ทำไมลบรอยสักสียากเป็นพิเศษ หลักการพิโคเลเซอร์หลายความยาวคลื่น ความยากตามสี อธิบายด้วยเคสจริง
ช่วงนี้มีข่าวสารนู่นนี่นั่นเต็มไปหมด นอกห้องตรวจเลยดูค่อนข้างวุ่นวายทีเดียวนะครับ
อย่างไรก็ตาม เรามาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่าครับ
เมื่อเข้าสู่ช่วงที่ผู้คนเริ่มใส่เสื้อแขนสั้นอย่างช่วงนี้
มักจะมีคนไข้แวะเวียนมาหาเยอะขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับบอกว่า
"รู้สึกกังวลกับรอยสักรูปกุหลาบสีแดงที่ทำมาเมื่อ 10 ปีก่อนจังเลยค่ะ"
แต่คนไข้ส่วนใหญ่มักจะมีจุดร่วมเหมือนกันอย่างหนึ่งครับ
นั่นก็คือประโยคที่ว่า "เคยไปลบจากที่อื่นมาตั้ง 5-6 ครั้งแล้ว แต่สีก็ยังไม่ยอมหลุดออกไปเลย"
วันนี้ผมจะมาค่อยๆ อธิบายให้ฟังกันครับว่าเพราะอะไร

สรุปแล้วมันมีความแตกต่างกันยังไงกันแน่นะ?
การลบรอยสักสี (Color Tattoo Removal) คือการส่งพลังงานเลเซอร์ไปสลายโมเลกุลน้ำหมึกสีต่างๆ ที่ฝังอยู่ในชั้นผิวหนังแท้ (Dermis) ให้แตกตัวเป็นอนุภาคเล็กๆ
เพื่อให้เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด Macrophage
เข้ามาดูดซับและขับออกจากร่างกายตามธรรมชาติครับ
ในขณะที่เลเซอร์ระบบ Q-Switched แบบเดิมจะใช้ความยาวคลื่นหลักๆ 2 ช่วง คือ 1064nm และ 532nm
ซึ่งออกแบบมาเพื่อจัดการกับสีดำและสีแดงเป็นหลัก
แต่เทคโนโลยี Picosecond Laser นั้นสามารถใช้ความยาวคลื่นที่หลากหลายกว่า
ทำให้สามารถสลายโมเลกุลน้ำหมึกสีเขียว สีเหลือง และสีน้ำเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จุดเด่นหลักๆ เลยก็คือ ความเร็วในการปล่อยพลังงานที่เปลี่ยนจากระดับ Nano-second (1 ในพันล้านวินาที)
มาเป็นระดับ Picosecond (1 ในล้านล้านวินาที) ซึ่งเร็วกว่าเดิมถึง 1,000 เท่าครับ
ส่วนที่มักจะเกิดความเข้าใจผิดบ่อยๆ ตรงนี้
ใจความสำคัญของโพสต์นี้
รอยสักแฟนซีที่มีสีแดง สีเขียว หรือสีเหลือง มักจะลบออกยากมากด้วยเลเซอร์รุ่นเก่าๆ ครับ
แต่ PicoWay สามารถใช้ความยาวคลื่นที่หลากหลาย จึงช่วยสลายอนุภาคเม็ดสีของน้ำหมึกได้ทุกเฉดสี ไม่ใช่แค่สีดำเท่านั้นครับ
รอยสักสีๆ อย่างสีแดง สีเขียว สีเหลือง
ลบออกได้ยากมากด้วยเลเซอร์รุ่นเก่าทั่วไปครับ
แต่สำหรับเครื่อง PicoWay ที่สามารถใช้ความยาวคลื่นได้หลากหลาย
จะช่วยสลายอนุภาคของน้ำหมึกได้ทุกเฉดสี
ไม่ใช่แค่เฉพาะสีดำเท่านั้นครับ
เดี๋ยวผมจะอธิบายให้ฟังครับว่าเพราะอะไร
เพราะน้ำหมึกแต่ละสีจะมีช่วงความยาวคลื่นของแสงที่ดูดซับได้แตกต่างกันครับ
สีดำจะตอบสนองเป็นอย่างดีกับคลื่นความยาว 1064nm
ส่วนสีแดงก็ตอบสนองได้ดีกับคลื่นความยาว 532nm
แต่สำหรับสีเขียวและสีน้ำเงินนั้นจะค่อนข้างปราบเซียน
เพราะแทบจะไม่ตอบสนองกับความยาวคลื่นทั้งสองชนิดนี้เลย
ดังนั้น ต่อให้เรายิงเลเซอร์คลื่น 1064nm ลงบนรอยสักสีเขียวสักกี่ครั้ง
ผลลัพธ์ก็คือผิวจะร้อนขึ้นเฉยๆ แต่สียังสวยชัดอยู่เหมือนเดิมครับ

มีคนไข้ผู้หญิงวัย 30 กว่าๆ คนหนึ่งที่มาหาผมเมื่อเดือนที่แล้วที่ผมจำได้แม่นเลยครับ
เธอมีรอยสักรูปใบไม้สีเขียวตรงข้อมือมานานถึง 8 ปี
เคยผ่านการทำเลเซอร์จากคลินิกอื่นมาแล้ว 7 ครั้ง
แต่สีเขียวนั้นแทบจะไม่จางลงเลย
พอผมลองเช็กดูในประวัติการรักษาเดิม ก็พบว่าใช้เพียงคลื่นความยาวเดี่ยว 1064nm ทั้งหมดเลยครับ
จริงๆ แล้ว คลื่นความยาวที่ตอบสนองกับน้ำหมึกสีเขียวได้ดีที่สุด
ก็คือคลื่นความยาว 755nm Alexandrite ครับ
หลังจากที่รักษาด้วย Picosecond คลื่นความยาว 755nm ไป 3 ครั้ง
รอยสักก็จางลงไปได้ถึงประมาณ 70% เลยครับ

แต่ก็ไม่ได้แปลว่าทุกอย่างจะง่ายและราบรื่นไปซะหมดนะครับ
มีจุดหนึ่งที่ผมอยากจะเน้นย้ำมากๆ เลยก็คือ
แม้จะเป็น Picosecond Laser แต่หากใช้กับรอยสักที่เป็นสีขาวหรือสีเนื้อ (Nude)
ก็อาจจะกระตุ้นให้รอยสักนั้นเปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำขึ้นกว่าเดิมได้ครับ
เนื่องจากส่วนประกอบของ Titanium Dioxide เมื่อโดนความร้อนจากเลเซอร์
จะเกิดปฏิกิริยารีดักชัน (Reduction) ทำให้เปลี่ยนเป็นสีดำ
ดังนั้น แม้จะเป็นรอยสักสีเหมือนกัน แต่การประเมินว่ามีสีอะไรบ้าง
ฝังลึกอยู่ในชั้นผิวระดับไหน
จึงจำเป็นต้องใช้วิธีการและดีไซน์การรักษาที่แตกต่างกันออกไปครับ
สรุปใจความสำคัญโดย หมอวี ยองจิน
การที่รอยสักสีไม่ยอมจางลง ส่วนใหญ่ไม่ใช่เพราะฝีมือแพทย์ไม่ดีนะครับ
แต่เป็นเพราะคลื่นความยาวเลเซอร์ที่ใช้ไม่ตรงกับสีของรอยสักต่างหากครับ
เนื่องจากแต่ละสีต้องการความยาวคลื่นที่จำเพาะเจาะจงแตกต่างกันไป
ดังนั้น สิ่งสำคัญอันดับแรกคือการเลือกใช้เครื่องมือที่ตรงกับเฉดสีรอยสักของเราครับ
เวลาอยู่ในห้องตรวจ ผมจะแบ่งประเภทแบบนี้ครับ
เพราะวิธีการรับมือของแต่ละสีจะค่อนข้างแตกต่างกันพอสมควรเลยครับ
ตารางด้านล่างนี้คือการรวบรวมคำถามที่ผมพบบ่อยที่สุดครับ
โทนสี | ความยาวคลื่นที่เหมาะสมที่สุด | จำนวนครั้งโดยเฉลี่ย | ระดับความยาก |
|---|---|---|---|
สีดำ • สีน้ำเงินเข้ม | 1064nm | 4 - 6 ครั้ง | ง่าย |
สีแดง • สีส้ม | 532nm | 5 - 7 ครั้ง | ปานกลาง |
สีเขียว • สีฟ้าน้ำทะเล | 755nm | 6 - 10 ครั้ง | ยาก |
สีเหลือง | 532 + 785nm | 8 - 12 ครั้ง | ยากมาก |
สีขาว • สีเนื้อ | ไม่แนะนำให้ลบ | - | อันตราย |
พุดกันตามตรงเลยนะครับ
รอยสักสีโทนพาสเทลอย่างสีเหลืองหรือสีเขียวอ่อน
ต่อให้ยิงเลเซอร์ไปมากกว่า 10 ครั้ง ก็อาจจะยากที่จะลบออกให้หายวับไปได้ 100% ครับ
อย่างไรก็ตาม หากสีจางลงไปได้ประมาณ 50-70%
ก็จะอยู่ในระดับที่มองด้วยตาเปล่าแทบไม่เห็นแล้วครับ
ซึ่งก็มีคนไข้หลายๆ ท่านที่ตั้งเป้าหมายการลบไว้ที่ระดับนี้เช่นกันครับ

ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้ว น่าจะเริ่มสงสัยเรื่องเหล่านี้กันใช่ไหมครับ?
Q1. เคยลบจากที่อื่นมาหลายครั้งแล้ว ถ้ามาเริ่มต้นรักษาใหม่ที่ Beautystone จะยังเห็นผลไหมคะ?
A. นี่เป็นจุดที่หลายคนเข้าใจผิดกันเยอะมากครับ
อันที่จริงแล้ว หากการรักษาครั้งก่อนๆ ได้ช่วยสลายอนุภาคของน้ำหมึกให้แตกตัวไปบ้างแล้ว
การเข้ามารักษาต่อด้วยความยาวคลื่นที่ถูกต้องและเหมาะสม
มักจะช่วยขับปริมาณเม็ดสีที่เหลืออยู่ให้ออกไปได้อย่างรวดเร็วครับ
ในความเป็นจริง มีคนไข้หลายเคสที่เคยลบจากที่อื่นมา 7-8 ครั้งแล้วยังไม่เห็นผล
พอมาทำที่นี่แค่ 2-3 ครั้ง ก็ได้ผลลัพธ์ที่พึงพอใจกลับไปเพียบเลยครับ
Q2. ควรเว้นระยะห่างกี่สัปดาห์ และต้องทำทั้งหมดประมาณกี่ครั้งคะ?
A. โดยปกติแล้วจะเว้นระยะห่างประมาณ 4-8 주 (สัปดาห์) ครับ
เนื่องจากผิวกายจำเป็นต้องใช้เวลาในการขับน้ำหมึกผ่านระบบน้ำเหลืองและเซลล์เม็ดเลือดขาว
หากทำบ่อยจนเกินไป นอกจากจะไม่ค่อยเห็นผลแล้ว
ยังเป็นการเพิ่มภาระและทำร้ายผิวโดยไม่จำเป็นอีกด้วยครับ
สำหรับเรื่องค่าบริการนั้น จะแตกต่างกันไปตามขนาด สี และความลึกของรอยสัก
ทำให้ไม่สามารถประเมินแบบเหมาจ่ายได้
แต่โดยทั่วไปแล้ว การลบรอยสักสีจะมีค่าใช้จ่ายต่อรอบและจำนวนครั้งที่ต้องทำ
สูงกว่าการลบรอยสักสีดำล้วนครับ
Q3. มีโอกาสจะเกิดแผลเป็นหรือเม็ดสีผิวเปลี่ยนไปไหมคะ?
A. ถึงแม้ว่า Picosecond Laser จะช่วยลดความเสียหายจากความร้อนสะสมบนผิวไปได้เยอะมาก
แต่ก็ไม่สามารถเคลมได้ว่าปลอดภัย 100% แบบไม่มีผลข้างเคียงเลยครับ
โดยเฉพาะคนไข้ที่มีโทนผิวสีเข้ม (Darker Skin Tone)
หรือในเคสที่รอยสักถูกลงหมึกฝังลึกไปถึงชั้นหนังแท้มากๆ
ก็อาจจะมีโอกาสเกิดภาวะรอยด่างขาวชั่วคราว (Hypopigmentation) ได้ครับ
ซึ่งอาการนี้มักจะค่อยๆ ฟื้นฟูกลับมาเป็นปกติได้เองภายใน 3-6 เดือน
แต่ถึงอย่างนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือการปรับตั้งค่าความยาวคลื่นและระดับพลังงานของเลเซอร์
ให้เหมาะสมกับสภาพผิวของคนไข้แต่ละรายก่อนเริ่มทำการรักษาครับ
หวังว่าบทความในวันนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกคนนะครับ ผม หมอวี ยองจิน สวัสดีครับ

ยกกระชับ
Ultherapy Prime ต้องทำ 몇 회 (몇 회) และผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหนคะ?
มาดูกันค่ะว่าควรทำ Ultherapy Prime กี่ครั้ง เริ่มเห็นผลตั้งแต่ตอนไหน และผลลัพธ์จะอยู่ได้นานเท่าไหร่ โดยอิงจากข้อมูลวิจัยทางการแพทย์ค่ะ

ลบรอยสัก
ลบรอยสักด้วย Picoway จำนวนครั้งจะแตกต่างกันตามสีของรอยสักไหมคะ?
มาดูกันค่ะว่าทำไมการลบรอยสักด้วย Picoway จำนวนครั้งถึงขึ้นอยู่กับสีของรอยสัก ต้องเว้นระยะห่างอย่างไร และข้อควรรู้ก่อนทำมีอะไรบ้าง

โครงหน้า&วอลลุ่ม
รอยคล้ำใต้ตา รักษารอบดวงตาด้วย filler หรือ laser แบบไหนจะเหมาะกับเรามากกว่ากันนะ?
เลือกแบบไหนดีระหว่าง filler ใต้ตา กับ เลเซอร์? เรามีข้อมูลวิจัยมาช่วยวิเคราะห์ตามสาเหตุของปัญหาดาร์กเคิลให้คุณเข้าใจง่ายๆ ค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
โบท็อกซ์ (Botox) จะเริ่มเห็นผลหลังฉีดกี่วันคะ?
พามาดูข้อมูลวิจัยกันค่ะว่าหลังฉีด Botox แล้วจะเริ่มเห็นผลภายในกี่วัน และผลลัพธ์จะอยู่ได้นานแค่ไหน

โครงหน้า&วอลลุ่ม
Dysport เห็นผลเร็วกว่า Botox แต่ทำไมคนที่มีภาวะดื้อยา (ดื้อโบ) ถึงต้องพิจารณาอย่างระมัดระวัง
แม้ว่าจะเป็น Botulinum Toxin Type A เหมือนกัน แต่ความแตกต่างของรัศมีการกระจายตัวก็ส่งผลต่อผลลัพธ์การรักษาที่ได้ค่ะ มาดูเกณฑ์การเลือกเข้ารับบริการ Botox vs Dysport ตามระดับการใช้งานของกล้ามเนื้อหน้าผาก (Frontalis) กันเลย

ผิว
จำเป็นต้องทาโทนเนอร์ (toner) ไหมคะ?
จำเป็นต้องใช้โทนเนอร์ตามลำดับการดูแลผิว (skin booster) เสมอไปไหม? วันนี้เรามาแนะนำหน้าที่ของโทนเนอร์และวิธีประเมินตามสภาพผิวของคุณกันค่ะ



