีจุดออกฤทธิ์ที่ต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่าจุดไหนที่อุดตัน (เซลล์ผิวเก่า) หรือจุดไหนอักเสบเป็นหนอง (แบคทีเรีย/การอักเสบ) ซึ่งแนวทางการรักษาตามระยะสิวนี้ก็ได้รับการสรุปไว้ในคู่มือการรักษาทั่วไปของสมาคมผิวหนังเกาหลี เช่นกันครับ
* Retinoid: สารในกลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอ ช่วยปรับการผลัดเซลล์ผิวบริเวณรูขุมขนให้เป็นปกติ ลดการก่อตัวของสิวอุดตัน จึงเป็นยารักษาพื้นฐานที่ช่วยทั้งรักษาและป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำไปพร้อมๆ กัน

ยารับประทาน ออกฤทธิ์ได้กว้างและแรงกว่าจาก 'ภายใน'
หากหัวสิวอยู่ลึกเกินกว่าที่ยาทาจะเข้าถึง ก็ถึงเวลาของยารับประทานแล้วครับ ยาประเภทนี้จะออกฤทธิ์จากภายในสู่ทั่วร่างกาย จึงครอบคลุมพื้นที่กว้างและมีประสิทธิภาพสูงกว่ามาก
ยาปฏิชีวนะชนิดกิน เช่น Doxycycline และ Minocycline ซึ่งอยู่ในกลุ่ม Tetracycline มักใช้ในกรณีสิวอักเสบระดับปานกลางที่ขึ้นกระจายตัวหลายจุดพร้อมกัน ตัวยาจะช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรียและลดการอักเสบ โดยทั่วไปมักจ่ายยาเป็นระยะเวลาหลักเดือนควบคู่ไปกับการใช้ยาทาครับ
และยาขั้นสุดสำหรับการรักษาสิวก็คือ Isotretinoin* (Roaccutane, Isothinon) ซึ่งช่วยลดขนาดของต่อมไขมันโดยตรงและสกัดกั้นการหลั่งน้ำมันจากต้นตอ ถือเป็นวิธีจัดการโดยตรงสำหรับสิวเม็ดลึกอย่างสิวหัวช้าง (nodules/cysts) หรือสิวที่กลับมาเป็นซ้ำบ่อยๆ แต่เนื่องจากยารับประทานชนิดนี้ทำให้ผิวแห้งมากและมีข้อห้ามใช้ในสตรีมีครรภ์อย่างเด็ดขาด จึงต้องมีการตรวจเลือดเป็นระยะและอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิดครับ
* Isotretinoin: ยารับประทานกลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอ ช่วยลดขนาดต่อมไขมันและการหลั่งน้ำมันโดยตรง จึงเป็นการกำจัดสาเหตุหลักของสิวและเป็นตัวช่วยที่ทรงพลังที่สุดในการรักษาเกิดกรณีสิวรุนแรงหรือสิวที่กลับมาเป็นซ้ำบ่อยๆ

ทำไมกรดซาลิไซลิกไม่มีแบบกิน และยาคุมต่อมไขมันไม่มีแบบทา?
ตรงนี้เราจะเห็นความไม่สมมาตรบางอย่างครับ กรดซาลิไซลิกไม่มีในรูปแบบยารับประทาน ในขณะที่ยากำจัดต่อมไขมันจากต้นตอ (Isotretinoin) ก็ไม่มีในรูปแบบยาทา
นั่นเป็นเพราะ 'จุดทำงาน' ของยาแต่ละชนิดต่างกันครับ เซลล์ผิวเก่าและการอุดตันเกิดบริเวณพื้นผิวด้านนอกของผิวหนัง การทาจากภายนอกจึงเข้าถึงได้ทันที ไม่จำเป็นต้องรับประทานเข้าไป ในทางกลับกัน ต่อมไขมันตั้งอยู่ลึกในชั้นผิวหนังแท้ (dermis) ยาทาภายนอกจึงไม่สามารถซึมเข้าไปลดขนาดของมันได้ จำเป็นต้องใช้ยารับประทานเพื่อออกฤทธิ์จากภายในสกัดกั้นจากต้นตอ สรุปง่ายๆ คือ เซลล์ผิวดูแลจากภายนอก ส่วนต่อมไขมันดูแลจากภายในครับ

ดังนั้น เพียงแค่เลือกยาให้ตรงกับ 'ระยะสิวของคุณ'
เนื่องจากยาแต่ละตัวออกฤทธิ์ต่างกัน หากคุณรู้ว่าสิวตอนนี้อยู่ในระยะไหน ตัวเลือกก็จะแคบลงทันที โดยสรุปตามระยะได้ดังนี้ครับ
ระยะสิวของคุณ | ยาที่เป็นตัวแทน | รูปแบบ ยาทา / ยารับประทาน |
|---|---|---|
สิวอุดตัน (หัวขาว/หัวดำ) | กรดซาลิไซลิก (Cleartin), Differin · Stieva-A | ยาทา |
สิวอักเสบแดง · สิวหัวหนอง | Cleocin T · Epiduo Gel · Duac Gel, หากเป็นกระจายวงกว้างใช้ยาปฏิชีวนะชนิดกิน | ยาทา (+ ยารับประทาน) |
สิวหัวช้าง (ลึกและอักเสบหนัก) | ยาปฏิชีวนะชนิดกิน + Isotretinoin, ร่วมกับการฉีดสิวและกดสิว | ยารับประทาน (+ หัตถการ) |
สิวเป็นซ้ำ · เป็นวงกว้าง | Isotretinoin | ยารับประทาน |
หากใช้ Cleartin แล้วไม่หาย มักแปลว่าสิวได้ผ่านพ้นระยะอุดตันธรรมดาเข้าสู่ระยะอักเสบแล้ว ในตอนนั้น แทนที่จะทายาตัวเดิมต่อไปนานๆ การเปลี่ยนไปใช้ยาตัวอื่นที่ออกฤทธิ์ตรงจุด หรือเข้ารับการตรวจเพื่อปรับขั้นการรักษาจะเป็นทางออกที่ถูกต้องครับ ยิ่งปล่อยให้เกิดการอักเสบไว้นานเท่าไหร่ ผิวชั้นแท้ก็จะยิ่งถูกทำลายจนกลายเป็นรอยแผลเป็นหลุมสิวถาวร ดังนั้น การเข้าใจบทบาทของยาแต่ละตัวและรีบทำให้สิวยุบตามระยะสิวของคุณ คือวิธีที่ดีที่สุดในการลดการเกิดรอยแผลเป็นครับ
คำถามที่พบบ่อย
Q. ทา Cleartin ควบคู่กับ Differin ได้ไหมคะ?
เนื่องจากยาทั้งสองตัวออกฤทธิ์ช่วยผลัดเซลล์ผิวและคุมมันเหมือนกัน จึงมีส่วนที่ทับซ้อนกันอยู่ หากใช้ร่วมกันอาจทำให้ผิวแห้งและเกิดการระคายเคืองสูงได้ แนะนำให้เลือกใช้อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทาแยกเวลากันเช่น เช้าและเย็น แต่หากมีทั้งสิวอุดตันและสิวอักเสบผสมกัน แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อจัดเซ็ตยาที่ปลอดภัยที่สุดดีกว่าครับ
Q. ยาปฏิชีวนะชนิดกิน สามารถทานต่อเนื่องยาวๆ ได้ไหมคะ?
ยารับประทานปฏิชีวนะสำหรับรักษาสิวมักใช้ติดต่อกันในระยะเวลาหลักเดือน และไม่แนะนำให้ทานเดี่ยวๆ เป็นเวลานานเนื่องจากเสี่ยงต่อการดื้อยา โดยทั่วไปแพทย์มักจะสั่งจ่ายร่วมกับยาทากลุ่ม BPO หรือ Retinoid เมื่ออาการสิวดีขึ้นแล้วก็จะปรับลดมาเป็นการควบคุมอาการด้วยยาทาเพียงอย่างเดียวครับ
Q. จำเป็นต้องทานยา Isotretinoin ไหมคะ? ได้ยินมาว่าน่ากลัวมากเลย
ยานี้ไม่ได้จำเป็นสำหรับสิวทุกประเภทครับ แต่ในกรณีที่เป็นสิวหัวช้างเม็ดลึกหรือสิวกลับมาเป็นซ้ำไม่หายขาด ซึ่งเป็นระยะที่ต้องลดการทำงานของต่อมไขมันโดยตรง ยานี้จะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด แม้จะมีข้อควรระวังชัดเจนเรื่องผิวแห้งและการห้ามตั้งครรภ์ แต่หากทานภายใต้การควบคุมของแพทย์และมีการตรวจเลือดติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ ยาตัวนี้ก็ไม่ใช่ยาที่น่ากลัวจนต้องเลี่ยงเลยครับ
บทความแนะนำ

ยกกระชับ
แก้มชาตื้อ ๆ หลังทำ Ultherapy Prime ปกติไหม อีกกี่วันหาย?

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ฉีด Sculptra แล้วแก้มขึ้นข้างเดียว อีกนานไหมกว่าจะเท่ากัน?

ยกกระชับ
ลด Level พลังงาน Thermage เพราะกลัวเจ็บ ผลลัพธ์จะหายไปด้วยไหม?

ผิว
ขนคุดที่แขน ยิ่งขัดสครับยิ่งแดง เปลี่ยนวิธีดูแลยังไงดี?

ยกกระชับ
หลัง Onda Lifting แล้วสองข้างหน้าลดไม่เท่ากัน — ปกติหรือต้องกังวล?

ผิว
สกินบูสเตอร์หมดฤทธิ์แล้วจริงไหม หลังสองเดือนผิวเริ่มแห้งขึ้น



