ผู้อำนวยการ วี ยองจิน คิม กาอึล แห่งคลินิกบิวตี้สโตน ฮงแด
ฮงแด บิวตี้ด็อกเตอร์ บิวตี้สโตนคลินิก
ฮงแด บิวตี้ด็อกเตอร์ บิวตี้สโตนคลินิก

ถ้าคุมสิวด้วยยาทาสิวทั่วไปอย่าง Cleartin แล้วยังไม่หาย ดีขึ้น ถึงเวลาต้องเปลี่ยนวิธีรักษาแล้วค่ะ

ถ้าคุมสิวด้วยยาทาสิวทั่วไปอย่าง Cleartin แล้วยังไม่หาย ดีขึ้น ถึงเวลาต้องเปลี่ยนวิธีรักษาแล้วค่ะ

ถ้าคุมสิวด้วยยาทาสิวทั่วไปอย่าง Cleartin แล้วยังไม่หาย ดีขึ้น ถึงเวลาต้องเปลี่ยนวิธีรักษาแล้วค่ะ

Salicylic acid, ยาปฏิชีวนะ, Retinoid และ Isotretinoin มีจุดออกฤทธิ์ที่แตกต่างกันนะคะ ตั้งแต่ปัญหาสิวอุดตันไปจนถึงสิวอักเสบชนิดตุ่มแดงและซีสต์ มาดูวิธีการเลือกยาทาและยารับประทานที่เหมาะกับขั้นตอนและสภาพผิวของคุณกันค่ะ

📚 เจาะลึกการรักษาสิว · สารบัญซีรีส์

หลายคนซื้อ Cleartin จากร้านขายยามาทาอย่างสม่ำเสมอทั้งเช้าและเย็น แต่สิวก็ยังนิ่งสนิทเหมือนเดิม นี่ไม่ใช่เพราะคุณทายาผิดวิธีนะคะ แต่เป็นเพราะกรดซาลิไซลิกทำงานที่บริเวณ "เซลล์ผิวที่ตายแล้วและน้ำมันที่อุดตัน" เท่านั้น หากสิวของคุณอักเสบแดง เป็นหนอง หรือเป็นไตแข็งลึกก้นผิวแล้ว ปัญหาหลักจะอยู่ที่เชื้อแบคทีเรีย ต่อมไขมัน และการอักเสบ ซึ่งจำเป็นต้องใช้ยาที่ออกฤทธิ์ตรงจุดอื่น ยารักษาสิวแบ่งตามหน้าที่เป็นยาทาและยารับประทาน และแยกตามเป้าหมายว่าจะจัดการกับเซลล์ผิวที่ตายแล้ว แบคทีเรีย หรือไขมัน วันนี้เรามาวาดแผนที่การเลือกยาให้เหมาะกับระยะสิวของคุณกันค่ะ



ถ้า Cleartin ใช้ไม่ได้ผล ไม่ใช่ว่าล้มเหลว แต่ระยะสิวเปลี่ยนไปต่างหาก

Cleartin คือ ※ ซาลิไซลิก (BHA) 2% ชนิดทาภายนอก ซึ่งจะช่วยละลายเซลล์ผิวที่ตายแล้วและน้ำมันที่อุดตันในรูขุมขน เหมาะมากกับสิวระยะไม่อักเสบ เช่น สิวหัวขาวหรือสิวหัวดำที่อุดตันเป็นตุ่มเม็ดเล็กๆ และเนื่องจากเป็นยาสามัญประจำบ้านที่ซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไปโดยไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์ จึงมักเป็นยาตัวแรกๆ ที่เราเลือกใช้

ปัญหาคือเมื่อสิวพัฒนาไปเป็นตุ่มแดง ตุ่มหนองสีเหลือง หรือสิวอักเสบเม็ดใหญ่ที่เป็นไตช้ำลึก ระยะนี้ คีย์หลักไม่ใช่แค่รูขุมขนอุดตัน แต่เป็นเชื้อแบคทีเรียและการอักเสบที่แพร่กระจายอยู่ภายใน รวมถึงน้ำมันที่หลั่งออกมามากจนเกินไป ยาที่ทำหน้าที่แค่ละลายเซลล์ผิวจึงเข้าไปไม่ถึงจุดนั้น ดังนั้น การที่ใช้ Cleartin แล้วไม่หาย ไม่ใช่เพราะยาไม่ดี แต่เป็นสัญญาณบอกว่าสิวของคุณเลยจุดที่กรดซาลิไซลิกจะจัดการได้แล้วค่ะ

* กรดซาลิไซลิก (BHA): สารละลายเซลล์ผิวที่ละลายได้ดีในน้ำมัน ช่วยเคลียร์เซลล์ผิวเก่าและน้ำมันในรูขุมขนเพื่อลดการอุดตัน แต่ไม่ใช่ยาที่กำจัดการอักเสบที่แพร่กระจายไปแล้วโดยตรง


클리어틴이 안 들으면 실패가 아니라 단계가 바뀐 거예요



ยาทาภายนอก ทำงานประสานกัน ‘จากภายนอก’

ยาทาจะทำงานแตกต่างกันออกไปบนพื้นผิวผิว โดยแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ ค่ะ

  • จัดการเซลล์ผิวเก่า สิวอุดตัน และป้องกันที่ต้นเหตุ: ได้แก่ กรดซาลิไซลิก (Cleartin) และ ※ เรตินอยด์ ชนิดทา ตัวเด่นๆ ของเรตินอยด์คือ Differin (Adapalene) และ Stieva-A (Tretinoin) ซึ่งช่วยปรับกระบวนการอุดตันของรูขุมขนให้กลับมาเป็นปกติ ป้องกันการเกิดสิวอุดตันใหม่และลดการกลับมาเป็นซ้ำ แต่อาจต้องใช้เวลา 6-12 สัปดาห์กว่าจะเริ่มเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน จึงจำเป็นต้องใช้อย่างสม่ำเสมอค่ะ

  • กำจัดเชื้อแบคทีเรียและลดการอักเสบ: ได้แก่ ยาปฏิชีวนะทาภายนอกอย่าง Cleocin T (Clindamycin) และยาสูตรผสม BPO อย่าง Epiduo Gel หรือ Duac Gel ยาเหล่านี้ทำหน้าที่ฆ่าเชื้อและต้านการอักเสบไปพร้อมกัน จึงได้ผลดีกับสิวอักเสบแดงและสิวหัวหนอง อย่างไรก็ตาม การใช้ยาปฏิชีวนะเดี่ยวๆ เป็นเวลานานอาจทำให้เกิดการดื้อยาได้ มักนิยมใช้ร่วมกับ BPO หรือเรตินอยด์

ยาทาแต่ละชนิดมีจุดออกฤทธิ์ต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าจุดที่มีปัญหาคือรูขุมขนอุดตัน (เซลล์ผิวเก่า) หรือจุดที่อักเสบเป็นหนอง (แบคทีเรีย/การอักเสบ) คุณสามารถดูคู่มือแนะนำระยะสิวและยารักษาที่เหมาะสมเพิ่มเติมได้ที่ คู่มือการรักษาโรคทั่วไปโดยสมาคมโรคผิวหนังแห่งเกาหลี

* เรตินอยด์: สารกลุ่มวิตามินเอ ช่วยปรับวงจรการผลัดเซลล์ผิวบริเวณรูขุมขนให้เป็นปกติ ทำให้สิวอุดตันเกิดน้อยลง เป็นยาพื้นฐานที่ช่วยทั้งการรักษาและป้องกันไม่ให้สิวกลับมาเป็นซ้ำ


바르는 약은 ‘겉에서’ 일을 나눠 맡아요



ยารับประทาน ออกฤทธิ์กว้างและแรงกว่า ‘จากภายใน’

หากสิวอักเสบอยู่ลึกเกินกว่าที่ยาทาจะเข้าถึง ก็ถึงเวลาของยารับประทานค่ะ ยาจะออกฤทธิ์จากภายในไปทั่วทั้งร่างกาย จึงครอบคลุมพื้นที่กว้างและเห็นผลรวดเร็วกว่า

ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทานอย่าง Doxycycline และ Minocycline ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่ม Tetracycline มักใช้ในกรณีที่สิวอักเสบเห่อขึ้นมาพร้อมกันหลายๆ จุดในระดับปานกลาง ยาจะทำหน้าที่ยับยั้งแบคทีเรียและบรรเทาอาการอักเสบ โดยทั่วไปมักจ่ายยาเป็นรายเดือนและใช้ควบคู่ไปกับยาทา

และยาขั้นสุดก็คือ ※ Isotretinoin (Roaccutane, Acnotin) ซึ่งจะเข้าไปลดขนาดของต่อมไขมันโดยตรงเพื่อบล็อกการหลั่งน้ำมันตั้งแต่ต้นตอ เป็นวิธีรักษาหลักสำหรับสิวอักเสบเม็ดใหญ่ ลึก เป็นไตแข็ง หรือสิวที่กลับมาเป็นซ้ำบ่อยๆ แต่เนื่องจากยาตัวนี้ทำให้ผิวแห้งมากและต้องห้ามอย่างเด็ดขาดในสตรีมีครรภ์ จึงต้องได้รับการตรวจเลือดและควบคุมดูแลโดยแพทย์ผิวหนังอย่างใกล้ชิดค่ะ

* Isotretinoin: ยาวิตามินเอชนิดรับประทาน มีฤทธิ์ลดขนาดและควบคุมการหลั่งน้ำมันของต่อมไขมันโดยตรง จึงเป็นคีย์หลักที่ทรงพลังที่สุดสำหรับสิวอักเสบรุนแรงและสิวเรื้อรังที่กลับมาเป็นซ้ำ


먹는 약은 ‘안에서’ 더 넓고 세게 작용해요



ทำไมกรดซาลิไซลิกไม่มีแบบกิน และทำไมยาคุมความมันถึงไม่มีแบบทา?

เราจะเห็นความต่างที่น่าสนใจอย่างหนึ่งค่ะ คือกรดซาลิไซลิกไม่มีสำหรับรับประทาน และยาที่ลดต่อมไขมันจากต้นตอ (Isotretinoin) ก็ไม่มีในรูปแบบยาทา

นั่นเป็นเพราะ 'จุดออกฤทธิ์' ต่างกันนั่นเอง เซลล์ผิวเก่าและน้ำมันที่อุดตันอยู่บริเวณผิวชั้นนอกสุด การทายาจากภายนอกจึงเข้าถึงได้โดยตรงอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องรับประทานเข้าไป ในทางกลับกัน ต่อมไขมันตั้งอยู่ลึกในชั้นผิวแท้ ยาทาภายนอกจึงไม่สามารถลงไปลดขนาดของมันได้ จำเป็นต้องใช้ยารับประทานเพื่อออกฤทธิ์จากภายใน สรุปง่ายๆ ก็คือ จัดการเซลล์ผิวจากภายนอก ส่วนต่อมไขมันจัดการจากภายในค่ะ


살리실산은 먹는 게 없고, 피지 근본약은 바르는 게 없는 이유



ดังนั้น เลือกยาให้ตรงกับ ‘ระยะสิวของเรา’ ก็พอค่ะ

เนื่องจากยาแต่ละตัวทำงานในตำแหน่งต่างกัน เพียงแค่เริ่มวิเคราะห์ว่าสิวของคุณอยู่ในระยะไหน ก็จะจำกัดตัวเลือกที่ถูกต้องได้ง่ายขึ้น ดังนี้ค่ะ

ระยะสิวของคุณ

ยาที่เป็นตัวแทน

ยาทา / ยารับประทาน

สิวอุดตัน (หัวขาว / หัวดำ)

กรดซาลิไซลิก (Cleartin), Differin · Stieva-A

ยาทา

สิวอักเสบแดง (ตุ่มแดง / หนอง)

Cleocin T · Epiduo Gel · Duac Gel (หากขึ้นเยอะอาจเพิ่มยาปฏิชีวนะชนิดกิน)

ยาทา (+ ยารับประทาน)

สิวหัวช้าง / สิวเม็ดใหญ่ (อักเสบลึก)

ยาปฏิชีวนะชนิดกิน + Isotretinoin ร่วมกับการฉีดสิวและระบายหนอง

ยารับประทาน (+ หัตถการ)

สิวเรื้อรัง / ขึ้นเป็นบริเวณกว้าง

Isotretinoin

ยารับประทาน

การที่ทา Cleartin แล้วไม่ดีขึ้น มักหมายความว่าสิวของคุณผ่านระยะอุดตันไปสู่ระยะอักเสบแล้ว ในตอนนั้น แทนที่จะฝืนทายาตัวเดิมต่อไปเรื่อยๆ ควรเปลี่ยนมาใช้ยาที่เจาะจงกลุ่มอาการ หรือ ปรึกษาแพทย์เพื่อปรับแนวทางการรักษา จะเหมาะสมกว่า ยิ่งปล่อยให้เกิดการอักเสบไว้นาน ผิวชั้นแท้ก็จะยิ่งถูกทำลายจนกลายเป็นรอยแผลเป็นหลุมลึก การเข้าใจบทบาทของยาแต่ละชนิดและรีบทำให้สิวยุบตามระยะที่ถูกต้อง จึงเป็นวิธีป้องกันรอยแผลเป็นที่ดีที่สุดค่ะ



คำถามที่พบบ่อย

Q. ทา Cleartin ควบคู่กับ Differin ได้ไหมคะ?

ยาทั้งสองตัวเน้นทำงานกับเซลล์ผิวและการอุดตันค่อนข้างซ้ำซ้อนกัน หากใช้ร่วมกันอาจทำให้ผิวแห้ง ระคายเคืองสูงมาก ปกติแนะนำให้เลือกใช้ตัวใดตัวหนึ่ง หรือแยกทาเช้า-เย็นคนละเวลา แต่ถ้าผิวช็อตมีทั้งสิวอุดตันและสิวอักเสบรวมกัน เพื่อความปลอดภัยควรให้แพทย์ช่วยจัดเซ็ตคู่ยาที่เบลนเข้ากันได้ดีที่สุดดีกว่าค่ะ

Q. ทานยาปฏิชีวนะรักษาสิวต่อเนื่องนานๆ ได้ไหมคะ?

ยาปฏิชีวนะชนิดกินรักษาสิว ปกติจะใช้ระยะเวลาประมาณไม่กี่เดือน และไม่แนะนำให้กินติดต่อกันนานเกินไปเนื่องจากความเสี่ยงเรื่องการดื้อยา โดยทั่วไปแพทย์จะให้ทานควบคู่กับยาทาจำพวก BPO หรือ เรตินอยด์ เมื่ออาการเริ่มดีขึ้นแล้วจะค่อยๆ ปรับลดเป็นการทายาเพื่อคุมอาการในระยะยาวแทนค่ะ

Q. จำเป็นต้องทาน Isotretinoin ไหมคะ? ได้ยินเรื่องผลข้างเคียงน่ากลัวเยอะมากเลย

ยาตัวนี้ไม่ได้จำเป็นสำหรับสิวทุกประเภทค่ะ แต่สำหรับสิวที่อักเสบลึก เป็นไต แผลเป็นหนองช้าง หรือสิวอุดตันที่ขึ้นซ้ำซากไม่เลิก ยาตัวนี้คือทางรอดเพราะทำหน้าที่ลดขนาดต่อมไขมันตรงๆ แน่นอนว่าต้องระวังเรื่องผิวแห้ง ปากแห้ง และข้อห้ามร้ายแรงเรื่องการตั้งครรภ์ แต่ถ้าอยู่ในความดูแลของแพทย์และตรวจเลือดเช็กสุขภาพสม่ำเสมอ ยาตัวนี้ก็ไม่ใช่ยาที่น่ากลัวจนต้องกังวลเลยค่ะ

บทความแนะนำ

  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด โดยบิวตี้ส์ด็อกเตอร์
  • Beautystone Clinic บิวตี้สโตนคลินิก สาขาฮงแด

โพสต์ล่าสุด

โพสต์ล่าสุด

ถ้าเจลแต้มสิวหรือ Cleartin ไม่ช่วยให้อาการดีขึ้น ถึงเวลาต้องเปลี่ยนแล้วค่ะ

ผิว

ถ้าคุมสิวด้วยยาทาสิวทั่วไปอย่าง Cleartin แล้วยังไม่หาย ดีขึ้น ถึงเวลาต้องเปลี่ยนวิธีรักษาแล้วค่ะ

Salicylic acid, ยาปฏิชีวนะ, Retinoid และ Isotretinoin มีจุดออกฤทธิ์ที่แตกต่างกันนะคะ ตั้งแต่ปัญหาสิวอุดตันไปจนถึงสิวอักเสบชนิดตุ่มแดงและซีสต์ มาดูวิธีการเลือกยาทาและยารับประทานที่เหมาะกับขั้นตอนและสภาพผิวของคุณกันค่ะ

ตุ่มแดงที่คิดว่าเป็นสิว แต่อาจเป็นรูขุมขนอักเสบ (Folliculitis) ซึ่งมีวิธีรักษาที่แตกต่างกัน

ผิว

สิวเม็ดเล็กๆ ที่คิดว่าเป็นสิวธรรมดา ถ้าจริงๆ แล้วเป็น 'รูขุมขนอักเสบ' วิธีรักษาจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเลยนะคะ

สิวอุดตันกับรูขุมขนอักเสบดูคล้ายกัน แต่ต้นเหตุต่าง แยกจากอาการคัน บริเวณ หัวสิว วินิจฉัยถูกลดแผลเป็น

ถ้าสิวเริ่มเป็นไตหรือเป็นปุ่มนูนแดง (nodule) แล้ว อย่าเพิ่งบีบเองนะคะ เพราะรอยแผลเป็นจะเริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนนี้เลยค่ะ

ผิว

ตั้งแต่ตุ่มนูนแข็ง ห้ามบีบเอง แผลเป็นเริ่มตอนนี้

แผลเป็นไม่ได้เกิดจากการบีบ แต่ขึ้นกับการอักเสบลงลึกแค่ไหน ดูตารางระดับความเสี่ยงและการดูแลแต่ละขั้น

ตุ่มหนอง (pustule) ถ้าปล่อยทิ้งไว้แผลเป็นจะยิ่งใหญ่นะคะ จริงๆ แล้วมันมีเวลาที่ควรเจาะออกอยู่ค่ะ

ผิว

สิวหัวหนองปล่อยไว้แผลเป็นใหญ่ขึ้น มีช่วงที่ควรบีบ

"สิวไม่ควรบีบจะดีสุด" ถูกแค่ครึ่ง สรุปช่วงที่ควรบีบหัวหนอง วิธีที่ถูก และระยะที่ห้ามบีบ ในตารางเดียว

การฉีดรักษาสิวอักเสบ จริงๆ แล้วคือหลักการเดียวกับการลดรอยแผลเป็นจากไฟไหม้ค่ะ

ผิว

ยาฉีดสิวอักเสบ ใช้หลักการเดียวกับลดแผลรอยไหม้

ปล่อยตุ่มนูนหรือซีสต์ไว้คิดว่าจะยุบเอง? ช่วงนั้นทำลายคอลลาเจนหนังแท้ สรุปหลักการยาฉีดและข้อจำกัด

รอยสิว รอยดำ รอยแดง และรอยบุ๋มลึก ไม่สามารถรักษาให้หายได้ด้วยการใช้ยาตัวเดียวกัน

ผิว

รอยดำ รอยแดง หลุมสิว รักษาด้วยยาตัวเดียวกันไม่ได้

น้ำตาลคือเมลานิน แดงคือเส้นเลือด บุ๋มคือคอลลาเจนหาย นูนคือเกิน สรุป 4 แบบพร้อมการรักษาขั้นแรก

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1

💬 สามารถปรึกษาแบบ 1:1 ผ่าน KakaoTalk ได้

🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1