ลดรูขุมขน: พีลลิง vs Secret RF แก้ได้จริง
ลดรูขุมขน: พีลลิง vs Secret RF แก้ได้จริง
ลดรูขุมขน: พีลลิง vs Secret RF แก้ได้จริง
ทำไมพีลลิงซ้ำๆ ไม่ช่วยลดรูขุมขน? Secret RF ฟื้นฟูคอลลาเจนชั้นหนังแท้ แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ
"คุณหมอคะ ทำ Peeling มาสิบกว่าครั้งแล้ว ทำไมผิวเหมือนเดิมเลย?" — คำถามที่ได้ยินเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
พอย่างเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนฤดู คนไข้ก็เริ่มเข้ามาปรึกษาเรื่องปัญหารูขุมขนและรอยแผลเป็นในห้องตรวจกันหนาตาขึ้นเรื่อยๆ ครับ
"ทนทำ Peeling ที่คลินิกผิวหนังมาปีกว่าแล้ว
แต่เอาจริงๆ ไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงเลยค่ะ"
สัปดาห์นี้สัปดาห์เดียว ผมได้ยินคนไข้พูดทำนองนี้เหมือนกันเป๊ะถึงสองคนเลยครับ
วันนี้ผมเลยอยากจะค่อยๆ มาไขข้อข้องใจเรื่องนี้ให้ฟังกันครับ
สรุปแล้วมันแตกต่างกันยังไงนะ?
Secret RF คือเครื่องมือประเภท Needle RF (คลื่นวิทยุผ่านเข็มไมโคร) ที่จะส่งเข็มขนาดเล็กลงไปใต้ชั้นผิว
แล้วปล่อยพลังงานคลื่นวิทยุความถี่สูง (RF) ออกจากปลายเข็ม
เพื่อเข้าไปกระตุ้นชั้นผิวหนังแท้ (Dermis) โดยตรง
ซึ่งต่างจาก Peeling ทั่วไป เพราะ Secret RF
ไม่ได้ไปทำการ 'ละลาย' เซลล์ผิวเก่าหรือผิวชั้นกำพร้า
แต่จะเข้าไปสร้างความร้อนกระตุ้นในชั้นผิวแท้ที่ระดับความลึก 1.5 - 3.5 มม.
เพื่อเหนี่ยวนำให้เกิดกระบวนการสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
ทำไมบางท่านทำแค่ Peeling ซ้ำๆ แล้วถึงไม่ค่อยเห็นผล
ประเด็นสำคัญของบทความนี้
เปรียบเทียบระหว่าง Peeling ที่ให้ผลชั่วคราว vs Secret RF ที่แก้ปัญหาจากต้นตอ
อธิบายความแตกต่างของการ 'รักษาปัญหารูขุมขนอย่างแท้จริง'
สรุปใจความสำคัญในประโยคเดียว
รูขุมขนไม่ใช่ปัญหาของ 'สิ่งสกปรกบนผิวชั้นนอก'
แต่เป็นปัญหาของ 'โครงสร้างชั้นผิวแท้' ต่างหากครับ
ต่อให้พยายามผลัดเซลล์ผิวชั้นนอกไปมากแค่ไหน
ถ้าฐานโครงสร้างข้างล่างมันทรุดตัว รูขุมขนก็ยังกว้างเท่าเดิมอยู่ดีครับ
เมื่อเดือนก่อนมีคนไข้ชายวัย 30 ต้นๆ เข้ามาปรึกษา
เพราะกังวลเรื่องรูขุมขนบริเวณจมูกและแก้ม เขาเล่าว่าเคยไปทำ
Peeling ที่คลินิกอื่นมาเกือบจะเดือนละครั้ง ติดต่อกันนานถึง 2 ปีเต็ม
แต่พอลองส่องกระจกดูด้วยกัน
ผิวแทบจะไม่ต่างจากรูปถ่ายเมื่อ 2 ปีก่อนเลยครับ
จุดที่ทำให้คนเข้าใจผิดกันเยอะก็คือ
การทำ Peeling (ที่ใช้กรดอ่อนๆ เช่น AHA หรือ Salicylic Acid)
จะช่วยละลายเซลล์ผิวที่ตายแล้วชั้นนอกสุดออกไป
ทำให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้นชั่วคราว
เวลาส่องกระจกทันทีหลังทำ ผิวจึงดูดีขึ้นทันตาเห็นใช่ไหมครับ
แต่ทว่า 'สาเหตุที่แท้จริง' ของรูขุมขนที่เบิกกว้างนั้น
เกิดจากคอลลาเจนในชั้นผิวแท้สูญเสียความยืดหยุ่นและทรุดตัวลง
จนไม่สามารถโอบอุ้มและกระชับผนังรูขุมขนเอาไว้ได้
ซึ่งการทำ Peeling นั้นไม่สามารถส่งพลังงานลงไปลึกถึงจุดนั้นได้ครับ
ความลึกมันเข้าไม่ถึงจริงๆ

ส่วน Secret RF นั้น ตัวเข็มสามารถปรับความลึกได้ตั้งแต่ 1.5 มม., 2.0 มม., 2.5 มม.
และลงลึกได้สูงสุดถึง 3.5 มม. ตามความจำเป็นเลยครับ
แล้วเครื่องจะปล่อยความร้อน RF ที่อุณหภูมิประมาณ 75 องศาลงไปที่ความลึกระดับนั้น
เพื่อเข้าไปกระตุ้นและปรับโครงสร้างคอลลาเจนเดิม
เมื่อผิวตระหนักรู้ว่าเกิด 'การบาดเจ็บแบบควบคุมได้ (Micro-injury)'
ร่างกายก็จะเร่งสร้างคอลลาเจนใหม่เข้ามาเติมเต็มตรงจุดนั้นทันที
เมื่อทำซ้ำประมาณ 2-3 ครั้ง
โครงสร้างใต้ผิวที่ช่วยพยุงรูขุมขนให้กระชับก็จะแน่นหนาและหนาตัวขึ้นครับ
คนไข้เคสที่ผมเล่าให้ฟังข้างต้น
หลังจากตัดสินใจทำ Secret RF กับเราไปครบ 3 ครั้ง
เขาบอกเลยว่า "ทำครั้งนี้แค่ 3 รอบ เห็นผลดีกว่าทำ Peeling มาตลอด 2 ปีอีกครับ"
ตอนที่เขาแวะมาทำทรีตเมนต์บำรุงคงสภาพผิวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วครับ

สรุปข้อคิดดีๆ จาก หมอวี ยองจิน
Peeling คือ 'การทำความสะอาดผิวชั้นนอก'
ส่วน Secret RF คือ 'การฟื้นฟูโครงสร้างผิวชั้นแท้'
หากรูขุมขนกว้างมานานและลึกมาก
ต่อให้พยายามผลัดเซลล์ผิวซ้ำๆ แค่ไหน
ตราบใดที่ไม่เข้าไปแก้ไขที่ฐานราก ผลลัพธ์ก็ยังคงเหมือนเดิมครับ
วิธีที่ผมประเมินคนไข้ในห้องตรวจ
ถึงแม้ผลลัพธ์จะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล
แต่โดยปกติแล้วผมจะจำแนกแนวทางการรักษาไว้ประมาณนี้ครับ

ประเภท | สภาพผิว | แนวทางการรักษาที่แนะนำ |
|---|---|---|
Type A | หน้ามันมาก มีเซลล์ผิวเก่าสะสมหนาตัว | ดูแลด้วยการทำ Peeling หรือ Scaling ทั่วไปก็เพียงพอ |
Type B | รูขุมขนเริ่มกว้างขึ้น + ผิวหน้าเริ่มหย่อนคล้อยเล็กน้อย | ทำ Secret RF 2 ครั้ง ควบคู่ไปกับการทำ Peeling |
Type C | รูขุมขนกว้างและลึกมาก มีรอยแผลเป็นจากสิวร่วมด้วย | ทำ Secret RF 3-4 ครั้ง โดยใช้ความลึกเข็มที่ 2.5 - 3.5 มม. |
อย่างไรก็ตาม ไม่มีนวัตกรรมไหนที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติไปหมดทุกอย่างนะครับ
หลังจากทำ Secret RF ทันที อาจมีรอยแดงจุดเล็กๆ คล้ายรอยเข็ม
ปรากฏอยู่ประมาณ 3-5 วัน
และอาจจำเป็นต้องใช้เมคอัพช่วยปกปิดรอยไว้ในช่วง 1 สัปดาห์แรกครับ
จึงไม่ใช่โปรแกรมที่ทำเสร็จแล้วจะหน้าใสพร้อมไปทำงานต่อได้ทันทีเหมือนการทำ Peeling ทั่วไป
แต่ทว่า เมื่อคอลลาเจนได้รับการเติมเต็มอย่างสมบูรณ์แล้ว
ผลลัพธ์ในการกระชับผิวจะสามารถคงอยู่ได้นานอย่างน้อย 1-2 ปีเลยทีเดียว
เมื่อมองในระยะยาว จึงช่วยประหยัดทั้งเงินและเวลา
มากกว่าการที่ต้องคอยไปทำ Peeling ทุกๆ เดือนแน่นอนครับ

ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้ว น่าจะเริ่มสงสัยเรื่องเหล่านี้กันใช่ไหมครับ
Q1. ถ้าทำ Secret RF แล้ว ไม่จำเป็นต้องทำ Peeling อีกเลยหรือเปล่า?
A. ไม่ใช่ซะทีเดียวครับ
เพราะผิวยังคงต้องการการดูแลเรื่องน้ำมันส่วนเกินและเซลล์ผิวเก่าอย่างต่อเนื่อง
สูตรที่ผมแนะนำบ่อยที่สุดคือการใช้ Secret RF เข้าไปปรับ 'โครงสร้างผิว' ให้แน่นกระชับก่อน
แล้วเสริมด้วยการทำ Peeling เบาๆ เดือนละครั้ง
เพื่อช่วยดูแลความเรียบเนียนของผิวชั้นบนสุดควบคู่กันไปครับ
Q2. ควรทำกี่ครั้ง และผลลัพธ์จะอยู่ได้นานแค่ไหน?
A. สำหรับปัญหารูขุมขนกว้างทั่วไป แนะนำที่ 2-3 ครั้งครับ
แต่ถ้ามีรอยแผลเป็นจากสิวร่วมด้วย จะแนะนำให้ทำประมาณ 4 ครั้งครับ
โดยเว้นระยะห่างทุกๆ 1 เดือน
และหลังจากจบคอร์สรักษาครั้งสุดท้ายไปแล้วประมาณ 3 เดือน
จะเริ่มเห็นผลลัพธ์ของคอลลาเจนที่ฟื้นฟูขึ้นมาใหม่อย่างเต็มที่ที่สุดครับ
ผลลัพธ์จะสามารถคงอยู่ได้นานอย่างน้อย 1 ปีขึ้นไป
หลังจากนั้นเพียงแค่กลับมาทำโปรแกรม Maintenance ปีละครั้งก็เพียงพอแล้วครับ
Q3. มีผลข้างเคียงหรือข้อควรระวังอะไรบ้างไหม?
A. อาการที่พบได้บ่อยที่สุดหลังทำคือ รอยแดงชั่วคราว
และรอยสะเก็ดเล็กๆ บริเวณรูขุมขนคล้ายรอยเข็ม
ซึ่งอาการส่วนใหญ่จะค่อยๆ หายสนิทไปเองภายใน 4-7 วันครับ
ช่วง 1 สัปดาห์ทั้งก่อนและหลังทำ ควรหลีกเลี่ยงสกินแคร์ที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวสูตรเข้มข้น
กลุ่ม Retinol รวมถึงงดการเข้าซาวน่าด้วยนะครับ
และสำหรับท่านใดที่มีแนวโน้มผิวเกิดรอยดำได้ง่าย
แพทย์อาจต้องปรับลดพลังงานในการรักษาลงให้เหมาะสม
ดังนั้น รบกวนแจ้งให้แพทย์ทราบล่วงหน้าในขั้นตอนรับคำปรึกษาด้วยนะครับ
หากรูขุมขนกว้างจนการทำ Peeling เอาไม่อยู่ สามารถส่งรูปถ่ายผิวหน้ามาปรึกษาผมทาง KakaoTalk ได้เลยนะครับ สำหรับวันนี้ หมอวี ยองจิน ขอลาไปก่อนครับ
"คุณหมอคะ ทำ Peeling มาสิบกว่าครั้งแล้ว ทำไมผิวเหมือนเดิมเลย?" — คำถามที่ได้ยินเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
พอย่างเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนฤดู คนไข้ก็เริ่มเข้ามาปรึกษาเรื่องปัญหารูขุมขนและรอยแผลเป็นในห้องตรวจกันหนาตาขึ้นเรื่อยๆ ครับ
"ทนทำ Peeling ที่คลินิกผิวหนังมาปีกว่าแล้ว
แต่เอาจริงๆ ไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงเลยค่ะ"
สัปดาห์นี้สัปดาห์เดียว ผมได้ยินคนไข้พูดทำนองนี้เหมือนกันเป๊ะถึงสองคนเลยครับ
วันนี้ผมเลยอยากจะค่อยๆ มาไขข้อข้องใจเรื่องนี้ให้ฟังกันครับ
สรุปแล้วมันแตกต่างกันยังไงนะ?
Secret RF คือเครื่องมือประเภท Needle RF (คลื่นวิทยุผ่านเข็มไมโคร) ที่จะส่งเข็มขนาดเล็กลงไปใต้ชั้นผิว
แล้วปล่อยพลังงานคลื่นวิทยุความถี่สูง (RF) ออกจากปลายเข็ม
เพื่อเข้าไปกระตุ้นชั้นผิวหนังแท้ (Dermis) โดยตรง
ซึ่งต่างจาก Peeling ทั่วไป เพราะ Secret RF
ไม่ได้ไปทำการ 'ละลาย' เซลล์ผิวเก่าหรือผิวชั้นกำพร้า
แต่จะเข้าไปสร้างความร้อนกระตุ้นในชั้นผิวแท้ที่ระดับความลึก 1.5 - 3.5 มม.
เพื่อเหนี่ยวนำให้เกิดกระบวนการสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
ทำไมบางท่านทำแค่ Peeling ซ้ำๆ แล้วถึงไม่ค่อยเห็นผล
ประเด็นสำคัญของบทความนี้
เปรียบเทียบระหว่าง Peeling ที่ให้ผลชั่วคราว vs Secret RF ที่แก้ปัญหาจากต้นตอ
อธิบายความแตกต่างของการ 'รักษาปัญหารูขุมขนอย่างแท้จริง'
สรุปใจความสำคัญในประโยคเดียว
รูขุมขนไม่ใช่ปัญหาของ 'สิ่งสกปรกบนผิวชั้นนอก'
แต่เป็นปัญหาของ 'โครงสร้างชั้นผิวแท้' ต่างหากครับ
ต่อให้พยายามผลัดเซลล์ผิวชั้นนอกไปมากแค่ไหน
ถ้าฐานโครงสร้างข้างล่างมันทรุดตัว รูขุมขนก็ยังกว้างเท่าเดิมอยู่ดีครับ
เมื่อเดือนก่อนมีคนไข้ชายวัย 30 ต้นๆ เข้ามาปรึกษา
เพราะกังวลเรื่องรูขุมขนบริเวณจมูกและแก้ม เขาเล่าว่าเคยไปทำ
Peeling ที่คลินิกอื่นมาเกือบจะเดือนละครั้ง ติดต่อกันนานถึง 2 ปีเต็ม
แต่พอลองส่องกระจกดูด้วยกัน
ผิวแทบจะไม่ต่างจากรูปถ่ายเมื่อ 2 ปีก่อนเลยครับ
จุดที่ทำให้คนเข้าใจผิดกันเยอะก็คือ
การทำ Peeling (ที่ใช้กรดอ่อนๆ เช่น AHA หรือ Salicylic Acid)
จะช่วยละลายเซลล์ผิวที่ตายแล้วชั้นนอกสุดออกไป
ทำให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้นชั่วคราว
เวลาส่องกระจกทันทีหลังทำ ผิวจึงดูดีขึ้นทันตาเห็นใช่ไหมครับ
แต่ทว่า 'สาเหตุที่แท้จริง' ของรูขุมขนที่เบิกกว้างนั้น
เกิดจากคอลลาเจนในชั้นผิวแท้สูญเสียความยืดหยุ่นและทรุดตัวลง
จนไม่สามารถโอบอุ้มและกระชับผนังรูขุมขนเอาไว้ได้
ซึ่งการทำ Peeling นั้นไม่สามารถส่งพลังงานลงไปลึกถึงจุดนั้นได้ครับ
ความลึกมันเข้าไม่ถึงจริงๆ

ส่วน Secret RF นั้น ตัวเข็มสามารถปรับความลึกได้ตั้งแต่ 1.5 มม., 2.0 มม., 2.5 มม.
และลงลึกได้สูงสุดถึง 3.5 มม. ตามความจำเป็นเลยครับ
แล้วเครื่องจะปล่อยความร้อน RF ที่อุณหภูมิประมาณ 75 องศาลงไปที่ความลึกระดับนั้น
เพื่อเข้าไปกระตุ้นและปรับโครงสร้างคอลลาเจนเดิม
เมื่อผิวตระหนักรู้ว่าเกิด 'การบาดเจ็บแบบควบคุมได้ (Micro-injury)'
ร่างกายก็จะเร่งสร้างคอลลาเจนใหม่เข้ามาเติมเต็มตรงจุดนั้นทันที
เมื่อทำซ้ำประมาณ 2-3 ครั้ง
โครงสร้างใต้ผิวที่ช่วยพยุงรูขุมขนให้กระชับก็จะแน่นหนาและหนาตัวขึ้นครับ
คนไข้เคสที่ผมเล่าให้ฟังข้างต้น
หลังจากตัดสินใจทำ Secret RF กับเราไปครบ 3 ครั้ง
เขาบอกเลยว่า "ทำครั้งนี้แค่ 3 รอบ เห็นผลดีกว่าทำ Peeling มาตลอด 2 ปีอีกครับ"
ตอนที่เขาแวะมาทำทรีตเมนต์บำรุงคงสภาพผิวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วครับ

สรุปข้อคิดดีๆ จาก หมอวี ยองจิน
Peeling คือ 'การทำความสะอาดผิวชั้นนอก'
ส่วน Secret RF คือ 'การฟื้นฟูโครงสร้างผิวชั้นแท้'
หากรูขุมขนกว้างมานานและลึกมาก
ต่อให้พยายามผลัดเซลล์ผิวซ้ำๆ แค่ไหน
ตราบใดที่ไม่เข้าไปแก้ไขที่ฐานราก ผลลัพธ์ก็ยังคงเหมือนเดิมครับ
วิธีที่ผมประเมินคนไข้ในห้องตรวจ
ถึงแม้ผลลัพธ์จะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล
แต่โดยปกติแล้วผมจะจำแนกแนวทางการรักษาไว้ประมาณนี้ครับ

ประเภท | สภาพผิว | แนวทางการรักษาที่แนะนำ |
|---|---|---|
Type A | หน้ามันมาก มีเซลล์ผิวเก่าสะสมหนาตัว | ดูแลด้วยการทำ Peeling หรือ Scaling ทั่วไปก็เพียงพอ |
Type B | รูขุมขนเริ่มกว้างขึ้น + ผิวหน้าเริ่มหย่อนคล้อยเล็กน้อย | ทำ Secret RF 2 ครั้ง ควบคู่ไปกับการทำ Peeling |
Type C | รูขุมขนกว้างและลึกมาก มีรอยแผลเป็นจากสิวร่วมด้วย | ทำ Secret RF 3-4 ครั้ง โดยใช้ความลึกเข็มที่ 2.5 - 3.5 มม. |
อย่างไรก็ตาม ไม่มีนวัตกรรมไหนที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติไปหมดทุกอย่างนะครับ
หลังจากทำ Secret RF ทันที อาจมีรอยแดงจุดเล็กๆ คล้ายรอยเข็ม
ปรากฏอยู่ประมาณ 3-5 วัน
และอาจจำเป็นต้องใช้เมคอัพช่วยปกปิดรอยไว้ในช่วง 1 สัปดาห์แรกครับ
จึงไม่ใช่โปรแกรมที่ทำเสร็จแล้วจะหน้าใสพร้อมไปทำงานต่อได้ทันทีเหมือนการทำ Peeling ทั่วไป
แต่ทว่า เมื่อคอลลาเจนได้รับการเติมเต็มอย่างสมบูรณ์แล้ว
ผลลัพธ์ในการกระชับผิวจะสามารถคงอยู่ได้นานอย่างน้อย 1-2 ปีเลยทีเดียว
เมื่อมองในระยะยาว จึงช่วยประหยัดทั้งเงินและเวลา
มากกว่าการที่ต้องคอยไปทำ Peeling ทุกๆ เดือนแน่นอนครับ

ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้ว น่าจะเริ่มสงสัยเรื่องเหล่านี้กันใช่ไหมครับ
Q1. ถ้าทำ Secret RF แล้ว ไม่จำเป็นต้องทำ Peeling อีกเลยหรือเปล่า?
A. ไม่ใช่ซะทีเดียวครับ
เพราะผิวยังคงต้องการการดูแลเรื่องน้ำมันส่วนเกินและเซลล์ผิวเก่าอย่างต่อเนื่อง
สูตรที่ผมแนะนำบ่อยที่สุดคือการใช้ Secret RF เข้าไปปรับ 'โครงสร้างผิว' ให้แน่นกระชับก่อน
แล้วเสริมด้วยการทำ Peeling เบาๆ เดือนละครั้ง
เพื่อช่วยดูแลความเรียบเนียนของผิวชั้นบนสุดควบคู่กันไปครับ
Q2. ควรทำกี่ครั้ง และผลลัพธ์จะอยู่ได้นานแค่ไหน?
A. สำหรับปัญหารูขุมขนกว้างทั่วไป แนะนำที่ 2-3 ครั้งครับ
แต่ถ้ามีรอยแผลเป็นจากสิวร่วมด้วย จะแนะนำให้ทำประมาณ 4 ครั้งครับ
โดยเว้นระยะห่างทุกๆ 1 เดือน
และหลังจากจบคอร์สรักษาครั้งสุดท้ายไปแล้วประมาณ 3 เดือน
จะเริ่มเห็นผลลัพธ์ของคอลลาเจนที่ฟื้นฟูขึ้นมาใหม่อย่างเต็มที่ที่สุดครับ
ผลลัพธ์จะสามารถคงอยู่ได้นานอย่างน้อย 1 ปีขึ้นไป
หลังจากนั้นเพียงแค่กลับมาทำโปรแกรม Maintenance ปีละครั้งก็เพียงพอแล้วครับ
Q3. มีผลข้างเคียงหรือข้อควรระวังอะไรบ้างไหม?
A. อาการที่พบได้บ่อยที่สุดหลังทำคือ รอยแดงชั่วคราว
และรอยสะเก็ดเล็กๆ บริเวณรูขุมขนคล้ายรอยเข็ม
ซึ่งอาการส่วนใหญ่จะค่อยๆ หายสนิทไปเองภายใน 4-7 วันครับ
ช่วง 1 สัปดาห์ทั้งก่อนและหลังทำ ควรหลีกเลี่ยงสกินแคร์ที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวสูตรเข้มข้น
กลุ่ม Retinol รวมถึงงดการเข้าซาวน่าด้วยนะครับ
และสำหรับท่านใดที่มีแนวโน้มผิวเกิดรอยดำได้ง่าย
แพทย์อาจต้องปรับลดพลังงานในการรักษาลงให้เหมาะสม
ดังนั้น รบกวนแจ้งให้แพทย์ทราบล่วงหน้าในขั้นตอนรับคำปรึกษาด้วยนะครับ
หากรูขุมขนกว้างจนการทำ Peeling เอาไม่อยู่ สามารถส่งรูปถ่ายผิวหน้ามาปรึกษาผมทาง KakaoTalk ได้เลยนะครับ สำหรับวันนี้ หมอวี ยองจิน ขอลาไปก่อนครับ
โพสต์ล่าสุด
โพสต์ล่าสุด

โครงหน้า&วอลลุ่ม
Dysport เห็นผลเร็วกว่า Botox แต่ทำไมคนที่มีภาวะดื้อยา (ดื้อโบ) ถึงต้องพิจารณาอย่างระมัดระวัง
แม้ว่าจะเป็น Botulinum Toxin Type A เหมือนกัน แต่ความแตกต่างของรัศมีการกระจายตัวก็ส่งผลต่อผลลัพธ์การรักษาที่ได้ค่ะ มาดูเกณฑ์การเลือกเข้ารับบริการ Botox vs Dysport ตามระดับการใช้งานของกล้ามเนื้อหน้าผาก (Frontalis) กันเลย

ผิว
จำเป็นต้องทาโทนเนอร์ (toner) ไหมคะ?
จำเป็นต้องใช้โทนเนอร์ตามลำดับการดูแลผิว (skin booster) เสมอไปไหม? วันนี้เรามาแนะนำหน้าที่ของโทนเนอร์และวิธีประเมินตามสภาพผิวของคุณกันค่ะ

ยกกระชับ
หลังทำ Onda lifting แล้ว สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติเลยไหมคะ?
ทำ ออนดา 리프팅 (Onda Lifting) แล้วสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ทันทีเลยไหม? มาดูคำแนะนำเกี่ยวกับรอยแดงหลังทำ ดาวน์ไทม์ (downtime) และวิธีการดูแลตัวเองกันค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ฉีด Sculptra แล้วเมื่อไหร่จะเห็นผลลัพธ์แก้มดูมีวอลลุ่มขึ้นคะ?
ฉีด Sculptra แล้วเมื่อไหร่จะเห็นผลแก้มฟูล่ะ? มาดูการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ทันทีหลังทำไปจนถึงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า พร้อมเหตุผลว่าทำไมถึงต้องแบ่งฉีดหลายๆ ครั้งกันค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ฟิลเลอร์สะโพก (hip filler) เพิ่มวอลลุ่ม จะอยู่ได้นานแค่ไหนคะ?
ฟิลเลอร์สะโพกที่ฉีดเพื่อเพิ่มวอลลุ่มจะอยู่ได้นานแค่ไหน? มาดูการทำงานของคอลลาเจนสติมูเลเตอร์ จำนวนครั้งในการทำ และข้อควรรู้ก่อนรับบริการกันค่ะ

ผิว
เลเซอร์กำจัดขน GentleMax Pro เหมาะกับทุกสีผิวไหมคะ?
แนะนำการกำจัดขนด้วย GentleMax Pro ว่าเหมาะกับทุกสีผิวหรือไม่ พร้อมอธิบายความแตกต่างและจำนวนครั้งในการทำตามสีผิวและสีขนค่่ะ
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1
💬 สามารถปรึกษาแบบ 1:1 ผ่าน KakaoTalk ได้
🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1



